พระสนมมากเล่ห์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,208 Views

  • 63 Comments

  • 605 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    874

    Overall
    19,208

ตอนที่ 4 : วังหลัง 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2155
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 183 ครั้ง
    30 ม.ค. 62



“ฝ่าบาทเสด็จ...

            เสียงขันทีด้านหน้าตำหนักดังขึ้นเป็นการบ่งบอกว่าตอนนี้ผู้ที่มีอำนาจที่สุดในวังหลวงหรือแผ่นดินนี้มาถึงตำหนักลู่ของนางแล้ว ใบหน้าหวานเหยียกยิ้มก่อนจะค่อมตัวรอหน้าประตูตำหนักไม่ได้เงยหน้ามองบุรุษผู้ที่ก้าวเข้ามาหานางในตอนนี้

            “ถวายพระพรฝ่าบาททรงเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”

            เสียงหวานของเจ้าของตำหนักดังออกมาแผ่วเบาเป็นการเอ่ยตอนรับบุรุษผู้สูงศักดิ์ด้านหน้าของนาง

            ”ให้สนมรักรอนานช่างรู้สึกผิดยิ่ง”

            เสียงอ่อนโยนของบุรุษด้านหน้าเป็นเรื่องที่ทำให้ฮุ๋ยเหมยอดยิ้มกับคำพูดแบบนี้ไม่ได้ ไม่คิดว่าชีวิตนางจะได้มาพบเจอคำว่าสนมรักแบบนี้ช่างเป็นเรื่องตลกร้ายที่ไม่คาดคิดมาก่อนจะได้รับฟังในตอนนี้

            มือหนาที่ยื่นมาด้านหน้ายิ่งเรียกร้องยิ้มของฮุ๋ยเหมยเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ฮุ๋ยเหมยเพียงเงยหน้าขึ้นพลางยกมือบางตนเองไปวางไว้บนมือหนาที่กอบกุมมือนางให้แน่นยิ่งขึ้น ใบหน้าหล่อเหลารูปงามสมกับเป็นบุรุษอันดับหนึ่งในใต้หล้าฮ่องเต้แคว้นหลี่

            “คงไม่ลำบากมากเพคะ เพราะหากการที่ออกมารอรับสวามีตนเองคงเป็นเรื่อง่ายกว่าให้ทำเรื่องอย่างอื่นมากนัก ”

            “เรื่องอย่างอื่นที่ว่าเป็นเรื่องแบบไหนกันสนมรักถึงได้บอกว่ายาก”

            “ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นเรื่องในวันนี้เพคะฝ่าบาท”

            “แต่ข้าว่าคงไม่ยากเกินที่สนมรักจะสามารถจัดการได้จริงหรือไม่”

            “หากเป็นพระประสงค์ของฝ่าบาทหม่อมฉันก็จะทำเต็มที่สุดความสามารถที่หม่อมฉันผู้นี้จะสามารถจัดการให้กับฝ่าบาทได้เพคะ หวังว่าหากการจัดการบางเรื่องไม่ถูกพระทัยต้องทูลขออภัยไว้ตอนนี้เสียแล้ว”

            หลี่ซือหมินมองร่างเล็กที่เขากุมมือนุ่นอยู่ก็จะออกแรงดึงเล้กน้อยให้นางเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนเดินเข้าตำหนักด้านในที่บนโต๊ะมีอาหารหลากหลายอย่างจัดเตรียมเอาไว้

            ฮุ๋ยเหมยถึงภายนอกจะยิ้มเอียงอายแต่ในจิตใจกับเดือดดาลที่ถูกบุรุษผู้นี้กินเต้าหูนางแบบไม่มีความสำนึกใดๆ ขอให้บิดามารดาส่งนางเข้ามาช่วยแล้วยังท่าทางแบบนี้อีกน่าปล่อยให้ตายๆ ไปได้ก็ดีนางจะได้ไม่ต้องยุ่งยากอีกมาก

            เมื่อถึงตะอาหารฮุ๋ยเหมยจึงนั่งลงตามการจัดการของคนร่างหนา ใบหน้างามยิ้มหวานก่อนจะโบกมือให้คนอื่นๆ ออกไปห้องอาหารนี้จึงเหลือเพียงนางกับบุรุษตรงหน้าและคนสนิทของทั้งสองเท่านั้น

            “ถึงกับกล้าสั่งให้คนรอบด้านออกไปแบบนี้ช่างใจกล้าน่าดูสนมรักของข้าผู้นี้”

