THe Superman

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 142,736 Views

  • 746 Comments

  • 4,860 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    4,276

    Overall
    142,736

ตอนที่ 68 : หมากล้อม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8710
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 669 ครั้ง
    23 มิ.ย. 61

“ อะไรนะ !? หยางหลิวโอนเงินให้หนึ่งแสนหยวน ! ” ลุงโจวซือพูดผ่านทางโทรศัพท์ด้วยอาการแปลกใจ


“ อ้าว !? สรุปว่าหยางหลิวไม่ได้เงินจากพี่โจว ? ฮึ่ม ! ฉันก็คิดไว้แล้วเชียว พี่โจวจะเอาเงินเดือนให้ลูกฉันทำไมเยอะขนาดนั้น เดี๋ยวฉันจะต้องไปถามหยางหลิวแล้วว่าเงินนั่นมาจากไหนกันแน่ ” แม่หยางหลิวคาดเดาไปเองโดยฟังจากน้ำเสียงประหลาดใจของลุงโจวซือ ในตอนนี้เธอกำลังคิดไปเองว่า หยางหลิวโกหกเธอเรื่องเงินที่หามาได้


ทว่าก่อนที่แม่หยางหลิวจะวางสาย เสียงจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง


“ เดี๋ยวก่อน ๆ ความจริงแล้วเงินนั่นฉันเป็นคนให้เองจริง ๆ ” หลังจากฟังเสียงของแม่หยางหลิวบ่น ลุงโจวจึงเข้าใจสถานการณ์ และค่อย ๆ เล่าความจริงให้ฟัง


“ คือแบบนี้นะ หยางหลิวเป็นเด็กที่เก่ง และมีพรสวรรค์มาก การทำอาหาร และรสชาติที่ทำออกมาจัดว่าสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว พอร้านของฉันได้ตัวหยางหลิวมาสถานการณ์ของร้านเราก็กลับตาลปัตร จากที่ลูกค้าไม่ค่อยจะเข้า กลายเป็นลูกค้าแห่กันเข้ามาทุกเวลาไม่หยุดหย่อน... ” ลุงโจวอธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบให้แม่หยางหลิวฟัง ตั้งแต่เริ่มเธอไม่ได้พูดแทรกแม้แต่น้อย แม่หยางหลิวทำได้มีเพียงอยู่ในสภาวะตกตะลึงโดยสิ้นเชิง


ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดลุงโจวก็พูดขึ้นว่า
“ ดังนั้นเรื่องเงินที่ฉันให้หยางหลิวไปน่ะ ฉันให้เขาจริง ๆ นี่ก็เป็นเดือนที่ 2 แล้วที่ฉันให้ รวมทั้งหมดก็เป็นเงินสองแสนหยวน ความจริงฉันกะจะให้เขาเพิ่มอีกหน่อย แต่กลายเป็นว่าเขาไม่ยอมรับเงินฉันเกินไปจากนั้นเลย ฉันล่ะชื่นชมลูกชายของเธอจริง ๆ ” ลุงโจวบอกเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับแม่หยางหลิวฟัง พร้อมยังยกย่องในตัวของหยางหลิวอีกด้วย


“ สองแสนหยวน !! ” หลังจากแม่หยางหลิวนั่งฟังอยู่จนจบ เธอก็รู้สึกสะดุดกับคำ ๆ หนึ่งเข้า ทำให้เธอพูดออกมาด้วยความตกใจ


“ ใช่ สองแสนหยวน ทำไมเหรอ ? ” ลุงโจวถาม


“ อ๋อเปล่า ฉันแค่ตกใจนิดหน่อย นี่มันเกินคาดไปจริง ๆ ” แม่หยางหลิวพลันได้สติ เมื่อกี้เธอรู้สึกเหลือเชื่อไม่น้อย หยางหลิวออกไปทำงานแค่สองเดือน สองเดือนเท่านั้น !


หยางหลิวกลับทำเงินได้ถึงสองแสนหยวน !


นี่มันเหลือเชื่อมากเกินไปแล้ว ครอบครัวของหยางหลิวมีรายได้ไม่ถือว่าเยอะ และก็ไม่ถือว่าน้อย ตกประมาณปีละหกหมื่นหยวน


แต่เมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่หยางหลิวไปทำงานเพียงแค่สองเดือน แค่สองเดือนมันก็มากกว่ารายได้ครอบครัวสามปีเสียอีก


แม่หยางหลิวนิ่งเงียบไปนาน ลุงโจวเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีก แต่ทันใดนั้นเองลุงโจวก็พลันนึกถึงเรื่องราวบางอย่างได้ นั่นก็คือเรื่องราวของเมื่อต้นเดือนก่อน


