พระสนมมากเล่ห์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,208 Views

  • 63 Comments

  • 605 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    874

    Overall
    19,208

ตอนที่ 3 : วังหลัง 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2182
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 157 ครั้ง
    29 ม.ค. 62

 

            เช้ามืดของวันที่สามที่เหยียบเท้าเข้าเมืองหลวงฮุ๋ยเหมยต้องเร่งตื่นขึ้นมาเพื่อแต่งตัวเตรียมพร้อมเข้าวังหลังนั่ง

ฐานะเจาอี๋พระสนมของฮ่องเต้ ใบหน้างดงามอ่อนหวานที่กำลังปัดแก้มให้มีสีแดงอ่อนๆ พลางมองใบหน้าที่แต่งแต้มแล้วเสร็จว่ามีความพอใจกับภาพที่ปรากฏมากน้อยเพียงใด เปลือกตาสีแดงอมส้มไม่ได้เข้มมากประกอบกับการเขียนหางตาให้เชิดขึ้นทำให้ดวงตาคู่งามโดดเด่นขึ้นเป็นเท่าตัวบวกกับริมฝีบางบางเฉียบสีแดงระเรื่อช่างเป็นภาพที่ปรากฏออกมาได้งดงามยิ่ง ฮุ๋ยเหมยพอใจกับรูปลักษณ์ของนางในวันนี้ รอยยิ้มหวานกว้างขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าวันนี้นางจะไม่ด้อยกว่าผู้ใดที่จะได้พบเห็น

            “ฮุ๋ยเจาอี๋โปรดเลือกชุดเพคะ”

            ซือซือนำชุดออกมาสามชุดโดยมีสาวใช้คนอื่นๆ เป็นผู้ถืออยู่ด้วยต้องการให้ผู้ที่สวมใส่หรือนายหญิงของนางได้เป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง ฮุ๋ยเหมยมองชุดทั้งสองก่อนจะชี้ไปที่ชุดสีขาวไข่มุกแต่ว่าไม่ได้จืดชืดด้วยการรอยเรียงไข่มุกเม็ดเล็กๆ เป็นลวดลายดอกเหมยสีแดงสดที่ทำให้ชุดโดดเด่นขึ้นมาอีกเท่าตัวทั้งยังมีการเล่นโทนสีขาวสว่างและขาวไข่มุกสลับกับไปได้อย่างลงตัว วันนี้เป็นวันแรกนางไม่ต้องการใส่สีสันสะดุดตามากนักแต่ว่าก็ไม่ต้องการให้นางถูกลบเลือนเช่นเดียวกัน

            ซือซือจัดการนำชุดเข้ามาสวมใส่ให้นายสาวก่อนจะปักปิ่นชุดดอกเหมยสีแดงเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับผู้ที่สวมใส่ชุดขาวได้อีกเท่าตัว ใบหน้างดงามหวานล้ำประกอบกับชุดสีขาวตัดลวดลายสีแดงช่างเข้ากับฮุ๋ยเหมยได้อย่างดี

            “ข้าหิวเข้าตั้งโต๊ะเรียบร้อยหรือยังซือซือ”

            ฮุ๋ยเหมยอ่ยถามขึ้นมือบางพลางจัดเสื้อผ้าดูความเรียบร้อยขององค์ประกอบรอบตัว นางไม่ต้องการหิ้วท้องไปรออาหารเช้าจากวังหลังเพราะดูแล้วอย่างไรเสียนางก็คงจะไม่ได้รับความเมตตานั้นให้ได้คลายหิว

            “เรียบร้อยแล้วเพคะ”

            “เช่นนั้นรับอาหารเช้ากันเถอะ หากเข้าวังทั้งที่ยังไม่มีสิ่งใดตกถึงท้องข้าคงตายแน่ๆ”