            ฮุ๋ยเหมยที่ได้ยินเสียงที่ออกจะเรียบเฉยขึ้นหลังจากที่คนายนอกออกไป บุรุษผู้มีช่างมีหลากหลายอารมณ์ในร่างเดียวเสียจริง ต่อหน้าผู้อื่นยิ้มแย้มแจ่มใสเสียงหรือก็อ่อนโยนนุ่นนวลต่างากตอนนี้ที่น้ำเสียงราบเสียงเสมือนว่าประชุมอยู่ในท้องพระโรงอย่างไงก็อย่างนั้น

            “อย่าทรงเปลี่ยนน้ำเสียงและสีหน้ารวดเร็วถึงเพียงนี้สิเพคะ เดียวหม่อมฉันจะตกใจจนเข้าหน้าพระองคืไม่ติดได้นะเพคะฝ่าบาท”

            ฮุ๋ยเหมยรินชาใส่ถ้วนของตนเองและบุรุษตรงหน้าก่อนจะเลื่อนถ้วยชาไปใกล้มือของบุรุษที่ตีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างกับว่านางเป็นนางมารร้ายที่เข้ามาสิงสู่วังหลวงแห่งนี้ทั้งที่คนที่ชักชวนนางเข้ามาก็คือเขาแท้ๆ

            “หากสนมรักเกรงกลัวจริงคงหนีหายใช่ว่าจะเข้ามาอยู่ที่นี้วังหลังแห่งนี้เสียมากกว่า” หลี่ซือหมินเอ่ยเสียงเรียบก่อนกวาดตามองสำรวจร่างงามของคนตรงหน้าให้ละเอียด ด้วยจากข่าวที่ได้รับถือว่าตรงไม่น้อยทั้งความงดงามรูปร่างหน้าตาและความสามารถสติปัญญาที่โดดเด่นเกินสตรี

            “มองหม่อมฉํนตาไม่กระพริบแบบนี้คิดสิ่งใดกันเพคะ แต่ว่าจะคิดสิ่งใดก็แล้วแต่เวลานี้เป็นเวลาอาหารหม่อมฉันเองก็หิวแล้วหากฝ่าบาทยังไม่สนใจจะลงมือกับอาหารตรงหน้าหม่อมฉันคงต้องเสียมารยาทแล้ว”

            ฮู่ยเหมยเอ่ยออกมาเสียงหวานเย้ายวนก่อนจะใช้ตะเกียบในมือคีบตักอาหารใส่ชามข้าวตนเองจัดการรับรสชาติอาหารอย่างกับว่าตลอดทั้งวันที่ผ่านมานางทนหิวมาโดยตลอดท่ามกลางสายตานายบ่าวที่เป็นแขกมาเยือนตำหนักลู่ของนาง ใบหน้างดงามลิ้มรสอาหารพลางทำสีหน้าสุขใจไม่ได้นำพาต่อบรรยากาศรอบตัวที่กดดันขึ้นเพราะบุรุษที่นั่งอยู่อีกด้านของโต๊ะอาหาร

            เวลาที่ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามด้วยเจ้าของตำหนักอย่างฮุ่ยเหมยเอาแต่ใจเย็นในการชิมอาหารแต่ละจานอย่างใจเย็นเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดแต่สิ่งที่บุรุษผู้เป็นใหญ่ทำคือนั่งรอสตรีด้านหน้าเงียบๆ เพียงมองดูเท่านั้นแต่ก็ไม่ได้ลงมือกินอาหารด้านหน้าเช่นเดียวกันเสมือนว่ามาเพื่อดูสนมตนเองกินข้าวมื้อเย็น

            ฮุ๋ยเหมยวางตะเกียบเมื่อรูสึกอิ่มพลางหันไปรับเอาผ้าเช็ดมือจากซือซือที่ยืนอยู่ด้านข้าง ใบหน้างดงามมองไปยังบุรุษร่างหนาที่จับจ้องนางอย่อย่างไม่คิดสิ่งใดก่อนจะโบกมือให้คนสนิททั้งสองเก็บจานอาหารที่วางลงไปมาก ใช้เวลาไม่นานจานอาหารที่เต็มอยู่บนตะจึงถูกเก็บออกไป

            “เหตุใดฝ่าบาทไม่แตะต้องอาหารสักจานเลยเพคะ” เสียงหวานดังขึ้นขัดบรรยากาศที่อึดอัดมองหน้าจับจ้องกันอย่างไม่ยอมแพ้

