THe Superman

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 157,532 Views

  • 775 Comments

  • 4,919 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    5,112

    Overall
    157,532

ตอนที่ 290 : เตรียมงานวิจัย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 820
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 65 ครั้ง
    5 ม.ค. 62


 

ตอนนี้ทั้งคู่แข่งทางธุรกิจ ทั้งลูกน้องที่บริษัทต่างกำลังวุ่นอลหม่านกับงานที่เคร่งเครียด เพราะตอนนี้ใกล้จะถึงช่วงที่ต้องแข่งขันด้านการขายโทรศัพท์ในจีนแล้ว

 

 

ทว่าหยางหลิวกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ตอนนี้เขามีเวลาว่างตลอดทั้งวัน แทบไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับทางบริษัทเลย

 

 

งานทั้งหมดหยางหลิวก็ปล่อยให้ว่านเซี่ยง กู๋เจ๋อบวกกับลูกน้องเหล่าหัวกะทิเป็นคนจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้ ตัวอย่างเช่นงานด้านการโฆษณาที่ตอนนี้กำลังไปได้สวย หรืองานที่กำลังสร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อรองรับการผลิตที่สูงขึ้น และงานในแผนกอื่น ๆ ที่เตรียมรับศึกหนักรอลุ้นว่ายอดขายวันแรกที่ใกล้จะถึงจะเป็นอย่างไร

 

 

ซึ่งจะมีก็แค่งานใหญ่ หรืองานที่เกี่ยวข้องกับด้านเทคโนโลยีเท่านั้นที่หยางหลิวจะเข้ามามีส่วนร่วม

 

 

ดังนั้นในเวลาช่วงนี้ หยางหลิวจึงสามารถปลีกตัวออกไปหาแฟนสาวอย่างเหมยอี๋ได้ โดยมีการไปทานข้าวด้วยกัน พาไปซื้อของ พาไปดูหนัง ออกเดตกันอย่างสบายอารมณ์ เพื่อชดเชยที่หยางหลิวไม่ค่อยได้ดูแลเหมยอี๋เท่าใด กับเรื่องก่อนหน้านี้ที่หยางหลิวหายตัวไปจนสร้างความเป็นห่วงอย่างมากอีก

 

 

แต่นอกจากดูแลแฟนของตัวเองอย่างดีแล้ว ในตอนดึกหยางหลิวก็โทรศัพท์ไปปรึกษากับครอบครัว และชักชวนให้ย้ายเข้ามาอยู่ในปักกิ่งด้วยกัน

 

 

แม้จะมีความเห็นแย้งบางเรื่องเช่นงานของพ่อ ทว่าหยางหลิวก็ขอให้พ่อลาออกไปเลย เพราะจะไม่ต้องทำงานหนักอีกต่อไป และจะได้มีเวลาให้กับแม่กับน้องสาวมากขึ้น

 

 

นอกจากนี้ยังทำให้หยางหลิวสบายใจขึ้นด้วย เพราะไม่ต้องกังวลว่าตระกูลหวังจะทำอะไรเลยเถิด จากความสูญเสียในที่เพิ่งเกิดขึ้นอีก

 

 

ซึ่งสำหรับงานอื่น ๆ หยางหลิวก็บอกกับพ่อว่าจะซื้อร้านเช่า-ขายหนังสือให้ตามที่พ่อชอบ และให้พ่อดูแลร้านหนังสืออย่างสบาย ๆ เหมือนงานอดิเรก เวลาว่างก็นั่งงานหนังสือชิล ๆ ตามความฝันที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง

 

 

ทีแรกพ่อก็คิดจะปฏิเสธ นั่นเพราะการซื้อที่ดิน หรือตึกในเมืองหลวงอย่างปักกิ่งเป็นอะไรที่ค่อนข้างแพงมาก ๆ ซึ่งพ่อก็คิดว่ามันไม่น่าจะคุ้มค่าที่จะลงทุนในส่วนนี้

 

 

