[ตีพิมพ์] NAUGHTY NERDY - น่ารักดี มีแฟนยัง

ตอนที่ 4 : Chapter 03 เหนือโชยังมีชาร์ล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,787
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 402 ครั้ง
    26 ก.ย. 61


:: คำเตือน ::
นิยายเรื่องนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
มีเนื้อหายั่วยวนกระแทกใจ และส่วนใหญ่นางเอก 'รุก'
อย่าดราม่ากันนะคะ ไม่ชอบกดออกได้นะ เพราะเตือนแล้ว
ด้วยรักและล่อลวง

- CHERMADA -

03

เหนือโชยังมีชาร์ล

 



 





ฉันเดินตามจิ้งกลับเข้ามาด้านในเมื่อเห็นว่าเขาไปนั่งที่โซฟาด้วยสีหน้าอธิบายยาก ฉันเองก็เริ่มทำตัวไม่ถูกเลยไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานเขาที่ว่างอยู่ ก็คงต้องติดฝนอยู่นี่ไปจนกว่าฟ้าฝนจะเลิกเป็นใจกับฉันนี่แหละ

เจ้าของห้องเงยหน้ามาสบตากับฉันแล้วก็รีบหลบตาก่อนจะลุกเดินไปหยิบหนังสือที่ชั้น เหมือนเขาไม่ได้เจาะจงว่าจะอ่านเล่มไหนเป็นพิเศษ เอาที่ใกล้มือสุดเข้าว่า เสร็จแล้วถึงเดินกลับไปนั่งที่โซฟาอีกรอบ ทุกอากัปกิริยาของเขาอยู่ภายในสายตาของฉันตลอด คือฉันก็กำลังคิดแหละว่าจะชวนเขาคุยอะไรดี เพราะถ้าให้เขาเปิดประเด็นล่ะก็...ยาก

จนแล้วจนรอดฉันก็ไม่รู้จะคุยอะไรดีอะ เหมือนเรื่องที่เราจูบกันเมื่อกี้มันยังคอยรบกวน ไม่ใช่แค่ฉันหรอก น่าจะเป็นกับอีกฝ่ายด้วยเหมือนกัน เขารู้แหละว่าฉันมองอยู่ เพราะงั้นพอมือหนาพลิกหน้ากระดาษไปยังไม่ทันได้อ่าน เจ้าตัวก็ขยับแว่นแล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาฉันอีกครั้ง

“อะไรครับ” เขาถามติดจะขำอยู่ในทีเหมือนอดทนไม่ไหวแล้ว ก็นะ ฉันเล่นนั่งจ้องเขาไม่คลาดสายตาเลยน่ะสิ

“นายเขินฉันเหรอ” ฉันถาม

“...”

“หน้าแดงมากเลยอะ” ฉันเพ่งสายตาไปยังใบหน้าขาวๆ ที่บัดนี้ยังขึ้นสีเรื่อไม่จางนั่น ไม่ได้ตาฝาดแต่จิ้งหน้าแดงไปหมดแล้วจริงๆ นะ

“จริงเหรอครับ” สีหน้าเขาดูตกใจไม่น้อย เจ้าตัวแนบฝ่ามือข้างหนึ่งเข้าที่ข้างแก้มตัวเอง ก่อนจะวางหนังสือแล้วลุกจากโซฟาไปที่ห้องน้ำ เดาว่าไปส่องกระจกชัวร์เลยแบบนี้ ไม่นานเกินรอเขาก็เดินก้มหน้าออกมาจากห้องน้ำ ไปนั่งที่โซฟาตามเดิม

“ฮึๆ เป็นอะไร” ฉันอดถามคนตัวสูงไม่ได้ ไม่ว่าจะมององศาไหน หมอนี่ก็โคตรน่าแกล้งเลยพูดตามตรง ฉันชักจะหลงเขามากไปเสียแล้วล่ะมั้งเนี่ย บ้าเอ๊ย

“โชขี้แกล้งจังนะครับ”

“แกล้ง?” ฉันทวนคำเสียงสูง นึกขำอยู่เหมือนกันที่เขาพูดไปทางเดียวกับที่ฉันคิดอยู่พอดี บอกแล้วว่าเขาน่ะ น่ารัก! “หมายถึงที่ฉันจูบนายเมื่อกี้หรือว่าอะไร”

“...” คราวนี้จิ้งไม่ตอบ ทว่าแก้มสีเรื่อนั่นกลับขึ้นสีเข้มขึ้นอีกจนฉันอดไม่ได้ต้องลุกเข้ามายื่นหน้าดูใกล้ๆ ว่าไม่ได้คิดมากไป

“อะ...อะไรครับ”

“เคยมีแฟนมะ” ฉันยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกจนอีกฝ่ายเอนตัวไปด้านหลังนิดหน่อยเพื่อเว้นระยะห่างให้เท่าเดิม เราต่างก็สบตากันเหมือนเป็นไฟต์บังคับ แล้วก็ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองไหม ดวงตาคู่คมฉายแววเป็นประกายขึ้นมานิดหน่อย ทว่าชั่วครู่ก็เปลี่ยนไปเป็นงงๆ เหมือนเดิม

“อยากรู้ทำไมเหรอครับ” คนตรงหน้าไม่ตอบแต่ดันถามกลับ

“แมนๆ คุยกันเลยนะ ฉันว่าฉันชอบนาย”

“...” สีหน้าของจิ้งยังเหมือนเดิม ไม่ได้ดูประหลาดใจเท่าไรนัก ราวกับว่าเขาเองก็พอจะเดาอะไรๆ ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็แค่ตีมึนเหมือนไม่รู้เรื่องด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ บางทีมันอาจจะเป็นอย่างที่เขาเคยบอกฉันที่ห้องสมุดก็ได้

“แล้วฉันก็จะหึงทุกคนที่เคยเป็นแฟนนาย”

“ฮะๆ ๆ ขอบคุณครับ” เขาพูดกลัวหัวเราะ

ฉันนิ่วหน้าไม่เข้าใจ

“ขอบคุณทำไม”

