พระสนมมากเล่ห์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,183 Views

  • 63 Comments

  • 605 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    849

    Overall
    19,183

ตอนที่ 8 : เรื่องที่เกิดจากเสียนเฟย 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1831
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 173 ครั้ง
    4 ก.พ. 62


ตำหนักลู่

            ฮุ๋ยเหมยนั่งมองดอกไม้ในแจกันที่นางจัดเรียบร้อยก่อนจะยกออกไปวางไว้ด้านข้างตำหนักที่นางให้คนมาจัดการจัดสวนเพิ่มเพื่อไว้พักผ่อนในเวลาที่นางไม่ต้องการออกไปด้านนอกเขตตำหนัก ใบหน้างดงามอ่อนหวานประดับไว้ซึ่งรอยยิ้มเต็มใบหน้าก่อนจะชี้สั่งเสียงใสให้คนในตำหนักจัดการตามที่นางต้องการ

            “พระสนมเพคะได้ยินว่าจ้าวไทเฮาหลังจากที่ออกจากตำหนักเฉียนชิงก็ไปตำหนักคุนหนิงของอินจางฮองเฮาต่อเพคะ แต่เรื่องในตำหนักตอนนี้ยังไม่รู้ว่าทั้งสองคุยสิ่งใดกันแน่ต้องรอให้คนของเรายืนยันมาเสียก่อน”

            มู่อิงที่เดินเข้ามารายงานเสียงเบาด้วยถึงคนเหล่านี้จะเป็นคนที่ฝ่าบาทจัดหามาและเชื่อใจได้ประมาณหนึ่งแต่ก็ยังไม่ผ่านการประเมินจากนางอยู่ดี

            ฮุ๋ยเหมยที่ได้ยินก็นึกถึงรายงานเกี่ยวกับจ้าวไทเฮาที่นางได้รับมา ในรายงานเขียนชัดเจนว่าจ้าวไทเฮากับฝ่าบาทนั้นไม่ได้ถูกกันนักถึงแม้จะเป็นบุตรมารดากันจริงๆ ก็ตามด้วยจ้าวไทเฮาเป็ฯฝ่ายที่ทอดทิ้งฝ่าบาทตั้งแต่ให้กำเนิดใส่ใจเพียงบุตรชายคนโตและคนรองเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในบังลังก์ในช่วงนั้น แต่การต่อสู้แย่งชิงที่กินเวลาถึงสิบห้าปีบวกับอายุที่มากขึ้นของจ้าวไทเฮาจึงเป้นฝ่ายพ่ายแพ้ให้ทางเต๋ยเฟยในอดีต แต่ก็เหมือนมีมือมืดเข้ามาจัดการเรื่องทุกอย่างเลยพลิกไปพลิกมาหาข้อสรุปไม่ได้เหล่าองค์ชายต่างตกตายกันไปดั่งใบไม้ที่ร่วงลงจากต้นจนเหลือเพียงหลี่ซือหมินที่เป็นองค์ชายองค์สุดท้ายบุตรชายของจ้าวกุ้ยเฟยในช่วงเวลานั้นที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์

            หากให้มองว่าเกมกระดานก่อนใครที่ฉลาดที่สุดย่อมดูได้ไม่ง่ายแต่ถ้าถามว่าใครที่เข้ามาจัดการเรื่องได้เฉียบคมที่สุดย่อมต้องเป็นหลี่ซือหมินสามีในนามของนางในตอนนี้ เขาก้าวเข้ามาโดยที่ทุกคนแทบไม่รู้ตัวจัดการกับเรื่องที่ค้างคาอยู่ได้ออกมาอย่างงดงามเกินการคาดการณ์ของทุกคนด้วยซ้ำ

            ฮุ๋ยเหมยนางไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่องแต่ตอนนั้นนางเด็กเกินไปที่จะได้เรียนรู้ อายุได้ไม่เท่าไรบิดามารดาก็พาย้ายออกจากเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองโจวท่างไกลพ้นสายตาสอดรู้สอดเห็นและอันตรายที่เข้ามาหา

