THe Superman

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 142,397 Views

  • 746 Comments

  • 4,858 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    3,937

    Overall
    142,397

ตอนที่ 52 : กลุ่มคนอันตราย ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10462
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 806 ครั้ง
    18 มิ.ย. 61

“ นี่นาย ! เลิกจ้องฉันได้แล้ว เห็นแบบนี้ฉันก็อายเหมือนกันนะ ”


“ แหะ ๆ โทษที ” หยางหลิวหัวเราะแก้เขิน และดึงเก้าอี้ออกมาพร้อมกับนั่งลง


“ วันนี้นายไม่ทำอาหารให้ฉันกินเหรอ ? อีกอย่างทำไมมานั่งกับฉันล่ะ ? ” ลู่เอินถามหยางหลิวด้วยความสงสัย


“ อาหารน่ะผมทำเสร็จแล้ว เดี๋ยวพนักงานเอามาเสิร์ฟให้ ส่วนที่ถามว่าทำไมผมถึงมานั่งตรงนี้ ก็เพราะว่าผมอยากมานั่งกับเธอไง ” หยางหลิวตอบด้วยน้ำเสียงและหน้าตาทะเล้น ทำเอาลู่เอินเกือบหลุดขำออกมา ทว่าลู่เอินก็ยังเก็บอาการได้ดีอยู่


“ ใครใช้ให้มานั่งกับฉันกัน ฮึ ! ” ลู่เอินพูดด้วยอารมณ์คล้ายไม่พอใจ แต่ทว่าเธอไม่ได้แสดงทีท่ารังเกียจหยางหลิว่ หรือ ไล่เขาออกไป ทำให้หยางหลิวรู้สึกพึงพอใจในความน่ารักของลู่เอิน


ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ก็มีเสียหนึ่งดังขึ้นมาด้านข้างโต๊ะ


“ ว้าว ! พี่ก็นึกว่าใครที่ไหน ตอนพี่เจออยู่หน้าทางเข้าก็นึกว่านางฟ้าที่ไหนมาซะอีก ที่แท้เป็นแฟนน้องหยางหลิวเองเหรอ ” ชิวหานเดินถือถาดอาหารมาพร้อมกับพูดหยอกล้อหยางหลิวและลู่เอิน พลันทำให้ทั้งสองหน้าแดงด้วยความเขินอาย


“ ไม่ ๆๆ ! ผมกับลู่เอินเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้นเองพี่ชิวหาน อีกอย่างพอดีว่าลู่เอินเพื่อนผมเพิ่งมาถึงปักกิ่ง ผมเลยชวนเธอมาลองทานอาหารที่ภัตตาคารของเรา ” หยางหลิวตั้งสติได้ก่อน เขาจึงตอบปฏิเสธด้วยเร่งรีบ และไม่ได้สังเกตเลยด้วยว่า ลู่เอินกำลังใช้สายตาเล็ก ๆ จ้องมองมาที่เขาชั่วขณะหนึ่งแล้วละสายตาไป


“ แหม ๆ ไม่ต้องปฏิเสธหรอก พี่ไม่แซ็วแล้วก็ได้ ขอให้ทั้งสองคนทานข้าวให้อร่อยนะ มีอะไรก็เรียกพวกพี่ได้ ” ชิวหานทำหูทวนลมไม่ฟังคำแก้ตัวของหยางหลิว จากนั้นเขาเดินไปหาพวกฉิงเยว่และชิงฉือ พวกเขาสามคนต่างมองมาทางลู่เอินและหยางหลิวพลางส่งสายตาเจ้าเล่ห์พร้อมกับหัวเราะคิกคัก


