[ตีพิมพ์] ◄ FLIRT WITH YOU ► รักเพราะเธอมันร้าย

ตอนที่ 6 : [Re-write] - Chapter 05 Everything inside

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,500
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    25 เม.ย. 61

คำเตือน: นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
มีเนื้อหายั่วยวนกระแทกใจและใช้ความรุนแรง
อาจมีภาพ คำพูดหรือฉากไม่เหมาะสมด้านพฤติกรรม เพศ และภาษา
โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพติด... อ่านให้สนุกนะคะ 
CHERMADA





05
Everything inside
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



You don’t know about me
You don’t know how hard I try
You don’t know about me
Why the hell should you decide?
You don’t know about everything going on inside
(Ella Vos - You Don't Know About Me)

...

นายไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฉัน
นายไม่รู้ว่าฉันต้องพยายามมากแค่ไหน
นายไม่รู้จักฉันเลย
ทำไมถึงทำบ้าๆ ด้วยการตัดสินฉันล่ะ
นายไม่รู้ทุกอย่างที่อยู่ข้างในของฉันสักหน่อย






...






หลายวันต่อมา

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ฉันตัดสินใจว่าจะกลับมานอนบ้าน อาการไข้ขึ้นและร่างกายอ่อนเพลียของฉันดีขึ้นมากแล้ว เรียกว่าแทบจะหายเป็นปกติแล้วนั่นแหละ หลังจากคืนนั้นที่พีกลับไป ฉันก็ไม่เจอเขาเลย เขาไม่ได้ติดต่อมา หรือมาหาเพื่อถามไถ่อาการ ฉันเองก็ไม่ได้ไปรบกวนอะไรเขา เวลาว่างก็ไม่ได้แอบไปดักรอเขา เพื่อตามไปดูว่าเขาไปทำอะไรที่ไหนเหมือนพวกสตอล์กเกอร์ ถ้าเป็นปกติก็คงทำ แต่เพราะเรื่องวันนั้นเลยทำให้ฉันอยากให้เวลากับตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยที่ต้องวิ่งไล่ตามคนที่เขาขับรถหนีเรา แต่ฉันไม่ยอมละความพยายามแค่นี้หรอก

ฉันก็แค่อยากให้ตัวเองได้พัก ให้หัวใจได้พัก เลยถอยกลับมาตั้งหลักเท่านั้น

ทว่า...ฟ้าดินคงจะไม่เป็นใจกับฉันนัก

“ไงจ๊ะ น้องสาวสุดที่รัก”

ฉันชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตูห้องนอนของตัวเองภายในบ้านหลังใหญ่ที่ไม่ต่างอะไรกับคฤหาสน์ บ้านที่ใครๆ คงคิดว่าคงอยู่สบายจนไม่อยากจะออกไปไหน หากแต่ไม่เลย ความกว้างใหญ่ของมันกลับยิ่งทำให้ฉันเคว้งคว้างและหวาดกลัว ฉันต้องคอยระแวงอยู่ตลอดเวลาว่าความรักและความอบอุ่นที่ตัวเองถือกอดไว้ มันจะหลุดลอยไปเมื่อไหร่ ถึงวันนั้น ฉันก็คงเหมือนคนที่ไม่เหลืออะไรเลย...

“พี่ลิต้า” ฉันหันไปเรียกชื่อคนมาใหม่ด้วยเสียงแผ่วเบา แว็บหนึ่งก็ตกใจที่อยู่ๆ เธอก็เข้ามาทักโดยที่ฉันไม่สังเกตเห็นเธอตอนแรก เธอยิ้มให้ฉันเหมือนที่ผ่านมา... รอยยิ้มที่เคลือบปิดด้านมืดในใจ ใครต่อใครก็ไม่รู้หรอกว่ามีอะไรซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มสวยนั่น คงมีแค่ฉันเท่านั้นที่รู้ และอยู่กับมันมาตลอดตั้งแต่จำความได้

ผู้ใหญ่คิดว่าเรารักและสนิทกันดี

แต่ความจริงน่ะ...จะมีใครรู้ดีไปมากกว่าเราสองคนล่ะ

“วันนี้ไม่นอนคอนโดฯ เหรอ” เธอถามด้วยรอยยิ้มที่ยังไม่หายไปจากใบหน้าหวานที่ใครๆ ก็บอกว่าสวยกว่าฉันเป็นไหนๆ ร่างบางที่สูงกว่าฉันนิดหน่อยขยับเดินเข้ามาใกล้ จนระยะห่างของเราเหลือแค่เมตรเดียวเท่านั้น

