[ตีพิมพ์] ◄ FLIRT WITH YOU ► รักเพราะเธอมันร้าย

ตอนที่ 3 : [Re-write] - Chapter 02 You got nothing on me

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,451
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    25 เม.ย. 61

คำเตือน: นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
มีเนื้อหายั่วยวนกระแทกใจและใช้ความรุนแรง
อาจมีภาพ คำพูดหรือฉากไม่เหมาะสมด้านพฤติกรรม เพศ และภาษา
โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพติด... อ่านให้สนุกนะคะ 
- เฌอมาดา -





02
You got nothing on me
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


I know you were thinking
Bad things when you kissed me
Your tongue told me every lie
Sad song, warm occasion
Last week, swear no matter what
I'll be stretching out the time

I know that boy's gonna rip me up 
'Cause he ain't that nice, he won't do right 
He'll leave a nasty cut 
I cry until I just dissolve 
Come on watch my heart turn to pulp
Like paper, Paper Love
(Allie X - Paper Love)


ฉันรู้ว่านายเคยคิดเรื่องไม่ดีตอนที่จูบกับฉัน
ลิ้นของเธอบอกทุกคำโกหก
เพลงเศร้า โอกาสอันอบอุ่น
สัปดาห์ที่ผ่านมา สัญญาว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ฉันจะยืดเวลาออกไป

ฉันรู้ว่าผู้ชายคนนั้นจะฉีกฉันออก
เพราะเขาไม่ได้ดี และจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เขาจะทิ้งแผลฉกรรจ์เอาไว้
ฉันร้องไห้จนเริ่มละลายหายไป
เข้ามาสิ มาดูหัวใจของฉันที่เปลี่ยนเป็นเยื่อเหมือนกระดาษ
ความรักกระดาษ...







...





PS POV

ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากหลับไปตอนที่ไล่ลินกลับห้อง จริงๆ ผมไม่อยากจะหยาบคายกับเธอแบบนั้นหรอกนะ แต่มันช่วยไม่ได้ ผู้หญิงอย่างยัยนั่นไม่มีทางเห็นด้านอ่อนโยนของผมหรอก เธอไม่คู่ควร

“ฮะๆ ๆ” ผมยืนแปรงฟันหน้ากระจกในห้องน้ำแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้เมื่อนึกถึงสิ่งที่ทำไว้กับยัยนั่นเมื่อคืน ผมไม่ปฏิเสธว่าเธอเซ็กซี่และยั่วยวนผมมาก ไม่ว่าจะสีหน้าหรือเสียงครางที่ผมไม่แน่ใจว่าเธอมีความสุขหรือทรมานมากกว่า แต่มันกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวผมได้เป็นอย่างดี เธอฝากรอยเล็บไว้ตามแขนและแผ่นหลังจนรู้สึกแสบยิบๆ แต่ช่างเถอะ ผมไม่ใส่ใจนักหรอก นี่ผมว่าเดี๋ยวเธอก็จะหาเรื่องปวดหัวมาให้ผมอีกแน่นอน ไม่ว่าเรื่องเมื่อคืนจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม ลินไม่ใช่คนล้มเลิกความพยายามง่ายๆ ความหน้าด้านของยัยนั่นไม่ใช่ว่าจะเสียเปล่าหรอกนะ มันทำให้ผมหงุดหงิดมาตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ตอนแรกผมก็ไม่คิดหรอกว่าเธอจะเป็นคนที่ดื้อด้านอะไรแบบนี้

ผมฝากร่องรอยบางอย่างไว้บนตัวเธอด้วยเหมือนกัน แต่ร้ายแรงกว่าที่เธอทำหลายเท่า ถึงมันจะไม่ได้อยู่ตลอดไปแต่มันคงไม่หายไปในเร็ววันนี้แน่นอน และวันหนึ่งถ้ามันหายสนิทแล้วผมก็ไม่สน ผมรู้ว่าแผลในใจของเธอที่มองไม่เห็นมันหนักหนากว่านั้นเยอะ ยิ่งผมเป็นคนพรากพรหมจรรย์ไปจากเธอด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เผลอๆ ยัยนั่นอาจจะเลิกรักผมไปแล้วก็ได้ กลายเป็นว่าเกลียดแทน แต่ก็ดี เกลียดไปจะได้ไม่ต้องมายุ่งกันอีก

ผมหวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะ…

นี่คุณกำลังด่าว่าผมไม่ใช่ลูกผู้ชายหรือไม่มีสำนึกต่อสิ่งผิดๆ ที่ทำลงไปอยู่หรือเปล่า ด่ามาเถอะ ผมรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ แหละ แต่อย่างที่เคยบอกไว้ว่าผมไม่คิดจะขอโทษยัยนั่นหรอก ถ้าคุณได้รู้จักผู้หญิงคนนั้นมากกว่านี้ คุณจะรู้ว่าสิ่งที่ผมเอาคืนเธอมันยังน้อยไปด้วยซ้ำ ยัยนั่นมันปีศาจ

หลังจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ เช็กเสื้อผ้าและทรงผมของตัวเองเรียบร้อยแล้วผมก็โทรเรียกแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาด ‘ร่องรอย’ จากกิจกรรมเมื่อคืนทั้งที่โซฟาและเตียง ป้าแกมองผมแปลกๆ แต่ผมก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไป จะให้ร้อนตัวโกหกว่ารอยเลือดพวกนั้นเป็นเพราะปากแตกนี่ก็ดูไม่น่าเชื่อเท่าไร ป้าแกจะคิดอะไรก็ช่างเถอะ ผมไม่ชอบเห็นห้องตัวเองสกปรกนานๆ แต่จะให้ทำเองก็ไม่ถนัดงานพวกนี้เท่าไร เอาเป็นว่าป้าแกจัดการให้เรียบร้อยแล้ว

ผมออกจากห้องตั้งใจจะไปหาอะไรกิน แต่พอมายืนอยู่หน้าลิฟต์รอมันเปิดผมก็ดันนึกอะไรขึ้นมาได้ เมื่อคืนผมไม่ได้ป้องกัน อาจจะเพราะตอนนั้นกำลังหัวเสีย โกรธ และแอบเมาอยู่นิดๆ เลยไม่ทันฉุกคิดเรื่องนี้

“เชี่ยเอ๊ย...” ผมถอนหายใจเฮือก คิดหนักว่าจะพูดกับลินยังไงดี แต่ไม่ทันจะนึกได้มากกว่านี้ ประตูลิฟต์ก็เปิดออกเสียก่อน ผมรีบก้าวเข้ามาสแกนคีย์การ์ดแล้วกดชั้นที่ต้องการ ผมยังไม่ได้ลงไปชั้นล่างสุดแต่แวะชั้นที่อยู่ต่ำลงไปอีกสองชั้น

ใช่ครับ ห้องลินอยู่ชั้นนี้

ผมเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของลินเหมือนคุ้นชิน แต่จริงๆ แล้วผมไม่เคยมาชั้นนี้เลยต่างหาก ผมไม่ได้สนใจจะจำว่าเธออยู่ห้องอะไร แต่เสียงของแม่ผมกับเสียงของเจ้าของห้องตรงหน้าผมตอนนี้มันหลอนอยู่ในหัว ไม่ต้องตั้งใจจำผมก็รู้ว่านี่คือห้องเธอ

