พระสนมมากเล่ห์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,394 Views

  • 63 Comments

  • 607 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,060

    Overall
    19,394

ตอนที่ 6 : เรื่องยามเช้า 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2026
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 173 ครั้ง
    2 ก.พ. 62


          ตลอดเส้นทางการเดินตัดสวนบุปผาที่งดงามทำให้อารมณ์ที่มืดมัวเพราะเรื่องยุ่งยากที่นางคิดตั้งแต่ตื่นนั้นหายไปได้มาก ใช้เวลาในการเดินตามทางเล็กๆ แยกย่อยออกไปหลากหลายเส้นทางจนมาหยุดที่หน้าตำหนักที่นางมาเยือนแล้วครั้งหนึ่งอย่างตำหนักคุนหนิง

            “ช่างไม่มีมารยาทไม่รู้จักหลบทางให้ซีเจาหรง”

            เสียงจากด้านหลังเรียกความสนใจของฮุ๋ยเหมยได้อย่างดี เจาหรงงั้นหรือหากจำไม่ผิดตำแหน่งนี้ต่ำกว่านางที่เป็นเจาอี๋หนึ่งขั้นด้วยซ้ำ แต่วันนี้วันแรกการมีเรื่องคงจะไม่ค่อยดีนัก

            ฮุ๋ยเหมยหันไปด้านหลังที่มีเจาหรงนางหนึ่งและคนสนิทข้างกายที่เป็นคนเอ่ยปากว่านางไร้มารยาทไม่รู้จักหลบทางให้เจาหรงที่ยืนคอเชิดอยู่ ถึงใบหน้าจะงดงามแต่ว่าขาดสติปัญญาไปสักหน่อยถึงได้กล้าวางท่ามากมายถึงขนาดนี้ แต่ก่อนที่จะพูดอะไรออกไปเสียงกระซิบจากมู่อิงก็ทำให้ฮุ๋ยเหมยกระจ่างใจมากขึ้นเล็กน้อยว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้สตรีคนหนึ่งหยิ่งยโสได้มากขนาดนี้

            “เป็นซีถิง ซีเจาหรงนี้เองนึกว่าผู้ใด”

            ฮุ๋ยเหมยยิ้มพลางยืนมองสตรีด้านหน้าที่ทำเพียงปรายสายตามามองนางก็อีกฝ่ายจะชะงักไป

            “เจ้าเป็นผู้ใดเหตุใดข้าถึงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน” ซีถิงที่ถามเสียงแหลมเรียกความสนใจจากสตรีอื่นๆ ที่กำลังเดินมารวมกันที่หน้าตำหนักคุนหนิงรอการเข้าเฝ้าได้เป็นอย่างดี

            ใบหน้างดงามบวกรูปร่างที่ยั่วยวนของฮุ๋ยเหมยทำให้สายตาที่มองมามากมายเต็มไปด้วยความริษยาเสียเกินครึ่ง ไหนจะเป็นสตรีแปลกหน้าที่มีเรื่องกับเจาหรงที่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมานี้อีก

            “ข้าชื่อ ฮุ๋ยเหมยยินดีที่ได้รู้จักซีเจาหรง ไม่คิดว่าการที่ข้ายืนอยู่ตรงนี้จะเป็นการทำให้ซีเจาหรงเดินได้ลำบากมากขึ้นต้องขออภัยจริงๆ”

            เสียงหวานใสบวกกับรอยยิ้มหวานใบหน้างดงามยิ่งสร้างความสับสนแก่ผู้คนรอบข้างด้วยชื่อฮุ๋ยเหมยยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ก่อนที่เสียงแหลมของเจาหรงคนงามจะดังขึ้นเสียงที่หวานใสอีกเสียงก็ดังขึ้นแทรกจนคนรอบๆ ต้องหันไปสนใจไม่เว้นแม้แต่ฮุ่ยเหมยเอง

            “นึกว่าผ้ใด เป็นฮุ๋ยเจาอี๋นี้เอง ทั้งใบหน้ารูปร่างช่างงดงามสมกับเสียงล่ำลือ มิน่าฝ่าบาทถึงได้โปรดปรานค้างที่ตำหนักลู่ถึงเช้าไหนจะยังอยู่รับอาหารเช้ากับพระสนมฮุ๋ยอีกด้วย”