            “แล้วหลังจากที่จ้าวไทเฮากลับไปท่าทีของอินฮองเฮาเป็นอย่างไรบ้างมู่อิง”

            “หลังจากที่จ้าวไทเฮากลับไปมีการเคลื่อนไหวเพคะ พรุ้งนี้เช้าจะมีการยื่นเรื่องเลื่อนตำแหน่งให้กับพระสนมซีเจาหรงขึ้นเป็นเจาอี๋เพคะ”

            “ช่างรวดเร็วเสียจริงๆ จ้าวไทเฮาผู้นี้ข้าคงจะดูถูกไม่ได้แล้วดูเหมือนว่าเราต้องเล่นตามน้ำไปสักหน่อยมู่อิง ให้คนของเราสนับสนุนเรื่องนี้ซะข้าต้องการให้นางขั้นเป็นเจาอี๋แต่ว่าจะเป็นเจาอี๋ที่อยู่ได้นานแค่ไหนเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่อง ส่วนนางกำนัลผู้ที่วางยาข้านั้นให้คนของเราจัดการได้ เห็นว่าพอออกจากตำหนักเราก้กลับไปหาเจ้านายอย่างซูเฟยเสียรวดเร็วแบบนี้คงต้องจัดการส่งของขวัญอย่างเช่นหัวของนางกำนัลคนนั้นวางประดับไว้ในโถงตำหนักของซูเฟยเสียแล้ว หากนางตื่นมาคงจะขวัยผวาน่าดูที่เห็นหัวของคนที่ประดับแทนแจกัน”

            ฮุ๋ยเหมยที่เพียงคิดยังยิ้มออกมาได้เต็มใบหน้ามากขนาดนี้ เรื่องอะไรนางจะยอมปล่อยคนที่เข้ามาหาเรื่องนางไปกันสตรีเหล่านี้ก็เหมือนมดตัวเล็กๆ ที่มาให้นางเหยียบเล่นเท่านั้นไม่ได้มีความสำคัญทั้งทางจิตใจหากจะรู้สึกผิกสักหน่อยนางเพียงดูแลครอบครัวที่เหลือของคนเหล่านี้ก็เท่านั้น

            “มันจะไม่กลายเป้นเรื่องใหญ่หรือเพคะพระสนม”

            “ข้าต้องการให้เรื่องนี้ใหญ่มู่อิง เจ้าลองคิดดูหากว่าพรุ่งนี้ซีถิงนางได้ขึ้นเป็นเจาอี่แต่ตำหนักซุเฟยกับมีการฆ่ากันตายทิ้งไว้เพียงหัวนางกำนัลคงสร้างความหวาดกลัวให้กับสตรีในวังหลังแห่งนี้ไม่น้อย ข้าเข้ามาเพื่อจัดการอยู่แล้วช้าเร็วที่นี้ต้องเต็มไปด้วยเลือดมู่อิงสิ่งนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้”

            “หม่อมฉันทราบแล้วเพคะจะให้คนจัดการค่ำนี้”

            “แล้วนี้ซือซือไปไหนเสียตั้งแต่จัดสวนเรียบร้อยนางก้หายหน้าไปเลย”

            ฮุ๋ยเหมยถามหาคนสนิทอีกคนที่หายไปตั้งแต่จัดสวนเสร็จเพราะปกติแล้วซือซือจะไม่ค่อยออกห่างนางเท่าไรนัก

            “นางไปจัดการเรื่องวัตถุดิบอาหารเพคะ เรามีโรงครัวก็จริงแต่ยังต้องขอวัตถุดิบในการปรุงจากทางครัวหลวงเรื่องนี้ออกจะยุ่งยากเล็กน้อยเพราะมีคนของฮองเฮาเข้ามาขัดซือซือนางจึงต้องไปจัดการด้วยตนเอง”

            “แล้วซือซือจะไหวหรือมู่อิง”

            ฮุ๋ยเหมยเริ่มเป็นห่วงคนของตนเองเพราะซือซือไม่ค่อยตามทันผู้ใดมากนัก

            “อย่าได้ห่วงนางเลยเพคะ เพราะพระสนมไม่ได้เห็นอีกด้านของซือซือมากเท่าใดย่อมต้องห่วงเป็นธรรมดาแต่เรื่องนี้หม่อมฉันคิดว่าต้องห่วงคนที่มีเรื่องกับนางมากกว่า”