ผมกดกริ่งหน้าห้องแล้วยืนรอเธอมาเปิดให้ รออยู่นานก็ไม่มีการตอบรับใดๆ เลยกดย้ำไปอีกสองที หรือว่าเธอจะออกไปข้างนอกแล้ววะ

 

LINS POV

กริ๊งงงง กริ๊งงงง

เสียงกริ่งที่ดังขึ้นซ้ำๆ ทำให้ฉันถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย ฉันยังไม่ยอมลุกไปเปิดประตู ไม่รู้ว่าเป็นใครและสำคัญหรือเปล่า ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์จะทำอะไรเลย หลังกลับจากห้องพีแล้วพบว่าเขาทำอะไรกับตัวฉันบ้าง ฉันก็คลั่งไปพักใหญ่ สุดท้ายก็ตัดสินใจอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะพาตัวเองมานั่งกอดเข่าเจ็บใจอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาโดยไร้เสียงสะอื้น สมองของฉันมันว่างเปล่าไปหมด ฉันคิดอะไรไม่ออกนอกจากสาปแช่งผู้ชายคนนั้น เขาเห็นความรักของฉันเป็นเรื่องตลก

แล้วทำไม… ทำไมฉันเกลียดเขาไม่ได้สักที?!

กริ๊งๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!

เสียงกริ่งดังขึ้นอีกเหมือนจงใจกวนประสาท ฉันยกมือขึ้นมาอุดหูตัวเองเอาไว้แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรนัก สุดท้ายก็ทนรำคาญไม่ไหวต้องลุกมาเปิดประตูจนได้ แล้วก็ลืมไปเสียสนิทว่าห้องมีตาแมว ถ้าเห็นก่อนว่าเป็นเขา ฉันจะไม่เปิดประตูให้เด็ดขาด แต่มาคิดได้มันก็สายไปแล้ว ทันทีที่เห็นใบหน้าคมนั่นฉันก็ตั้งใจจะปิดประตูไล่เขา แต่ร่างสูงกลับยกมือขึ้นมาดันประตูต้านแรงฉันได้ทัน เรายื้อยุดกันพักหนึ่งจนในที่สุดฉันก็เป็นฝ่ายแพ้ เขาแทรกตัวเองเข้ามาในห้องจนได้ นี่เป็นครั้งแรกเลยมั้งที่ผู้ชายหยิ่งยะโสคนนี้เข้ามาเหยียบห้องของผู้หญิงที่เขาเกลียดจนต้องทำเรื่องบ้าๆ อย่างเมื่อคืน

“มาเยาะเย้ยอะไรฉันล่ะ” ฉันมองเขาตาแข็ง แค่เห็นหน้าเขาความร้อนมันก็ขึ้นมาที่หน้า

ร่างสูงมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะแสยะยิ้มออกมา “ก็ไม่ได้ดูแย่อะไรนี่”

งั้นเหรอ ไม่ได้ดูแย่งั้นเหรอ เหอะ!

“ออกไป ห้องฉันไม่ต้อนรับนาย”

“จุ๊ๆ อย่าใจร้ายน่า ทีเธอยังไปห้องฉันทั้งๆ ที่ฉันไม่ต้อนรับออกจะบ่อย” เขาเหยียดยิ้มก่อนจะกวาดสายตามองสำรวจห้องชุดส่วนตัวของฉัน มันก็ไม่ต่างจากห้องเขาเท่าไรหรอก แค่ดูเป็นระเบียบกว่านิดหน่อย ส่วนห้องเขา ปกติว่างๆ ฉันก็จะชอบเข้าไปจัดการให้เหมือนกัน โอเค ฉันเสือกเข้าไปเองโดยที่เขาไม่ได้เชิญ แต่นั่นมันเพราะแม่เขาฝากให้ฉันช่วยดูให้ต่างหาก

แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็... เต็มใจทำ

“มีธุระอะไร อย่างนายคงไม่ยอมเป็นฝ่ายมาหาฉันก่อนแน่ถ้าไม่มีเรื่องสำคัญหรือเพราะโดนแม่บังคับ” ฉันยกมือขึ้นมากอดอกจ้องเขาอย่างรอคอยคำตอบ

“ก็นะ...” เขาเลื่อนสายตากลับมาสบกับฉันอีกครั้งแล้วพูดต่อ “เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันไม่ได้ป้องกัน”

“รู้ ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าฉันได้เปลี่ยนนามสกุลจาก เมธาเมศวร์ เป็น อัศวภาคย์ มันก็ฟังดูเข้าท่าดีนะ ลัลณ์ลลิน อัศวภาคย์ นายว่าไงเหรอ” ฉันกระหยิ่มยิ้มย่อง ที่จริงมันคงไม่ดีนักถ้าเรื่องคาวๆ ของฉันไปถึงหูผู้ใหญ่ เด็กเรียบร้อยน่ารักในสายตาพวกท่านอาจจะกลายเป็นเด็กที่ใครต่อใครเกลียด แต่ไม่ ฉันไม่มีทางให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นแน่นอน ทุกคนต้องรักฉัน แน่นอนว่าฉันจะทำทุกอย่างให้เรื่องนี้มีทางออกที่สวยงาม...สำหรับฉัน

“เธอไม่มีทางได้ใช้มันแน่ๆ” ดีอย่างที่เขาไม่เคยโกหกความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อฉัน ผู้ชายตรงหน้ามองฉันด้วยสายตาว่างเปล่า ฉันไม่รู้หรอกว่าเขาคิดอะไรอยู่ ที่แน่ๆ ไม่ได้คิดอยากให้ฉันใช้นามสกุลร่วมกับเขาหรอก ก็อย่างที่เขาพูด แน่ล่ะ ‘ชยทัต อัศวภาคย์’ ทายาทคนเดียวของตระกูลอัศวภาคย์ เจ้าของ AP HOUSES GROUP ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง คนอย่างเขาไม่เคยชายตามองผู้หญิงอย่างฉันอยู่แล้ว ฉันไม่ได้คิดจะเกาะเขา ความคิดพวกนั้นไม่เคยอยู่ในหัวด้วยซ้ำ ฐานะของเราสองคนไม่ต่างกันเท่าไร ยอมรับว่ามันก็มีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องนิดหน่อย แต่เพราะแม่ของเขากับแม่ของฉันเป็นเพื่อนกันนี่สิเหตุผลหลักๆ แล้วเรื่องทำให้ผู้ใหญ่รักใคร่เอ็นดูน่ะ ฉันไม่เคยแพ้ใครอยู่แล้ว หึ

“แต่เราสองคนเป็นมากกว่าเพื่อนกัน นายเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ” ฉันสบตาร่างสูงอย่างท้าทาย

“แล้วไง ผู้หญิงอย่างเธอไม่มีทางได้เป็นแม่ของลูกฉันหรอก ลัลณ์ลลิน ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติหน้าก็ตาม”

“งั้นฉัน...”

“อย่าทำตัวแย่ๆ ล่ะ เธอคงไม่คิดสั้นปล่อยให้ตัวเองท้องทั้งที่ยังเรียนอยู่หรอกนะ ฉันเป็นผู้ชายมันคงไม่มีอะไรให้เสีย แต่เธอเนี่ยสิ... ถ้ามีข่าวว่าลูกสาวคนเล็กของตระกูลเมธาเมศวร์ ท้องป่องตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ครอบครัวเธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนนะ”

“...” ฉันได้แต่ยืนกำมือข้างลำตัวแน่นกับคำปรามาสของคนตรงหน้า เขารู้ดีว่าฉันไม่มีทางปล่อยให้มันเป็นแบบนั้น แต่เขาไม่รู้ว่าฉันมีทางออกอื่นเหมือนกัน!