            ว่านซูเฟยที่เดินเข้ามาทันได้ยินนามของสตรีที่มีเรื่องกับซีถิงพอดี แม้จะมีความไม่พอใจกับสตรีที่งดงามกว่าตนมากด้านหน้าแต่ก็ไม่สามารถแสดงกิริยาใดๆ ออกมาได้อย่างที่นางต้องการ

            “ถวายพระพรซูเฟยเพคะ”

            เสียงรอบด้านที่ดังขึ้นพร้อมเพียงเป็นการบอกถึงฐานะของผู้ที่เข้ามาแทรกเรื่องระหว่างฮุ๋ยเหมยและซีถิง

            “ซูเฟยกล่าวเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันเพียงได้รับความเมตตาเล็กน้อยจากฝ่าบาทไหนเลยจะกล้าเอามาเทียบกับพระสนมซูเฟยที่เข้าวังมาก่อนได้”

            ฮู๋ยเหมยยังคงความนิ่งเฉยเพียงเอ่ยรับคำเสียงหวานใสดังเดิมรอบมองสตรีที่มีฐานะเป็นถึงซูเฟยอย่างผ่านๆ มองเพียงนี้นางก็สามารถรับรู้ได้แล้วว่าสติปัญญาของซูเฟยผู้นี้ไม่อาจที่จะดูเบาได้ง่าย

            “ซีเจาหรงเจ้าควรที่จะขอโทษฮุ๋ยเจาอี๋เสียด้วยนางนั้นฐานะมากกว่าเจ้าที่เป็นเพียงเจาหรง”

            เสียงที่ดังมากพอสมควรทำให้ซีถิงที่ยืนนิ่งอยู่ได้รับความอับอายจากเรื่องนี้พอสมควร นางไม่นึกว่าสตรีที่มาใหม่จะงดงามมากเพียงนี้ไหนจะเรื่องที่ฝ่าบาทอยู่กับนางถึงเช้าและรับอาหารที่ตำหนักลู่อีก การที่เป็นคนโปรดมาตลอดสองเดือนแล้วมีคนใหม่มาแย่งฝ่าบาทไปจากนางไหนเลยเรื่องนี้จะสามารถยอมรับได้ง่าย แต่ด้วยฐานะที่ต่างกันจึงทำได้เพียงค่อมตัวขอโทษเท่านั้นไม่อาจแสดงกิริยาไม่พอใจออกมาได้อย่างที่หวัง

            “หม่อมฉันไม่รู้ว่าท่านคือพระสนมฮุ๋ยเจาอี๋ต้องขออภัยแทนนางกำนัลคนสนิทด้วยเพคะ หม่อมฉันมีตาแต่หามีแววถึงได้ไม่รู้”

            ซีถิงกัดฟันพูดออกไปก่อนจะค่อมหัวลงเล้กน้อย แค่นี้นางก็อับอายมากพอแล้วเพราะตำแหน่งนี้เป็นสิ่งที่นางต้องการแต่ว่ามีสตรีหน้าหนาที่โผล่มาจากไหนไม่รู้มาแย่งไปหน้าด้านๆ ทั้งที่นางวอนขอเลื่อนเป็นเจาอี๋กับฝ่าบาทในทุกครั้งที่ได้เข้าปรนนิบัติรับใช้

            “เรื่องนี้ข้าไม่ถือสาด้วยยังไม่มีผู้ใดรู้จัก วันนี้มาเข้าเฝ้าฮองเฮาเพียงเท่านั้น”

            ฮุ๋ยเหมยยังคงแสดงออกเช่นเดิมว่านางไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ

            “นี้ใกล้เวลาที่ฮองเฮาจะออกมาแล้วเข้าไปด้านในกันได้แล้ว”

            ว่านซูเฟยเป็นผู้เอ่ยจบการสนทนาที่ดูจะก่อเรื่องวุ่นวายมากกว่าดีขึ้นพลางเดินนำเข้าไปยังด้านในตำหนัก