ฉันปล่อยมือจากที่จับประตูห้องแล้วหันไปเผชิญหน้ากับเธอตรงๆ

“ค่ะ วันนี้รู้สึกอยากกลับมานอนบ้าน” ฉันตอบไปตามความจริง แม้จะเริ่มรู้สึกว่าที่นี่ไม่ค่อยน่านอนเท่าไรแล้วก็ตาม “คงจะเหมือนพี่ลิต้ามั้งคะ อาการคิดถึงบ้านน่ะ”

ก็อย่างที่ฉันเคยบอกไป ตั้งแต่พี่สาวฉันแต่งงาน เธอก็ย้ายออกไปอยู่กับสามีที่ฮ่องกง แล้ววันนี้เธอก็คงจะกลับมาบ้านเหมือนปกติที่เธอจะมาทุกเดือน แต่ฉันยินดีให้เธอไปแล้วไม่กลับมามากกว่า นี่ขนาดว่าเธอแก่กว่าฉันห้าหรือหกปีฉันก็ไม่ได้สนใจจะจำเหมือนกัน

“นั่นสิ...” เธอพูดแล้วเงียบไปเหมือนกำลังคิดอะไร และยังไม่ทันที่ฉันจะตัดบทเธอด้วยการหนีเข้าห้อง เธอก็โพล่งถามขึ้นมา “เรียนอยู่ปีสามแล้วใช่ไหม หรือสี่นะ”

ฉันกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ แล้วกลั้นใจตอบ “สามค่ะ”

“อีกปีกว่าก็จบแล้วนี่ คิดไว้หรือยังว่าจะไปเรียนต่อที่ไหน”

“...”

“อย่างเธอ คงไม่แต่งงานเลยหรอกใช่ไหม ได้ข่าวว่าคุณแม่พยายามจะจับคู่ให้กับน้องพีนี่ เขาสนใจเธอหรือเปล่า”

“...”

พอเห็นว่าฉันเอาแต่เงียบ เธอก็หัวเราะออกมานิดหน่อย

“เธอมันก็เกิดมาแค่เป็นตัวหารความรักและทุกสิ่งทุกอย่างของครอบครัวไปจากฉันเท่านั้นแหละ ไม่มีทางจะได้ดีไปกว่าฉันหรอก ลัลณ์ลลิน” บัดนี้รอยยิ้มหวานเมื่อครู่ได้หายไปจากใบหน้าของพี่ลิต้าจนหมดสิ้นแล้ว ดวงตากลมโตคู่สวยกำลังวาวโรจน์ด้วยความโกรธและเกลียดฉันที่ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องสาวแท้ๆ ของเธอ

แล้วไอ้ประโยคงี่เง่าที่เธอเพิ่งพูดจบไปน่ะ ฉันก็ได้ยินเธอพูดกรอกหูฉันมาตั้งแต่จำความได้แล้ว ฉันอยู่กับมันจนตอนนี้ถ้าใครมาบอกว่ามันไม่จริง ฉันก็ไม่เชื่อหรอก ฉันไม่รู้ว่าความจริงมันเป็นยังไง รู้แค่ว่า ไม่ว่าพี่ลิต้าจะทำอะไรก็ดีไปเสียทุกเรื่อง ไม่ใช่ว่าที่ฉันทำมันไม่ดี อีกอย่าง พ่อแม่ก็ดูรักฉันมากไม่ต่างจากเธอนักหรอก แค่ว่าสิ่งที่ฉันทำมันไม่เคยดีได้เท่าเธอก็เท่านั้น ไม่ต้องให้ใครมาบอก ฉันก็รู้ตัวดี แต่ก็นะ ไม่เคยมีใครบอกอยู่แล้วนอกจากผู้หญิงคนนี้ที่คิดว่าเธอดีกว่าฉันทุกอย่าง

“...” ฉันยังคงเงียบไม่ตอบโต้อะไรเธอสักคำ ฉันเหนื่อย... เหนื่อยกับการโต้เถียงกับคนอย่างเธอ

“ฉันควรไปแนะนำที่เรียนต่อกับคุณพ่อคุณแม่ให้เธอดีไหม เผื่อว่าเธอเรียนจบ จะได้ย้ายไปอยู่ไกลๆ เวลาฉันกลับบ้านก็ไม่ต้องเจออะไรที่มันขวางหูขวางตา” เธอพูดแล้วยิ้มบางๆ

“เรื่องเรียน ลินดูแลตัวเองได้” ฉันเอ่ยอย่างอดกลั้น เรื่องเรียนต่อน่ะ ฉันเคยพูดกับแม่แล้ว แล้วมันก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พีปวดหัวด้วย เพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็เพราะเขาโดนเอี่ยวไปด้วยไง เจ้าตัวน่ะ ไม่ได้อยากจะไปเรียนต่อที่ไหนทั้งนั้นแหละ ฉันรู้

“เหรอ...” เธอทำหน้าไม่เชื่อแล้วขยับเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้น เอื้อมมือข้างหนึ่งขึ้นมาบีบต้นแขนฉันเอาไว้แน่น จิกเล็บลงไปจนถ้าออกแรงเพิ่มอีกนิด เลือดฉันต้องไหลออกมาแน่ๆ “แล้วถ้าฉันอยากดูแลล่ะ”

“...”