“ผู้หญิงดีๆ เขาไม่ตามผู้ชายแจแบบเธอหรอก ตามจนเสีย...”

“แล้วผู้ชายดีๆ เขาว่าให้ผู้หญิงแบบนี้เหรอ” ฉันจ้องเขาด้วยแววตาตัดพ้อ เขาดูจะมีความสุขมากที่ได้ต่อว่าฉันเสียๆ หายๆ ทั้งๆ ที่เขาเองก็มีส่วนกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่หลังจากนี้ สัญญาว่าฉันจะมีความสุขมากกว่าที่เขาเป็นตอนนี้แน่ๆ แล้วถึงเวลานั้น เขาจะต้องกระวนกระวายจนอยู่ไม่สุขเลยล่ะ

“ฉันไม่เคยพูดว่าตัวเองดี”

“งั้นเราสองคนมันไม่ต่างกันมากนักหรอก ก็เหมาะสมกันดีอย่างที่ผู้ใหญ่ชอบพูด จะผิดกันนิดหน่อยก็ตรงที่เรื่องนั้น... นายทำเพราะเกลียดฉัน แต่ฉันยอมเพราะรักนาย” ฉันมันโง่เอง งมงายกับความรู้สึกบ้าบอของตัวเองที่เขาไม่เคยเห็นค่า!

“เธอมันเห็นแก่ตัว เลิกพูดว่ารักฉัน เลิกวุ่นวายกับฉันสักที”

“ยากจังนะ อย่าลืมสิว่าตอนนี้นายเป็นคนมาหาฉันเอง ฉันจะเตือนความจำนายอีกครั้ง พี หนีอะไรมันก็หนีได้แต่ยังไงก็หนีความจริงไม่พ้นหรอก และฉันก็คือความจริงของนาย” ฉันมันเป็นพวกชอบเอาชนะ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะได้มายากแค่ไหนก็ตาม แต่ยากก็ดีแล้วไง มันท้าทายและดูมีคุณค่าจะตายไป

“เธอไม่ใช่ความจริง แต่เป็นความผิดพลาดที่ฉันไม่เคยอยากมี” คำพูดของเขาดูผิดกับการกระทำเมื่อคืนเสียจริงๆ เหอะ

“งั้นเหรอ...ถ้าเป็นอย่างที่นายว่าจริง นายก็คงผิดพลาดครั้งใหญ่เลยล่ะ เพราะฉันก็คงเหมือนแผลเป็นที่จะอยู่กับนายทั้งชีวิต คอยตอกย้ำสิ่งที่นายทำพลาดไงล่ะ” ใช่ มันจะเป็นแบบนั้น ต้องเป็นแบบนั้นเท่านั้นแหละ ฉันไม่มีทางให้เขามีความสุขหรอก

ถ้ารักไม่ได้ ก็เกลียดกันให้ตายไปข้าง!

“...”

“ฉันจะจับมือนายขึ้นสวรรค์ แล้วเราก็จะกอดกันดิ่งลงนรก ซ้ำไป ซ้ำมา น่าตื่นเต้นดีนะว่าไหม มีนายที่ไหน มีฉันที่นั่น” ฉันขยับเข้าไปใกล้คนตรงหน้า เอื้อมมือไปลูบใบหน้าเขาแผ่วเบา เขายืนนิ่งไม่ได้ปัดออก

“ไม่...” แววตาของเขาเริ่มทอประกายความเกลียดและขยะแขยงขึ้นมา เขาคงลืมไปว่าผู้หญิงน่ารังเกียจคนนี้ก็คือคนเดียวกับที่ทำให้เขามีความสุขเมื่อคืน

“ไม่ดีเหรอ ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนและเป็นทุกๆ อย่างให้นายนะ อยากมีฉันในชีวิตขึ้นมาหรือยัง หรือยังอยากวิ่งหนีฉันอยู่ แต่ดีใจจังที่นายมาหา ติดใจฉันหรือไง” ฉันจงใจยั่วโมโห ตอนนี้คงเหลือแต่ฆ่าฉันให้ตายจริงๆ เท่านั้นแหละที่เขายังไม่ได้ทำ แต่ถ้าฉันจะตายแล้วมันจะเป็นตราบาปให้เขารู้สึกผิดในใจและจำฉันไปชั่วชีวิตฉันก็ยอม

พีดึงมือฉันออก เขาไม่ได้ทำรุนแรงและฉันรู้ว่าเขากำลังโกรธแต่พยายามระงับอารมณ์ตัวเองอยู่ ร่างสูงเงยหน้าขึ้นแล้วถอนหายใจออกมา ฉันยิ้มขำๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าด้านในห้อง เขามาเพื่อบอกฉันว่าไม่ได้ป้องกันแค่นั้นหรือไง เหอะ

“เดี๋ยว” เสียงของพีทำให้ฉันชะงักเท้าหันไปขมวดคิ้วสงสัย คนอย่างเขาจะมีเรื่องอะไรคุยกับฉันนักหนาเหรอ “ฉันยังพูดเรื่องที่มานี่ไม่จบ”

“อืม ก็พูดมาสิ อย่าด่าก็พอ สำนึกผิดไม่ทัน”

“เธอต้องกินยาคุมฉุกเฉิน” เขาเอ่ยเสียงเรียบ

“...” จริงสิ ฉันลืมไปเลย

“ถ้าเธอไม่อยากท้องตอนเรียนก็ทำตามที่ฉันบอก”

งั้นเหรอ แค่ทำตามที่เขาบอกไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย

“อย่ามั่นใจในตัวเองนักสิ ไม่กินก็อาจจะไม่ท้องก็ได้” ฉันทำเหมือนไม่ได้สะทกสะท้านอะไร ไม่หันไปมองเขาด้วย แต่ก็พูดไปงั้นแหละแค่อยากปั่นหัวคนเล่น ยังไงก็ต้องกินอยู่แล้ว ขนาดกินก็ใช่ว่าจะมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เสียที่ไหน

หมับ!

“ฉันบอกให้เธอกิน” ร่างสูงตามมาคว้าหมับที่ข้อมือแล้วกระชากให้ฉันหันไปเผชิญหน้ากับเขา

“คิดดูก่อน บางทีฉันอาจจะอยากมีลูกเร็วๆ ก็ได้ นายไม่ดีใจเหรอ จะได้เป็นพ่อคนนะ” ฉันไม่ได้คิดอย่างที่พูดจริงๆ แต่ในเมื่อเขาอยากให้ฉันกิน เขาก็ต้องเป็นคนพาฉันไปซื้อ ไม่ใช่ไล่ให้ไปกินลูกเดียวแบบนี้ อะไรที่ทำให้เขาปวดหัวได้ฉันก็พูดหมดแหละ

“เธอไม่กล้าทำแบบนั้นหรอก” ถึงพีจะบอกอย่างนั้น แต่ฉันก็จับความสั่นไหวจากดวงตาของเขาได้ เขาเองยังไม่มั่นใจเท่าไรเลยว่าฉันจะเป็นแบบที่เขาพูด

“ใครจะไปรู้ เรื่องเมื่อคืนอาจจะทำให้ฉันเป็นบ้าได้มากกว่าที่นายคิดก็ได้” ฉันตีหน้านิ่ง สบตาคนตัวสูงอย่างนึกขำกับท่าทีร้อนรนของเขา

“อย่าเล่นอะไรบ้าๆ เด็ดขาด เธอก็รู้ว่ามันไม่คุ้ม” พีออกแรงบีบที่ข้อมือฉันมากขึ้น แม้จะรู้สึกเจ็บแต่ตอนนี้สะใจมากกว่าที่เขาเริ่มหงุดหงิดอีกแล้ว

“คุ้มสิ มีลูกกับนายทำไมจะไม่คะ...นี่! จะพาฉันไปไหน” ฉันร้องเสียงหลงเมื่อคนตัวสูงไม่รอให้ฉันพูดจบก็ตัดบทด้วยการลากฉันไปทางห้องน้ำ

พลั่ก!