            ฮุ๋ยเหมยที่ได้ฟังคำสั่งของหนึ่งเฟยที่เป็นใหญ่ในวังหลังเพียงแย้มยิ้มก่อนจะเดินตามเข้าปนั่งยังเก้าอี้ตำแหน่งของตนเอง หลังจากที่นั่งลงคนที่เหลือก็ต่างเร่งเดินเข้ามาประจำที่เพราะฮองเอาเป็นผู้ที่ใส่ใจเรื่องเวลามากกว่าสตรีอื่นการที่ใครมาสายย่อมเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะไม่ควร สตรีแต่ละคนมีจุดเด่นจุดด้อยแตก่างกันไปบ้างก็ไม่ได้งดงามและเวยตระกูลหนุนหลังจึงได้อยู่มาได้แบบปลอดภัยก็มีมาก

            “ฮองเฮาเสด็จ”

            เสียงขันทีหน้าตำหนักที่ส่งเสียงขานนามของผู้เป็นใหญ่ที่แท้จริงในวังหลัง สตรีที่นี่งอยู่ต่างลุกขึ้นค่อมตัวกล่าวถวายพระพรอย่างพร้อมเพียง ฮุ๋ยเหมยไม่ได้ให้ความสนใจมากนักเพราะนางเคยพบเจอมารดาแผ่นดินมาแล้วอีกอย่างวันนี้นางมาเพื่อดูท่าทีของสนมแต่ละคนเท่านั้นว่ามีฝ่ายไหนกันบ้างที่ขึ้นกับฮองเฮาและมีใครบ้างที่ไม่ได้ชมชอบฮองเฮาเท่าที่ควร

            “พวกเจ้าตามสบาย”

            หลังจากที่เสียงเอ่ยอนุญาตอจบฮุ๋ยเหมยจึงขยับตัวนั่งลงประจำเก้าอี้ของตนเอง

            ใบหน้างามกวาดตามองคนที่นั่งเรียบร้อยเก็บรายละเอียดไปด้วยในตัว สตรีที่งดงามย่อมมีพิษติดตัวนี้คือสิ่งที่มีมากแต่ที่นางเรียนรู้ได้ ไม่มีสตรีคนไหนที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมสักคนด้วยการที่เกิดเป็นสตรีมีสามีเดียวแต่สามีเรากลับมีสตรีเพิ่มได้อีกหลายคนนับไม่ถ้วนฉะนั้นการแข่งขันงัดเล่ห์เหลี่ยมหญิงงามขึ้นมาใช้จึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้

            “วันนี้ฮองเฮาดูไม่สดใสนะเพคะ”

            อู่หลิวหรืออู่เต่อเฟยที่พอนั่งเรียบร้อยก็จัดการเอ่ยปากทักทายผู้เป็นมารดาแผ่นดินเสียงดัง ฮุ๋ยเหมยเองก็กำลังสนใจเต๋อเฟยผู้นี้อยู่เช่นกันด้วยใบหน้างดงามไม่เป็นรองนางเลยจะขาดแต่รูปร่างที่ผอมบางไปหน่อย

            อินฮองเฮาที่กำลังรับถ้วยชาจากนางกำนัลคนสนิทที่ได้ยินยังหยุดมือไปเล็กน้อย ใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยเมตตาปลายตามองสนมขั้นเฟยของสวามีอีกคนที่ลอยหน้าลอยตาอยู่ในวังหลังนี้มานานเทียบเท่านาง

            “ข้าเพียงพักผ่อนไม่เพียงพอเท่านั้น คืนที่ผ่านมามีเรื่องกวนใจทำให้นอนไม่ค่อยหลับถึงจะหลับแต่ก็ไม่ได้หลับสนิทอย่างที่ควรจะเป็นไม่คิดว่าเพียงเท่านี้เต๋อเฟยก็ยังสังเกตเห็นได้ ต้องเป็นคนที่ใส่ใจคนรอบข้างมากแค่ไหนกันถึงได้ดูออกได้แบบนี้อู่เต๋อเฟย”

            “หม่อมฉันเพียงเห็นว่าท่าทางของฮองเฮาทรงเปลี่ยนไปเท่านั้นเพคะ ด้วยปกติหากเดินเข้ามาพบปะพี่น้องย่อมต้องมีรอยยิ้มเบาบางต่างจากวันนี้ที่ออกจะแตกต่าง ซูเฟยคิดเหมือนข้าหรือไม่”