“ขอบคุณที่ชอบผม แต่ว่าผมน่ะ...ยังยืนยันคำเดิม” เขายิ้มสุภาพ คำเดิมของเขาคงหมายถึงไม่อยากมีแฟน

“ทำไมล่ะ ฉันก็ไม่ได้ขอนายเป็นแฟนสักหน่อย ร้อนตัวหรือเปล่า” ฉันพูดพลางขยับตัวมานั่งลงบนที่ว่างของโซฟาใกล้ๆ กับเขา ท่าทางของจิ้งดูหายใจหายคอโล่งขึ้นมานิดหน่อย

“เหรอครับ งั้นก็คงจะใช่”

“มีสาวมาขอเป็นแฟนเยอะหรือไงถึงร้อนตัว” ฉันถามลองเชิง เล่นเอาคนฟังหัวเราะพรืดจนแว่นเคลื่อนต้องขยับแว่นไปหนึ่งที

“ไม่มีใครสนใจผมหรอกครับ”

“ฉันไง” ฉันพูดสวนกลับไปทันที จิ้งถึงกับชะงัก “เอ่อ ฉันพูดจริงนะ”

“ครับ” เขาพยักหน้ารับแล้วหันมายิ้มเรียบๆ ให้ฉันก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มเมื่อกี้ขึ้นมากางออกบนตักตั้งท่าจะอ่านมันอีกครั้ง

“ยังไม่ตอบเลยนะว่าเคยมีแฟนหรือเปล่า” ฉันย้ำเมื่ออีกฝ่ายทำเป็นตีเนียน

“บางเรื่อง...” เขาเงยหน้าจากหนังสือขึ้นมาพูดก่อนหันมาสบตากับฉันนิ่งๆ เหมือนจะสื่อว่าเขารู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ “ถ้าเราไม่รู้มันก็ดีกว่าไม่ใช่เหรอครับ”

กวนตีนละไอ้แว่นนี่

ยิ่งเขาพูดแบบนั้นฉันยิ่งชักจะสนใจในตัวเขามากขึ้นเสียแล้วสิ :)

“ระวังตัวไว้เหอะ” ฉันพึมพำขึ้นเบาๆ แต่เหมือนเขาจะหูดีเกินไปหน่อย หรือเพราะเรานั่งใกล้กันล่ะมั้ง เจ้าตัวถึงได้ถามว่า

“ระวังอะไรเหรอครับ โชจะทำอะไรผม” เขาถามยิ้มๆ 

ฉันเองก็ยิ้มกลับอย่างมีนัยแล้วตอบว่า “ถ้าบอกก็ไม่ตื่นเต้นสิ”

จิ้งพยักหน้าหงึกหงักตามเหมือนเข้าใจอะไรได้ง่ายๆ หรือไม่ก็คงจะขี้เกียจสงสัยเรื่องไร้สาระ แต่ก็ไม่วายเอ่ยขึ้นหลังจากทิ้งสายตาลงมองหนังสือบนตักของตัวเองเรียบร้อยแล้วว่า “นั่นสิครับ ความลับมักน่าตื่นเต้นเสมอแหละ”

“พูดเหมือนความลับเยอะงั้นแหละ” ฉันแซว

“ทุกคนมีความลับครับ โชก็มีไม่ใช่เหรอ” เขาถามโดยไม่ละสายตาออกมาจากหนังสือตรงหน้า และเจ้าตัวก็ไม่เห็นว่าฉันยักไหล่อย่างไม่ยี่หระต่อคำพูดนั้นเท่าไร 

“งั้นมั้ง” 

ถ้าเป็นความลับยิ่งใหญ่มากฉันน่ะไม่มีหรอกสาบานได้ แต่ถ้าความลับเล็กๆ น้อยๆ ก็มีบ้าง อย่างเช่น หยิบของของพี่ชายไปซ่อนตั้งแต่เด็กยันโตอะไรแบบนั้น 

พอเห็นว่าจิ้งเหมือนอยากจะอ่านหนังสือมากกว่าคุยกับฉัน ฉันก็เลยเดินไปหยิบกระเป๋าเป้ของตัวเองเพื่อเอาโทรศัพท์ออกมากดเล่นแก้เบื่อ แล้วก็เห็นว่าชาร์ลทั้งไลน์ทั้งโทรมาให้วุ่นวายไปหมดแต่ฉันปิดเสียงไว้ ฉันเลือกไม่โทรกลับให้เปลืองเงินแล้วตอบไลน์อีกฝ่ายแทน

CHOPIN: มีไร

ที่ถามพี่ชายไปแบบนั้นเพราะเห็นว่าที่เขาส่งมามันมีแต่สติ๊กเกอร์หน้าตกใจ ไม่มีข้อความอะไรเลยน่ะสิ ไม่ถึงนาทีเขาก็ตอบกลับมา

ชาร์ล: กลับบ้านตอนไหน พ่อถาม

CHOPIN: ฝนยังไม่หยุดเลยเนี่ย

ชาร์ล: แล้วอยู่ไหน

CHOPIN: แถวมอ

ขืนบอกว่าอยู่ห้องผู้ชายล่ะก็ มันจะต้องโทรมาจิกฉันเพื่อถามเอาความจริงให้สบายใจเดี๋ยวนี้เลยแน่ๆ อ๊ะๆ อย่าคิดว่าหมอนั่นหวงหรือห่วงน้องสาวแสนสวยนะ มันไม่ได้เป็นห่วงฉันนักหรอก น่าจะเป็นห่วงคนที่ฉันอยู่ด้วยมากกว่าน่ะ ซึ่งฉันขี้เกียจตอบคำถาม

ชาร์ล: แล้วเมื่อไหร่จะกลับ

CHOPIN: เลื่อนขึ้นไปอ่านมะ บอกว่าฝนยังไม่หยุด

ชาร์ล: ก็ถามว่าเมื่อไหร่จะกลับ

ชาร์ล: ไม่ใช่ฝนหยุดยัง

เนี่ย ดูมัน...