ซ่า!!!

“อ๊ะ! ไอ้บ้า...อึก”

เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรเลย มาถึงก็ผลักฉันลงมานั่งก้นจ้ำเบ้าที่พื้น ยังไม่ทันจะลิ้มรสความระบมเต็มที่ดีนัก น้ำเย็นๆ จากฝักบัวก็ไหลซู่เต็มหน้าจนต้องหลับตาปี๋ ของเหลวไหลลามไปทั่วจนฉันเปียกทั้งตัวในเวลาไม่กี่วินาที พออ้าปากจะร้องห้าม น้ำก็ไหลเข้าจนต้องรีบหุบปาก ไหนจะต้องกลั้นหายใจเพื่อไม่ให้มันไหลเข้าทางจมูกอีก

โอ๊ย! นี่เขาเป็นบ้าอะไรอีกเนี่ย

“กรี๊ดดด!!!” ฉันกรีดร้องอย่างอดกลั้น หลับหูหลับตาปัดป่ายมือไปทั่วหวังจะผลักคนประสาทกับฝักบัวออกไปให้พ้น แต่เขาคงขยับไปยืนห่างจากตรงนี้พอสมควร นอกจากฉันจะตีไม่โดนตัวเขาแล้ว ยังเหมือนเปิดโอกาสให้เขาแกล้งฉันมากขึ้นอีก

ติ๋งง...

“แคกๆ ๆ” พอฉันเปียกจนสาแก่ใจพีแล้ว เขาก็ปิดน้ำแล้วเก็บฝักบัวเข้าที่เดิม ฉันยกสองมือขึ้นปาดน้ำออกจากใบหน้าก่อนจะลุกขึ้นถลึงตามองเขาอย่างเดือดดาล

“ทำบ้าอะไรของนายฮะ?!” เพราะตอนนี้เราอยู่ในห้องน้ำ เสียงของฉันเลยก้องและฟังดูดังมากกว่าปกติ ร่างสูงแทบจะไม่เปียกน้ำเลย ที่เสื้อมีรอยหยดน้ำกระเด็นใส่เล็กน้อยเท่านั้น ส่วนขาก็เปียกตั้งแต่น่องลงไป แต่วันนี้เขาใส่กางเกงขาสั้นเหนือเข่านิดหน่อยเลยดูชิลล์มาก

แต่สภาพฉันเนี่ยสิ! เสื้อยืดสีขาวที่สวมอยู่มันเปียกชุ่มจนลู่แนบไปกับลำตัวจนเห็นบราเซียร์สีดำและส่วนเว้าส่วนโค้งของเรือนร่างชัดเจน ร่างสูงมองฉันหัวจรดเท้าอีกครั้งด้วยสายตาหยาบคาย ฉันเลยยกมือขึ้นมากอดตัวเองเอาไว้แน่น แม้เขาจะเห็นมากกว่านี้แล้วแต่ฉันก็ยังรู้สึกอายอยู่ดี ท่าทางตื่นๆ ของฉันมันคงดูน่าตลกสำหรับเขามาก เขาก็เลยแค่นหัวเราะออกมาแล้วเลื่อนสายตากลับมาประสานกับฉัน

“เรียกสติเธอไง”

“ไอ้บ้าเอ๊ย” ฉันกอดตัวเองแน่นขึ้น สบตาเขากลับด้วยความเจ็บใจ

“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปซื้อยากับฉัน” เขาพยักพเยิดหน้าออกไปนอกห้องน้ำ ฉันยังคงยืนนิ่งไม่ยอมขยับไปไหน นายมันก็แกล้งฉันได้แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละพี แล้วนายจะเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป

“ฉันไม่ไปไหนกับนายทั้งนั้นแหละ”

“ก็ลองดู ถ้าเธอไม่ทำตามที่ฉันบอก ยาที่เธอจะได้กินอาจจะเป็นย่าแมลงแทนยาคุมฉุกเฉินก็ได้นะลิน” คำขู่นั่นไม่ได้ทำให้ฉันกลัวหรอก แต่ท่าทางเอาจริงเอาจังและขายาวๆ ที่ก้าวขยับเข้ามาใกล้นั่นต่างหากที่ทำให้ฉันใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม ฉับพลันเขาก็ชะงักเท้าแล้วหลุบสายตามองไปที่น้ำยาล้างห้องน้ำซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนี้ “หรือจะไม่ต้องเสียเวลาไปซื้อยาฆ่าแมลงดีนะ...”

“นายไม่กล้าทำแบบนั้นหรอก!” ถึงจะตวาดใส่หน้าเขาแต่ฉันก็ไม่วายรีบวิ่งออกจากห้องน้ำมาด้วยความหวาดกลัว ฉันมันติดปากเก่ง แต่เอาจริงๆ ก็ไม่กล้าไว้ใจหมอนั่นอีกแล้วล่ะ ฝันร้ายเมื่อคืนมันยังฝังใจและคงจะตามหลอกหลอนฉันไปอีกนาน

เมื่อเห็นว่าพีออกไปนั่งรอที่โซฟาตรงโซนนั่งเล่นแล้ว ฉันก็เปลี่ยนเสื้อผ้าและเป่าผมให้แห้ง ทุกอย่างถูกดำเนินไปอย่างเนิบช้า นั่นก็เพราะฉันอยากจะแกล้งให้เขารอนานๆ น่ะสิ หมอนั่นตะโกนถามหลายต่อหลายครั้งว่า ‘เสร็จหรือยัง’ แน่นอนว่าคำตอบของฉันคือ ‘ยัง’ ทุกครั้งไป กว่าจะพอใจก็ปาไปเกือบๆ หนึ่งชั่วโมง มันไม่ต่างอะไรกับอาบน้ำใหม่เท่าไรหรอก ใครสนล่ะ เขาอยากให้ฉันกินยาก็ต้องเป็นคนพาฉันไปแบบนี้แหละถูกแล้ว และเขาก็ต้องรู้จักคำว่า ‘รอ’ ด้วย แค่นี้มันยังไม่ถึงเสี้ยวของเวลาที่ฉันใช้รอเขาเลย รอแล้วก็ไม่ได้อะไรนอกจากความเกลียดชัง น่าสมเพชตัวเองจริงๆ ก็นั่นแหละ เขาไม่เคยพูดว่าให้ฉันรอนี่นะ ฉันเสนอหน้าไปยุ่งกับเขาเอง เจอแบบนี้ก็สมควรแล้วมั้ง

“ลิน! จะออกมาดีๆ หรือต้องให้ไปลากออกมา” ดูเหมือนครั้งนี้พีจะหมดความอดทนแล้ว เสียงตะโกนปาวๆ ที่หน้าประตูห้องนอนทำให้ฉันถอนหายใจออกมาแล้วเดินไปเปิดประตูเพราะฉันเองก็เหนื่อยจะเล่นเกมยื้อเวลาแล้วเหมือนกัน

“เสร็จแล้ว” ฉันมองเขานิ่งๆ ก่อนจะเดินเฉียดแขนคนตัวสูงออกมา ไม่คิดจะหันไปปิดประตูห้องด้วยซ้ำ “ถ้านายไม่เล่นพิเรนทร์กับฉันเมื่อกี้ ป่านนี้ฉันคงได้กินยาแล้วล่ะ”

“เธอก็หัดทำตัวให้มันพูดง่ายๆ สิ”

“มีแต่นายนั่นแหละที่เข้าใจอะไรยาก”

“ก็ถ้าเธอไม่ดื้อด้าน จะโดนแบบนั้นไหม”

“นายมันบ้า”

“แล้วเธอปกติดีนักเหรอ...”