หยางหลิวกับลู่เอินยิ่งพลันรู้สึกอายยิ่งขึ้น และสถานการณ์นี้ยังเพิ่มความตื่นเต้นให้พวกเขาทั้งสอง จนทำให้ได้ยินเสียงหัวใจเต้นถึงขนาดที่ว่าเงี่ยหูฟังก็ยังได้ยิน โดยเฉพาะหยางหลิวที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์เรื่องผู้หญิงเท่าไหร่ แม้ว่าเขาเคยมีอายุเกือบสามสิบมาก่อน แต่ว่าตั้งแต่เขาเรียนมัธยมปลายจบไป เขาก็ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องความรักเท่าใดนัก ยิ่งหลังจากนั้นเขาเข้าสู่วงการการทำอาหาร ไปเรียนรู้การทำอาหาร ไปฝึกงานด้านการทำอาหาร เปิดร้านอาหารของตนเอง เรียกได้ว่าในชีวิตก่อนหน้ามีแค่อาหาร มีดทำครัว วัตถุดิบ เครื่องเทศต่าง ๆ เท่านั้น ดังนั้นพอเขามาเจอสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้เขาก็ถึงกับทำให้เขาไปไม่เป็นเลยทีเดียว

“ นะ…นี่ ! งั้นฉันขอกินก่อนแล้วกันนะ ” น้ำเสียงสั่น ๆ ของลู่เอินเป็นน้ำเสียงที่พาพวกเขาทั้งคู่ออกจากบรรยากาศอึดอัดอันแปลกประหลาดนี้ ถึงแม้ว่าปกติลู่เอินจะเป็นคนร่าเริง แต่ทว่าพอมาเจอบรรยากาศแบบนี้ก็ทำให้เธอทั้งประหม่าทั้งตื่นเต้นเช่นกัน ตอนลู่เอินพูดเธอก็เหลือบมองไปยังจานอาหารที่ชิวหานถือมาเสิร์ฟให้ บนโต๊ะมีอาหารหลายอย่าง และยังมีเมนูสุดพิเศษที่หยางหลิวตั้งใจทำมันอย่างดีเยี่ยมนั่นคือเมนู “ เนื้อสวรรค์ ” ซึ่งนักชิมฟ่งยู่เป็นคนบอกว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุดตั้งแต่เขาเคยชิมมา


ลู่เอินเห็นว่าอาหารจานนี้น่าสนใจ เธอจึงใช้มีดหั่น “ เนื้อสวรรค์ ” ออกเป็นสองซีกเล็ก ๆ ฉับพลันกลิ่นของความหอมของเนื้อพลันพุ่งพรวดออกมา ใบหน้าของลู่เอินพลันรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับก่อนหน้านี้ที่ชิวหานนำอาหารต่าง ๆ มาเสิร์ฟให้ กลิ่นก็คละคลุ้งผสมปนเปกัน แม้เธอก็รู้ดีว่าอาหารเหล่านี้มีกลิ่นหอมที่พิเศษเฉพาะตัว แต่นึกไม่ถึงเลยว่าหลังจากใช้มีดหั่นเนื้อออกมา กลิ่นของ “ เนื้อสวรรค์ ” ก็กลายเป็นโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด มันทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นกับความพิเศษนี้ ถึงเธอจะเคยได้ยินจากหยางหลิวว่าเขาทำแบบนี้ได้ ทว่าตอนแรกเธอนึกว่าเขากำลังล้อเล่นอยู่เสียอีก ดังนั้นเธอจึงไม่เชื่อจนกระทั่งวันนี้ และขณะที่เธอกำลังพิจารณากลิ่นอยู่นั้นลู่เอินพลันรู้สึกตัวว่าเพิ่งจะมีเสียงท้องร้องเบา ๆ ออกมาจากตัวของเธอ !


ในตอนนั้นเอง ลู่เอินพลันตื่นตระหนก เธอจ้องมองไปยังใบหน้าหยางหลิว เมื่อเธอเห็นว่าหยางหลิวไม่ได้มีสีหน้าเปลี่ยนไป เธอจึงมองไปรอบ ๆ ตัว จึงพบว่าไม่มีใครนั่งอยู่ใกล้ ๆ บริเวณนี้ ลู่เอินจึงค่อย ๆ โล่งอกและเริ่มเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นปกติพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ


“ นี่ลู่เอิน เธอยังไม่ได้กินข้าวเหรอ ? ” หยางหลิวถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แต่นี่กลับแสดงให้เห็นว่า หยางหลิวได้ยินเสียงชัดเจน !