CHOPIN: ก็กลับตอนฝนหยุดไงโว้ย!

ฉันพิมพ์ตอบกลับตามด้วยสติ๊กเกอร์หน้าตาเกรี้ยวกราดไปหนึ่งตัว ทางนั้นส่งสติ๊กเกอร์หัวเราะร่วนกลับมาแล้วก็หายไป

ฉันออกจากไลน์แล้วไปเข้าโซเชียลอื่นหาดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย ลอบมองจิ้งเป็นระยะๆ ก็เห็นว่าเขาตั้งใจอ่านหนังสือมากเหมือนไม่เคยอ่านมาก่อนเลยในชีวิตนี้ ไม่ได้สนใจเลยว่าฉันอยู่ด้วย หรือบางทีนะ...เขาอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าฉันยังอยู่ในห้องกับเขา

ยอมรับว่าแอบหงุดหงิดแหละที่เขาไม่ได้สนใจกันแบบนี้ แต่พอมาคิดให้ดีๆ ได้มานั่งเสนอหน้าอยู่ในห้องเขาตอนนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ฉันยังไม่มีสิทธิ์อะไรไปเรียกร้องความสนใจจากเขาสักหน่อย อีกอย่าง การกระทำแบบนั้นมันค่อนข้างจะงี่เง่าหน่อยๆ จิ้งไม่อยากมีแฟน ถ้าฉันงี่เง่าเขาก็จะยิ่งไม่อยากมีเข้าไปใหญ่ ตอนนี้ขอเป็นเพื่อนก่อนก็ได้วะ 

ว่าแต่...นี่ฉันควรยืมหนังสือสักเล่มของเขามาอ่านบ้างดีไหมนะ

นึกๆ ไปก็อยากกลับบ้านแล้วเหมือนกันแฮะ 

ไอ้ฝนบ้าก็ตกเหมือนไม่เคยตกเหมือนกันเลย!


21:30 น.

ฝนหยุดตกแล้ว

ฉันนั่งมองสภาพอากาศด้านนอกจนสัปหงกไปหลายต่อหลายครั้ง ผิดกับจิ้งที่ไม่ได้กังวลกับฝนฟ้ามากนัก เอ่อ เรียกว่ารายนั้นไม่สนใจเลยจะง่ายกว่าแหละ เขาหลุดเข้าไปในโลกของหนังสือจนฉันกลายสภาพกลมกลืนกับอากาศในห้องนี้ไปเรียบร้อย นี่ฝนหยุดตกประมาณสิบนาทีได้แล้วมั้ง เขายังไม่รู้สึกตัวเลย

“เฮ้อ” ฉันมองเจ้าของห้องแล้วก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าแล้วลุกขึ้นเตรียมจะออกไปจากที่นี่ ความขี้เกียจและความง่วงจากบรรยากาศเป็นใจทำให้ฉันตั้งใจแล้วว่าจะนั่งแท็กซี่กลับบ้าน ไปถึงก็อาบน้ำแล้วกระโดดขึ้นเตียงนอนทันที งานที่ต้องส่งพรุ่งนี้ที่ฉันรู้แต่ยังไม่ทำก็ค่อยไปลอกวิชชี่เอาก่อนเข้าคลาสละกัน เป็นเรื่องธรรมดา

พอเช็กของเรียบร้อยแล้วว่าไม่น่าจะลืมอะไรไว้ ฉันก็หันไปพูดกับไอ้แว่นว่า

“นี่ ฉันกลับก่อนนะ ขอบคุณมาก”

“...” จิ้งไม่พูดอะไร เขาเงยหน้าจากหนังสือขึ้นมามองฉันแว็บหนึ่งแล้วเลื่อนสายตามองผ่านกระจกหน้าต่างออกไป เมื่อเห็นว่าฝนหยุดแล้วเขาก็วางหนังสือกับโซฟาแล้วลุกขึ้นทำท่าเหมือนจะออกไปส่งฉัน

“ไม่ต้องไปส่งๆ เกรงใจ อ่านหนังสือไปเถอะ” ฉันพยักพเยิดหน้าไปยังหนังสือที่เขาคั่นหน้าแล้วพับปิดไว้นั่น

“อ๋อ ผมจะเอาขยะลงไปทิ้งน่ะครับ” เขายิ้มนิดหน่อยแล้วเดินไปที่ครัว ผูกถุงดำใส่ขยะที่ซ้อนอยู่ในถังแล้วดึงขึ้นมาถือไว้ ตอนแรกฉันคิดว่าข้ออ้าง แต่เห็นจากขยะที่มันเต็มแล้วก็คิดได้ว่า...เขาคงคิดอย่างที่พูดและทำจริงๆ นั่นแหละ ไม่ได้จะลงไปส่งฉันอย่างที่เข้าข้างตัวเองไปเมื่อกี้หรอก

ท่าทางนุ่มๆ สุภาพนั่นทำให้ฉันอยากจะตบเขาให้แว่นร่วงสักที

เหอะ พูดให้คิดเหมือนให้ความหวังแล้วก็ดับฝันฉันเข้าแล้วไง

“ลงไปพร้อมกันเลยนะครับ” เขาบอกแล้วเดินไปใส่รองเท้าแตะคีบ ก่อนเปิดประตูห้องนำออกไป ฉันพ่นลมหายใจกรุ่นร้อนออกมาก่อนจะตามเขาออกมาบ้าง ร่างสูงยืนรอปิดห้องแล้วเดินตามฉันมาที่หน้าลิฟต์ เราไม่ได้พูดอะไรกันอีกจนกระทั่งลงมาถึงหน้าหอ เขาเอาขยะไปทิ้งที่ถังรวมแล้วหันมามองฉันที่ยังยืนรอพูดกับเขาอยู่ “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“ไม่มี เอ๊ย มี...” มีอะไรดีวะ เอางี้ละกัน เพิ่งนึกขึ้นได้พอดี “มีไลน์ไหม ขอหน่อย”