            หลี่ซือหมินที่มองนางมาตั้งแต่แรกก็รู้สึกพอใจไม่น้อยกับท่าทางนิสัยของคนที่อยู่ตรงข้ามตอนนี้

            “ข้ายังไม่หิว อีกอย่างมาวันนี้เพียงอยากมาพูดคุยเพื่อวางหมากเท่านั้นหากทำสิ่งใดแล้วสนมรักไม่ได้รู้เรื่องด้วยคงจะทำงานร่วมกันลำบากมากขึ้นเป็นเท่าตัว”

            “เช่นนั้นก็ดีเพคะ เพราะหม่อมฉันเองก็มีเรื่องอย่างจะพูดคุยกับฝ่าบาทด้วยเช่นกัน”

            หลี่ซือหมินจับจ้องมองสตีด้านหน้าที่กล้าเอ่ยออกมาตรงๆ ไหนจะหน้าตาท่าทางที่แสดงออกต่อหน้าเขาที่เป็นถึงฮ่องเต้นี้อีก ช่างเป็นสตรีไม่กลัวตายจริงๆ

            “เอ่ยเรื่องที่สนมรักต้องการมาก่อนเลยดีหรือไม่ข้าจะได้ช่วยตัดสินใจถึงความเหมาะสม”

            “หากเป็นพระประสงคืหม่อมฉันก็ไม่ขอขัด ด้วยหม่อมฉันเป็นสาวบ้านป่าที่เข้ามาอยู่ในเมืองหลวงทั้งยังถูกนำมาปลิ่ยไว้ที่วังหลังจึงคิดว่าการไว้ใจคนนอกสำหรับหม่อมฉันนั้นเป็นไปได้ยากจึงอยากจะขอให้ฝ่าบาทช่วยต่อเติมโรงครัวให้สักเล้กน้อยไว้จัดการเรื่องอาหาร ส่วนเรื่องขันทีนางกำนัลหม่อมฉันขอเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเพคะเพราะว่าก้าวเข้ามาวันแรกก็เจอเรื่องร้ายเช่นการวางผยาพิษสียแล้วแบบนี้คงไม่ดีต่อชีวิตน้อยๆ ของหม่อมฉันมากนัก แล้วยังเรื่องการจัดการเหล่าสตรีวังหลังหากหม่อมฉันทนไม่ไว้ทำสิ่งใดลงไปโดยที่ไม่รู้ตัวหวังว่าฝ่าบาทจะทรงอภัยให้หม่อมฉันได้”

            ฮุ๋ยเหมยเอ่ยไปยิ้มไปอย่างอารมณ์ดีเพราะนางก็ไม่ต้องการปล่อยเรื่องนี้ให้นานมากเกินไป ยิ่งเรื่องที่ทิ้งไว้นานยิ่งแก้ไขยากฉะนั้นถือโอกาสจัดการเลยก็ดีเพราะยิ่งคนพวกนี้อยู่นานยิ่งเหมือนรากไม้ที่ชอนไชลงดินลึกไปเรื่อยๆ ตลอดเวลาที่นางเอ่ยก็สำรวจอาการของบุรุษร่างหนาด้านหน้าไปด้วยเพื่อที่จะได้รู้นิสัยมากยิ่งขึ้นแต่สิ่งที่นางได้รับคือความเรียบเฉยไม่ได้แสดงสีหน้าทางอารมณ์รวมถึงดวงตาดำมืดนั้นด้วยเช่นกันที่ว่างเปล่าจนฮุ๋ยเหมยยังประหลาดใจ บุรุษผู้นี้ช่างเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ อยู่ต่อหน้าคนอื่นกลับแสดงสีหน้าสนุกสนานได้อย่างเปิดเผยเสมือนว่านิสัยนั้นเป็นเรื่องจริงที่ปกติธรรมดาของตัวเขาเอง

            “เรื่องที่จะร้องขอมีเพียงเท่านี้ใช่หรือไม่สนมรัก”

            “วันนี้เพคะ เรื่องพวกนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นที่หม่อมฉันคิดออกแต่ว่าวันอื่นๆ หากมีเพิ่มเติมต้องรบกวนฝ่าบาทช่วยเหลือสตรีตัวเล้กๆ อย่างหม่อมฉันเสียแล้ว”

            “เช่นนั้นข้าจะเอ่ยเรื่องของข้าที่เจ้าจำเป็นต้องรับรู้บ้างดีหรือไม่”