สุดท้ายเราสองคนก็เดินเถียงกันแบบนั้นมาตลอดทางทั้งในลิฟต์และทางเดิน จนคนที่เดินสวนพวกเราพากันมองด้วยความสงสัยใคร่รู้ แต่ฉันไม่แคร์พวกอยากรู้เรื่องชาวบ้านแบบนั้นหรอก ถ้าเขามีความสุขในการรับรู้เรื่องคนอื่นนักก็ช่างเขาเถอะ บางทีฉันกับพีอาจจะเถียงกันสนุกปากเกินไปหน่อยก็ได้

พีขับรถพาฉันออกมาหาร้านขายยาที่อยู่ในละแวกคอนโดฯ ของพวกเราแต่ก็ไม่มีเลย ฉันเองก็เพิ่งสังเกตวันนี้แหละว่าร้านขายยามันหายาก ธรรมดาแหละ เวลาเราหามักไม่เจอหรอก พอไม่ได้จะซื้ออะไรนั่นแหละ เห็นเกลื่อนกลาดไปหมด

“นึกว่าจะขับรถไม่เป็นแล้วนะเนี่ย เห็นไปไหนก็พึ่งแต่ขนส่งมวลชน” ฉันจงใจพูดลอยๆ แขวะคนข้างๆ คงเพราะเขารีบและไม่อยากอยู่กับฉันนานๆ ก็เลยขับรถออกมาเอง ปกติหมอนี่น่ะชอบทำตัวติดดินจะตายไป ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาไม่เก็บเอาเงินค่าแท็กซี่ ค่ารถเมล์ ค่าบัตรรถไฟฟ้าไปไว้เติมน้ำมันรถตัวเอง ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากจนน่าหงุดหงิด

“รถสาธารณะมีให้ใช้ก็ใช้สิ”

“แล้วรถตัวเองมีให้ใช้ทำไมไม่ใช้ล่ะ”

“ไม่ต้องยุ่งกับฉันนักหรอก ยุ่งเรื่องตัวเองไปเถอะ” เขาบอกแล้วทิ้งให้บรรยากาศในรถตกอยู่ในความเงียบ และมันก็น่าอึดอัดจนฉันต้องเอาโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาเชื่อมสัญญาณกับเครื่องเล่นเพลงในรถเพื่อเปิดเพลงฟัง ทว่ายังไม่ทันจะเลือกเพลงได้ เจ้าของรถก็กดปิดตัดสัญญาณเสียก่อน ฉันหันขวับไปมองเขาอย่างไม่เข้าใจ

“ไม่ต้องมายุ่งกับรถฉัน”

“เฮอะ” สงสัยเสร็จธุระนี่แล้วคงจะเอาแอลกอฮอล์มาเช็ดเบาะที่ฉันนั่งเพื่อฆ่าเชื้อเลยมั้งเนี่ย

เขาไม่สนใจสีหน้าท่าทางของฉันแม้แต่น้อย คนใจร้ายทอดสายตามองไปที่ถนนข้างหน้า เพราะงั้นฉันเลยต้องปล่อยเลยตามเลย ในเมื่อเขาอยากนั่งเงียบๆ แบบนี้ก็เรื่องของเขา ดีเหมือนกัน ฉันจะได้ใช้ความคิดสักหน่อยว่าควรจะเอายังไงกับตัวเองต่อไปดี

ไม่กี่สิบนาทีต่อมา พีก็จอดรถเทียบทางเท้าตรงหน้าร้านขายยาแห่งหนึ่ง เขาเปิดประตูลงไปโดยไม่พูดไม่จากับฉันสักคำ เพราะงั้นฉันเลยแกล้งนั่งมึนๆ อยู่ในรถ เขาก้าวฉับๆ เดินไปจนจะถึงประตูร้านอยู่แล้วก็เพิ่งรู้ตัวว่าฉันไม่ได้ตามไป พีหันมาชักสีหน้าใส่ฉันที่นั่งยิ้มอยู่ในรถ ไม่รู้ว่าเขาเห็นหรือเปล่าเพราะหมอนี่ติดฟิล์มมืดพอสมควร คาดว่าน่าจะระดับความเข้มสูงสุดเท่าที่กฎหมายอนุญาตเลยนั่นแหละ

ปั้ก!

ประตูรถฝั่งฉันถูกกระชากออกอย่างแรง วินาทีต่อมาพีก็โน้มตัวเข้ามาปลดเบลท์ให้ จังหวะนั้นเหมือนเวลาหยุดเดินไปชั่วขณะ กลิ่นหอมจากน้ำหอมยี่ห้อเดิมที่เขาใช้ผสมกับกลิ่นกายของเขาจนเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ประจำตัวนั่นทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ ถึงกับนั่งเกร็งเมื่อสมองดันคิดทะลึ่งเกี่ยวกับเรื่องอย่างว่าเมื่อคืน บ้าฉิบ! ทำไมฉันต้องคิดอกุศลด้วยเนี่ย นี่ต่อให้หลับตาอยู่แล้วเขาเข้ามาใกล้ แค่ได้กลิ่นฉันก็รู้แล้วว่าเป็นหมอนี่

หมับ!

“ลงไปด้วยกัน” น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดดังขึ้นเหมือนเรียกสติพร้อมกับมือหนาที่คว้ากระชากข้อมือฉันให้ลุกลงจากรถตามเขาไป เพราะไม่ทันตั้งตัวฉันเลยเผลอปล่อยตัวมาตามแรงดึงนั่นทำให้ร่างกายบางส่วนกระแทกกับขอบประตู ฉันเจ็บจนเผลอหลุดร้องออกมา ทว่าก็ไม่ได้ช่วยให้พีผ่อนแรงลงสักนิด

 พอเข้ามาในร้านขายยา เขาก็บอกสิ่งที่ต้องการกับเภสัชฯ ผู้หญิงท่าทางใจดี เธอมองเราสองคนแล้วยิ้มหน่อยๆ ก่อนจะเดินไปหยิบยาคุมฉุกเฉินมาให้แล้วอธิบายวิธีการใช้ให้ฟัง เสร็จแล้วพีก็เป็นคนจ่ายเงินให้ ส่วนฉันก็รับยามา จังหวะที่เรากำลังจะกลับออกจากร้าน สายเรียกเข้าของคนตัวสูงข้างๆ ก็ดังขึ้น เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับ

“ว่าไงไอ้ก้อ” ที่แท้ก็เพื่อนเขาโทรมานั่นเอง...