ด้วยความไม่เข้าใจผู้หญิงหรือไม่ก็ด้วยความคึกคะนองของหยางหลิว เขาได้พูดเรื่องไม่สมควรพูดออกไป ทำให้ลู่เอินหน้าแดงก่ำเป็นมะเขือเทศ เธอจึงก้มหน้าลงพร้อมกับใช้เล็บมือจิกเข้าไปในมือด้วยทั้งโกรธทั้งอาย ตั้งแต่เกิดมานี่เป็นการกระทำที่น่าอายที่สุดของเธอแล้ว


หยางหลิวเหมือนจะรู้สึกตัวว่าตัวเองทำผิดพลาดไป เขาจึงพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย


“ นี่ ๆ อาหารจานนี้ผมตั้งใจทำให้เธอเป็นพิเศษเลยนะ อันนี้แหละที่ผมเล่าให้ฟังว่านักชิมฟ่งยู่เป็นคนชม ถ้าไม่เชื่อเธอก็ลองชิมได้เลย ” หยางหลิวพูดไปพลางใช้ช้อนตัก “ เนื้อสวรรค์ ” ที่ถูกลู่เอินหั่นครึ่งค่อย ๆ ยกไปวางที่จานของเธอ


ลู่เอินค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา แม้ว่าเธอจะกล้าสู้หน้าหยางหลิวแล้ว แต่ก็จะเห็นได้ว่าในแววตาของเธอนั้นยังเต็มไปด้วยความโกรธหยางหลิวอยู่ไม่น้อย และในตอนที่หยางหลิวใช้ช้อนตัก “ เนื้อสวรรค์ ” ชิ้นนั้นมาให้เธอ เธอก็ไม่สนใจมันสักนิด แต่ลู่เอินใช้ช้อนและส้อมไปตักเนื้อสวรรค์อีกครึ่งซีกมาแทน


หยางหลิวเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แถมคิดว่าการกระทำของลู่เอินนั้นดูน่ารักน่าชัง และนั่นทำให้เขาหัวเราะออกมาด้วยซ้ำ จนกระทั่งลู่เอินถลึงตามองหยางหลิว เขาจึงค่อย ๆ หยุดเสียงหัวเราะและยิ้มออกมาแทน


ลู่เอินแกล้งไม่สนใจหยางหลิวอีก เธอค่อย ๆ ใช้ช้อนตัก “ เนื้อสวรรค์ ” ที่เธอนำมาเองและกิน ทันทีที่เนื้อเข้าไปใน ลู่เอินก็รู้สึกได้ว่าเมนูเนื้อชิ้นนี้พิเศษมาก แม้ว่าเธอจะคาดคิดเอาไว้ว่าอาหารที่หยางหลิวทำจะอร่อยมาก แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่าผ่านไปเพียงเดือนเดียวฝีมือการทำอาหารที่หยางหลิวทำในครั้งนี้จะอร่อยกว่าที่เธอเคยกินเสียอีก


เพียงแค่เธอคิดถึงเรื่องเมื่อเดือนก่อน ก็กลายเป็นว่าเนื้อที่เธอทานไปถูกกลืนลงท้องไปเรียบร้อยแล้ว รสชาติที่อร่อยไม่เหมือนใคร กลิ่นหอมที่พิเศษจำเพาะเจาะจง ทำเอาลู่เอินร่าเริงขึ้นมาทันที จากนั้นเธอจึงค่อย ๆ ใช้ส้อมจิ้มเนื้ออีกครึ่งซีกที่หยางหลิวเอามาให้ และสัมผัสถึงรสชาติอันแสนวิเศษอย่างช้า ๆ โดยที่เธอลืมนึกไปเลยว่า เมื่อกี้เธอกำลังขุ่นเคืองหยางหลิวอยู่เลย