            ฮุ๋ยเหมยเดินนำซือซือออกมาด้านนอกห้องแต่งตัวก่อนจะพบว่าบนตะเต็มไปด้วยของคาวหวานและด้านข้างมีมู่อิงที่รออยู่แล้ว ร่างงามในอาภรณ์สีขาวสะอาดตานั่งลงพลางคีบอาหารหน้าตาน่ากินเข้าปากไม่หยุดเพราะต้องทำเวลาก่อนจะวางตะเกียบลงเมื่ออิ่มท้องเป็นที่เรียบร้อย

            “ข่าวที่ได้รับข้าต้องอยู่ตำหนักใดมู่อิง”

            “เป็นตำหนัก ลู่ เพคะ”

            “ตำหนักลู่หรือ ลู่ที่แปลว่าน้ำค้างช่างเป็นชื่อที่ดี วันนี้ฐานะของข้าได้เปลี่ยนไปแล้วพวกเจ้าทั้งสองจงระวังตนเองให้ดี นับจากการก้าวขาออกจากจวนหลังนี้เราไม่รู้ว่าสิ่งใดที่รออยู่ภายนอกหลังกำแพงวังหลวงคือสถานที่อันตรายต่อชีวิตน้อยๆ ของเราอย่าได้ทำการอันใดไร้การคิดคำนวณเด้ดขาด เราจะไม่พ่ายแพ้ให้พวกนางคนใดทั้งสิ้นเข้าใจหรือไม่”

            “เพคะนายหญิง”

            ทั้งมู่อิงและซือซือต่างตอบรับพร้อมกันเสียงหนักแน่น ก้าวต่อไปนี้ของนายตนและพวกนางเองไม่ได้ปลอดภัยอีกต่อไปเมื่อตอนนี้หนทางข้างหน้าคือการคานอำนาจตั้งตนเป็นหนึ่งอำนาจในวังหลังของนายหญิงพวกนางเอง

            ฮุ๋ยเหมยนั่งเล่นอีกไม่นานรถม้าจากวังหลวงก็มาถึงหน้าประตูจวน ร่างงามก้าวขึ้นรถม้าโดยการช่วยเหลือของสองสาวใช้คนสนิท ใบหน้างดงามอยู่หลังผ้าคลุมหน้าผืนบางสีขาวสะอาดที่ปกปิดความงามของหญิงสาวอยู่ ไม่นานรถม้าก็เคลื่อนตัวออกจากเขตจวนเข้าสู่ถนนหลักที่จุดหมายปลายทางด้านหน้าคือวังหลวง ตลอดระยะการเดินทางที่ไม่ได้ไกลแต่ก็ไม่ได้ถือว่าใกล้มากนักฮุ๋ยเหมยไม่ได้เอ่ยพูดสิ่งใดออกมาอีกเช่นเดียวกับมู่อิงและซือซือที่นั่งนิ่งเช่นผู้เป็นนาย

            ผ่านไปไม่ถึงสองเค่อรถม้าก็หยุดลงก่อนจะมีเสียงพุดคุยภายนอกที่เริ่มดังขึ้นทันที ฮุ๋ยเหมยยิ้มหวานอีกครั้งที่นางได้มีโอกาสเข้ามาเล่นสนุกในสถานที่แห่งนี้ที่เต็มไปด้วยความสกปรกยากที่จะรู้ถึงจิตใจคน

            “ถวายพระพรฮุ๋ยเจาอี๋”

            ฮุ๋ยเหมยที่ลงจากรถม้าฟังเสียงนางกำนัลกลุ่มหนึ่งด้านหน้าด้วยความเฉยชา ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมไม่ด้แสดงอาการใดๆ นอกจากยืนนิ่งเฉยมองท่าทางกลุ่มคนด้านหน้าและรอบข้างที่ให้ความสนใจนางในวันนี้

            “หม่อมฉันจะเป็นผู้นำทางฮุ๋ยเจาอี๋ไปพบฮองเฮาเพคะ”