“ลินเป็นน้องสาวพี่นะ พี่ก็ต้องช่วยคุณพ่อกับคุณแม่ดูแลสิ ถูกไหม” คำพูดที่นุ่มนวลของเธอช่างขัดกับกิริยาร้ายกาจนี่เหลือเกิน

“พี่เอาเวลาไปดูแลตัวเองกับสามีเถอะ ลินคงไม่รบกวน” 

“...!” เธอมีสีหน้าตกใจไม่น้อยที่ฉันสวนกลับไปแบบนั้น

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ลินขอตัวนะคะ ปล่อยลินด้วย” ฉันปรายตาไปที่มือของเธอที่ต้นแขนตัวเอง แต่ว่าเธอกลับไม่ยอมปล่อย แถมยังออกแรงเขย่าตัวฉันจนหัวโยกหัวคลอน

“ทำไม? เป็นคนที่มีแต่ทุกคนรักดีๆ ไม่ชอบหรอกเหรอ คุณพ่อก็รัก คุณแม่ก็รัก พี่ก็รัก ทุกคนก็รัก เธอต้องการแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอลิน” เธอยังเขย่าตัวฉันไม่เลิกพร้อมกับไล่ต้อนฉันเข้ามาเรื่อยๆ จนฉันต้องก้าวถอยหลัง กลายเป็นว่าตอนนี้เราห่างออกมาจากหน้าห้องนอนฉันแล้วเรียบร้อย

“อึก...” ฉันกำมือข้างลำตัวแน่น พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่คุกรุ่นเอาไว้ พี่ลิต้ากำลังพยายามยั่วโมโห ทำให้ฉันโกรธแล้วระเบิดมันออกมา นั่นเป็นเวลาที่เธอรอคอย... ทีนี้ทุกคนก็จะมองว่าฉันมันแย่ แล้วก็จะไม่มีใครรักหรือสนใจฉันเหมือนอย่างที่เธอต้องการและพร่ำบอกฉันมาตลอดตั้งแต่เด็ก ถ้าฉันตอบโต้เธอแรงๆ แม้สักนิด ฉันต้องโดนเกลียดแน่ๆ

แม้จะอยากตะโกนใส่หน้าแล้วตบเธอสักฉาดแค่ไหน ฉันก็ต้องเก็บมันไว้ภายในแบบเดิม

ฉันเด็กกว่าเธอ เพราะงั้นต่อให้แก้ตัวอะไรไป ฉันก็ต้องเป็นฝ่ายผิดก่อนเสมออยู่แล้ว

สังคมของเรา มันเป็นแบบนั้นไม่ใช่หรือไง?

“ฉันรู้ว่าเธอกำลังโกรธ เอาซี่! อยากทำอะไรฉันล่ะ ฉันรู้นะ สายตาเธอมันปิดบังไม่มิดหรอก” เธอยิ้มเยาะ คงสะใจน่าดูที่เป็นคนรังแกฉันได้ฝ่ายเดียว

ฉันมันขี้ขลาด ไม่กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรมอะไรให้ตัวเองหรอก เพราะถ้าฉันทำ ทุกคนก็คงจะเกลียดฉัน

‘ถ้าเธอทำอะไรพี่ จะไม่มีใครรักเธออีกต่อไป จำใส่หัวเอาไว้นะลิน!!!’

จู่ๆ เสียงของพี่ลิต้าที่พูดกับฉันตอนเรายังเด็กก็ดังขึ้นมาในโสตประสาท ขอบตาของฉันเริ่มร้อนผ่าวคล้ายว่าน้ำตากำลังจะไหลออกมา ยิ่งเธอเขย่าตัวฉันไม่หยุดราวกับคนบ้า ก็เหมือนยิ่งกระตุ้นให้ต่อมน้ำตาของฉันทำงาน

ฉันกลัวการถูกเกลียด

แค่กับพี่ลิต้าแล้วก็พีที่เกลียดฉันมันก็มากเกินพอแล้ว ให้มากกว่านี้ฉันรับไม่ไหวหรอก

“คุณหนูคะ”

เฮือก!