            อู่เต๋อเฟยหันไปถามสตรีอีกนางที่นั่งอยู่ในตำแหน่งเฟยเช่นเดียวกันที่นั่งเล่นปิ่นบนมวยผมตนเองอยู่เสมือนว่ามานั่งชอบการแสดงของสตรีวังหลังมากกว่ามาถวายพระพรมารดาแผ่นดิน

            “ต้องขออภัยแล้วด้วยเรื่องนี้หม่อมฉันไม่ได้เก่งมากนักแต่วันนี้สีหน้าฮองเฮาทรงดูเหนื่อยๆ จริงๆ เพคะ หรือว่าเพราะจะเป็นห่วงเรื่องที่ฮุ๋ยเจาอี๋ถวายงานฝ่าบาทกันด้วยฮุ๋ยเจาอี่พึ่งจะเข้ามายังไม่รู้เรื่องหลายเรื่องในวังหลังการที่จะทำสิ่งใดเป็นการขัดใจฝ่าบาทย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายดาย แต่เท่าที่หม่อมฉันได้ยินมารู้สึกว่าฝ่าบาทจะพอใจฮุ๋ยเจาอี๋อย่างมากถึงขนาดที่ว่าอยู่รับอาหารเช้าที่ตำหนักลู่ด้วยซ้ำนะเพคะ”

            จบคำยืดยาวที่ซูเฟยเป็นผู้ร่ายออกมาสายตาทุกคู่กลับมาจับจ้องให้ความสนใจฮุ๋ยเหมยเช่นเดิมเหมือนตอนที่อยู่หน้าตำหนักคุนหนิง แต่เจ้าตัวที่ถูกพูดถึงเพียงยิ้มรับค่อมตัวลงเท่านั้นไม่ได้เอ่ยตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด

            อินฮองเฮาที่ได้รับฟังถึงกับกำมือแน่นด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้นางนอนไม่หลับเกือบทั้งคืนด้วยซ้ำ สตรีที่มาใหม่ได้ตำปหน่งสูงถึงเจาอี๋ไหนจะได้รับความโปรดปานที่ดูเหมือนจะเกินหน้าเกินตาสตรีที่เข้ามาก่อนไปมากด้วยการที่ฝ่าบาทใส่ใจอยู่รับอาหารเช้าด้วย ข่าวสารในวังหลังสำหรับอินจางนั้นถือว่ามีความรวดเร็มแม่นยำมากเรื่องพวกนี้นางย่อมได้รับรู้หมดสิ้นรวมถึงเรื่องการประทานครัวและคนรับใช้ภายในตำหนักลู่ให้ทั้งหมดแสดงให้เห็นชัดว่าเจาอี๋นางนี้มีน้ำหนักในพระทัยฝ่าบาทอย่างมาก มากเสียจนฮองเฮาอย่างนางต้องริษยา

            “นั้นสิเพคะ หม่อมฉันพึ่งจะสังเกตว่าเก้าอี้ตำแหน่งเจาอี๋นั้นไม่ว่างแล้วเช่นกัน หน้าตารูปร่างช่างงดงามโดดเด่นเสียจนเหล่าสตรีที่เข้ามาอยู่นานยังต้องอายให้กับความงดงามของเจาอี๋เลยจริงๆ”

            เต๋อเฟยเข้ามาผสมโรงได้อย่างพอดีกับเวลาด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกว่าสนใจจนเกินตัว

            ฮุ๋ยเหมยเองยังคงนิ่งเงียบไม่ได้เอ่ยตอบรับเช่นเดิมนางเพียงนั่งนิ่งมองตอบผู้ที่มอบรอยยิ้มมาให้หรือแม้แต่คนที่ส่งสายตารังเกลียดมาให้ด้วยเช่นกันเสมือนว่าการพูดคุยที่สามผู้เป็นใหญ่ในวังหลังเอ่ยอยู่นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับนางทั้งสิ้น