            หนึ่งในกลุ่มนางกำนัลด้านหน้าเอ่ยออกมาเป็นการเรียกความสนใจของฮุ๋เหมยให้หันไปมอง ผู้ที่เอ่ยเป็นนางกำนัลวัยกลางคนผู้หนึ่ง

            “เชิญกูกูนำทาง”

            ฮุ๋ยเหมยตอบรับก่อนจะก้าวตามการนำพาของนางกำนัลกลุ่มขนาดเล็กที่ไม่ได้มีมาก ใบหน้างามใต้ผ้าคลุมมองสำรวจไปทั่วบริเวณก่อนจะก้มมองทางหินอ่อนที่ตนเองกำลังก้าวผ่านด้วยความชอบใจทั้งจากบรรยากาศโดยรอบและความสวยงามของสวนต่างๆ ที่นางเดินตัดผ่าน

            เดินมาได้ไม่นานด้านหน้าเป็นตำหนักใหญ่ที่ตั้งตระหง่านด้านหน้าตำหนักมีป้ายเขียนบอกชัดเจนถึงชื่อตำหนักว่าคุนหนิงตำหนักที่ประทับของมารดาแผ่นดินแคว้นหลี่ ฮุ๋ยเหมยมองไปรอบด้านด้วยต้องรอให้เจ้าของตำหนักเอ่ยปากอนุญาตจึงจะก้าวเข้าไปได้ด้วยความใจเย็น มือบางยกขึ้นมาปลดผ้าคลุมหน้าพลางยื่นกลับไปให้ซือซือเป็นผู้ที่ถือเอาไว้ วันนี้นางไม่ได้มีความรู้สึกเกรงกลัวหรือหวาดหวั่นต่อสิ่งใดเพียงน้อยนิดการที่กล้าก้าวขาเข้ามาฮุ๋ยเหมยยอมรับถึงผลที่จะตามมาแต่แรกดีแล้วนางไม่คิดว่าสิ่งที่ตัดสินใจไปคือสิ่งที่ผิดสักนิด

            ขันทีด้านหน้าและเหล่านางกำนัลที่ได้เห็นรูปโฉมของเจาอี๋คนใหม่ถึงกับตกตะลึงด้วยความงดงามและรูปร่างที่ปรากฏช่างเป็นสิ่งที่หญิงงามสมควรมีทุกประการไม่ว่าหน้าตาผิวที่ขาวใสดั่งหยกเนื้อดีรูปร่างที่อวบอิ่มเกินสตรีวัยเดียวกันทั้งสายตาที่บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นสตรีที่ฉลาดเฉลียดไม่น้อย

            ฮุ๋ยเหมยไม่ได้นำพาต่อสายตารอบตัวที่จ้องมองนางแต่สิ่งที่นางทำคือการยืนนิ่งรอเวลาเท่านั้นแต่รอถึงหนึ่งเค่อท่าที่คนด้านในก็ยังไม่ได้ให้นางเข้าไปอยู่ดี ดุเหมือนอินฮองเฮาจะคิดเล่นสนุกตั้งแต่วันแรกที่นางเหยียบวังหลังซะแล้วใบหน้างดงามยังคงเรียบเฉยจนผ่านไปอีกหนึ่งเค่อขันทีด้านในจึงเอ่ยเชิญนางเข้าไปด้านใน

            ในห้องที่กว้างประดับตกแต่งเครื่องเรือนได้งดงามลงตัวเป็นที่สนใจแก่ฮุ๋ยเหมยไม่น้อยเพราะดูจากการตกแต่งตำหนักก็บ่งบอกถึงนิสัยเจ้าของมันได้เป็นอย่างดี ร่างบางก้าวไปด้านหน้าก่อนจะเห็นสตรีอายุยี่สิบกว่าปีนั่งอยู่บนเก้าอี้หงส์กลางห้อง