เหมือนกับสวรรค์เห็นใจ หรือไม่ก็วันนี้ฉันคงโดนแกล้งสมใจสวรรค์แล้วสินะ ถึงได้ส่งคนมาขัดจังหวะเพื่อช่วยชีวิตฉันแบบนี้

พี่ลิต้ารีบปล่อยแขนฉันให้เป็นอิสระทันทีแล้วหันไปตามเสียงเรียก คนมาใหม่เป็นป้าแม่บ้านเก่าแก่ที่ทำงานมาตั้งแต่ฉันยังไม่เกิดด้วยซ้ำ

“ว่าไงคะป้าจิตร” พี่ลิต้าถามเสียงหวานพร้อมรอยยิ้มเหมือนอย่างที่ทุกคนเห็นจนชินตา ฉันเม้มริมฝีปากแน่น เงยหน้าขึ้นนิดหน่อยเพื่อไล่น้ำตาให้กลับไปที่เดิม

“คุณท่านให้มาตามลงไปรับประทานมื้อกลางวันพร้อมกันค่ะ” ป้าจิตรตอบด้วยท่าทีนอบน้อม

“อ๋อ ขอบคุณค่ะ” พี่ลิต้าพยักหน้าให้คนมาตามนิดหน่อยก่อนจะเหลือบมามองฉันยิ้มๆ แล้วหมุนตัวเดินออกไปจากตรงนี้ ฉันมองตามจนเธอเดินลงบันไดลับสายตาไป รู้ดีว่าไม่เคยมีรอยยิ้มไหนของเธอที่จริงใจกับฉัน

ป้าจิตรเองก็มองตามพี่สาวฉันไปเหมือนกัน ไม่นานป้าแกก็ดึงสายตาเป็นกังวลมาที่ฉันแล้วเดินเข้ามาหา “คุณลินคะ”

“ลินไม่หิวค่ะ ไข้ยังไม่ลดดีด้วย ลินอยากพักผ่อน ฝากขอโทษคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ” ฉันบอกแล้วตั้งท่าจะเดินกลับไปที่ห้องนอนตัวเอง ทว่าก็มีเหตุให้ต้องชะงักเท้าลง...

“ทำไมคุณลินไม่บอกทุกคนไปล่ะคะ” ประโยคที่ออกมาจากปากของป้าแม่บ้านทำให้ฉันเบิกตากว้าง รีบหันขวับไปหาคนพูดแล้วปรี่เข้าไปประชิดเจ้าตัวไว้

“ป้าได้ยินเหรอคะ”

“ค่ะ ป้าก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่า...”

ฉันเอื้อมมือไปกุมสองมือของป้าจิตรขึ้นมาบีบไว้เป็นเชิงขอร้อง “ห้ามบอกใครนะคะ”

“แต่คุณลิน...”

“นะคะ ห้ามบอกคุณพ่อกับคุณแม่หรือใครก็ตามเด็ดขาด ทำเป็นไม่ได้ยินนะคะ ลินขอร้อง”

“ทำไมล่ะคะคุณลิน ป้าว่าคุณลิต้าทำไม่ถูก” คนตรงหน้ามีสีหน้าไม่เห็นด้วย นั่นทำให้ฉันกังวลและกลัวว่าป้าจิตรจะไปฟ้องพ่อกับแม่

“ช่างเถอะค่ะ พี่ลิต้าก็แค่แหย่ลินเล่น ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” ฉันรู้ดีว่าต่อให้ฟ้องใครไปก็ไม่ช่วยอะไรหรอก พี่ลิต้าต้องหาข้ออ้างข้อแก้ตัวให้รอดพ้นได้อยู่แล้วแหละ คนซวยมันจะเป็นฉันเอง ฉันคงต้องกลายเป็นเด็กขี้อิจฉาที่เห็นพี่ดีกว่าไม่ได้ ฉันกลัว.. ฉันไม่อยากเป็นแบบนั้น

“แต่...”

“ถ้าคนอื่นรู้เรื่องนี้ ลินจะโกรธป้าจิตรนะคะ แล้วลินก็จะหนีไปไกลๆ” สำหรับป้าจิตร แกเอ็นดูและรักฉันเหมือนลูกหลานแท้ๆ ของตัวเอง คงเพราะเห็นฉันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกนั่นแหละ

“โธ่ คุณลิน”

ฉันเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะคลายออกพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพูดต่อ “เดี๋ยวลินจัดการเรื่องนี้เองค่ะ ป้าไม่ต้องเป็นห่วง”

“...”

“ลินปวดหัว ขอตัวก่อนนะคะ” ฉันผละออกมาจากป้าจิตรแล้วตรงเข้าห้องนอนมาทันที

พอพ้นสายตาคนอื่นฉันก็ห้ามน้ำตาตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ ฉันพิงประตูห้องอย่างคนหมดแรง สุดท้ายสองขาก็ไม่อาจพยุงร่างเอาไว้ได้ แผ่นหลังของฉันรูดกับบานประตูจนลงมาทรุดนั่งอยู่ที่พื้น ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาโดยไร้เสียงสะอื้น

คิดว่าจะกลับมาอยู่บ้านในวันหยุดให้สบายใจแท้ๆ ดันมาเจอเรื่องบ้าๆ เสียได้...