            “จริงสิ คงเป็นอย่างที่ซูเฟยกล่าวมาเพราะห่วงว่าฮุ๋ยเจาอี๋จะทำเรื่องไม่เข้าท่าตั้งแต่วันแรกที่เหยียบวังหลังข้าจึงต้องเข้มงวดสั่งไว้ว่าไม่ให้ถวายงานจนกว่าจะเรียนรู้เรื่องนวังหลังรวมถึงกฏระเบียบต่างๆ ให้เรียบร้อยเสียก่อนไม่นึกว่าพอค่ำมาจะขัดคำสั่งข้าเมื่อตอนกลางวันจนได้ถวายงานแบบนี้”

            อินฮองเฮาที่เอ่ยออกมาเสียงเบื่อหน่ายเสมือนเรื่องที่ฮุ๋ยเหมยทำนั้นเป็นเรื่องผิดจำเป็นต้องได้รับบทลงโทษที่สมควร

            “ตายจริง มีคำสั่งไม่ให้เข้าถวายงานแล้วฮุ๋ยเจาอี๋ทำแบบนี้เป็นการขัดต่อรับสั่งของฮองเฮาโดยตรงเลยนะเพคะ แบบนี้หากไม่จัดการลงโทษแล้วเรื่องนี้คนอื่นๆ จะนำไปเป็นแบบอย่างได้”

            ซีเจาหรงที่ไม่ชอบใจฮุ๋ยเหมยอยู่แล้วเมื่อเห็นช่องทางที่ทำให้อีกฝ่ายถูกลงโทษนางย่อมต้องส่งเสริมอยู่แล้วให้สมกับที่โดนแย่งความโปรดปรานและเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เพื่อล้างอายให้ตนเอง

            เสียแสดงความคิดเห็นเรื่องการมอบบทลงโทษดังไปทั่วโถงตำหนักทำให้ใบหน้าอินฮองเฮาเปลี่ยนเป็นมายิ้มแย้มได้เต็มใบหน้ารวมทั้งสนมอีกหลายคนที่รอดูเจาอี๋คนใหม่ถูกลงโทษ

            “หม่อมฉันยอมรับเพคะว่าการถวายงานฝ่าบาทเป็นการขัดรับสั่งของฮองเฮาที่มีแต่ด้วยเรื่องนี้หม่อมฉันได้แจ้งแก่ฝ่าบาทแล้วเช่นกันแต่หัวข้อนี้ตกไป หากจะบอกว่าเรื่องนี้หม่อมฉันเป็นผู้ที่ผิดอีกคนที่มีความผิดด้วยคือฝ่าบาทเพคะ”

            จบคำพูดของฮุ๋ยเหมยเสียงที่ดังอยู่รอบตัวเงียบลงแต่มีเสียงตะคอกจาหอินฮองเฮาที่ดังขึ้นแทนที่

            “บังอาจ เจ้าเป็นเพียงเจาอี๋ทำผิดแล้วยังไม่ยอรับแต่กลับโยนความผิดตนเองให้ฝ่าบาทเรื่องนี้ข้าคงปล่อยไปไม่ได้ เจ้บอกว่าเรื่องนี้ทูลต่อฝ่าบาทแล้วแต่เป็นฝ่าบาทที่ไม่สนใจในการตัดสินใจของข้าเช่นนั้นหรือ ดียิ่งฮุ๋ยเจาอี๋เจ้าต้องได้รับบทเรียนจากคำพูดนี้ของตนเอง”

            ทั้งน้ำสียงสีหน้าท่าทางของมารดาแผ่นดินเป็นสิ่งที่หลายคนในห้องรอคอยเสียยิ่งกว่าอะไรแต่ก่อนที่จะมีบทลงโทษเสียงขันทีหน้าตำหนักที่เข้ามาแจ้งว่าไห่กงกงมาประกาศราชโองการของฮองเฮาก็กลบความเดือดดาลของอินฮองเฮาก่อนหน้านี้ได้อย่างกับว่าอินฮองเฮาไม่ได้แสดงกิริยาใดออกมา

            ไห่กงกงที่กล่าวเข้ามาด้านในโถงตำหนักมองสตรีที่นั่งนิ่งอยู่รอบๆ ก่อนจะยื่นมือไปรับราชโองการจากขันทีชั้นผู้น้อยด้านหลัง