“ จะว่าไปแล้วฉันก็นึกบางอย่างได้ ความจริงฉันอยากให้หยางหลิวทำงานที่นี่ไปเรื่อย ๆ และสืบทอดกิจการของร้านฉัน แต่ว่าเขาดันปฏิเสธไปซะได้ หยางหลิวบอกว่าเขาต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง ดังนั้นเขาจึงจะทำงานกับฉันแค่สามสี่เดือนเท่านั้น ”


“ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง !? ” แม่หยางหลิวก็กลายเป็นแปลกใจมากขึ้นไปอีก ทำไมลูกของเธอถึงเลือกจะไปเรียนต่อ ทั้ง ๆ ที่ถ้าทำงานอยู่ที่ภัตตาคารโจวซือต่อไปก็ได้เงินเดือน แถมยังได้เยอะซะด้วย เดือนละแสนหยวนแท้ ๆ เธอไม่เข้าใจเลยว่าหยางหลิวจะไปลำบากเรียนที่นั่นทำไม อีกอย่างเธอก็ยังคิดว่าหยางหลิวน่าจะสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งอยู่แล้ว แต่ทำไมหยางหลิวถึงยังตั้งใจที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง แถมยังไปบอกกับลุงโจวซือไว้ล่วงหน้าอีกต่างหาก


“ ขอบคุณพี่โจว เดี๋ยวฉันจะลองถามลูกชายของฉันดูก่อน ” แม่หยางหลิวคิดอะไรบางอย่างได้ เธอจึงพยายามตัดบทสนทนา และเตรียมที่จะไปถามหยางหลิวถึงเรื่องที่เธอสงสัย


ลุงโจว : “ ตกลง แล้วเจอกันช่วงปีใหม่ ”


“ แล้วเจอกัน ” แม่หยางหลิวพูดจบ เธอก็ตัดสายในทันที จากนั้นเธอจึงโทรไปถามเรื่องราวทั้งหมดจากหยางหลิวอีกทีหนึ่ง


จากการที่หยางหลิวหวังจะให้ครอบครัวของเขามีเงินไว้ใช้อย่างสะดวกสบาย กลับกลายเป็นว่าตอนนี้เขากำลังโดนแม่เขาว่าเรื่องที่หยางหลิวจะไม่ทำงานเป็นเชฟต่อหลังจากนี้ และยังว่าเรื่องที่หยางหลิวจะไปเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วย


แม่ของหยางหลิวพยายามพูดเกลี้ยกล่อมอยู่นานให้หยางหลิวทำงานเป็นเชฟเต็มตัว ไม่ต้องไปเรียนต่อแล้ว เพราะในตอนนี้ด้วยฝีมือด้านการทำอาหารของหยางหลิว มันก็เพียงพอที่จะมีงานดี ๆ ทำ มีชีวิตที่สุขสบายแล้ว


ทว่าหยางหลิวกลับตอบปฏิเสธไปโดยไม่ไยดี เขาไม่ต้องการที่จะเป็นเชฟอีกแล้ว เชฟมันก็เป็นแค่ทางเดียวที่เขาเคยคิดว่าจะประสบความสำเร็จตามที่ฝันได้ ทว่าตอนนี้เขาค้นพบแล้วว่าเขาคิดผิด ตอนนี้เขามีทางให้เลือกมากมายในการที่จะไล่ตามฝัน และหนึ่งในนั้นก็คือการเข้าไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยที่ลู่เอินจะเข้าไปเรียนต่อ


แม่และลูกต่างโต้เถียงกันอยู่นาน หยางหลิวพยายามพูดยกเหตุผลมาร้อยแปดอธิบายให้แม่ของเขาฟัง ทว่ามันกลับไม่เป็นผลสักเท่าใด ความจริงแล้วถ้าหยางหลิวไม่ได้ความสามารถจากระบบ เขาก็คงเลือกที่จะทำงานที่ภัตตาคารโจวซือต่อไปเรื่อย ๆ เช่นกัน


แต่ในตอนนี้เขามีมันอยู่ และเขายังรู้อีกด้วยว่ามันพิเศษจริง ๆ มันอาจจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จขึ้นในชีวิตนี้ ดังนั้นทำไมเขาต้องจมปลักทำงานด้านเชฟด้วย สู้ให้เขาไปลองหาประสบการณ์ด้านอื่น ๆ จนทำให้เขาสำเร็จกว่านี้จะไม่ดีหรือ ?