Rrrr Rrrr Rrrr

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นเหมือนช่วยเรียกสติ ฉันยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาลวกๆ ปลดกระเป๋าสะพายออกจากบ่าแล้วล้วงเอาโทรศัพท์ออกมา ตอนแรกคิดว่าคงเป็นชมพู่โทรมาเรื่องการบ้าน เพราะก่อนหน้าที่ฉันจะกลับบ้าน เธอไลน์มาหาฉันเรื่องนี้และเราก็คุยค้างกันไว้ ทว่าชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอก็ทำให้ฉันประหลาดใจขึ้นมา

P

รูปของเขาที่ฉันเคยแอบถ่ายไว้โชว์เด่นหราบนหน้าจอ ฉันตั้งมันเป็นรูปประจำเบอร์เขาตั้งนานแล้วล่ะ อดใจเต้นแรงไม่ได้เวลาที่เห็นมันปรากฏขึ้นมาพร้อมกับสายเรียกเข้าจากเขา แต่ฉันก็ไม่ได้รับสายหรอก

พอเห็นว่าไม่ใช่เพื่อนสนิทอย่างชมพู่โทรมา ฉันก็เลิกสนใจโทรศัพท์ที่กำลังส่งเสียงอยู่ทันที ฉันเก็บมันเข้ากระเป๋าตามเดิมแม้จะแปลกใจอยู่ว่าทำไมพีถึงโทรมา ก็ร้อยวันพันปี ฉันไม่เคยเห็นเขาจะโทรหาฉันเลยสักครั้ง นอกจากมีเรื่องสำคัญ(ที่ไม่ได้สำคัญสำหรับเขา) แต่ถูกแม่ของเขาบังคับน่ะ

ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมคุยกับพีหรอก

ฉันลากสังขารตัวเองมาฟุบลงที่เตียง ทิ้งตัวลงบนความหนานุ่มของที่นอนเนื้อดี หวังว่ามันจะช่วยดูดซับความซึมเศร้าออกไปจากตัวฉันได้บ้าง แต่ฉันก็ได้แค่หวังเท่านั้นแหละ

ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม คนอย่างฉันนี่นอกจากหวังแล้ว มีสิทธิ์สมหวังได้ด้วยเหรอ

เหอะ... น่าสมเพชชะมัด

Rrrr Rrrr Rrrr

เสียงเรียกเข้ายังคงดังต่อเนื่อง แสดงถึงความพยายามของคนโทรที่คงจะไม่เลิกราง่ายๆ ฉันเหลือบมองกระเป๋าตัวเองที่ถือติดมาวางทิ้งไว้โต๊ะข้างเตียงอย่างหัวเสีย พอรำคาญมากๆ เข้าก็เลยตัดสินใจลุกขึ้นมานั่ง แล้วเอื้อมมือไปดึงเอาโทรศัพท์ออกมาดูอีกครั้ง

รอยยิ้มของพีบนรูปนั้นทำให้ฉันยิ้มเศร้าๆ ออกมา ฉันไม่รู้ว่าเขาโทรมาทำไมจนสายแทบไหม้ขนาดนี้ แต่ตอนนี้ฉันเหนื่อย แค่แรงหายใจยังจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ

slide to power off

ฉันเลื่อนมันอย่างไม่ลังเล เสี้ยววินาทีต่อมา โทรศัพท์ก็แสดงจอมืดๆ ให้เห็นเท่านั้น ฉันวางมันทิ้งไว้บนโต๊ะใกล้ๆ กับที่กระเป๋าวางอยู่นั่นแหละ จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนพร้อมดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงจนมิดหัว ปล่อยให้น้ำตาช่วยทำหน้าที่เยียวยาสภาพจิตใจ

ตั้งแต่พี่ลิต้าแต่งงานออกไป ชีวิตฉันก็เหมือนจะสงบสุขขึ้นมานิดหน่อย ฉันพยายามเลี่ยงไม่กลับบ้านตอนช่วงที่เธอกลับมา แต่คราวนี้ฉันไม่ทันได้นึกก็เลยลืมเช็กให้ดีเสียก่อน จริงๆ ไม่ต้องให้เธอพูดอะไรมากมาย ฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่มีค่าได้ง่ายๆ เพียงแค่เธอมองมาที่ฉันเท่านั้น

น่าตลกชะมัด

แต่ฉันไม่เป็นไรหรอก... เดี๋ยวฉันก็คงหายดี

 

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

“อืมม...” ฉันส่งเสียงครางงัวเงียเล็กน้อยเมื่อถูกปลุกขึ้นมาจากการนอนเพราะเสียงเคาะประตูห้องแบบรัวๆ ไม่รู้ว่าฉันนอนร้องไห้จนผล็อยหลับไปตอนไหน แต่ฉันยังรู้สึกได้ว่าน้ำตามันยังไม่แห้งดีเท่าไร แม้ตาฉันจะเริ่มบวมก็ตาม คงนอนไปได้นิดเดียวเท่านั้น