            “ฮุ๋ยเหมยเจาอี๋รับราชโองการ”

            ฮุ๋ยเหมยที่นั่งอยู่ทำเพียงขยับตัวออกจากเก้าอี่คุกเข่าลงก่อนที่คนอื่นรอบๆ จะทำแบบเดียวกันไม่เว้นแม้แต่ฮองเฮาที่นั่งอยู่บนสุด

            “ฮุ๋ยเหมยเจาอี๋มีความชอบในการถวายการปรนนิบัติได้อย่างดี เป็นสตรีที่มีความเพียบพร้อมในเรื่องสติปัญญาความงามตั้งแต่วันนี้แต่งตั้งขึ้นเป็นเสียนเฟย นามฮุ๋ยเหมยเสียนเฟยจบราชโองการ”

            สิ้นเสียงประกาศราชโอการที่ไห่กงกงเป็นผู้ประกาศสตรีแต่ละนางทำหน้าเหมือนอากาศรอบตัวเป็นพิษไม่มีแม้รอยยิ้มยินดีอย่างที่ควรจะเป็น นับว่าราชโอการฉบับนี้มาได้ถูกเวลาเพราะเป็นการตบหน้ามารดาแผ่นดินโดยที่ฮุ๋ยเหมยไม่จำเป็นต้องลงมือกระทำสิ่งใดเลยสักอย่าง

            “ยินดีกับฮุ๋ยเสียนเฟยด้วย”

            เสียงไห่กงกงที่เอ่ยยินดีเป้นการเรียกสติของคนอื่นๆ ที่ยังคงตกตระลึกอยู่

            “ไม่นึกว่าฮุ๋ยเสียนเฟยจะได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทถึงเพียงนี้ถวายงานเพียงคืนเดียวได้เลื่อนมาถึงขั้นเฟยได้อย่างน่าเหลือเชื่อไม่ทราบว่าปรนนิบัติฝ่าบาทแบบไหนถึงเป็นที่โปรดปรานได้ง่ายดายขนาดนี้ ขนาดซีเจาหรงที่ถวายงานมานานนับสองเดือนยังได้เลื่อนมาสูงสุดเพียงเจาหรงเท่านั้น”

            ซูเฟยที่ลุกขึ้นจากการช่วยของนางกำนัลคนสนิทเป็นผู้แรกที่แสดงความคิดกับเรื่องนี้ออกมาตามมาด้วยเสียงซุบซิบนินทาที่เริ่มมีขึ้นอีกครั้ง

            “อย่างได้คิดว่าเลื่อนขั้นเป็นเสียนเฟยแล้วจะหลีกหนีบทลงโทษที่เจ้าฝ่าฝืนคำสั่งของข้าไปได้”

            เสียงอินจางฮองเฮาที่มีนำเสียงไม่พอใจหลายส่วนทำให้ฮุ๋ยเหมยที่ถือราชโองการอยู่ถึงกับกลั้นยิ้ม นางไม่ได้คิดว่าจะต้องมาทยรับบทลงโทษหรืออะไรมากนักเพราะเรื่องนี้คิดเอาไว้ก่อนแล้ว คนอย่างอินฮองเฮาไม่ใช่สตรีที่ชาญฉลาดนักเพียงแค่ระวังเอาไว้ก็เพียงพอ คิดจะใช้เรื่องคำสั่งนั้นมาทำโทษนางแบบดื้อดานก็คงต้องสนองให้สักหน่อยไม่เช่นนั้นนนางคงเสียดายแย่

            “บทลงโทษเรื่องอะไรเช่นนั้นหรือฮองเฮา”

            เสียงที่ดังขึ้นหน้าประตูทำให้ฮุ๋ยเหมยที่กำลังจะเอ่ยปากต้องเงียบลงอีกรอบเพราะผู้เป็นใหญ่ที่แท้จริงมาถึงแล้วนั้นคือหลี่ซือหมินฮ่องเต้แคว้นหลี่แห่งนี้ที่ปรากฏตัวขึ้น

            “ถวายพระพรฝ่าบาททรงเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”