            ฮุ๋ยเหมยจ้องากลับก่อยเอ่ยเสียงยั่วยวนแฝงความเสน่ห์หาออกไปแผ่วเบา “หม่อมฉันรอฟังอยู่เพคะ”

            “สตรีในวังหลังนี้ข้ายกพวกนางให้เจ้าทั้งหมด ทำสิ่งใดก็ได้ตามที่เจ้าเห็นสมควรแต่อย่าได้เกินเลยมากนักเพราะบางคนยังคงมีประโยชน์ต่อเราอยู่เช่นเดียวกัน ส่วนเรื่องคนที่จะให้ความช่วยเหลือเป็นมือเป็นเท้ารวมถึงดูแลความปลอดภัยสนมรักสามารถเรียกใช้ได้จากป้ายหยกที่ข้าได้ให้ไว้หลังเจ้าเข้าพักที่จวนหลังนั้น การที่ใช้คนของข้าที่อยู่ในวังหลวงยิ่มดีกว่าการดึงคนของสนมรักที่อยู่ภายนอกเข้ามาเพราะจะสร้างความสงสัยให้ผู้อื่นได้ง่าย”

            “หม่อมฉันสามารถจัดการเรื่องสตรีในวังหลังได้หมดเลยเช่นนั้นหรือเพคะฝ่าบาท”

            เสียงหวานเอ่ยย้ำถึงเรื่องที่นางได้ฟังเพราะเรื่องนี้ออกจะเกินความคิดของนางไปสักหน่อย ถึงสตรีในวังหลังที่นั่งตำแหน่งสนมจะไม่ได้มีมากถึงร้อยเพราะกฏที่เขาตั้งขึ้นหลังจากครองบัลลังกืก็ตามที่แต่สำหรับนางก็ยังคงมีมากเกินที่จะตัดสินใจลงมือจัดการได้ง่าย สตรีในวังหลังเล่ห์เหลี่ยมน้อยเสียเมื่อไรพวกนางเต็มไปด้วยพิษร้ายที่อันตรายถึงชีวิตทั้งยังเส้นสายพวกนั้นที่ตัดขาดได้ยากเกินที่จะต้านได้ ยิ่งสตรีคนใดที่อยู่ในวังนี้มานานเส้นสายอำนาจทั้งภายในภายนอกยิ่งมากตามเป็นเงาตามตัวเพราะสิ่งนี้ยืนยันได้ว่าพวกนางสามารถยืนอยู่ในฐานะที่มีได้ยาวนาน

            “ได้ตามที่เจ้าต้องการ หากสตรีนางใดที่ข้าจะเก็บไว้ใช้จะให้คนมาแจ้งสนมรักก่อน”

            “หม่อมฉันคิดว่าเรื่องนี้ชักยุ่งยากเกินความคิดแรกที่ยอมเข้ามาเพคะ แต่ถึงยังไงก็ไม่สามาถเลี่ยงได้ทั้งคำสัญญาที่บิดามารดาหม่อมฉํนให้ไว้ไหนจะมีราชโองการเฮงซวยนั้นอีก แต่ว่าหม่อมฉันก็จะพยายามให้ดที่สุดหวังว่าทำงานเสร็จสิ้นพระองคืจะไม่รื้อสะพานนี้เพราะหม่อมฉันจะป็นผู้เดินออกไปเองเมื่อเกมนี้จบลง”

            “ช่างเป็นสตรีที่พูดตรงจนเป็นการหาเรื่องจริงๆ แต่ก้เอาเถอะข้าเองก็เป็นผู้เอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากตระกูลเจ้าจนพวกเขายอมส่งเจ้าเข้าวังมาข้าจะช่วยดูแลเจ้าในเรื่องต่างๆ ที่สามารถออกหน่าวยเหลือได้”

            “ได้ยินแบบนี้หม่อมฉันก้เบาใจมากขึ้นเพคะ”

            ฮุ่ยเหมยลุกขึ้นก่อนจะเดินเข้าหาร่างหนามือบางเอื้อมไปจับแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามออกแรงดึงเล้กน้อยเป็นการส่งสัญญาณให้คนร่างหนาลุกขึ้นตามที่นางต้องการก่อนจะเดินนำเข้าไปด้านในห้องแต่ก่อนที่จะกล่าวเข้าไปก็หันมาเอ่ยให้คนทั้งสามที่ยืนนิ่งอยู่เข้าใจถึงเรื่องที่นางจะจัดการ ทั้งมู่อิงซือซือและไห่กงกงที่เป็นคนสนิทของฝ่าบาทนิ่งรอด้านนอก