ฉันปลดเป้ออกจากบ่ามาเปิดออกเพื่อหยิบโทรศัพท์ยื่นให้คนตรงหน้า เขาหลุบตาลงมองอุปกรณ์สื่อสารในมือฉันนิ่งๆ ไม่ได้รับมันไป

“เอาไปทำไมครับ”

“เอาไว้คุยกันไง”

“อย่าเลยครับ ผมไม่ค่อยได้ตอบใครหรอก” อ้าว หยิ่งอีกไอ้บ้านี่

“ไม่เป็นไร ฉันก็ไม่ค่อยตอบใคร แอดไว้ไม่เสียหายนี่” ฉันยื่นโทรศัพท์เข้าไปใกล้เขาอีก ร่างสูงเหมือนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งให้ฉันลุ้นเล่นๆ แล้วสุดท้ายก็ยกมือขึ้นมา...ดันมือฉันกลับคืน

“เดี๋ยวเราก็เจอกันอีกมั้งครับ” เขาปฏิเสธแบบสุภาพอีกแล้ว ให้ตายสิ

“คิดว่าฉันอยากเจอนายนักหรือไงไอ้แว่น” ฉันเริ่มหัวร้อนขึ้นมานิดๆ กับอีแค่ไลน์นี่หวงไว้ทำไมก็ไม่รู้ ฉันเองก็ไม่ใช่คนชอบแชตสักเท่าไรหรอกน่า ที่คุยๆ และตอบประจำก็มีแค่เพื่อนสนิทกับคนที่บ้านเท่านั้นแหละ

“...”

“...” ฉันเงียบบ้างเมื่อจิ้งเงียบ รออยู่ว่าเขาอาจจะเปลี่ยนใจ

ทว่า...

“ครับ” เขาพยักหน้าลงนิดหน่อยก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าหอไปหน้าตาเฉย

ครับ?

ครับบ้าอะไรไอ้แว่น!!!

โว้ยยย น่าปวดหัวจริงๆ ทำไมฉันต้องมารู้สึกตกหลุมรักไอ้คนแบบนี้ด้วยเนี่ย เห็นทีชาตินี้คงจะคุยกันไม่รู้เรื่องแล้วมั้ง เหอะ อย่าเผลอเชียว แม่จะจับน็อกแล้วปล้ำไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด ดูสิว่าถึงคราวนั้นจะปฏิเสธฉันได้ไหม

ฉันเดินเซ็งๆ ออกมาจากหอของจิ้ง ที่นี่ติดถนนใหญ่ เพราะงั้นฉันเลยไม่ต้องเดินไปไหนไกล รอเรียกแท็กซี่ว่างตรงหน้าหอนี่แหละง่ายดี แต่ว่านะ...หลังพายุฝนฟ้าคะนองสงบแบบนี้ เหมือนแท็กซี่จะถูกลมพัดไปหมดแล้วงั้นแหละ

ขวับ...

ฉันหันกลับไปด้านหลังเมื่อรู้สึกเหมือนถูกใครมองอยู่ แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากลุงยามหน้าหอที่นั่งฟังเพลงลูกทุ่งสบายใจเฉิบอยู่ในห้องพักกระจกติดแอร์ กันแดดกันฝนสบายๆ เรียกว่าดีกว่าที่อื่นเชียวล่ะ ด้วยความสงสัยฉันเลยเลิกคิ้วขึ้นแล้วค่อยๆ เอียงตัวนิดหน่อยเพื่อดูว่ามีใครแอบอยู่แถวๆ ป้อมยามหรือเปล่า แต่ก็ไม่มี

เอสงสัยฉันจะหลอนติดมาจากวิชชี่จริงๆ แล้วมั้งเนี่ย

ก่อนหน้านี้ฉันก็ไม่รู้สึกหรอกนะ จนที่วิชชี่บอกกับฉันเมื่อหลายวันก่อน มาจนถึงวันนี้ฉันก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ เข้าไปทุกที เฮ้อ! อุปาทานหมู่แน่ๆ เลยฉันว่า

ฉันส่ายหัวไล่ความคิดบ้าๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ออกไปแล้วหันไปสนใจมองหาแท็กซี่อีกครั้ง แล้วก็มีรถว่างวิ่งผ่านมาพอดี ฉันรีบโบกมือเรียก เมื่อบอกจุดหมายที่จะไปแล้วพี่คนขับก็ทำหน้าคิดนิดหนึ่งก่อนจะพยักหน้าลง ฉันดีใจแทบกรี๊ดเลยล่ะ ปกติหายากที่จะเรียกคันแรกแล้วเขาไม่ปฏิเสธน่ะ

จะว่าไปจิ้งก็น่าจะมาขับแท็กซี่บ้างนะ ปฏิเสธเก่งนัก!

 

ที่มุมหนึ่ง

ติ๊ง!

เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นพร้อมกับหน้าจอที่ตอนแรกมืดสนิทสว่างวาบขึ้นมา เจ้าของเครื่องเหลือบสายตามองข้อความจากโปรแกรมแชตด้วยความสนใจ

Unknown 1: ไปแล้ว

เขายกยิ้มมุมปากก่อนกดเข้าไปพิมพ์ตอบ...

Unknown 2: ไม่ตามไปเหรอ 555

Unknown 1: ไม่ตลกนะ

Unknown 2: อ้าวเหรอ ขอโทษที 555

ไอ้บ้านี่ คิดมากไปได้...

นัยน์ตาสีเข้มฉายแววขำขันหลังจากพิมพ์ขอโทษส่งกลับไป เขาไม่ได้นึกขอโทษจริงๆ หรอก และสำหรับ เรื่องนั้นที่อีกฝ่ายตั้งแง่สงสัยตามประสบการณ์...

เขาดูยังไงก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยสักนิด

Unknown 1: ยังไงก็ไว้ใจไม่ได้ เข้าใจไหม

Unknown 1: อย่าให้เธอรู้เด็ดขาด

แววตาของชายหนุ่มฉายแววประหลาดขึ้นมานิดๆ เขาเลือกที่จะอ่านข้อความนั้นแล้วปล่อยทิ้งเอาไว้ไม่ได้พิมพ์อะไรตอบกลับไป มันเพราะเขาไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดเท่าไรนัก การอยู่กับความหวาดระแวงตลอดเวลา มันไม่สนุกเลยสักนิดเดียว

ไม่เคยสนุก...