“อ้าว แล้วมึงอยู่ไหนเนี่ย ไอ้เนอร์ล่ะ...เออ ทำเหมือนกูเป็นประกัน รถเป็นไรมากหรือเปล่าวะ...เออๆ เดี๋ยวกูรีบไปหา” พอวางสายเสร็จเขาก็วิ่งไปขึ้นรถหน้าตาเฉยท่ามกลางสีหน้างงงวยของฉัน พอรีบตามเขามาโดยที่มือยังไม่ทันจะแตะถึงประตูรถ พีก็ขับมันออกไปราวกับจงใจทิ้งฉันอยู่ตรงนี้

ไม่สิ... เขาตั้งใจเลยแหละ! เขาทำเหมือนตัวเองมาคนเดียว ไอ้บ้า!!!!

ฉันถอนหายใจหงุดหงิดแล้วส่งเสียงจิ๊จ๊ะอยู่ในลำคอก่อนจะตัดสินใจเรียกแท็กซี่กลับคอนโดฯ ในใจฉันตะโกนว่า ‘บ้าเอ๊ย!’ เป็นพันๆ ครั้ง ตลอดทางที่กลับห้อง พอมาถึงฉันก็กินยาเม็ดแรกตามที่เภสัชฯ แนะนำวิธีการใช้ ส่วนเม็ดต่อไปก็ราวๆ 12 ชั่วโมงได้ค่อยกิน อันที่จริงมันก็กินพร้อมกันได้นะ แต่ฉันกลัวจะอ้วกออกมาแล้วมันจะไม่ช่วยอะไร ฉันไม่ได้คิดจะปล่อยให้ตัวเองเสี่ยงตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมหรอก ถึงจะทำปากดีประชดประชันพีไปก็เถอะ

“เฮ้อออ...” พอจัดการอะไรเรียบร้อยแล้วฉันก็มาทิ้งตัวเองลงบนโซฟาด้วยความเพลีย ตอนนี้รู้สึกเหมือนคนพักผ่อนไม่เพียงพอ รู้สึกหิวแต่ก็ไม่อยากกินอะไร

Rrrrr Rrrrr

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำลายความเงียบ ฉันเหล่ไปมองก็เห็นว่าเป็นสายจากเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของตัวเองโทรมาก็เลยรีบกดรับ

‘ชมพู่’

“อือ”

[แกร๊!!! เป็นอะไรทำไมไม่ตอบไลน์เลย] เสียงดังแปดหลอดของคนปลายสายทำให้ฉันนิ่วหน้าเล็กน้อยเพราะแสบแก้วหู

“เปล่า ขี้เกียจเล่นเฉยๆ” ฉันตอบออกไปตามความจริง ตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะพิมพ์แชตกับใครทั้งนั้นแหละ นี่ถ้าไม่ห่วงว่าที่ยัยนี่โทรมาเพราะอาจจะมีเรื่องเดือดร้อน หรือเรื่องด่วนต้องการความช่วยเหลือล่ะก็ ฉันก็จะไม่รับเหมือนกัน แต่ก็พูดไป ฉันทำไม่ได้หรอก ชมพู่เป็นเพื่อนที่รักและดีกับฉันที่สุดเลยนะจะให้ใจร้ายแบบนั้นได้ไงล่ะ

[ต้องมีอะไรแน่ๆ ฉันสัมผัสได้ บอกมาเดี๋ยวเน้!]

“ไม่มี” ฉันโกหกไปเหมือนติดปากทั้งๆ ที่รู้อยู่หรอกว่าชมพู่ไม่เชื่อแน่ๆ

[ต้องมีสิ ทะเลาะกับพีเหรอ]

“เหอะ…พูดด้วยเขายังไม่อยากจะพูดกับฉันเลย จะทะเลาะกันได้ยังไง”

[อ้าว ฉันว่าต้องมีอะไรแน่ๆ อะ สำหรับแกมันจะมีอยู่กี่เรื่องเชียวที่ทำให้เสียงห่อเหี่ยวเหมือนใกล้ตายได้ขนาดนี้ ฉันรู้นะ!] ชมพู่ยังคงซักไซ้ไม่เลิก เอาเข้าจริงๆ บางทีฉันก็คิดว่ายัยนี่รู้จักฉันดีมากกว่าฉันรู้จักตัวเองเสียอีกนะ น่าตลกชะมัด เฮ้อ

“เอาจริงๆ มันก็มีแหละ ฉันควรทำไงดีวะ คือว่า...”

สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจสารภาพความผิดบาปเมื่อคืนให้เพื่อนสนิทฟังจนหมดเปลือก ชมพู่ออกจะอึ้งๆ ไปเหมือนกันเพราะไม่คิดว่าคนที่เคยนิ่งๆ เก็บอารมณ์เก่งแบบพีจะกล้าทำแบบนั้น

[แก ยังไงดีวะ ฉันก็พูดไม่ถูก เฮ้อ! เอาเป็นว่าแกต้องรักตัวเองให้มากๆ นะลิน ฉันไม่เห็นด้วยเลยที่แกยังเป็นอยู่แบบนี้ ผู้ชายดีๆ มีเยอะแยะอะ พอไหมอะกับคนนี้ คือพีก็ดีนะไม่ใช่แย่ แต่ไม่ดีกับแกอะ แกเข้าใจใช่ไหม] นี่เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ที่ชมพู่เตือนฉันแบบนี้ ฉันรู้ว่าเธอเป็นห่วง แต่ฉันทำแบบที่เธอพูดไม่ได้จริงๆ ฉันลงไม่ได้... ฉันยอมแพ้ไม่ได้ ถ้าฉันยอมแพ้ตอนนี้ ถ้าฉันอ่อนแอตอนนี้ ฉันก็จะกลายเป็นยัยขี้แพ้ตลอดไป

ไม่ ฉันไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นเด็ดขาด!

“แกก็รู้ว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้น”

[แกไม่ต้องไปฟังยัยผีบ้านั่นพูดมากก็ได้นะ ฉันไม่เห็นมันจะมีประโยชน์อะไรเลย โอเค ฉันไม่เป็นแกฉันก็ไม่รู้หรอกว่าจริงๆ มันหนักหนาแค่ไหน เอาเป็นว่าฉันอยู่ข้างแกเสมอ โอเคไหม ไปดูหนังกันป้ะ แก้เครียด]

“อือ”

เฮ้ออออ ถ้าไม่ได้ชมพู่ช่วยหาเรื่องตลกๆ มาเล่าให้ฟังฉันก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองจะติดห้องทั้งวันจนแห้งตายไปจริงๆ หรือเปล่า ส่วนพี ป่านนี้รายนั้นคงไปไหนต่อไหนกับเพื่อนเขาแล้วล่ะ ฉันมันไม่มีค่าในสายตาเขาจริงๆ ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม

เวลาเกือบค่อนวันของฉันหมดไปกับการเดินเล่นและดูหนังกับเพื่อนสนิท ฉันไม่ได้เอารถมาเพราะกลัวจะเบลอแล้วเกิดอุบัติเหตุ เพราะงั้นก็เลยนั่งแท็กซี่แทน แอบจุกเล็กๆ ตอนตัดสินใจแบบนี้ เพราะเมื่อตอนกลางวันฉันเพิ่งบ่นพีไปเอง ให้ตายสิ! ทำไมในหัวฉันถึงมีแต่หมอนั่นนะ

ตอนนี้ฉันแยกกับชมพู่แล้ว เมื่อกี้ฉันชวนยัยนั่นไปช่วยเลือกขนมก่อนกลับด้วย พอออกจากห้างสรรพสินค้าฉันก็เรียกแท็กซี่เพื่อกลับ อ้อ ไม่ได้กลับคอนโดฯ หรือบ้านตัวเองหรอกนะ

ที่ที่ฉันจะไปน่ะ มันคือ...