            “เช่นนั้นก็ดีอย่างไร หากมีสิ่งใดที่ขาดเหลือก็ให้คนของเราส่งเข้ามาผ่านคนของฝ่าบาทก้แล้วกันข้าคิดว่าการที่เรามีปัญหากับคนพวกนั้นทุกวันจะทำให้หัวเสียเปล่าๆ”

            “เพคะพระสนม”

            หลังจากที่มู่อิงออกไปฮุ๋ยเหมยจึงกลังเข้ามายังโถงด้านในตำหนักพลางเดินไปหยิบรายงานเรื่องต่างๆ ที่นางต้องอ่านด้วยเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมายุ่งกับการจัดสวนและห้องที่เหลือจึงมีเวลาไม่มากนางเองก็ลืมว่าต้องจัดการงานที่ค้างอยู่ด้วย ในกล่องไม้ด้านหน้าเมื่อเปิดออกด้านในเต็มไปด้วยเอกสารรายงานเรื่องต่างๆ ที่ก่อนน้านางให้กู้จิงเป็นผู้จัดการหามาให้ทั้งหมด การรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องและควรจับตามองนางให้รวบรวมมาทั้งหมด

            ร่างบางอวบอิ่มนั่งอ่านรายงานแต่ละฉบับอย่างรวดเร็วจนได้ยินเสียงเคาะประตูจึงเอ่ยปากอนุญาต

            ผู้ที่เข้ามาคือซือซือที่ถือขนมของว่างเข้ามา

            “พระสนมเรื่องการจัดการเวรยามรอบตำหนักโดยให้ขันทีเป็นผู้จัดการเฝ้ายามเรื่องนี้หม่อมฉันแบ่งหน้าที่รับผิดชอบเรียบร้อยจะตอบแทนเป็นเงินประจำเดือนให้ตามที่พระสนมต้องการ ส่วนเหล่านางกำนัลได้จัดแบ่งหน้าที่เรื่องในเขตตำหนักไม่ได้ให้เข้ายุ่งเกี่ยวมากนักนอกจากเวลาทำความสะอาดเพคะ”

            ซือซือที่เดินเข้ามาจัดจานขนมเรียบร้อยก็เอ่ยแจงรายละเอียดงานที่นางได้จัดการลงไปตามคำสั่งว่าได้เรียบร้อยดีทั้งหมดแล้ว

            “ดีแล้ว เรื่องพวกนี้หากจะอาศัยคนของวังหลังให้มาเดินตรวจย่อมไม่ดีใช่คนของเราย่อมดีที่สุดเพียงให้เปลี่ยนเวรกันเท่านั้นก็พอ เรื่องนางกำนัลที่ได้รับมาสืบเบื้องหลังพวกนางมาทั้งหมดแล้วใช่หรือไม่ซือซือ”

            “พวกนางล้วนเป็นเด็กกำพร้าและอยู่ในความดูแลของไห่กงกงสามารถไว้ใจได้เพคะ”

            “แบบนี้ก็ดีหากเราต้องมาคอยระแวงกันเองในตำหนักการจัดการงานต่างๆ ต้องยุ่งยากมากขึ้นเท่าตัวต่อไปนี้เจ้าเพียงมองอยู่ห่างๆ ก็แล้วกัน”

            “หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ”

            ซือซือนั่งเฝ้านายหยิงตนเองที่ตอนนี้เอาแต่อ่านเอกสารตรงหน้าไม่ได้ให้ความสนใจใครแม้แต่นางที่นั่งอยู่ด้านข้างเองก็ตาม เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามเสียงจากด้านนอกก้ดังเข้ามาด้านในหยุดสายตาของฮุ๋ยเหมยที่กำลังทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ตรงหน้า

            “ซือซือเจ้าออกไปดูสักหน่อยว่ามีเรื่องอะไรกัน”

            “เพคะพระสนม”