            “พวกเจ้ารออยู่ด้านนอกอย่าได้ให้ผู้ใดเข้ามารบกวนข้ากับฝ่าบาท”

            ด้านในห้องที่มีกลิ่มหอมของกำยานดอกไม้ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว ฮุ๋ยเหมยปล่อยมือออกจากแขนแกร่งก่อนเดินแยกไปอีกทางพลางส่งเสียงเบาบอกร่างหนาที่ยืนอยู่กลางห้อง

            “หากจะให้หม่อมฉันลงมือได้ง่ายพระองค์คงต้องค้างกับหม่อมฉันเสียแล้วเพคะ มิเช่นนั้นการจัดการพวกนางคงจะยากขึ้นหวังว่าจะไม่ต่อว่าหม่อมฉันที่ไม่ได้เอ่ยถามความคิดเห็นของฝ่าบาทเสียก่อน”

            ฮุ๋ยเหมยเดินกลับไปหลังฉากกั้นก่อนจะจัดเตรียมอ่างน้ำให้กับผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวามีนางตั้งแต่นางเหยียบวังหลัง “เชิญฝ่าบาทสรงน้ำก่อนเพคะ หากจะเข้านอนทั้งอย่างนี้จะไม่สบายตัวเอาได้คงไม่ถือหากเป็นหม่อมฉันที่จะปรนนิบัติ”

            หลี่ซือหมินเพียงเหยียดยิ้มก่อนจะก้าวไปหลังฉากที่มีสตรีใส่เสื้อผ้าเบาบางรออยู่ เขาเพียงยืนด้านหน้านางปล่อยให้นางเป็นผู้ลงมือจัดการปลดเสื้อผ้าที่หนักอยู่บนร่างของเขาเองออกไป

            ฮุ๋ยเหมยเพียงยิ้มก่อนมือไม้จะขยับไหวจัดการปลดเสื้อผ้าจนเหลือเพียงกางเกงตัวใน สายตาซุกซนเริ่มทำงานวนเวียนอยู่ในมัดกล้ามและหน้าท้องก่อนจะมองต่ำลงไปอย่างสนุกสนานไม่ได้ใส่ใจถึงเจ้าของร่างที่นางมองอยู่ว่าเขาจะมีความรู้สึกเช่นไร เสียงหัวเราะหวานใสดังขึ้นแผ่วเบาก่อนจะเข้าประชิดตัวมือที่ตอนแรกอยู่ข้างลำตัวกลับปรากฏว่าทำการปลดชิ้นสุดท้ายเรียบร้อยพร้อมเงยหน้าขึ้นมายิ้มหวานอย่างผู้ที่ชนะ

            หลี่ซือหมินเองก้ไม่ได้หวั่นเกรงแต่แรกแต่ก็ไม่นึกว่าสตรีตรงหน้าจะใจกล้าหน้าด้านได้ขนาดที่ว่าสตรีในหอนางโลมโคมแดงยังต้องอับอายให้กับการกระทำของนาง หากบอกว่านางเป็นสตรีที่ผ่านชายมาแล้วเขายังเชื่อไม่คิดว่าอาจารย์ผู้เป็นราชครูของเขาจะสั่งสอนบุตรสาวออกมาได้แบบนี้หรือนางไปเรียนรู้จากที่ใดมากัน

            “ลงอ่างน้ำสิเพคะ หากพระองค์ยังยืนอยู่แบบนี้หม่อมฉันจะปรนนิบัติได้อย่างไรกัน”

            ปากว่าไปก่อนจะออกแรงนวดไปตามไหล่กว้างที่ยอมนั่งนิ่งในอ่างน้ำให้นางเป้นผู้จัดการได้ตามความพอใจอย่างสนุกมือ ฮุ๋ยเหมยไม่ใช่ว่าไม่อายแต่ว่าอย่างไรเขาก้ขึ้นื่อว่าเป็นสามีของนางการที่จะปล่อยเลยไม่ใส่ใจดูแลก็คงจะไม่ได้ มือบางเอื้อมไปหยิบกลีบดอกเหมยสีแดงที่นางได้เตรียมไว้ลูบไล้ไปทั่วกายแกร่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นบีบนวดตามน้ำหนักมือที่นางคิดว่าพอเหมาะ เวลาผ่านไปสองเค่อการปรนนิบัติสามีตนเองก็เรียบร้อยลง ฮุ๋ยเหมยเดินออกไปหยิบชุดคลุมที่ให้ซือซือเตรียมมาไว้ก่อนเดินกลับเข้ามาคลุมให้ร่างหนาที่ยืนหันหลังให้นางตอนนี้