 

CHOPIN’S POV

โชคดีที่รถไม่ติดเท่าไร ใช้เวลาจากหอจิ้งไม่นานนักก็มาถึงบ้านฉันจนได้ เหมือนคนจะรีบทยอยกลับไปตั้งแต่ก่อนฝนตกแล้ว นี่มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนเดียวที่ไม่ได้เสพข่าวพยากรณ์อากาศ คือถ้าวิชชี่ไม่บอกเมื่อเย็นก็ไม่รู้หรอก  

“ขอบคุณนะพี่” ฉันบอกกับพี่คนขับที่พาฉันมาส่งถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนก่อนลงจากรถมา ลมเย็นๆ หลังฝนตกด้านนอกที่ปะทะเข้าหน้าฉันนี่เย็นกว่าแอร์ในแท็กซี่เมื่อกี้อีกนะเนี่ย

หนาวเป็นบ้าเลย นี่ถ้าฤดูหนาวบ้านเรามันเย็นให้ได้อย่างนี้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย

ฉันคิดอะไรในใจไปเรื่อยเปื่อยขณะที่สองมือกระชับกระเป๋าเป้ที่สะพายหลังอยู่พลางเดินเอื่อยๆ เข้าบ้าน พลันก็ต้องชะงักเท้าทั้งที่ยังไม่ถึงประตูรั้วด้วยซ้ำ พอหลุบตามองตัวเองเพื่อความแน่ใจแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าฉันลืมอะไรบางอย่างไว้ที่ห้องจิ้ง

อะไรบางอย่างที่ว่านั่น...

แจ๊กเก็ตของฉัน!!!

จำได้ว่าพาดมันผึ่งเอาไว้ที่เก้าอี้ตอนนั่งกินขนมปัง สาบานว่าฉันไม่ได้ตั้งใจจะลืมมันเอาไว้ที่หอไอ้แว่นหรอกนะ ไม่มีความคิดที่จะแกล้งลืมของไว้ที่ห้องเขาเลยจริงๆ และนี่มันก็เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย เสื้อนั่นมันตัวโปรดเสียด้วยสิ เฮ้อ ติดต่อเขาก็ไม่ได้ มีทางเดียวคือต้องแบกหน้าถ่อไปหาเขาอีกน่ะสิ ไม่รู้ว่าป่านนี้ไอ้หมอนั่นมันจะได้ใจว่า ฉันชอบเขามากมายเลยทิ้งของไว้อ่อยไปแล้วหรือเปล่าก็ไม่รู้

ฮ้า! อยากจะทุบหัวตัวเองจริงๆ ก่อนออกมาก็ว่าเช็กดีแล้วเชียว

พรุ่งนี้ค่อยไปเอาคืนก็ได้วะ...


“ไอ้แสบ ทำไมไม่เข้าบ้าน” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นพร้อมกับชาร์ลที่เปิดประตูรั้วก่อนโผล่หัวออกมามองฉัน

“รอให้ออกมาถามนี่ไง” ฉันตอบอย่างหงุดหงิดแล้วเดินกระแทกเท้าผ่านหน้าพี่ชายเข้ามา ไหนๆ มันก็ออกมาละ ให้มันปิดประตูนั่นแหละดี อ้อ ฉันไม่ได้อารมณ์เสียงเพราะเขาหรอกนะ แต่หัวร้อนเพราะความขี้ลืมของตัวเองนี่แหละ ตอนแรกก็คิดว่าจะลืมเก่งแค่เรื่องเรียนเท่านั้น ที่ไหนได้ ลืมเก่งทุกอย่างเลย

“เดี๋ยว” ดูเหมือนชาร์ลจะล็อกประตูรั้วด้วยความรวดเร็วเกินเหตุ เพราะงั้นเขาถึงได้ตามมาคว้าข้อมือฉันเอาไว้แบบนี้

ฉันหันไปเลิกคิ้วให้พี่ชายเป็นนัยว่า มีอะไรร่างสูงหรี่ตามองฉันอย่างสำรวจ ฉันก้มลงมองตัวเองตามสายตาที่กำลังจับผิดนั่นบ้าง สุดท้ายก็เก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหวต้องถามออกไปว่า “ทำไม”

“เมื่อเช้าใส่แจ๊กเก็ตออกไปด้วยนี่หว่า” จ้า พี่ชายผู้ใส่ใจน้องสาว แต่ไม่ต้องจำได้ตอนนี้เพื่อตอกย้ำฉันจะได้ไหมเล่า! ฮึ่ย

“อ๋อ อยู่ในเป้” ฉันบอกปัดแล้วดึงแขนตัวเองออกจากมือหนาก่อนรีบจ้ำอ้าวเข้าบ้านมา เจอพ่อนั่งไขว่ห้างดูโทรทัศน์อยู่ก็ยกมือไหว้ไปหนึ่งทีแบบพอเป็นพิธี เสร็จแล้วก็เดินขึ้นบันไดมา

“ไอ้ชาร์ล น้องมันเป็นไรวะ” เสียงพ่อถามคนที่เดินตามฉันเข้ามาในบ้าน ฉันไม่ได้หันไปดูแต่ก็ยังได้ยินอยู่ว่าเขาคุยอะไรกัน

“เมนส์ไม่มามั้งพ่อ”

 

วันต่อมา

ฉันรีบมาดักรอเจอจิ้งที่หน้าตึกคณะเขาแต่เช้า ทว่ากลับไม่เจออีกฝ่ายเลย จนนี่เกือบจะเก้าโมงครึ่งแล้วและฉันต้องไปเข้าคลาสตอนสิบโมงครึ่ง โอเค เพื่อรอเจอเขาฉันจะยอมเลตก็ได้ ถ้าถึงเวลาแล้วยังไม่เจอเขาค่อยไล่วิชชี่ไปเรียนก่อนแล้วตามไปทีหลังก็ยังทัน