อย่างไรก็ตามหยางหลิวก็ชักแม่น้ำทั้งห้า อ้างนู่นอ้างนี่ว่าถึงร้านหนังสือจะทำกำไรไม่ได้มากนัก แต่การซื้อตึกไว้เป็นของตัวเองกลางกรุงปักกิ่ง มันก็เหมือนการเก็งกำไรซื้ออสังหาริมทรัพย์ ในอนาคตราคาที่ดินสูงขึ้น ถ้าจะขายก็ได้ราคาที่มากขึ้น แถมยังพูดถึงความเป็นอยู่ของครอบครัว จนในที่สุดพ่อของหยางหลิวก็ใจอ่อน และตอบตกลงที่จะมาปักกิ่ง

 

 

ส่วนเรื่องน้องสาวกับแม่ยิ่งเป็นเรื่องง่ายเข้าไปใหญ่

 

 

ทั้งสองคนไม่มีปัญหาอะไรเลยถ้าจะย้ายเข้ามาในปักกิ่ง เพราะหลังจากที่หยางหลิวพูดเรื่องนี้ให้ฟังแล้ว หยางหลิวก็ยังพูดอีกว่าเขาจะให้บัตรเครดิตทั้งสองไปซื้อของ ชอปปิงกันตามสะดวก

 

 

อยากได้อะไรก็ใช้บัตรเครดิตจ่ายได้ทันที เพราะตอนนี้หยางหลิวก็เริ่มมีงานที่มั่นคง และกำลังร่ำรวยมาก ๆ อยู่แล้ว

 

 

นั่นทำให้สองแม่ลูกออกอาการดี๊ด๊ากันใหญ่ จากนั้นก็ตอบตกลงเห็นด้วยกับความคิดหยางหลิวในทันที

 

 

เหอะ ๆ พอจะเดาได้แล้วแหละว่านิสัยนี้เราได้มาจากใคร… ’ ถึงแม่กับน้องสาวจะตอบตกลงตามที่หยางหลิวคาดการณ์ไว้ หยางหลิวก็ยังรู้สึกแอบขำตัวเองกับครอบครัวเบา ๆ ก่อนจะไปจัดการเรื่องอื่นต่อ ซึ่งนั่นก็คือเรื่องการย้ายโรงเรียนของน้องสาวนั่นเอง

 

 

ในทีแรกที่พ่อแย้งเรื่องนี้ หยางหลิวก็ค่อนข้างหนักใจไม่น้อย

 

 

นั่นเพราะเหมยหลิวเริ่มเรียนมัธยมปลายมาแล้ว และถ้าหากย้ายโรงเรียนตอนนี้ก็จะเป็นการย้ายกลางภาคเรียน ซึ่งมันก็น่าจะยุ่งยากไม่น้อยเลย และไม่แน่ใจว่าจะมีปัญหาหรือไม่

 

 

ยิ่งน้องสาวหยางหลิวไม่เคยมาสอบวัดระดับที่นี่มาก่อน และระบบการศึกษามันก็ทำให้เรื่องยุ่งยากไปอีก ดังนั้นหยางหลิวจึงกังวลใจสุด ๆ ว่าควรจะทำอย่างไร

 

 

พอหยางหลิวคิดไปคิดมา เขาก็รู้สึกคิดไม่ตกว่าจะทำแบบไหนดี ในที่สุดหยางหลิวก็โทรศัพท์ถามผู้รู้อย่างคณบดีชิงหัวเพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว

 

 

ซึ่งหยางหลิวก็ถามได้ถูกคนมาก ๆ คณบดีชิงหัวบอกทันทีว่าเรื่องพวกนี้ไม่เป็นปัญหาใด ๆ ถึงแม้เหมยหลิวจะไม่เคยสอบเข้า หรือเหมยหลิวจะย้ายมากลางภาคเรียนก็ตาม

 

 