เมื่อเห็นลู่เอินทานอาหารของเขาอย่างมีความสุข ทำเอาหยางหลิวรู้สึกอบอุ่นหัวใจมากยิ่งขึ้น ถึงขั้นที่เขาสาบานไว้ในใจตัวเองเลยว่าจะทำอาหารแบบนี้ให้ลู่เอินทานทุกวัน และนั่นคงจะทำให้เขารู้สึกมีความสุขเช่นเดียวกันกับเธอ


ในตอนที่ลู่เอินกำลังเจริญอาหารอย่างมีความสุข ก็พลันรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองเธออย่างไม่กะพริบ อีกครั้ง ทำเอาเธอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะคิดอะไรบางอย่างได้


“ นายก็ลองกินบ้างสิ ” ลู่เอินพูดพลางจิ้มเนื้อสวรรค์ที่อยู่บนโต๊ะให้เขาบ้าง


“ หืม ! ผมเป็นคนทำเองต้องลองด้วยเหรอ ? ” หยางหลิวพูดด้วยน้ำเสียงทะเล้น


“ งั้นนายก็ไม่ต้องกิน ! ” จู่ ๆ ลู่เอินก็แสดงท่าทีมีน้ำโหขึ้นมา พร้อมกับยื่นมือที่ถือช้อนกับส้อมไปทางจานของหยางหลิว โดยพยายามที่จะเอาเนื้อชิ้นนั้นคืน


“ ไม่ ๆๆ เดี๋ยวผมกินตอนนี้แหละ ” หยางหลิวพูดจบ โดยไม่รอช้า เขาก็ใช้จิ้มชิ้นเนื้อเข้าปากทันที โดยที่ช้อนกับส้อมของลู่เอินยังมาไม่ถึงด้วยซ้ำ


“ ฮึ ! ” ลู่เอินส่งเสียงฮึดฮัดไม่พอใจออกมา แต่เธอก็ไม่พูดอะไรต่อ


หนึ่งหญิงหนึ่งชายต่างทานอาหารร่วมโต๊ะกันอย่างมีความสุข พวกเขาใช้เวลาตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงเกือบค่ำ แรก ๆ อาจจะยังมีอาการเคอะเขินอยู่บ้าง แต่พอเวลาผ่านไปสักพักทั้งคู่ก็ต่างเริ่มพูดคุยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ใครหลายคนที่จ้องมองมาทางนี้ก็ล้วนแล้วแต่คิดว่าเป็นคู่รักที่มาทานอาหารค่ำด้วย ทั้งหญิงทั้งชายที่ต่างมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาและสวยงาม ดูเหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก จนทำให้คนบางคนรู้สึกอิจฉา


“ ฉันว่าฉันกลับก่อนละกัน ” หลังจากลู่เอินและหยางหลิวทั้งกินข้าวทั้งพูดคุยกันอยู่นานเกือบสองชั่วโมง ลู่เอินจึงคิดว่าถึงเวลาที่ควรจะกลับบ้านของเธอแล้ว


“ อืม งั้นก็ตกลง ...ว่าแต่เธอมายังไง ? ให้ฉันไปส่งเธอไหม ? ” หยางหลิวถามลู่เอินด้วยความรู้สึกเป็นห่วง อีกทั้งเขายังรู้สึกว่าไม่อยากจากเธอไปในตอนนี้