“ถ้ามึงจะอ่อยเขาเนี่ย ไว้ค่อยมาทวงคืนก็ได้มั้ง” วิชชี่เสนอความเห็นก่อนจะกัดขนมปังจากซองสำเร็จรูปในมือเข้าปากเคี้ยวง่ำๆ เพราะฉันบังคับให้มันแหกขี้ตาตื่นมาเป็นเพื่อนแต่เช้านี่แหละ นางเลยไม่ทันได้กินข้าวเช้าก่อนออกมา ฉันเองก็เหมือนกัน แต่ความหิวไม่ใช่อุปสรรค ฉันก็แค่อยากได้เสื้อตัวโปรดคืนเท่านั้นเอง

“บอกกี่รอบแล้วเนี่ยว่าไม่ได้อ่อย กูไม่ใช้วิธีบ้าๆ แบบนั้นหรอกน่า”

“จ้า เชื่อก็เชื่อ”

ฉันมองค้อนให้เพื่อนแล้วถอนหายใจออกมา ก่อนหันไปชะโงกหน้ามองหาเป้าหมายอีกครั้ง และดูเหมือนการที่ฉันเสนอหน้ามาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าตึกคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์นี่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้นักศึกษาที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนี้เสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายที่เดินผ่านเข้าตึกไปต่างก็ต้องเหลียวมองฉันเหมือนไม่เคยเห็น แน่ล่ะ ฉันรู้ว่าฉันสวย แต่พวกนี้จะคุ้นหน้าฉันได้ยังไง ฉันไม่ได้เรียนคณะนี้สักหน่อย

“มึงๆ โน่น” วิชชี่สะกิดแขนฉันแล้วพยักพเยิดหน้าไปทางหนึ่ง ฉันหันขวับตามไปก็เห็นไอ้แว่นกำลังเดินมาทางนี้ เขาสะพายเป้เอาไว้ที่หลัง มือข้างหนึ่งถือร่มติดมาด้วย คงเพราะวันนี้อากาศไม่น่ารักเท่าไรนัก แล้วก็ยังมีเปอร์เซ็นต์ที่คาดว่าฝนอาจจะตกลงมาอยู่

“เจษ... เอ๊ย จิ้ง!” ฉันตะโกนเรียกอีกฝ่ายพร้อมทั้งกระโดดโบกมือให้เขาเห็นว่าฉันรออยู่ตรงนี้อย่างกับนัดกันเอาไว้ เขาชะงักไปแต่ไม่นานก็เดินต่อ พอระยะห่างของเราเหลือประมาณสามสี่เมตรเขาก็เอ่ยทักทาย

“อ้าว โชแปง”

ฉันระบายยิ้มออกมาก่อนเดินเข้าไปใกล้เขาอีกนิดหน่อย ก็เขาเล่นหยุดเดินแล้วเว้นระยะห่างราวกับฉันเป็นตัวเชื้อโรคที่ไม่ควรเข้าใกล้งั้นแหละ

“คือว่าฉัน...”

“มาเอาเสื้อโชที่ลืมไว้ห้องผมใช่ไหม” เขาโพล่งถามขึ้นก่อนฉันจะทันได้พูดจบ ฉันเลยรีบพยักหน้ารับ

“ใช่ๆ นายเอามาหรือเปล่า”

“เปล่าครับ คิดว่าคงไม่เจอกันน่ะ”

หน็อยแน่! ไอ้แว่นนี่ ตัวเองไม่อยากเจอฉันล่ะสิ ทำเป็นพูดจาให้ตัวเองดูดี เหอะ

“นายเลิกเรียนกี่โมง ฉันไปเอาที่ห้องนายก็ได้”

“วันนี้เลิกบ่ายครึ่งครับ”

“อ๋อ ฉันก็เลิกพร้อมนายเลย งั้นขอ...” ฉันกำลังจะยื่นโทรศัพท์ที่ถืออยู่ในมือไปให้เขากดไอดีไลน์ให้ ทว่าเหมือนหมอนี่จะรู้ทันหรือยังไงก็ไม่รู้นะ เขารีบพูดแทรกขึ้นมาว่า

“งั้นสักบ่ายสองเจอกันที่ใต้หอผมนะครับ” เขาบอกแค่นั้นแล้วก็เดินผ่านหน้าฉันเข้าตึกเรียนไปหน้าตาเฉย ทำไมหมอนี่มันตัดบทฉันเก่งอย่างนี้นะ

“เขาเหมือนไม่อยากคุยกับมึงเลยเนอะ” วิชชี่พูดขึ้นลอยๆ เมื่อจิ้งเดินพ้นจากตรงนี้เข้าไปในตึกแล้ว ฉันกลอกตามองฟ้าแล้วพ่นลมหายใจหงุดหงิดออกมา ก่อนหันไปพยักหน้าให้เพื่อนตัวเอง

“ไปเรียนเหอะ”

 

บ่ายสอง

ฉันมาตามที่จิ้งนัดเอาไว้ ดูเหมือนจะมาถึงก่อนเขาด้วยแหละ เพราะความจริงฉันมาถึงนี่ได้ประมาณสิบนาทีแล้ว ส่วนจิ้งกลับมาถึงหอตอนบ่ายสองเป๊ะๆ วิชชี่ไม่ได้มากับฉันด้วยเพราะนางรีบกลับบ้านเหมือนเมื่อวาน คงจนกว่าจะพ้นช่วงอิทธิพลของพายุนั่นแหละ

“รอนานหรือเปล่าครับ” จิ้งถามเมื่อเดินมาถึงตรงที่ฉันยืนรออยู่ มันเป็นล็อบบี้ใต้หอของเขาที่ฉันวิ่งมาชนกับเขาเมื่อวานนั่นแหละ

“ไม่อะ”

“งั้นโชรอนี่นะครับ เดี๋ยวผมขึ้นไปหยิบเสื้อให้”

“ไม่ต้องๆ เดี๋ยวฉันขึ้นไปเอาเองก็ได้ นายจะได้ไม่ต้องลงมาอีกรอบ”

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมต้องออกไปกินข้าวอยู่แล้ว” อืม...ฉันน่าจะรู้อยู่แล้วนะว่าเขามันเป็นคนแบบนี้น่ะ ไอ้บ้าเอ๊ย

“ทำไม...” ฉันเลิกคิ้วถามอีกฝ่ายแล้วขยับเข้าไปประชิดตัวเขามากขึ้น ร่างสูงยกมือขึ้นขยับแว่นแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยสีหน้าลำบากใจ “กลัวว่าฉันจะทำอะไรนายอีกหรือไง”

ฉันยกยิ้มเพื่อแกล้งล้ออีกฝ่าย เชื่อไหมว่าเขาหน้าแดงเหมือนสั่งได้!