สุดท้ายเป็นฝ่ายพ่อหยางหลิวที่ทนไม่ไหว เขาไม่ค่อยได้สนใจเรื่องเงินทองเท่าใดนัก ขอแค่พอมีพอกิน อยู่อย่างพอเพียงก็พอแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่เห็นด้วยกับคำพูดของภรรยาเขา อีกทั้งเขาต้องการให้หยางหลิวใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ต้องไปทำงานงก ๆ เกือบทุกวัน เหมือนกับตัวเขาเองที่เป็นพนักงานในบริษัท และต้องทำงานอย่างขยันขันแข็ง จนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน


ดังนั้นเมื่อพ่อหยางหลิวช่วยพูด สถานการณ์จากหนึ่งต่อหนึ่ง ก็กลายเป็นสองต่อหนึ่ง ฝั่งแม่หยางหลิวแม้จะไม่ค่อยสบอารมณ์นัก แต่สุดท้ายเธอก็สู้ความเห็นของคนทั้งสองไม่ไหว จึงยอมแพ้ไป ทว่าเธอก็ยังมีเงื่อนไขหนึ่งอยู่ นั่นก็คือถ้าหยางหลิวสอบไม่ผ่าน หยางหลิวต้องกลับไปทำงานที่ภัตตาคารโจวซือดังเดิม ซึ่งในเรื่องนี้หยางหลิวก็ตอบตกลงในทันที นี่เป็นข้อเสนอที่ดีมาก ๆ สำหรับหยางหลิว หรืออาจจะเรียกได้ว่าโกงเลยก็ได้ เพราะยังไง ๆ หยางหลิวก็จะผ่านเงื่อนไขนี้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว


...


หยางหลิวใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะพูดคุยให้แม่ของยอมรับ ในขณะนี้เป็นเวลาสิบโมงเช้าแล้ว หยางหลิวยังมีความจำเป็นที่จะต้องไปหานักชิมฟ่งยู่อีก ดังนั้นหยางหลิวจึงตัดสินใจไปหานักชิมฟ่งยู่ในทันที


ในเวลาสิบเอ็ดโมงเช้าหยางหลิว และนักชิมฟ่งยู่กำลังพักผ่อนกันอยู่ที่ห้องพักแห่งหนึ่งในบ้านของนักชิมฟ่งยู่ นักชิมฟ่งยู่ค่อนข้างดีใจที่หยางหลิวตัดสินใจอย่างรวดเร็วขนาดนี้ เพราะในตอนแรกเขายังคิดไปว่าหยางหลิวคงจะให้คำตอบเขาในสองสามวันข้างหน้าเสียอีก


หยางหลิว และนักชิมฟ่งยู่พูดคุยเรื่องรายละเอียดของรายการ The CC กันอยู่เป็นเวลานาน จนในที่สุดหยางหลิวก็รับทราบรายละเอียดทั้งหมด


อันที่จริงหยางหลิวเขาเพิ่งจะมาทราบตอนนี้เองว่า เขาไม่มีคุณสมบัติใด ๆ ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้แม้แต่น้อย ทว่าสำหรับนักชิมที่เป็นผู้ตัดสินทั้งสิบท่าน จะได้รับสิทธิ์ในการเชิญเชฟสามคนมาเข้าร่วมการแข่งขันได้ และนั่นก็หมายความว่าหยางหลิวเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านี้ที่ถูกเชิญเข้าร่วมการแข่งขันโดยหนึ่งในผู้ตัดสินทั้งสิบ


ทันใดนั้นหยางหลิวก็กล่าวขอบคุณนักชิมฟ่งยู่ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด นักชิมฟ่งยู่ถือว่าเป็นผู้มีบุญคุณกับหยางหลิวไม่น้อย เขาช่วยเหลือหยางหลิวหลายอย่างเลยทีเดียว นั่นจึงไม่แปลกที่หยางหลิวจะรู้สึกซาบซึ้งใจเช่นนี้


ในด้านของนักชิมฟ่งยู่เองก็มองหยางหลิวด้วยแววตารักใคร่เอ็นดูประหนึ่งหยางหลิวเป็นหลานชายคนหนึ่งของเขา ความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นแฟ้นยิ่งกว่าลุงกับหลานทั่ว ๆ ไปเสียอีก


หลังจากพูดคุยกันเป็นเวลานาน ตอนนี้ก็เป็นเวลาเที่ยงตรงพอดี นักชิมฟ่งยู่จึงเอ่ยปากชวนให้หยางหลิวอยู่ร่วมรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกันสักมื้อ


หยางหลิวเห็นท่าทีเอาใจใส่ตนเองเป็นพิเศษของนักชิมฟ่งยู่ เขาจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเลใด ๆ


หยางหลิว และนักชิมฟ่งยู่ต่างเดินไปยังอีกห้องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นสถานที่สำหรับรับประทานอาหารของนักชิมฟ่งยู่