            “ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ”

            ฮุ๋ยเหมยเอ่ยออกมาน้ำเสียงหวานใสเป็นดั่งสตรีน้อยที่ตื่นเต้นกับเรื่องด้านหน้า

            “ลุกขึ้นได้ เจ้านั่งเสียก่อนสิฮุ๋ยเจาอี๋”

            อินฮองเฮามองสำรวจสตรีตรงหน้าที่นางได้รับข่าวมาบางส่วนหนึ่งแต่ข่าวที่ได้รับกับรูปโฉมสตรีตรงหน้ากลับไกลกันมากพอสมควร ในสารบอกเพียงงดงามแต่ไม่นึกว่าจะมีความงดงามมากขนาดนี้ขนาดที่นางมั่นใจในรูปโฉมตนเองยังต้องริษยาในความงามและรูปร่างของสตรีตรงหน้า

            “ขอบพระทัยเพคะ”

            ฮุ๋ยเหมยเงยหน้าขึ้นก่อนจะส่งยิ้มหวานงดงามพลางถอยไปนั่งยังเก้าอ็ด้านข้างที่จัดเตรียมไว้ ฮองเฮาผู้นี้ก็งดงามใช้ได้แต่ว่าไม่มีสัดส่วนยั่วใจชายเท่าที่ควรเพราะจากที่นางสำรวจก็เป็นหญิงงามที่ไร้เสน่ห์เท่านั้นแต่สติปัญญาของฮองเฮาผู้นี้คงเป็นอีกเรื่องไม่เช่นนั้นคงไม่อยู่มาได้นานโดยที่ไร้รอยขีดข่วนทั้งยังยืนได้อย่างสง่างามสมฐานะฮองเฮาเสียด้วย แต่ตอนนี้ต้องมาดุกันว่าระหว่างนางกับฮองเฮาผู้ใดที่จะยืนได้ทนแดดทนฝนทนทุกสถานการณ์ได้ดีกว่ากัน

            “เจ้าพึ่งเดินทางมาถึงเหนื่อยหรือไม่”

            เสียงเรียบเฉยจากเจ้าของตำหนักเรียกรอยยิ้มหวานของสตรีผู้ที่ถูกถามคำถามได้อย่างดี ฮุ๋ยเหมยย้มรับ

            “ไม่เหนื่อยมากเพคะด้วยตลอดระยพทางมีการแวะพักบ่อยครั้งจึงไม่ได้เป็นการเดินทางที่ลำบากอะไรมากนักหม่อมฉันจึงถือว่าการเดินทางมาเมืองหลวงครั้งนี้เป็นการเปิดหูเปิดตาเสียมากกว่า”

            อินจางที่ได้ยินการตอบกลับที่ไม่ได้เสียเวลาคิดของภรรยาใหม่ของสามีถึงกับกำมือแน่นขึ้นก่อนจะอดทนตั้งสติกลืนกินความเกลียดชังที่นางมีลงท้อง

            “เช่นนั้นก็ดี เมืองโจวนั้นอยู่ติดเขตชายแดนคงลำบากไม่น้อยที่ต้องอยู่ที่นั้น อีกอย่างวังหลังและที่นั่นไม่ได้มีธรรมเนียมที่เหมือนกันฉะนั้นข้าจึงคิดว่าจะให้เจ้าเรียนรู้เรื่องภายในวังให้ดีจึงจะให้เจ้าถวายงานรับใช้ฝ่าบาทเจ้าคิดเห็นเป็นเช่นไรคงจะไม่ว่าข้าใช่หรือไม่เพราะหากเจ้าทำเรื่องอะไรที่ผิดพลาดจะเป็นการเสียมาถึงข้าที่เป็นฮองเฮาอยู่ได้”

            ฮ๋ยเหมยยิ้มหวานรับการตัดสินใจด้วยนางเองก็ไม่ได้มีปัญหากับเรื่องพวกนี้อยู่แล้วฉะนั้นจะได้ถวายตัวหรือไม่นั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรสำหรับนาง

            “หม่อมฉันเห็นด้วยกับการตัดสินพระทัยของฮองเฮาเพคะ”

            “เช่นนั้นก็ดี ระหว่างนี้ข้าจะส่งคนไปช่วยสอนเรื่องในวังหลังที่เจ้าจำเป็นจะต้องรู้ แต่ข้าว่าเจ้าคงจะมีความสามารถอยู่แล้วด้วยเป็นถึงบุตรสาวอดีตราชครูที่มีอำนาจเรื่องพวกนี้คงถูกสั่งสอนมาไม่น้อย”

            “เป็นตามที่ฮองเฮาตรัวเพคะ หม่อมฉันได้รับการอบรมสั่งสอนมาพอสมควรด้วยเรื่องพวกนี้เกี่ยวพันถึงหน้าตาบิดามารดาการที่จะให้บุตรสาวทำเรื่องราวใดๆ ให้เกิดการขายหน้าคงเป็นเรื่องที่ไม่ควร”

            อินจางที่นั่งอยู่สูงกว่ามองต่ำลงไปจับจ้องสายตาสตรีที่มองนางไม่ได้หลบเลี่ยงสายตาเช่นกัน สตรีทั้งสองเพียงมองหน้ากันต่างที่เจ้าของตำหนักใบหน้าเรียบเฉยแต่ผู้มาเยือนเป็นฝ่ายที่ยิ้มหวานตอบรับ

            “เช่นนั้นฮุ๋ยเจาอี๋คงเหนื่อยมากแล้วข้าจะให้คนนำทางเจ้าไปตำหนักที่พัก”

            “ทูลลาฮองเฮาเพคะ”

            ฮุ๋ยเหมยก้าวออกจากตำหนักที่กว้างใหญ่ของมารดาแผ่นดินพลางเดินตามนางกำนัลกลุ่มเดิมไปตามทางหินอ่อนที่ทอดยาวไปอีกด้านของวังหลวง ฮุ๋ยเหมยสังเกตโดยรอบพร้อมจกจำเส้นทางตลอดการเดินที่ใช้เวลาไม่น้อยเพราะตำหนักลู่อยู่อีกด้านของวังหลวง ด้านหน้าปรากฏเป็นตำหนักขนาดกลางที่ไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ว่ากลับให้ความรู้สึกชื่นชอบได้อย่างแปลกประหลาดด้วยด้านหน้าเป็นสระบัวมีต้นไม้ใหญ่หน้าตำหนักที่ให้ร่มเงาทั่งยังเย็นสบายเหมาะแก่การนั่งเล่น รอบข้างเป็นสวนดอกไม้หลากชนิดที่เรียกผีเสือน้อยใหญ่ได้เป็นอย่างดี

            เข้ามาด้านในห้องเป็นโถงกว้างที่เอาไว้รับหน้าผู้คนมีระเบียงด้านข้างตำหนัก การตกแต่งภายในก็พอที่จะดูได้แต่หากนางจะอยู่คงต้องปรับเปลี่ยนอะไรเพิ่มเติมหลายอย่างให้ดีขึ้นรวมถึงกลุ่มนางกำนัลขันทีด้านหน้าด้วยเช่นกันที่เพียงมองก็รู้สึกไม่ชอบใจเสียแล้ว ไม่นึกว่าจะมีคนเข้ามาเป็นหนอนได้รวดเร็วถึงเพียงนี้คงเราะได้รับการอบรมมายังไม่ดีพอถึงเผยทางท่าได้ง่ายๆ

            “ถวายพระพรฮุ๋ยเจาอี๋”