“ ไม่เป็นไร พ่อบ้านของฉันรออยู่แถวนี้แหละ เดี๋ยวเขาพาฉันกลับบ้าน ” ลู่เอินตอบ


“ อืม โอเค งั้นเดี๋ยวฉันเดินไปส่งด้านหน้านะ ” หยางหลิวพูดพลางลุกขึ้น


“ ตามใจนายสิ ” ลู่เอินลุกขึ้นและจากเดินไป


พอทั้งสองเดินไปถึงตรงบริเวณประตู ก็พลันมีเรื่องเอะอะโวยวายเกิดขึ้นภายในร้าน


“ เฮ้ย ! แบบนี้จะรับผิดชอบยังไงวะ ”


“ ไปตามผู้จัดการร้านมาเดี๋ยวนี้ ”


กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งชี้หน้าด่าพนักงานในร้านโจวซือ เนื่องจากมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น ทำให้หยางหลิวเดินมาเพื่อหาวิธีแก้ปัญหา และคลี่คลายสถานการณ์


“ ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรกับทางร้านของเราหรือเปล่าครับ ? ” หยางหลิวเดินเข้าไปพูดคุยอย่างสุภาพกับกลุ่มคนเหล่านี้ ขณะเดียวกันเขาก็สังเกตเห็นถึงสีหน้าย่ำแย่ของพนักงานในร้านทั้งชิงฉือ ฉิงเยว่ และเชฟเจียงหนาน


“ จะอะไรซะอีก คิดดูสิพวกเรามานั่งรอเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้สั่งอาหาร เห็นว่าเป็นร้านมีชื่อเสียงก็เลยไม่ได้ว่าอะไร แต่พออาหารมาถึงก็เป็นอาหารที่รสชาติห่วยแตกอะไรขนาดนี้ใครจะไปทนไหว สรุปนี่พวกเราต้องมารอเป็นชั่วโมง ๆ เพื่ออาหารแบบนี้ ? เหอะ ! ”


“ อย่าเสียเวลาพูดกับมันเลยพี่ เฮ้ย ! แกน่ะ ไปตามผู้จัดการมาเดี๋ยวนี้ ”


กลุ่มคนเหล่านั้นลุกพรวดขึ้นมา แต่ละคนมีลักษณะท่าทางน่ากลัวเป็นอย่างมาก มีแม้กระทั่งรอยสักรูปเสือโดยทั้งหมดถ้าพิจารณาดูให้ดี ๆ จะพบว่าเป็นรอยสักที่เหมือนจะมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน ซึ่งแสดงว่ากลุ่มคนเหล่านี้น่าจะเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลเป็นแน่


หยางหลิวเห็นท่าไม่ดี เขาจึงพูดเจรจาอีกครั้ง


“ เอ่อ... เอาอย่างนี้แล้วกันครับ เนื่องจากทางร้านของเราเป็นฝ่ายผิดเอง ดังนั้นผมจะเป็นคนรับผิดชอบทำอาหารให้กับคุณลูกค้าเอง และไม่มีค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้นครับ ” หยางหลิวพูดไปโดยไม่ได้คำนึงถึงว่า สำหรับเชฟที่มีอายุน้อยไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ และนั่นก็รวมไปถึงกรณีของเขาด้วย ฉับพลันหยางหลิวก็เห็นคนหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นหัวเราะออกมาเสียงดัง


“ ฮ่า ๆ ไอ้หนู ! อย่ามาทำให้ขำดีกว่า อย่างแกเนี่ยนะ จะมาทำอาหาร ? ” ชายคนนั้นพูดจบ เขาก็เดินไปที่โต๊ะ จากนั้นเขาจับผ้าปูโต๊ะและดึงออกมาอย่างแรง !


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 806 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #426 Gnuh (@Gnuh) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 11:19

    ขอบคุณครับ

    #426
    0
  2. #359 GameZaTH (@GameZaTH) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 18:02
    กว่าจะตักอาหารเข้าปากจบไปตอน1เลย555+
    #359
    0
  3. #153 Fikusa (@famedragonoy) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 22:07
    เฮ้ยๆ อย่ามาทำเป็นเล่นกับของกินนะเว้ย
    #153
    0