            หลี่ซือหมินปล่อยให้สตรีร่างบางเป็นผู้จัดการทั้งการสวมใส่ชุดนอนและเช็ดผมบางส่วนที่เปียกอยู่ด้วยความสบายอารมณ์ไม่นึกว่าการที่นางเข้ามาจะทำให้เขามีความรู้สึกสนุกได้ดีแบบนี้เกินกว่าที่เขาจะคิดเอาไว้

            “เข้านอนกันเถอะเพคะ หากช้ากว่านี้ฝ่าบาทจะตื่นไปเข้าประชุมเช้าไม่ไหว อีกอย่างหม่อมฉันต้องเข้าเฝ้าฮองเฮาเช่นเดียวกัน พี่น้องหลายคนที่จะได้พบเจอในวันพรุ้งนี้คงจพสร้างความสนุกให้หม่อมฉันและฝ่าบาทไม่น้อย”

            “เจ้าไม่คิดกลัวว่าการเข้ามาจะทำให้เจ้าทิ้งชีวิตเลยหรือ”

            ฮุ๋ยเหมยทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนระบายยิ้มออกมาเหมือนนางคิดคำตอบที่พอใจได้แล้ว

            “กลัวเพคะ กลัวว่าวังหลังแห่งนี้จะทำให้หม่อมฉันเปลี่ยนไป ดลัวว่าจะตายจากน้ำมือของคนอื่นที่หม่อมฉันก็หวังชีวิตพวกนางเช่นกัน กลัว่าอิสรเสรีที่เคยมีจะบินหายไป กลัวว่าหม่อมฉันเองจะสูญเสียตัวตนให้กับวังหลังแห่งนี้ ฝ่าบาทย่อมรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ได้สวยงามเหมือนภายนอกที่ใครพบเห็นแต่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่มีแต่ด้านมืดของจิตใจคนทั้งนั้น”

            ร่างสองร่างเดินเคียงกันก่อนจะล้มตัวลงนอนในเตียงกว้าง ฮุ๋ยเหมยเพียงขยับตัวเข้าใกล้ในระยะที่สมควรก่อนจับจ้องมองร่างหนาที่จับจ้องนางในเตียงเดียวกันนี้เช่นกัน

            “มีสตรีคนไหนที่ฝ่าบาทอยากให้หม่อมฉันจัดการก่อนหนือไม่เพคะ เพราะหม่อมฉันจะได้ทำตัวถูกในวันพรุ่งนี้”

            “เช่นนั้นเป็นว่านซุเฟยก่อนแล้วกันเพราะว่าข้าอยากให้อินจางนางรู้สึกถึงขาเก้าอี้ฮองเฮาที่ไม่มั่นคงมากนักเพราะเสียคนของตนเองไป”

            “ตามที่ฝ่าบาทต้องการเพคะ”

            เอ่ยจบฮุ๋ยเหมยก้เลือกปิดเปลือกตาลงปล่อยให้ตนเองหลับไปในคืนนี้ที่มีอีกหนึ่งชีวิตมานอนอยู่ด้านข้าง ความมืดที่โรยตัวเข้ามาบวกกับอากาศที่เริ่มเย็นร่างบางจึงขยับเข้าใกล้ร่างหนามากขึ้น ทุกอย่างอยู่ในสายตาของหลี่ซือหมินที่ยังไม่ได้หลับแม้ว่าเวลาจะผ่านมากว่าครึ่งชั่วยามที่ร่างบางด้านข้างหลับไป แต่เพราะว่าวางใจในตัวนางเขาที่เป็นคนคิดมากจึงยอมหลับตาลงเข้าสู่นิทราด้วยอีกคน

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 183 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #27 monprapai (@monprapai) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:25
    โอ้โฮ หามานาน ที่พระ-นางพระ-นางรวมหัวกันกระทืบผู้อื่น ระวังหลังให้กัน ช่างเป็นเรื่องบันเทิงที่แท้ทรูของรีด
    #27
    0
  2. #20 iam1design (@iam1design) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 11:25
    สนุกดีค่ะชอบๆ​ ทั้งสองดูจะคุยกันภาษา​เดียวกัน​ดี
    #20
    0
  3. #18 chatchaomn (@chatchaomn) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 20:32

    สนุกค่ะ
    #18
    0
  4. #17 Nantanat_neung (@Nantanat_neung) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 20:15
    รออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ
    #17
    0