“เปล่าครับ”

“ก็ดี เพราะถ้าฉันจะทำอีก มันมากกว่านั้นแน่ๆ” ฉันแกล้งขู่ให้อีกฝ่ายยิ่งร้อนรนเล่นๆ แล้วมันก็เป็นไปตามคาด

“ผมว่าเราขึ้นไปเอาเสื้อของโชกันดีกว่านะ” เขาบอกแล้วหมุนตัวเดินนำไปที่หน้าลิฟต์ก่อน ฉันมองตามไปแล้วก็อดยิ้มเป็นบ้าเป็นหลังไม่ได้ ท่าทางเด๋อๆ แบบนั้นมันน่าหยิกแก้มให้หายมันเขี้ยวจริงๆ เลยให้ตาย

เราสองคนโดยสารลิฟต์ขึ้นมาท่ามกลางความเงียบที่ต่างคนต่างก็ทิ้งเอาไว้ให้มันกองสุมรอบตัว พอเข้ามาในห้องจิ้งแล้วฉันก็กวาดสายตามองหาสิ่งที่ต้องการแต่ไม่เจอเลย ฉันจำได้ว่าพาดมันไว้ที่เก้าอี้นี่นา

“ผมเอาไปตากให้น่ะครับ” เจ้าของห้องบอกก่อนจะเดินผ่านครัวออกไปที่ระเบียง ฉันเดินตามมาก็เห็นเขากำลังปลดเสื้อของฉันออกจากไม้แขวนเสื้อ

“ถ้าฝนตกทำไงเนี่ย”

“มันก็คงจะต้องเปียกแหละครับ” เขาตอบหน้าตายแล้วกลับเข้ามายื่นสิ่งที่ทำให้ฉันต้องถ่อมาที่นี่อีกครั้งมาตรงหน้า

ฉันถลึงตาเคืองๆ ใส่เขานิดหน่อยแล้วรับมาพาดบ่าเอาไว้ “ยังไงก็ขอบคุณนายมากนะ”

“ครับ”

 

หลังแยกกับจิ้งแล้วฉันก็รีบกลับบ้านเพราะกลัวตอนเย็นฝนจะตกหนักแล้วติดฝนอีก แต่ดูเหมือนวันนี้มันจะแค่พรำๆ เท่านั้น ตอนแรกก็ขอไปกินข้าวกับเขานั่นแหละ แต่หมอนั่นบอกว่านัดกับรุ่นพี่เอาไว้ ฉันไม่รู้ว่าแค่ข้ออ้างหรือเรื่องจริงนะ แต่ฉันก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไร ไปไม่ได้ก็ไม่ไป แค่นั้นแหละ

“เฮ้อ!” ฉันถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ ก็ตั้งแต่กลับมาถึงบ้านประมาณสามโมงกว่า จนตอนนี้จะค่ำแล้วฉันก็ยังนอนเป็นซากศพอยู่ที่โซฟาในโถงนั่งเล่นของบ้าน วันนี้วันศุกร์ พ่อไปสังสรรค์กับเพื่อน ส่วนชาร์ลก็น่าจะไปเหมือนกะ...

“ว่าไงไอ้แสบ” สงสัยจะไม่ไปละ

ฉันเหลือบตามองร่างสูงของพี่ชายที่เดินเข้ามาในบ้านนิดหน่อย ก่อนจะกระดิกเท้าที่ไขว้กันอยู่ใส่เขาเป็นการทักทาย ชาร์ลไม่ได้สนใจเพราะมันเป็นเรื่องปกติ...ปกติที่เขาจะมองข้ามไปน่ะ

“ไม่ไปดื่มกับเพื่อนเหรอวันนี้”

“อยากไปกับน้องอะวันนี้” มันพูดอย่างมีเลศนัย ฉันรีบกระเด้งตัวขึ้นนั่งทันควัน

“ไป! กำลังเหงา”

“ไวเชียวเรื่องแบบนี้”

“พูดมากน่าชาน” ฉันบอกพร้อมกับลุกขึ้นจากโซฟาแล้วบิดขี้เกียจนิดหน่อยให้พองาม แค่มือไม้ฟาดโดนตัวพี่ชายก็ถือว่างามแล้ว

“ชาร์ล” เจ้าของชื่อพูดแก้ด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษแบบริติชเป๊ะๆ 

“ชานนนน” ฉันลากเสียงแกล้งอีกฝ่ายก่อนจะรีบวิ่งหนีลูกเตะที่ไล่ตามตูดมาติดๆ ขึ้นมายังชั้นสอง มันไม่ได้ตามมาขึ้นมาหรอก

พอจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เรียบร้อย เราสองพี่น้องก็ล็อกบ้านแล้วออกมาปาร์ตี้ตามประสาคนเหงา ว่าแต่วันนี้ชาร์ลมาแปลกแฮะ ถึงเราจะดื่มด้วยกันเป็นเรื่องปกติ ทว่าที่ปกติกว่านั้นคือฉันเป็นคนชวนมันไง ฉันรู้สึกตงิดๆ ยังไงก็ไม่รู้ว่ะ

“มีเรื่องไรจะพูดหรือเปล่าเนี่ย” ฉันเลิกคิ้วถามอีกฝ่ายหลังจากสั่งของที่ต้องการไปแล้วเมื่อมาถึงร้าน ตอนนี้ก็รอเด็กเอามาเสิร์ฟ

ร้านเหล้าที่เรามาอยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไรนัก มันเป็นร้านแบบนั่งชิลล์ฟังดนตรีสด ตั้งอยู่ในซอยที่ขึ้นชื่อว่าเป็นย่านของร้านแนวๆ นี้เลยล่ะ พวกนักท่องเที่ยวที่เป็นฝรั่งหรือจีนเยอะน่าดู รองลงมาก็เป็นพวกเกาหลี ญี่ปุ่น หนุ่มไต้หวันหน้าตาดีเพียบเหมือนกัน สเปควิชชี่ทั้งนั้นเลยนะเนี่ย

ส่วนของฉันน่ะเหรอ...