 

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

แท็กซี่มาส่งฉันที่หน้าบ้านของผู้ชายคนนั้น ใช่... บ้านพีไงล่ะ

ฉันเดินเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ด้วยความเคยชินหลังจากป้าแม่บ้านเปิดประตูรั้วต้อนรับฉันให้เข้ามาเมื่อกี้ พอเข้ามาก็ยกมือไหว้ทักทายแม่ของพีด้วยความนอบน้อม

“สวัสดีค่ะป้าแพรว”

“อ้าว หนูลิน” ผู้หญิงวัยกลางคนที่ใบหน้าดูสวยอ่อนกว่าวัยหลายปีหันมาตามเสียงทักทายของฉันด้วยความประหลาดใจ เห็นท่านท่าทางใจดีแบบนี้ แต่บอกเลยว่าความเผด็จการและเอาแต่ใจของผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา ไม่อย่างนั้นฉันไม่มีโอกาสใกล้ชิดพีขนาดนั้นหรอก หึ...

“พอดีหนูออกไปดูหนังกับเพื่อนมาน่ะค่ะ เจอขนมร้านที่ป้าแพรวชอบก็เลยซื้อมาฝาก” ฉันยิ้มหวานแล้วยื่นของฝากให้เธอ

“โอ๊ะ! ขอบใจนะจ๊ะ หนูลินเนี่ยรู้ใจป้าที่สุดเลย” ท่านรับไปส่งต่อให้ป้าแม่บ้านเอาไปเก็บก่อนจะเดินเข้ามาโอบเอวฉันพาเดินมานั่งที่โซฟาด้วยกัน “เป็นไงลูก ช่วงนี้เรียนหนักหรือเปล่า”

“ไม่ค่อยหนักค่ะ งานเยอะมากกว่า” ฉันบอกยิ้มๆ

“เหรอลูก ตาพีก็คงจะเหมือนกัน ช่วงนี้ไม่ค่อยกลับบ้านเลย ไม่รู้ว่ามีเวลาให้หนูลินบ้างหรือเปล่าลูก” แม่ของพีเป็นเพื่อนสนิทกับแม่ฉัน เพราะงั้นเลยไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่ฉันจะสานสัมพันธ์ให้ครอบครัวเราผูกพันกันแน่นขึ้นไปอีก ที่สำคัญ ผู้ใหญ่เองก็เห็นดีเห็นงามด้วย ฉันก็เลยเนียนๆ ตามน้ำไปได้ไม่ยาก

“เอ่อ ก็... เจอกันบ้างค่ะ ช่วงนี้พีเขาจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดห้องบ่อยๆ หนูเลยไม่ค่อยได้ไปช่วยเท่าไร ว่างๆ ก็เลยจะกลับบ้านแทนค่ะ พี่ลิต้าไม่อยู่บ้านแล้วก็เลยกลัวแม่จะเหงา” ‘ลิต้า’ คือพี่สาวแท้ๆ ของฉันเอง ตอนนี้เธอแต่งงานได้ปีกว่าแล้วและย้ายไปอยู่กับพี่เขยฉันซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวฮ่องกง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังหมั่นบินกลับมาเยี่ยมบ้านทุกเดือน

“อ้าวเหรอ แต่ก็ดีแล้วนะที่ตาพีจ้างแม่บ้าน หนูลินจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก ป้าเองก็เกรงใจ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะป้าแพรว หนูยินดีช่วย”

“น่ารักจริงๆ เชียว นี่เมื่อเช้าป้าเพิ่งโทรคุยกับแม่หนูลินเองนะ ปรึกษาทางนั้นเรื่องงานเปิดตัวคอนโดฯ โครงการใหม่นั่นแหละ” ท่านบอกพลางลูบหัวฉันด้วยความเอ็นดู จริงสิ คอนโดฯ ที่ฉันกับพีอยู่ก็เป็นของ AP HOUSES GROUP เหมือนกัน เรียกง่ายๆ ก็ของบ้านพีนั่นแหละ

“อ๋อ ค่ะ” ฉันพยักหน้ารับรู้

“เอ... หนูลินไม่สบายหรือเปล่าลูก ทำไมวันนี้หน้าตาไม่ค่อยสดใสเท่าไรเลย”

“สงสัยช่วงนี้นอนไม่ค่อยพอมั้งคะ วันนี้ก็ไม่ได้เอารถมา กลัวจะขับแล้วหลับในน่ะค่ะ แหะๆ” ฉันหัวเราะแห้งๆ

“อ้าว งั้นป้าโทรเรียกตาพีมาดีกว่า จะได้รับหนูลินกลับไปพร้อมกัน” ฉันก็ไม่ได้พูดออกไปตรงๆ หรอกนะ แต่ทุกคนก็เห็นใช่ไหมว่าแม่พีพูดเองน่ะ

“ไม่เป็นไรค่ะ อย่ารบกวนเขาเลย”

“รบกวนอะไรล่ะ ถือว่าให้ตาพีฝึกทำหน้าที่นี้ไปในตัว”

“ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะป้าแพรว หนูเกรงใจ” ฉันทำสีหน้าประมาณว่ารู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ ก่อนจะแกล้งหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าเพื่อดูเวลา แล้วจงใจใช้ปลายนิ้วคีบแผงยาขึ้นมาด้วยโดยทำให้เหมือนว่ามันบังเอิญติดมือมาแล้วร่วงลงพื้น หน้าที่ของฉันคือทำเป็นไม่เห็นมันเสีย “นี่ก็มืดมากแล้ว เดี๋ยวหนูว่า...”

“อ๊ะ ของร่วงน่ะลูก” คนข้างๆ ทักก่อนจะเป็นฝ่ายก้มลงไปเก็บขึ้นมาให้ ฉันกลอกตาเลิ่กลั่กทันที แต่ในใจนี่แสยะยิ้มดีใจจนไม่รู้จะยิ้มยังไงแล้ว คิดว่านายจะถือไพ่กว่าฉันงั้นเหรอ พี ไม่มีทางเสียหรอก! นายเป็นคนบีบให้ฉันทำเรื่องบ้าๆ พวกนี้เอง ดีแล้วแหละ คราวนี้นายจะยิ่งหนีฉันไม่พ้นเลยล่ะ

“เอ่อ...”

“เดี๋ยวนะ นี่มันยา...ตายแล้ว!” คนข้างๆ ยกมือขึ้นมาทาบอกด้วยสีหน้าตื่นตะลึง ก่อนจะเลื่อนสายตาจากแผงยาคุมฉุกเฉินที่เหลืออยู่อีกหนึ่งเม็ดมาที่ฉันราวกับต้องการคำตอบ ฉันรีบลนลานคว้ายานั่นมาเก็บใส่กระเป๋าตัวเองเหมือนเดิมแล้วก้มหน้าลงเหมือนรู้สึกผิดมากมาย

“หนูขอโทษค่ะป้าแพรว คือว่าหนูไม่ได้ตั้งใจจะ เอ่อ...” งานถนัดของฉันอีกเรื่องน่าจะเป็นแบบนี้ล่ะมั้ง ฉันสะดวกแบบนี้แหละ หึ

“ป้าเข้าใจนะว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของวัยรุ่นสมัยนี้ แต่ป้าไม่คิดว่าหนูลินของป้าจะ...”