            ฮุ๋ยเหมยบิดตัวเล้กน้อยให้หายเมื่อยล้าก่อนจะจัดเสื้อผ้าลุกออกจากห้องตามคนสนิทตัวเองออกไปทันได้ยินเสียงขันทีข้างกายสวามีที่มาบอกว่าเย็นนี้ฝ่าบาทจะมาค้างที่ตำหนักลู่

            “ถวายพระพรพระสนมฮุ๋ยเสียนเฟย”

            ไห่กงกงที่หันมาเห็นว่าเจ้าของตำหนักเดินออกมาก่อนค่อมตัวทันทีด้วยสตรีผู้นี้ความสำคัญทั้งกับฝ่าบาทนายของเขาเองและมีอำนาจหนุนหลังมากกว่าสนมคนอื่นๆ

            “ไห่งกงกเชิญตามสบาย”

            “ขอบพระทัยพระสนม”

            “ฝ่าบาทจะมาค้างที่ตำหนักลู่ไม่ทราบว่าฝ่าบาทจะทรงมารับอาหารเย็นที่ตำหนักลู่ด้วยหรือไม่”

            “ย่อมต้องรับอาหารที่ตำหนักลู่กับพระสนมพะยะค่ะ”

            ฮุ๋ยเหมยเพียงพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเอ่ยเสียงหวานสอบถามเพิ่มเติม

            “ม่ทราบว่าฝ่าบาททรงโปรดปรานอาหารชนิดไหนเป็นพิเศษหรือไม่คงต้องรบกวนสอบถามไห่กงกงแล้ว ด้วยวันนี้ทางตหนักลู่จะจัดเตรียมอาหารเองเพราะจะได้ใช้ครัวด้านหลังที่ฝ่าบาทประทานมาให้แต่ข้าที่เข้ามาใหม่ยังไม่ทราบเรื่องนี้ขอไห่กงกงชี้แนะข้าด้วย”

            “พระสนมอย่าได้พูดเช่นนั้นเรื่องนี้ข้าย่อมต้องบอกท่านได้ ฝ่าบาทไม่ได้ชมชอบอาหารประเภทไหนเป็นพิเศษแต่ว่าทรงชอบอาหารรสจัดจ้านเสียมากกว่า ในมื้ออาหารจะต้องมีอาหารรสจัดรวมอยู่ด้วยเสียสักสองสามอย่างเพียงเท่านี้พะยะค่ะ”

            “เช่นนี้เอง ต้องขอบคุณไห่งกงกงมากแล้วที่ชี้แนะ”

            “เช่นนั้นข้าน้อยทูลลาพระสนมเพราะต้องกลับไปช่วยงานฝ่าบาทที่ตำหนักเฉียนชิง”

            หลังจากที่ไห่งกงกงกลับออกไปฮุ๋ยเหมยมองไปด้านนอกตำหนักที่ดูเหมือนว่าค่ำนี้จะมีพายุฝนเสียแล้ว แต่นอกจากพายุฝนที่ก่อตัวพายุอารมณ์ของแต่ละตำหนักก็คงจะก่อตัวขึ้นเช่นเดียวกัน ตอนนี้ยังมีเวลาที่นางจะเตรียมตัวและจัดมื้ออาหารเรื่องพวกนี้ยังไม่ต้องใส่ใจมากนักยิ่งนางได้รับความโปรดปรานย่อมเป็นธรรมดาที่อันตรายจะมาถึงตัวได้ง่าย

            “ซือซือเมื่อเจ้าได้ยินแล้วก็จัดอาหารรสจัดเสียหน่อยวันนี้ข้าต้องรบกวนเจ้าเข้าครัวแล้ว”

            “เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันอยู่แล้วเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันขอไปจัดการเรื่องเมนูอาหารเลยนะเพคะ”

            ฮุ๋ยเหมยพยักหน้าอนุญาตก่อนจะเดินออกไปด้านหน้าตำหนักเป็นเวลาเดียวกันที่มู่อิงกลับมา

            “พระสนมออกมาด้านนอกทำไมกันเพคะวันนี้อากาศแปรปวนแปลกหม่อมฉันคิดว่าคืนนี้คงมีพายุฝน”