ที่จริงฉันไม่มีสเปคหรอก บอกแล้วไงว่าไม่เคยรู้สึกชอบใครมากมายแบบนั้น อย่างมากมันก็แค่รู้สึกดีเฉยๆ เพราะงั้นฉันเลยนั่งมองพวกผู้หญิงหุ่นดีๆ หน้าอกตู้มๆ มากกว่า เจริญตาดี พวกนางใส่ชุดอวดทรวดทรงให้มองก็ต้องมองหน่อย เดี๋ยวจะเสียมารยาท

“พูดอะไร” ชาร์ลทำเป็นเฉไฉ แต่ฉันรู้ทันหรอก มันต้องมีอะไรแน่ๆ

“ปกติพี่ไม่ค่อยชวนฉันอะ”

“แหม รักน้องบ้างไม่ได้ไง”

“ไม่จริง โกหกทั้งเพ” ฉันส่ายหน้ารัวๆ เล่นเอาคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามหัวเราะพรืดออกมาทันที

“โอเคๆ มีเรื่องก็ได้”

“เรื่องอะไรถึงคุยที่บ้านไม่ได้”

“คุยได้ แต่อยากคุยข้างนอก มีปัญหาหรือไง”

“ฉันไม่เสียเงินเองก็ไม่มีหรอกปัญหาน่ะ” ฉันยิ้มกริ่ม ไปไหนกับพี่มันก็ดีตรงที่ฉันไม่เคยต้องจ่ายเงินเองนี่แหละ เป็นโชแปงนี่มันสบายจริงๆ เลยนะ “ว่าแต่มีไรวะ”

“ไม่มีอะไร้” แน่ะ เสียงสูงไม่น่าไว้ใจ

“ต้องมีสิ”

“ก็แค่...ได้ยินว่าช่วงนี้ติดหนุ่มเหรอ”

“เนี่ย ฉันว่าละ...ฮะ?!







- TO BE CONTINUED -



Animated GIF



จิ้งค่าตัวแพงเลยพูดน้อยหน่อยๆ 5555555
ฝากติดตามกันต่อด้วยน้าาา
ขอบคุณทุกฟีดแบ็กค่าา
<3



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 402 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,891 ความคิดเห็น

  1. #1887 3105athicha (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:36
    ฉันว่าจิ้งไม่ใช่คนดีเเน่ๆ 555+
    #1,887
    1
    • #1887-1 แพแพท(จากตอนที่ 4)
      10 พฤษภาคม 2563 / 18:27
      เรามีเล่มนะคะ ได้มา390แบบมีพรีเมี่ยมค่ะ รับพรีเมี่ยม330 ไม่รับ280 สภาพใหม่มากเพิ่งแกะซีลอ่าน สนใจแอดไลน์ได้เลยค่ะ Patchsnp
      #1887-1
  2. #1813 SummerBabeses (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 08:25
    ทำไมรู้สึกเหมือนจิ้งไม่ชอบมาพากล มันต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ๆ - -+
    #1,813
    0
  3. #1286 Melon Tong Luka Sweet (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 17:59

    พี่ชาร์ลรู้ได้ไงงงงงง

    #1,286
    0
  4. #134 แค่คนเลว (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 15:46
    ข่าวไวมาก5555
    #134
    0
  5. #33 Wonhony (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 15:04
    ชาร์ลข่าวโคตรไวอะ
    #33
    0
  6. #32 Mintza_203 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 00:11
    เหนือโชยังมีชาร์ล555
    #32
    0
  7. #31 I_WaNabee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 21:29

    จิ้งมีพี่น้องรึเปล่าา ใครกันอีกคนที่เป็น unknown 1

    #31
    0
  8. #30 Tuckkypai (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 20:42
    ไรท์มาแว้วววววว
    #30
    0
  9. #29 WarannG (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 23:07
    1 ใน unknow ต้องมีจิ้ง ซินะ อะรัย ยังงัยอ่าาาาาา
    #29
    0
  10. #28 Tuckkypai (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 16:54
    อืม เหมือนที่จิ้งว่าเราต้องได้เจอกันอีกแน่นอนอ่ะ55555
    #28
    0
  11. #27 CoCoNuT_Mapraw (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 16:44
    ยังขอยืนยันคำเดิมว่าสงสัยใจจิ้งค่ะ!!! #จิ้งน่าจะร้ายเงียบ
    #27
    0
  12. #26 Tuckkypai (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 16:40
    กำ จะเอาขยะไปทิ้ง โอ้ยยยย ขำ
    #26
    0
  13. #24 เมียมโน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 08:26
    จิ้งนี่ความลับเยอะนะ เอาใจช่วยนางเอกของเรา
    #24
    0
  14. #23 Tuckkypai (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 00:20
    สนุกค่ะ ชอบๆ รอติดตามนะคะ
    #23
    0
  15. #22 Tuckkypai (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 00:06
    มาแว้วววว
    #22
    0
  16. #21 WarannG (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 21:28
    ชอบโช อ่ะ รออยุนะค้าาาาา
    #21
    0
  17. #20 Tuckkypai (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 02:06
    รอค่ะ อิอิ
    #20
    0