แย่ชะมัด

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้งจนฉันต้องรีบลุกขึ้นมานั่งทรงตัวห้อยขาลงจากเตียงด้วยความงุนงง ความปวดหนึบที่หัวเริ่มทำงานตั้งแต่ฉันสะดุ้งรู้สึกตัวเมื่อกี้

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

“ใครคะ!” ฉันตะโกนถามออกไป พลางลงจากเตียงเดินไปยังประตูห้อง ที่คนมาเคาะไม่แม้แต่จะพูดอะไรสักคำ แปลกจริง ถ้าเป็นคนในบ้านก็ต้องพูดตอบกับฉันบ้างแล้วสิ

แกร๊ก!

ปึง!

“อ๊ะ...” ฉันสะดุ้งตกใจและผงะถอยหลังเล็กน้อย นั่นก็เพราะพอเปิดประตูออกไป ฝ่ามือหนาก็เอื้อมผ่านหน้ามากระแทกที่บานประตูเหมือนจะดันอยู่กลายๆ ไม่ให้ฉันปิดประตูหนีเขา

“ทำไมไม่รับโทรศัพท์ฉัน” พีถามด้วยเสียงที่ติดจะโมโหอยู่ในที เขาออกแรงดันประตูให้อ้าออกอีก ถ้าเขาขยับเข้ามาอีกก้าวเดียวก็เข้ามาในห้องนอนฉันเลยล่ะ

“โทรมาเหรอ ฉันหลับ” ฉันแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

“โกหก เธอยังปิดเครื่องหนีฉันอยู่เลย”

“ก็...! นายอาจจะโทรมาเยอะเกินจนแบตฯ มันหมดไปเองก็ได้”

“เยอะเกิน? ไหนว่าหลับ”

“เอ่อ...อาจจะไง ฉันก็เดาเอา” ให้ตายสิ หมอนี่จับผิดเก่งชะมัดเลย

“บางทีฉันอาจจะโทรมาสายเดียวก็ได้นะ”

“...” โอเค ฉันยอมแพ้

“ช่างเถอะ วันนี้ฉันมีคลาสชดเชยตอนเย็น เพื่อนฉันทิ้งรายงานตัวอย่างของอาจารย์ไว้ที่ห้องฉันตั้งแต่เดือนที่แล้ว และต้องคืนวันนี้ เธอเห็นหรือเปล่า” พีมีสีหน้าเครียดขึ้นนิดหน่อย วันนี้เป็นวันเสาร์ ปกติเขาไม่มีเรียนเหมือนกับฉันนั่นแหละ

ว่าแต่ รายงานเหรอ...

“ทำไมฉันต้องเห็นด้วยล่ะ ไม่ใช่ของฉันสักหน่อย”

“ก็อาทิตย์นั้นเธอเข้าไปเก็บห้องให้ฉันไม่ใช่หรือไง”

“...” ฉันชะงักไปเพราะเพิ่งนึกออก ฉันไปเก็บห้องให้เขาล่าสุดก็เดือนที่แล้วนั่นแหละ ก่อนหน้านั้นวันสองวันฉันก็เห็นพวกเพื่อนเขามาด้วย เราเจอกันที่ล็อบบี้ใต้ตึกน่ะ เอาจริงๆ รายงานที่ฉันไม่คุ้นชื่อก็เหมือนจะเห็นอยู่นะ แต่นึกไม่ออกว่าเอาไปเก็บไว้ตรงไหน “นายหาทั่วห้องแล้วเหรอ”

“คิดว่าทั่วนะ”

“งั้นก็คงไม่มี”

“ลิน” เขาเอ่ยชื่อฉันอย่างคนใกล้จะหมดความอดทน

“แล้วจะให้ฉันทำไงล่ะ ให้ขอโทษไหม” ฉันนิ่วหน้าถาม บางทีฉันอาจจะเก็บไปนั่นแหละแต่ไม่รู้ว่าเอาไปไว้ตรงส่วนไหนของห้องเขาเท่านั้นเอง แต่ฉันไม่เคยทิ้งอะไรเลยนะนอกจากของที่มันอยู่ในถังขยะอยู่แล้วน่ะ อันนี้ฉันมั่นใจ

พีมองหน้าฉันนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานเขาก็ขมวดคิ้วยุ่งขึ้นมาอีก “ร้องไห้เหรอ”

“...” ฉันรีบหลบตาเขาทันที

“เป็นอะไร”

“นายสนใจฉันด้วยหรือไง”

“ไม่ได้สนใจ แค่สงสัย...”

“...”