นั่นเพราะมหาวิทยาลัยชิงหัวนั้นมีความร่วมมือกับบางโรงเรียนอยู่แล้ว และนั่นก็มีผลประโยชน์หลายอย่างที่เอื้อต่อกัน ตัวอย่างเช่น โรงเรียนจะได้รับโควตาให้นักเรียนที่เรียนดี เรียนเก่ง หรือได้รับคำแนะนำจากผู้อำนวยการให้สามารถเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวได้โดยไม่ต้องสอบ โดยทางโรงเรียนก็ตอบแทนให้มหาวิทยาลัยมีโควตาสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ซึ่งมันก็มีพนักงาน และอาจารย์หลายคนในชิงหัวที่ขอใช้สิทธิ์นี้ เอาบุตรหลานหรือญาติของตนเข้าโรงเรียนมัธยมศึกษาด้วยวิธีพิเศษดังกล่าว

 

 

ด้วยเหตุนี้เองคณบดีจึงไม่มองว่ามันเป็นปัญหา และเขาก็จะคุยกับทางผู้อำนวยการโรงเรียนให้เองตามสิทธิ์ของหยางหลิว นอกจากนี้กรณีที่มีการย้ายกลางเทอม หรือกลางภาคเรียนก็มีให้เห็นบ่อย ๆ และทุกครั้งมันก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

 

 

สุดท้ายคณบดีก็บอกว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้โดยเร็วที่สุด ให้ครอบครัวหยางหลิวทำเรื่องต่าง ๆ และย้ายมาที่ปักกิ่งได้เลย ส่วนเรื่องเอกสารการสมัครเรียนก็ทำไปตามปกติ

 

 

เมื่อหยางหลิวได้ยินแบบนั้นเขาก็กล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้ง แถมเขาก็รู้สึกโชคดีที่ตัดสินใจเป็นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยชิงหัว

 

 

แต่อย่างไรก็ตามคณบดีก็เผยเจตนาของตัวเองออกมาเล็กน้อย โดยมีการแอบทวง แอบถามงานวิจัยกับหยางหลิว เหมือนกลัวว่าหยางหลิวจะไม่ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ เพราะช่วงนี้หยางหลิวไม่ค่อยเข้ามามหาวิทยาลัยเท่าใด จนทำให้คณบดีเกิดความกังวลใจ

 

 

เมื่อหยางหลิวเห็นว่าคณบดีกังวล หยางหลิวก็รับปากอย่างหนักแน่นว่างานวิจัยดำเนินไปด้วยดี และอีกไม่กี่วันเขาจะเข้าไปนำเสนอเรื่องที่กำลังทำวิจัยตามที่ตกลงกันไว้

 

 

พอเป็นแบบนี้ต่างฝ่ายต่างก็คลายความกังวลใจ คณบดีก็รับปากอีกครั้งอย่างแข็งขัน และเชื่อมั่นหยางหลิวอย่างที่สุด ...แม้ว่าหยางหลิวเพิ่งจะวางแผนทำวิจัยในวันนี้ก็ตาม

 


...

 

 

สุดท้ายในกลางดึกวันนั้นหยางหลิวก็เลือกหัวข้อวิจัยเรื่อง โซลาร์เซลล์ อย่างรู้สึกเสียดายเล็กน้อย

 

 

เพราะก่อนหน้านี้หยางหลิวมีความคิดที่จะนำโซลาร์เซลล์ขายในนามของบริษัท Smart-Tech อยู่เหมือนกัน

 

 

ยิ่งหยางหลิวรู้มาว่าในอนาคตโซลาร์เซลล์จะเป็นที่นิยมอย่างมาก แม้กระทั่งรัฐบาลจีนยังสั่งซื้อเป็นจำนวนมากเพื่อลดการใช้ทรัพยากร อย่างเช่น น้ำมัน ถ่านหิน สร้างแหล่งพลังงานทดแทนใหม่ที่เป็นมิตรต่อโลก

 

 

ดังนั้นถ้าจะทำธุรกิจด้านโซลาร์เซลล์ มันก็น่าจะทำเงินได้ไม่น้อย และเหมาะที่จะเอาไปขายให้กับทางรัฐบาล