“คือว่าพีไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ!” ฉันโพล่งขึ้นขัดจังหวะแม่ของพี ก่อนที่ท่านจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ แต่ยังไงทั้งหมดนั่นมันก็ยังอยู่ในการควบคุมของฉันอยู่ดี

“ว่าไงนะ?! ตาพีงั้นเหรอ” คนข้างๆ ถามเสียงสูง ก่อนที่ฉันจะได้ยินท่านถอนหายใจออกมาเหมือนโล่งอก แน่ล่ะ ถ้าฉันมีอะไรกับผู้ชายคนอื่น ท่านคงไม่อยากได้ฉันมาเป็นลูกสะใภ้เหมือนเดิมสักเท่าไรหรอก

“ป้าแพรวอย่าว่าพีนะคะ เมื่อคืนเขาเมามากก็เลย... ฮึก คือหนูเป็นห่วงก็เลยเข้าไปช่วยดูเขา แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนั้น หนูขอโทษค่ะ หนูมันแย่เอง” น้ำอุ่นๆ ไหลออกมาจากตาทั้งสองข้างของฉันราวกับรู้งาน อันนี้จะว่าบีบน้ำตาก็ได้ แต่พอฉันคิดถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมา น้ำตามันก็พานจะไหลออกมาเองอยู่แล้ว ทุกอย่างเลยยิ่งง่ายสำหรับฉันเข้าไปใหญ่

“โธ่ หนูลินลูก... ไม่ต้องกลัวนะ ป้าจะจัดการเรื่องนี้เอง ต้องเรียกตาพีมาพูดกันให้รู้เรื่องจริงๆ เสียแล้วล่ะ ดูสิ! ถ้าแม่หนูรู้จะไม่ตัดขาดความเป็นเพื่อนกับป้าหรอกเหรอ”

“แม่หนูไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกค่ะ ท่านรักป้าแพรวมากนะคะ อีกอย่าง หนูไม่อยากให้พีคิดมาก อย่าไปว่าเขาเลยนะคะ ช่วยทำเป็นไม่รู้ได้ไหมคะ เขาเองก็กังวลเหมือนกัน กลัวว่าผู้ใหญ่จะมองหนูไม่ดี” ฉันทำสีหน้าขอร้องพลางเอื้อมมือไปกุมมือป้าแพรวไว้

“แต่...”

“นะคะ พีเองก็ไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ” ฉันบีบมือท่านนิดหน่อย ส่งสายตาอ้อนวอนสุดกำลัง

“เฮ้อ! เอาเถอะ ป้าจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ก็ได้ แต่ถึงยังไงป้าก็ต้องหาทางจัดการเรื่องนี้ หนูลินเป็นฝ่ายเสียหาย จะปล่อยให้ลูกชายตัวดีของป้าลอยหน้าลอยตาไปไม่ได้หรอก” ท่านบอกก่อนจะดึงฉันเข้าไปกอดปลอบ ฉันถือโอกาสที่ซบอยู่ตรงอกป้าแพรวแสยะยิ้มออกมาอย่างคนชนะไปพร้อมๆ กับส่งเสียงสะอื้นน้อยๆ เหมือนพยายามกลั้นน้ำตา นึกถึงใบหน้ายุ่งๆ ของหมอนั่นแล้วก็อดดีใจไม่ได้

พี... นายลามโซ่ตัวเองนะ ฉันเปล่า :)










- TO BE CONTINUED -

#รักเพราะเธอมันร้าย


mamind GIF

Talk with writer

ทีมใครก็ให้กำลังใจกันเอาเองเลยจ้าาา
หรือเรื่องนี้จะไม่มีพระเอกนางเอก 5555555
แต่อย่าลืมว่า...คนไม่ดีก็มีหัวใจ oops!
ฝากส่งฟีดแบ็กให้เค้าด้วยน้าาา
ขอบคุณที่ติดตามจ้า แล้วเจอกันตอนหน้า <3



|||

อ่านแล้วเมนต์จะช่วยสร้างกำลังใจให้ไรต์มีแรงอัปนิยายนะคะ
ขอบคุณทุกแรงแค้นและทุกแรงสนับสนุนจ้า




|||


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,326 ความคิดเห็น

  1. #1325 natkamon_m (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 09:44
    เรื่องนี้คงไม่ต้องมีตัวร้ายหรอกในเมื่อนางเอกร้ายขนาดนี้!! 555
    #1,325
    0
  2. #1321 b.a.b.ytae (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 15:09
    ร้ายมากชอบ555555
    #1,321
    0
  3. #1093 YulSica (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:20
    เออตอนแรกว่าจะสงสารนางละ แต่นี่มันปีศาจชัดๆโอ้น
    #1,093
    0
  4. #899 jj_1438 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 18:16
    โอ้ยยอมจ้า ร้ายสุด 5555
    #899
    0
  5. #379 winthox (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 / 09:08
    นางเอกมันร้าย
    #379
    0
  6. #269 immx (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 / 14:01
    ลินร้ายเด้อ555555พีโดนเเล้วไง//มีความน่าร้ากกกก
    #269
    0
  7. #268 immx (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 / 14:00
    ทั้งรักเเละเอาอยากชนะโอ้ยลินนน5555
    #268
    0
  8. #110 เ ล อ นั ว ร์ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2560 / 21:18
    ลินก็แสบใช่เล่นเลยนะเนี่ย555 พีนายโดนแน่ ตอนนี้แอบน่ารักเล็กน้อยด้วย โอ้ยยยย ชอบอีกแล้ว คือดี
    #110
    0
  9. #73 tigersweet (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 18:59
    ไรท์ เชื่อป่ะ เราชอบนิยายที่ไรท์แต่งมาก มาก มากๆ เราเคยอ่านเรื่องนึง แล้วแบบติดตา ติดหูมาก แล้วยิ่งชื่นชอบผลงานของไรท์มากขึ้นไปอีก ถึงจะดาร์ก ไม่ใช่แนวเรา แต่เราก็อยากอ่านมากๆ
    #73
    1
    • #73-1 CHERMADA(จากตอนที่ 3)
      6 ตุลาคม 2560 / 19:08
      Insane สมัยครัชเชอร์สิน้าา ขอบคุณมากเลยนะคะ ฮืออออ ดีใจอ่า มีคนจำได้ >___<
      #73-1
  10. #49 แค่คนเลว (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กันยายน 2560 / 23:40
    ต่างคนก็ต่างร้าย
    #49
    0
  11. #29 s.swyz (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 20:08
    นางร้ายอ่ะ5555
    #29
    0
  12. #27 XuXuJung_chic (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 08:51
    รออออออค่าาา เกรี๊ยวกราดกันทั้งคู่เลย ชอบๆ อิอิ
    #27
    0
  13. #25 Bpsugar (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 10:09
    ชอบบบบ รอค่าา
    #25
    0
  14. #24 Muk Yanisa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 22:56
    เจิม รอ รอ
    #24
    0
  15. #23 chanok- (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 21:07
    เจิม เจิม เจิม
    #23
    0