“สงสัยว่าเธอไปเล่นละครบีบน้ำตาสร้างความเดือดร้อนให้ใครที่ไหนมาหรือเปล่า”

“นายมันก็ดีแต่พูดจาเจ็บๆ แสบๆ ให้ฉันเท่านั้นแหละ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอก” ฉันพูดแล้วเม้มริมฝีปากตัวเองแน่น พยายามสะกดอารมณ์กรุ่นโกรธไว้ข้างใน

พีเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อย ก่อนจะยิ้มขำๆ ออกมา “ฉันต้องรู้อะไรเหรอ”

“เรื่องของฉันมันไม่สำคัญหรอก ถ้านายไม่มีธุระอะไรแล้ว ก็เชิญกลับไปได้” ฉันบอกแล้วทำท่าจะปิดประตู แต่เขาก็ออกแรงดันไว้อีกครั้ง

“เดี๋ยวสิ ปกติอยากเจอฉันจะตายไม่ใช่หรือไง”

“...”

“ถ้าเธอไม่รู้ว่าเอารายงานไปไว้ที่ไหน เธอก็กลับคอนโดฯ ไปช่วยฉันหา” เขายื่นคำขาด

“แต่ฉัน...!”

“ไปล้างหน้าล้างตา แล้วรีบตามฉันลงไปข้างล่าง อย่าลีลาด้วย” พีพูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปจากตรงนี้ ทิ้งให้ฉันยืนอ้าปากพะงาบๆ พ่นลมหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด

เขาลงไปข้างล่างแล้ว ฉันก็ยังอารมณ์เสียไม่หาย ไม่ได้หงุดหงิดเขา แต่หงุดหงิดตัวเองที่พอรู้ว่าเขาเดือดร้อนอะไรอยู่ ก็รีบไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยทันที อย่างกับมันเป็นเรื่องของตัวเองงั้นแหละ เหอะ บ้าชะมัด ทั้งๆ ที่รู้ว่าทำไปเขาก็ไม่ได้แคร์ฉันขึ้นมาเลย ฉันก็ยังจะทำ

ฉันลงมาข้างล่างก็เห็นว่าพีนั่งคุยกับแม่ฉันอยู่ ส่วนพ่อน่าจะอยู่ส่วนอื่นของบ้าน พี่ลิต้าก็นั่งอยู่นี่ด้วย เธอปรายตามามองฉันแล้วยิ้มเหยียดนิดๆ ก่อนจะหันไปพูดกับพี

“ยัยลินมาแล้ว พี่ฝากดูน้องสาวพี่ด้วยนะพี เห็นคุณแม่บอกว่ายังไม่หายไข้ดี” เธอบอกด้วยสีหน้าเป็นกังวล นี่มันโรงละครหรือไง ตลกร้ายจริงๆ

“ครับ” พีพยักหน้ารับแล้วเหลือบมามองฉันนิดหน่อย ก่อนจะลุกขึ้นยกมือไหว้ลาผู้ใหญ่ของบ้านนี้เรียงคน “ผมขอตัวก่อนนะครับ ขอโทษคุณน้าด้วยที่มาพาลินไปแบบนี้ แต่ผมจำเป็นจริงๆ”

“ไม่เป็นไรลูก” แม่พูดพลางลุกขึ้นมาแล้วเอื้อมมือไปลูบบ่าของพีเบาๆ “น้าฝากยัยลินด้วยนะ นี่กลับมาข้าวปลาก็ไม่ยอมกิน”

“ก็ลินไม่หิวนี่คะคุณแม่” ฉันแย้งขึ้น ท่านเลยส่งสายตาตำหนิเล็กๆ มาให้

“แต่เราไม่สบายอยู่ ไม่กินข้าวแล้วจะมีแรงได้ยังไง”

ฉันยิ้มเจื่อนๆ แล้วยกมือไหว้ท่าน ไม่ลืมไหว้พี่ลิต้าด้วยแม้จะไม่เต็มใจเท่าไรนัก เธอเองก็ทำเป็นมองไม่เห็นเหมือนกัน แต่ฉันชินแล้วล่ะ “ลินนอนคอนโดฯ เลยนะคะคุณแม่ ขี้เกียจกลับมาแล้ว”

ฉันบอกทิ้งท้าย พอแม่พยักหน้ารับ ฉันก็มองพี่ลิต้านิดหน่อย เธอเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้ฉันไม่อยากกลับมาอีกรอบ เรื่องขี้เกียจมันก็แค่ข้ออ้างเท่านั้น ซึ่งเธอเองก็เหมือนจะรู้ตัวดี ดูจากสายตาพอใจที่ส่งกลับมานั่นน่ะ

 

ดีที่วันนี้ถนนโล่ง พีเลยขับรถได้เร็วมากกว่าปกติ เราต่างคนต่างเงียบตั้งแต่ขึ้นรถมา เหมือนไม่ได้มาด้วยกันงั้นแหละ แต่สุดท้ายฉันก็อดขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยไม่ได้ เพราะอยู่ดีๆ พีก็เลี้ยวรถเข้ามาในร้านอาหารแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เล่นเอาฉันหันขวับไปหาคนตัวสูงข้างๆ ทันที