 

 

ทว่าเมื่อหยางหลิวลองชั่งข้อดีข้อเสียดูแล้ว ถึงโซลาร์เซลล์จะเป็นธุรกิจที่น่าจับตามองในอนาคต แต่เรื่องมูลค่าหรือกำไรที่จะขายได้นั้นคาดว่าคงไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับธุรกิจด้านเทคโนโลยีอย่างโทรศัพท์หรือสื่อดิจิทัลอื่น ๆ

 

 

แถมหยางหลิวก็ไม่ได้มีเวลาว่างมากพอที่จะสร้างทุกอย่างตามที่เคยเห็น และมันมีอีกหลากหลายเทคโนโลยีที่หยางหลิวคิดว่าน่าจะทำกำไรได้ดีกว่า หรือสร้างผลกระทบในด้านธุรกิจของบริษัทที่ดีกว่าด้วย ตัวอย่างก็เช่น เทคโนโลยี AI ที่หยางหลิวกำลังพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นผลดีต่อเทคโนโลยีด้านโทรศัพท์กับคอมพิวเตอร์ หรือเทคโนโลยีอาวุธที่สามารถสร้างรายได้มหาศาลหากจำหน่ายให้กองทัพ

 

 

บวกกับเรื่องระยะเวลาที่ค่อนข้างกระชั้นชิดมากเกินไป ดังนั้นแล้วหยางหลิวจึงตัดสินใจ เอาเรื่องโซลาร์เซลล์ที่เคยคิดไว้เนี่ยแหละเป็นงานวิจัยที่จะส่งให้กับคณบดี และเอาไปนำเสนอเป็นผลงานวิชาการ

 

 

ซึ่งหลังจากหยางหลิวได้ลองอ่าน ได้ลองศึกษางานวิจัย เขาก็พบว่าสิ่งที่โซลาร์เซลล์ในยุคปัจจุบันยังไม่นิยมมากพอมันมีอยู่หลายสาเหตุ ตัวอย่างเช่น ราคาต้นทุนที่แพงมากเกินไป ประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้าต่ำมากเกินไป เมื่อสร้างโซลาร์เซลล์แล้วใช้เวลานานกว่าจะคืนต้นทุน และยังมีปัญหาอีกมาก

 

 

ดังนั้นทั้งคืนจนไปถึงช่วงเช้าหยางหลิวก็ได้ทบทวนทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง พยายามหาความเป็นไปได้ที่จะสร้างโซลาร์เซลล์ให้มีประสิทธิภาพสูงกว่านี้

 

 

ซึ่งแน่นอนถ้าหากประสิทธิภาพมันต่ำแบบนี้ ราคามันแพงแบบนี้ ในอนาคตคงไม่ค่อยมีใครสนใจสร้างโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าแน่ ๆ ดังนั้นหยางหลิวจึงคิดออกว่ามันต้องมีวิธีการสร้างหรือพัฒนาโซลาร์เซลล์ที่ยังไม่มีคนทดลองสำเร็จในยุคปัจจุบัน

 

 

ทว่าการนั่งหาไอเดียแบบนี้เป็นอะไรที่ยากมาก ๆ คล้ายกับกรณีที่ต้องสร้างฮาร์ดแวร์ของโทรศัพท์ ตอนนี้หยางหลิวจึงแทบจะคิดไม่ออกเลยว่าควรจะใช้วิธีไหนในการสร้างโซลาร์เซลล์ แม้จะรู้เป้าหมายของตัวเองดีก็ตาม

 

 

เพราะขนาดว่าหยางหลิวใช้เวลากับโทรศัพท์ระบบสัมผัสมาหลายปี และความคุ้นชินเหล่านั้นก็ทำให้หยางหลิวรู้เป้าหมายอย่างแน่ชัดว่าควรสร้างโทรศัพท์ให้เป็นแบบไหน ทว่าหยางหลิวไม่ใช่ผู้สร้างหรือผู้เกี่ยวข้องด้านโทรศัพท์ เขาเป็นแค่ผู้ใช้งานธรรมดา และหยางหลิวก็รู้แค่วิธีการใช้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้หรือมีอะไรที่ช่วยใบ้ให้สร้างสิ่งเหล่านี้ง่ายขึ้นเลย