            “พวกเจ้าลุกขึ้นได้”

            สิ้นเสียงเอ่ยอนุญาติเหล่าสตรีที่นั่งคุกเข่าอยู่จึงลุกนั่งลงประทับที่ก่อนที่ร่างสูงที่หล่อเหลาจะเดินผ่านหน้าพวกนางไปนั่งด้านข้างอินฮองเฮาที่สีหน้าซีกเซียวลงหลายส่วนตั้งแต่ฝ่าบาทมาปรากฏตัว

            “ว่าอย่างไรฮองเฮาตั้งแต่ข้าเข้ามาก้ได้ยินเรื่องบทลงโทษของฮุ๋ยเสียนเฟย บอกข้าได้หรือไม่ว่าฮุ๋ยเสียนเฟยทำสิ่งใดผิดกันถึงได้ต้องมอบบทลงโทษทั้งที่ข้าพึ่งจะเลื่อนฐานะให้นางเป็นหนึ่งในสนมขั้นเฟย”

            เสียงเข้มที่ติดตลกแต่เรื่องที่ถามกลับสร้างความกดดันให้หลายคนในห้องโถงได้เกินคาด ใบหน้าหล่อเหลาที่แย้มยิ้มตลอดเวลากวาดมองรอบห้องเพื่อดูท่าทางของสนมรักคนอื่นๆ ที่เข้ามาอยู่ในห้องโถงแห่งนี้

            “เป็นเพราะฮุ๋ยเสียนเฟยขัดรับสั่งหม่อมฉันเพคะจึงต้องมีการลงโทษ ไม่เช่นนั้นนางสนมคนอื่นอาจจะนำปเป็นแบบอย่างที่ไม่สมควรได้”

            ฮุญเหมยนับถืออินจางฮองเฮาผู้นี้เสียจริงที่เปลี่ยนสีหน้าได้รวดเร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าเสียอีก ทั้งน้ำเสียงยังกลับมาหวานเต็มไปด้วยความมีเมตตาทั้งสีหน้าและน้ำเสียง สายตาหรือก้หวานล้ำมองฝ่าบาทแทบจะกลืนกินลงท้องเสียอย่างนั้น

            “เจ้าทำสิ่งใดผิดกันเสียนเฟย”

            คำถามต่อมาเกินการคาดเดาของคนอื่นๆ เพราะคนที่ฝ่าบาทตรัสถามคือฮุ๋ยเหมยไม่ได้สนใจฮองเฮาที่นั่งข้างกายอย่างไม่มีการไว้หน้า

            ฮุ๋ยเหมยลุกออกจากเก้าอี่ก่อนจะมาคุกเข่าลงด้านหน้า

            “หม่อมฉันขัดรับสั่งของฮองเฮาเรื่องการถวายงานรับใช้ฝ่าบาทเพคะ เพราะก่อนหน้านั้นฮองเฮาทรงมีเมตตาคิดว่าหม่อมฉันที่เข้ามาใหม่สมควรได้รับการอบรมสั่งสอนเรื่องการถวายงานและกฏระเบียบให้ดีเสียก่อนจึงจะเหมาะสมให้ถวายงานรับใช้ฝ่าบาท แต่ว่าคืนที่ผ่านมาหม่อมฉันได้ขัดรับสั่งเพคะ”

            เสียงหวานใสที่ตอบอย่างฉะฉานเรียกความสนใจอีกรอบเพราะฮุ่ยเหมยไม่ได้มีท่าทีสำนึกผิดหรือหวาดกลัว

            อินจางที่ได้ยินถึงกับกำมือแน่นระงับอารมณ์ที่พุ่งสูงเกิดกว่าที่จะทนเก็บไว้ได้ แต่ด้วยด้านข้างคือสวามีที่เป็นใหญ่กว่านางการที่เสียกิริยาจึงเป้นเรื่องที่ไม่ควร

            “เรื่องนี้เป็นข้าที่อนุญาตให้นางถวายงาน อีกอย่างข้าเป็นคนไปที่ตำหนักลู่เองไม่ได้ให้นางมาหาการที่ข้าสั่งให้สนมของตนเองถวายงานคงไม่เป็นเรื่องผิดมากจริงหรือไม่ฮองเฮา หรือว่าข้าต้องขออนุญาตเจ้าก่อนทุกครั้งกัน”