            มู่อิงก้าวเข้ามาประคองร่างฮุ๋ยเหมยก่อนจะเดินตามร่างบางที่ไปยังสวนที่จัดพึ่งเสร็จ ร่างงามเดินเข้าไปใกล้ดอกไม้ที่พึ่งจะนำลงดินใหม่ๆ มองรอบตังอย่างใช้ความคิดก่อนจะเอ่ยถามมู่อิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง

            “พายุฝนในค่ำวันนี้เจ้าคิดว่ามันจะแรงมากหรือไม่มู่อิง”

            “หม่อมฉันคิดว่าน่าจะแรงพอดูเพคะ”

            “หากตกแรงทั้งยังมีแรงลมต้นไม่ดอกไม้ที่ข้าลงดินวันนี้จะไม่ตายเลยหรือ”

            เสียงหวานติดเศร้าทำให้มู่อิงที่ยืนอยู่ด้านข้างสนใจนายหญิงตัวเองเพิ่มมากขึ้นด้วยนานๆ ถึงจะเห็นอารมณืด้านนี้สักครั้งที่เลือกแสดงออก

            “เหตุใดพระสนมถึงเศร้าแบบนี้เพคะ”

            “มู่อิงเจ้าคิดว่าตั้งแต่ข้าเหยียบเมืองหลวงนี้ข้าร้ายกาจมากหรือไม่”

            “หม่อมฉันไม่คิดเช่นนั้นเพคะ หากพระสนมไม่เข้มแข็งก็คงเป็นพระสนมเองที่ต้องเจ็บปวดจากเรื่องนี้”

            ฮุ๋ยเหมยหันกลับมามองหน้ามู่อิงอีกรอบก่อนจะยิ้มสดใส นั้นสินะนางไม่ควรคิดว่าจะร้ายกาจโหดเหี้ยมแต่นางควรใส่ใจคนของตนเองครอบครัวตนเองและผลประโยชน์ของตนเองบ้าง

            “คงเป็นข้าที่คิดมากจนเกินไป อย่างไรเรื่องนี้ก็ได้ดำเนินมาแล้ว วันนี้คงต้องพูดคุยข้อตกลงที่ข้าต้องการหลังเรื่องพวกนี้จบลงเสียที ไม่ว่ามือคู่นี้จะเปื้อนเลือดเปื้อนหยาดน้ำตาของผู้ใดมากแค่ไหนแต่ข้าเป็นสตรีที่เห็นแก่ตัวเกินกว่าจะยอมให้ใครมาทำร้ายข้าโดยไม่สนองคืนได้”

            “อะไรที่ทำให้พระสนมคิดมากแบบนี้กันเพคะ”

            “คงเป็นเพราะได้เห็นเหล่าสตรีวังหลังนะมู่อิง เจ้าเองก็เข้าไปในห้องนั้นกับข้า พวกนางล้วนเข้ามาเพื่อผลประโยชน์หวังในความโปรดปรานและเป็นฐานอำนาจนวังหลังให้ตระกูลทั้งสิ้นไม่ได้ต่างจากข้าเลย แต่ทำไมพวกนางถึงต้องมีจุดจบที่ไม่สวยงามกันเรื่องนี้ช่างเป็นสิ่งที่กวนใจข้าที่สุด พวกนางล้วนยังสาวยังสวยมากความสามารถแต่ต้องมาถูกขังอยู่ในกรงทองนี้ที่ไม่มีทางให้บินออกไปช่างน่าเสียดาย จากเด็กสาวที่ใสซื่อเปลี่ยนเป็นสตรีที่โหดเหี้ยมยอมมือเปรื้อนเลือดเพราะคนที่ไม่เคยเห็นค่าพวกนางเจ้าคิดว่ามันไม่ตลกไปหรือมู่อิง พวกนางเพียงทำเพื่อเอาตัวรอดเพียงเท่านั้นเหมือนกับข้าตอนนี้”