“นายจะมากินข้าวอะไรตอนนี้เนี่ย ไม่อยากเจอรายงานแล้วเหรอ เดี๋ยวก็ไม่ทันหรอก ไม่ใช่ว่ากลับไปแล้วจะเจอเลยนะ”

“นี่มันก็เพิ่งบ่ายหน่อยๆ คลาสเริ่มห้าโมงเย็นโน่น อาจารย์ติดตารางสอนตอนบ่าย จะทันไม่ทันก็อยู่ที่เธอ” เขาตอบขณะที่สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่ทางในลานจอดรถเพื่อถอยรถเข้าที่จอด

“ฮะ?”

“ก็แม่เธอบอกว่าเธอไม่กินข้าวไม่ใช่เหรอ ไม่กินข้าวแล้วจะกินยายังไง เธอยังมีไข้อยู่ไม่ใช่หรือไง”

“ฉัน...”

“ถ้าเป็นลมไปอีกคราวนี้ ฉันจะพาไปวัดแล้วนะ”

“พี!”

เขาปรายตามาทางฉันนิดหน่อย สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเหมือนอย่างเคย พอดับเครื่องยนต์แล้วเขาก็ออกปากไล่ “ลงได้แล้ว ฉันมีเวลาให้เธอกินข้าวไม่มากนะ”

“ก็บอกว่าไม่หิว”

“งั้นฉันให้เธอเลือก จะลงไปกินข้าวดีๆ หรืออยาก ‘ไม่สบาย’ เพิ่ม”

“...”

“นี่ก็หลายวันแล้ว รอยเก่าน่าจะจางๆ แล้วมั้ง” เขาพูดพร้อมกับกวาดสายตามองต่ำจากใบหน้าฉันลงไปที่ตัวเหมือนอยากจะสำรวจอะไรสักอย่าง

“ชอบฉันขึ้นมาหรือไง” ฉันเลิกคิ้วถาม

“งั้นฉันคงต้องชอบผู้หญิงทุกคนที่เคยนอนด้วยกันแล้วล่ะ ไม่ใช่แค่เธอ” เขาเหยียดยิ้มก่อนจะเป็นฝ่ายเปิดประตูลงจากรถไปก่อน

“...” ฉันเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความเจ็บใจ สำหรับเขา ความรักกับเซ็กซ์มันคงแยกกันออกสินะ ฉันน่าจะรู้ดีอยู่แล้ว พอรู้ว่าพูดอะไรไปก็ไม่เคยซึมเข้าไปในหัวใจของเขาเลยสักนิด ฉันเลยตัดสินใจปลดเบลท์แล้วลงจากรถมาบ้าง แม้จะไม่เต็มใจเท่าไรนักก็ตาม ยังไงฟ้าก็คงลิขิตแล้วว่าให้ฉันมากินข้าว ฉันก็คงต้องกิน

คอยดูเถอะ สักวันพีจะรู้ว่า เขาหนีฉันไม่พ้น ไม่มีทาง...

ไม่ว่าจะตัวหรือหัวใจเย็นชานั่นก็ตาม!










- TO BE CONTINUED -

#รักเพราะเธอมันร้าย


mamind  GIF



<3





|||

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,326 ความคิดเห็น

  1. #275 immx (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 / 14:57
    สนุกมากกๆๆๆ
    #275
    0
  2. #274 immx (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 / 14:56
    สงสารลินฮรืออ พี่สาวทำไมทำแบบนี้นะ
    #274
    0
  3. #71 หว๋าย.... (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 01:10
    บ้างที นะ ลิน ลอง หยุด ทุกอย่างดูดิ ....จากคนทีตาม   มาไม่ตาม  คนเคยโดนตาม จะเป็น อย่างไง..
    #71
    0
  4. #68 nnamcha (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 กันยายน 2560 / 20:54
    เอาเลยลิน สู้!!!
    #68
    0
  5. #61 แค่คนเลว (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 กันยายน 2560 / 16:14
    บังคับจังเลยนะพีค่อยดูเถอะสักวันฉันจะยุให้ลูกสาวฉันเอาคือให้เจ็บเลย หึหึหึ
    #61
    0
  6. #60 แค่คนเลว (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 กันยายน 2560 / 17:04
    เป็นพี่น้องกันจริงๆใช้ไหมทำไมดูไม่รักน้องเลยTT
    #60
    0
  7. #59 หว๋าย.... (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 กันยายน 2560 / 14:04
    ลินเอ่ย ลิน
    #59
    0
  8. #58 หว๋าย.... (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 กันยายน 2560 / 10:14
    เจิมมมมมมมมมมมม
    #58
    0