            หลี่ซือหมินพุดติดตลกก่อนจะหันมามองหน้าสตรีข้างกายที่อ้างปากค้างอยู่

            “หม่อมฉันไม่บังอาจเพคะ เรื่องนี้ด้วยคิดว่าเป็นการขัดรับสั่งของหม่อมฉันเองจึงได้มองข้ามเรื่องนี้ไป ขอฝ่าบาทโปรดให้อภัยด้วย หม่อมฉันเพียงหลงลืมไปชั่วขณะเพียงเท่านั้นเพคะ”

            เสียงที่ดังออกมาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเล่นละครเป็นสตรีเจ้าน้ำตาที่อ่อนแอของอินฮองเฮาเรียกสายตาคมของฮุ๋ยเหมยได้อีกครั้ง ช่างเป็นสตรีที่เปลี่ยนแปลงอารมณ์ได้เร็มเกินการคาดการณ์จริงๆ

            “เพราะฮองเฮาต้องทำงานหนักดูแลเรื่องภายในวังหลังจึงต้องหลงลืมเป็นธรรมดา แต่หากเจ้าไม่ไหวเมื่อไรก็ให้คนไปแจ้งข้าได้ ข้าคิดว่าให้ซูเฟยหรือเต๋อเฟยแบ่งเบาภาระเจ้าได้ก็ดี”

            น้ำเสียงอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของฮ่องเต้ช่างแตกต่างจากความหมายที่ต้องการสื่อออกมา ฮุ๋ยเหมยที่นั่งร่วมห้องอยู่ได้อยากตบมือให้กับการแสดงของฮ่องเต้ผู้นี้จริงๆ ที่มีความสามารถหลากหลายแบบนี้ นางที่มั่นใจในการแสดงของตนเองยังต้องยอมแพ้ด้วยซ้ำ

            “ไม่ ไม่เป็นไรเพคะ เรื่องงานพวกนี้หม่อมฉันยังสามารถจัดการได้คงไม่ต้องให้ซูเฟยกับเต๋อเฟยเข้ามาช่วยอย่างที่ฝ่าบาทตรัส หากหม่อมฉันไม่ไหวจริงยังมีหัวหน้ากองงานต่างๆ ที่คอยช่วยเหลืออยู่อย่างได้กังวลเพคะ”

            อินฮองเฮายังคงน้ำเสียงหวานต่างจากจิตใจด้านในที่เมื่อได้ยินว่าสวามีจะมอบอำนาจที่นางมีให้คนอื่นในใจก็เดือดดาลเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัวจนเกือบระงับเอาไว้ไม่ได้

            หลังจากจบบทละครนั้นฮุ๋ยเหมยก็กลับมายังตำหนักลู่ที่การก่อสร้างโรงครัวเพิ่มยังคงดำเนินต่อไปส่วนเรื่องคนใหม่ซือซือก็จัดการได้ดีไม่มีที่ติใดเลย งานทุกอย่างออกมาดีจนนางยิ้มกว้างทั้งซือซือยังเข้ามากอดเอ่ยยินดีเรื่องการเลื่อนฐานะบอกจะจัดงานเลี้ยงภายในตำหนักให้นางเสมือนว่าคนที่ได้เลื่อนขั้นคือซือวือเสียเอง ฮุ๋ยเหมยเพียงยิ้มรับก่อนจะย้อนคิดถึงเรื่องราวต่างๆ กระวิบบอกให้มู่อิงออกไปจัดการหาข่าวที่นางต้องการรู้เพิ่มก่อนเดินหมาก

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 173 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #36 ดิเดียร์ (@pdeer11) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:59
    ติดตามค่า
    #36
    0
  2. #22 -park♡ (@bnpeforever) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:19
    เลื่อนขั้นไวสุด5555555
    #22
    0
  3. #21 HighGirl (@Ammy_PMP) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:37
    ได้เป็นเสียนเฟยไวขนาดนี้ ตำแหน่งอื่นที่สูงกว่านี้คงอีกไม่นาน
    #21
    0