            ฮุ๋ยเหมยเอ่ยถึงสาเหตุเรื่องที่นางมีหลากหลายอารมณ์เพิ่มขึ้นในวันเดียว แต่หากจะทาคงต้องโทษตัวนางเองที่ใจไม่เด้ดพอที่จะตัดเรื่องพวกนี้ออกไปจากหัวได้ นางรู้ดีหากนางยังมีความคิดเห็นใจแบบนี้อยู่ภายหน้าจะเป็นนางเองที่ลำบาก

            “อย่าได้ใส่พระทัยให้มากเลยเพคะ ตอนนี้ใกล้ค่ำแล้วเข้าไปแต่งตัวรอรับเสด็จฝ่าบาทดีกว่านะเพคะ”

            “นั้นสินะ เรื่องที่ควรใส่ใจคือเรื่องตรงหน้ามากกว่าเรื่องพวกนั้น”

            ฮุ๋ยเหมยยอมเดินตามการประคองของมู่อิงกลับเข้าตำหนักด้านในเพื่อเตรียมตัวรับหน้าสวามีที่เป็นเอกบุรุษของนางที่อีกไม่นานคงเดินทางมาถึงตำหนัก มือบางขาวดั่งหยกขยำกลีบดอกเหมยกุ้ยสีแดงเพื่อขัดไปทั่วร่างกายที่โผล่พ้นน้ำในถัง สายตากลับมาสดใสหลงลืมเรื่องที่คิดไปก่อนหน้านี้กลับมาขบคิดหาวิธีจัดการงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จโดยเร็ว กลิ่นหอมของเหมยกุ้ยทำให้ฮุ๋ยเหมยอารมณ์ดีขึ้นเท่าตัวทั้งยังผ่อนคลายไปด้วย

            “มู่อิงเตรียมน้ำให้ฝ่าบาทด้วยละเอาเป็นดอกเหมยกุ้ยเช่นกันก็ดี กลิ่นแบบนี้คงทำให้ฝ่าบาทที่เหน็ดเหนื่อยมาจากงานสำราญใจมากยิ่งขึ้น”

            “เพคะพระสนม”

            มู่อิงที่คอยถูกหลังงามช่วยเปลี่ยนเป็นถือผ้าผืนใหญ่มารอรับร่างงามที่ลุกขึ้นพ้นผิวน้ำก่อนจะเข้าประคองนายหญิงตนเองไปแต่งตัว

            ฮุ๋ยเหมยยืนนิ่งให้มู่อิงและนางกำนัลอีกสองคนแต่งตัวเช็ดปลายผมที่เปียกชุ่ม ร่างงามอยู่ในอาภรณ์เบาบางสีแดงสด ก่อนจะขยับตัวไปนั่งยังเก้าอี้ไม้ให้มู่อิงช่วยเช็ดใบหน้างาม

            “ไม่ต้องแต่งหน้า ข้าคิดว่ากินข้าวเสร็จอย่างไรก็ต้องเข้านอนหากต้องมาแต่งหน้าข้าต้องมาเสียเวลาล้างอย่างไรฝ่าบาทคงไม่รังเกียจใบหน้าที่ไร้เครื่องประทินโฉมของข้าหรอกมู่อิง”

            เสียงหวานใสที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะชอบใจสร้างรอยยิ้มขบขันให้คนสนิทและนางกำนัลอีกสองคนได้ดี

            “ถึงพระสนมไม่ได้แต่งหน้าอย่างไรก็ยังคงงดงามเป็นหนึ่งเช่นเดิมเพคะ”

            มู่อิงเอ่ยเอาใจผู้เป็นนายก่อนจะช่วยจัดทรงผมให้เข้าที่

            “เช่นนั้นไปรอหน้าตำหนักเถอะอีกไม่นานฝ่าบาทคงจะมาแล้ว”

            “เพคะพระสนม”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 173 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #23 SimajthaNoonid (@SimajthaNoonid) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:40
    สนุกดี
    ระวังคำผิดให้มากๆนะจะได้มีคนอ่านเยอะๆ
    หญิง** เขียนแบบนี้นะ
    ไม่รู้ว่าไรท์ติดภาษาพูดมากเกินไปรึป่าวนะ
    ถ้าปรับปรุงอีกนิดติดท้อป20แน่นอนจ้า
    #23
    0