            เสียงดังขึ้นพร้อมเพียงของขันทีและนางกำนัลด้านหน้า

            “ขอบคุณกูกูมากที่นำทาง” ฮุ๋ยเหมยหันไปขอบคุณนางกำนัลที่นำทางพลางให้มู่อิงจัดการมอบสินน้ำใจก่อนจะหันมาสนใจกลุ่มคนด้านหน้าที่ต่อไปนี้ขึ้นชื่อว่าคนของนางที่เป็นเจ้าของตำหนัก

            “พวกเจ้าคงเป็นขันทีนางกำนัลที่ได้รับหน้าที่มารับใช้ข้าใช่หรือไม่”

            “เพคะฮุ๋ยเจาอี๋”

            “เช่นนั้นก็ดี นี้คือมู่อิงและซือซือนางทั้งสองเป็นคนสนิทของข้าเรื่องภายในตำหนักนี้เป็นนางทั้งสองที่รับผิดชอบดุแลพวกเจ้าต้องคอยรายงานและรับคำสั่งจากทั้งสองคนในเรื่องของการจัดการตำหนัก ข้าไม่ชมชอบพวกที่เป็นนกสองหัวมีนายหลายคนฉะนั้นอย่างได้ทำสิ่งใดที่เสี่ยงต่อชีวิตของตนเองอีกเด็ดขาดเพราะข้าคงไม่ปราณีพวกเจ้ามากนักกับเรื่องนี้ ถือว่าข้าได้เอ่ยเตือนแล้ว แยกย้ายไปทำหน้าที่ได้”

            ฮุ๋เหมยก้าวเข้าห้องด้านในที่เตรียมให้นางเรียบร้อย ร่างบางเดิมสำรวจรอบห้องก่อนจะพบว่ามีกลิ่นแปลกประหลาดปะปนอยู่นอากาศ

            “มู่อิงเจ้าคิดว่ายังไง”

            มู่อิงที่เดินตามมาด้านหลังยื่นผ้าผืนบางให้นายหญิงตนเองทันทีหลังจากก้าวเข้ามาในห้อง

            “คงเก็บไว้ไม่ได้แวเพคะ วันแรกยังกล้าลงมือแบบนี้แสดงว่าผู้อยู่เบื้องหลังคงไม่ได้ฐานะต่ำกว่าพระสนมมากเท่าไร”

            ฮุ๋ยเหมยนำผ้าผืนบางขึ้นมาปิดปากก่อนนออกจากห้องปล่อยให้กลิ่นยาหายไปเสียก่อน ดีที่มู่อิงมีความรู้ในเรื่องพิษมาไม่มากก็น้อยด้วยตัวนางเองก็เรีนยรู้มาบ้างเช่นกันพิษที่ไม่ได้ซับซ้อนหายากย่อมต้องรับมือได้เป็นธรรมดา

            “เช่นนั้นก็รอเวลา วันนี้คงยังไม่เหมาะสักเท่าไร เรื่องกำยานพิษในห้องเจ้าก็เข้าไปจัดการเสีย”

            “เพคพระสนม”

            มู่อิงเดินห่างออกไปจากห้องปล่อยให้ฮุ๋ยเหมยนั่งเล่นริมระเบียงตำหนัก

            “หม่อมฉันแบ่งงานให้พวกนางเรียบร้อยแล้วเพคะ พระสนมมีสิ่งใดที่ต้องการเป็นพิเศษหรือไม่”

            ซือซือที่กลับมาจากการแบ่งงานให้ขันทีนางกำนัลเข้ามารายงานเรื่องความเรียบร้อยในการดูแลคนและสิ่งของในตำหนัก

            “ข้าวของทุกสิ่งจงนำไปสับเปลี่ยนเสียอาศัยคนของเราที่อยู่ฝ่ายในข้าไม่ต้องการให้ของพวกนี้มาอยู่ในตำหนักด้วยเราไม่รู้ว่ามีอันตรายและจุดประสงค์ใดแอบแฝง อย่าหาว่าข้าคิดมากและซือซือการระวังตัวไว้ก่อนย่อมดีที่สุด”