 

 

ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่หยางหลิวใช้เวลานานมาก ๆ ในการสร้างเทคโนโลยีโทรศัพท์ ทั้ง ๆ ที่หยางหลิวมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ที่แสนโดดเด่นเหนือใคร ยิ่งด้านการคิดคำนวณก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะมันเหนือยิ่งกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์เสียด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นหยางหลิวก็ยังใช้เวลาเป็นเดือน ๆ เลยทีเดียวในการสร้างต้นแบบที่สมบูรณ์ของโทรศัพท์ให้สำเร็จ

 

 

ถ้าจะระบุปัญหาที่ทำให้หยางหลิวใช้เวลานานจริง ๆ ก็คือด้านฮาร์ดแวร์ซะมากกว่า เพราะด้านซอฟต์แวร์หรือด้านการเขียนโค้ด มันนับว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างง่ายอยู่พอสมควร ยิ่งหยางหลิวมีต้นแบบความคิดคร่าว ๆ แล้ว แค่ลงมือทำไม่กี่วันก็เสร็จ

 

 

แตกต่างกับด้านฮาร์ดแวร์อย่างสิ้นเชิง นั่นเพราะหยางหลิวจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้หลาย ๆ ส่วนทั้งด้านเคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์มาประยุกต์รวมกัน และไม่ใช่แค่เท่านั้น วัสดุที่หยางหลิวเลือกใช้ก็ต้องคิดขึ้นใหม่ วิเคราะห์ดูว่าใช้แทนกันได้ไหม แล้วก็ต้องมาทดลองอีก เป็นอะไรที่เสียเวลามาก ๆ และในช่วงที่สร้างโทรศัพท์นั้นเรื่องฮาร์ดแวร์ก็นับเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพวกแบตเตอรี่ หน้าจอแบบสัมผัส บอดี้ของโทรศัพท์ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่มีหน้าที่แตกต่างกัน หยางหลิวต้องหาวิธีสร้าง และออกแบบทั้งหมด

 

 

ถ้าหากหยางหลิวเคยอยู่วงการวิทยาศาสตร์หรือสนใจเทคโนโลยีเหล่านี้มาก่อน หยางหลิวก็จะรู้ได้ว่าควรสร้างฮาร์ดแวร์ ใช้วัสดุแบบไหน ใช้แนวคิดแบบในอนาคต และนั่นจะย่นระยะได้อย่างมากเลยทีเดียว

 

 

แต่พอไม่รู้อะไรเลยมันก็ต้องเริ่มกันใหม่ ใช้ไอเดียใหม่ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างมากมายเพื่อกลั่นออกมาเป็นทฤษฎี และนำไปทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐานว่าทำได้จริงหรือไม่

 

 

ยังดีที่ว่าหยางหลิวมีเครื่องทุ่นแรงอย่างโปรแกรมที่สร้างขึ้นมาเอง แถมโซลาร์เซลล์ในคราวนี้ไม่ได้มีอุปกรณ์หลายชิ้นเท่ากับโทรศัพท์ แต่น้อยกว่ามาก ๆ นอกจากนี้ยังมีนักวิจัยหลายคนที่ศึกษาเกี่ยวกับโซลาร์เซลล์ แถมเผยแพร่แนวคิดไว้ค่อนข้างมาก หยางหลิวจึงนำความรู้หลาย ๆ อย่างมาต่อยอด

 

 

จนในที่สุดเมื่อถึงเช้าของอีกวัน หยางหลิวตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเขาค้นพบสารที่ชื่อว่า เพอรอฟสไกต์ (Perovskite)

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 65 ครั้ง

0 ความคิดเห็น