ทว่าในทันทีที่หยางหลิวเข้าไปในห้องนั้น เขาก็สังเกตเห็นถึงบางสิ่งบางอย่าง ภายในห้องมันมีกระดานหมากล้อมที่ค่อนข้างเก่าแก่กระดานหนึ่งวางไว้อยู่ที่ห้องนั่น


“ โอ้ !? เธอสนใจเรื่องหมากล้อมเหรอ ? ” นักชิมฟ่งยู่ที่เดินข้าง ๆ หยางหลิว เขาสังเกตได้ว่าหยางหลิวกำลังให้ความสนใจกับกระดานหมากล้อม จากนั้นนักชิมฟ่งยู่จึงถามขึ้นมา เพราะตัวเขาเองก็ชื่นชอบหมากล้อมไม่น้อยเช่นกัน นอกจากเรื่องชิม และวิจารณ์อาหาร ก็มีหมากล้อมนี่แหละที่เขาสนใจ


“ ก็นิดหน่อยครับ ผมเคยเล่นตั้งแต่ช่วงเด็ก ๆ หลังจากนั้นผมก็ไม่ค่อยได้เห็นมันเท่าไหร่ ” หยางหลิวตอบไปตามตรง เขาเคยสนใจในหมากล้อมอยู่บ้างในช่วงวัยเด็ก ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พ่อแม่ของเขาพาเขาไปยังบ้านคุณปู่ คุณปู่ของหยางหลิวมักจะสอนเขาเล่นหมากล้อมอยู่เสมอ ทำให้หยางหลิวรู้เรื่องพวกนี้นิดหน่อย ทว่าในช่วงที่เขามีอายุเจ็ดแปดขวบคุณปู่ของเขาก็เสียชีวิตไป ตั้งแต่นั้นเขาก็ไม่ได้สนใจในหมากล้อมอีกเลย


แล้วหมากล้อมคืออะไร ?


หมากล้อมถือเป็นเกมกระดานชนิดหนึ่งที่คนจีนนิยมเล่นตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน เดิมทีหมากล้อมถือกำเนิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน มันเป็นเกมกระดานระหว่างคนสองคน ต่างคนต่างพยายามช่วงชิงพื้นที่จากอีกฝ่าย เปรียบเหมือนเป็นการต่อสู้กันของแม่ทัพในอดีต ต่างฝ่ายต่างวางกลยุทธ์เพื่อให้ได้รับชัยชนะ โดยหลักการที่จะชนะนั้นง่ายมาก ขอเพียงพื้นที่ หรือแต้มของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่าก็จะกลายเป็นผู้ชนะ


แต่ทว่าการเอาชนะกันจริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายดายขนาดนั้น ในการเล่นสำหรับมืออาชีพทั่วไป มักจะเล่นตารางหมากล้อม 19x19 นั่นหมายความว่ามีทั้งหมด 361จุดที่เดินได้ จากนั้นต่างฝ่ายต่างสลับกันลงหมาก จนกระทั่งเดินจนทั้งสองฝ่ายเห็นว่าไม่สามารถเดินต่อไปได้อีก จึงจะมานับแต้มที่ได้


ลองคิดดูเล่น ๆ มันจะมีวิธีการเดินหมากมากน้อยเพียงใด ?


ล้านวิธี พันล้านวิธี หรือล้านล้านวิธี ?


ที่กล่าวมาข้างต้นมันยังไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของวิธีการเดินหมากทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ


นั่นจึงไม่น่าแปลกใจทำไมหมากล้อมถึงถือว่าเป็นเกมกระดานที่ยากที่สุดในโลก
ในขณะที่พวกเขาทั้งสองคนต่างครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จู่ ๆ นักชิมฟ่งยู่ก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“ เธออยากลองเล่นหมากล้อมกับฉันสักกระดานไหม ? ”



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 669 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #458 Gnuh (@Gnuh) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 16:28

    ขอบคุณครับ

    #458
    0
  2. #91 oolnwoo (@hartjub) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 05:47

    สนุกมากเลย

    #91
    0
  3. #90 Bank (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 04:08

    โกะสินะ หมากล้อมเนี่ย ใช่อันเดียวกันปะ

    #90
    1
    • #90-1 Black_centaur (@Black_centaur) (จากตอนที่ 68)
      24 มิถุนายน 2561 / 10:21
      ใช่ครับ โกะ = ชื่อญี่ปุ่น,สากล
      หมากล้อม = ชื่อไทย
      แต่พอดีมช้ธีมจีนผมเลยเรียกหมากล้อมคงดีกว่า
      #90-1
  4. #82 gean7777 (@gean7777) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 17:46
    สงสัยต้องอัพสกิลเล่นหมากล้อมซะแล้วสินะ หยางหลิว(นักชิมฟงยู่น่าจะมีลับลมคมในกับหมาล้อมชัวร์เลย)
    #82
    0