            “หม่อมฉันจะออกไปจัดการเดียวนี้เพคะ”

            ฮุ๋ยเหทยพยักหน้ารับก่อนจะล้มตัวลงนอนบนฟูที่ปูไว้ข้างตำหนักให้ได้พักผ่อน หากถามว่าพอใจในตำหนักนี้หรือไม่ก็ต้องบอกว่าพอจากว่าปรกติด้วยทั้งบรรยากาศรอบๆ และเต็มไปด้วยสถานที่ให้นอนเล่นพักผ่อนมากมายขนาดนี้

            ฮุ๋ยเหมยรู้สึกตัวขึ้นเมื่อใกล้ช่วงเย็นเพราะนางมาถึงก็ให้มู่อิงและซือซือเร่งจัดการงานในตำหนักขนย้ายข้าวของแบบเร่งรีบด้วยไม่ต้องการให้ผิดสังเกตมากนักจึงอาศัยการนำของที่เหมือนกันเข้ามาสับเปลี่ยนโดยคนในที่นางติดต่อไว้ก่อนหน้าหากจะให้พวกขันทีนางกำนัลทำคงเรื่องแตกกันพอดีจึงให้แยกคนเหล่านั้นออกไปอีกด้านจัดการเป็นส่วนๆ ให้แล้วเสร็จ

            การที่ไม่ได้รับอาหารช่วงเที่ยวของวันจึงรู้สึกหิวมากกว่าปกติหน่อยต่ก็ถือว่าสามารถอดทนได้ ร่างบางก้าวเข้าไปด้านในห้องที่ถูกจัดเตรียมแล้วเป็นอย่างดีรวมถึงน้ำอุ่นที่ใช้ชำระกายด้วยเช่นกัน

            “พระสนมจะชำระกายเลยหรือไม่เพคะ”

            ซือซือเป็นผู้เอ่ยถามก่อนจะได้รับการพยักหน้าจากฮุ๋ยเหมยเป็นการตอบตกลงจึงขยับเข้าไปช่วยปลดเสื้อผ้าที่หนักพอสมควรออกมา อู๋ยเหมยรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นยิ่งได้แช่น้ำอุ่นที่ทำให้สบายตัว มือบางลูบไล้ไปตามสัดส่วนของร่างกายงามอย่างช้าๆ เพื่อไล่ความเหนื่อยล้าให้ออกจากร่างกายด้วยการแช่น้ำอุ่นจนเวาผ่านไปเกือบสองเค่อร่างงามจึงยอมลุกออกมาจากอ่างน้ำที่ความเย็นเริ่มเข้าแทนที่ความอุ่นร้อน

            “พระสนมเพคะคนจากตำหนักเฉียนชิงให้มาแจ้งว่าคืนนี้ฝ่าบาทจะเสด็จมาประทับตำหนักลู่ของพระสนมเพคะ”

            ฮุ๋ยเหมยที่ได้ยินเพียงพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยสั่งเรื่องที่นางอยากจะให้จัดการอีกเรื่องก่อนสวมใส่เสื้อผ้าเบาบางปกปิดร่างกายรอรับอาหารพร้อมสวามีที่กำลังจะมาหานางอีกไม่ช้า








ไรท์.....

ฝากพระสนมมากเล่หืด้วยน่าจะอัพให้ได้ทุกวันหากไรท์ไม่ติดธุระใดๆ 555555

ขอบคุณคร้าบบบบบบบ

           

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 157 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #19 sujitrapiapon37 (@sujitrapiapon37) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 04:37

    รอน่ะค่ะ
    #19
    0
  2. #15 chatchaomn (@chatchaomn) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 14:52

    รออ่านนะคะ
    #15
    0
  3. #14 สิบลื้ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 09:45

    รอตอนต่อไปน้าาา

    #14
    0