พระสนมมากเล่ห์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,219 Views

  • 63 Comments

  • 605 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    885

    Overall
    19,219

ตอนที่ 17 : คืนใต้แสงจันทร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1330
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 156 ครั้ง
    15 มี.ค. 62

 

            “พระสนมเพคะ กงกงจากตำหนักเฉียนชิงเข้ามาแจ้งว่าฝ่าบาทจะเสร็ดมาประทับที่ตำหนักเพคะ”

            เสียงมู่อิงที่แจ้งเรื่องสร้างรอยยอ้มให้ข้ารับใช้ภายในตำหนักได้ไม่น้อย ยิ่งหับซือซือยิ่งยิ้มแก้มปริเพราะสิ่งที่นางคิดนั้นถุกต้อง อย่างไรเสียวันนี้ฝ่าบาทต้องมาหานายสาวของพวกนางอย่างแน่นอน

            ฮุ๋ยเหมยพยักหน้ารับพลางมองข้ารับใช้รอบตัวที่เหมือนจะดีใจมากกว่านางเสียอีก ดูเหมือนนางจะไม่ได้ถวายงานนานเกินไปคนของนางถึงได้เกรงว่าฝ่าบาทจะหมดความโปรดปรานต่อนางแบบนี้

            “ซือซือวันนี้เจ้าทำอาหารเพิ่มมากขึ้นหน่อยก็แล้วกัน”

            “เพคะพระสนม”

            ซือซือรับคำอย่างแข็งขันก่อนจะเดินออกไปจัดการเรื่องอาหารคาวหวานของค่ำนี้

            “พระสนมต้องการอะไรเป็นพิเศษหรือไม่เพคะ” มู่อืงเอ่ยถามนายสาวเสียงเบาพลางมองใบหน้างดงามที่ไม่ได้แสดงออกว่ายินดีหรือเสียใจที่ถูกเลือกวันนี้

            “ไม่ เจ้าไปจัดการงานที่ค้างไว้ต่อเถอะ เหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วยามก่อนฝ่าบาทจะเสร็ดมาข้าจะเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียหน่อย”

            “เพคะพระสนม”

            ฮุ๋ยเหมยเดินเข้ามาด้านในห้องก่อนจะจัดการอาบน้ำชำระกายด้วยตนเอง หลังจากสวมชุดลงบนกาย หยิบปิ่นไม้มาปักบนมวยผมร่างงามก็เดินออกมาด้านนอกเพื่อตรวจดูความเรียบร้อย วันนี้นางจะต้องเจอเขาหลังจากที่หายไปถึงสิบสองวันเต็ม ไม่รู้ว่าเขาคิดสิ่งใดถึงได้ให้นางถวายงานคืนนี้

            “ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่มัยมู่อิง”

            “เพคะพระสนม หม่อมฉันตรวจตราทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเพคะ”

            ฮุ๋ยเหมยพนักหน้าเข้าใจพลางเดินไปด้านหลังตำหนักที่เป็นส่วนของโรงครัว ภายในโรงครัวกำลังเร่งมือจัดเตรียมอาหารให้พร้อม ฮุ๋ยเหมยได้ยินเสียงซือซือสั่งงานจัดเตรียมสิ่งของก็ขบขันเล็กน้อย ร่างงามก้าวเข้าไปด้านในก่อนจะตรวจสำหรับว่ามีสิ่งใดขาดตก

            “พระสนมเข้ามาทำไมกันเพคะ ในนี้มีแต่กลิ่นครัวอาหาร หากอยากได้สิ่งใดเพิ่มเติมใยไม่บอกกล่าวให้นางกำนัลในตำหนักมาแจ้งกัน”

            ฮุ๋ยเหมยยิ้มให้กับคำถามคนสนิทก่อนตอยเสียงหวานไม่ทุกข์ร้อนกับท่าทีของซือซือ

            “ข้าเพียงเข้ามาดูว่าอาหารเรียบร้อยแล้วหรือไม่เท่านั้น ไม่ได้ต้องการสิ่งใดเพิ่ม แล้วนี้เตรียมเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่”

            “เรียบร้อยดีแล้วเพคะ”

            ซือซือตอบรับแข็งขันฮุ๋ยเหมยจึงเดินออกมาด้านหน้าตำหนักเพื่อรอรับหน้าสวามีตนเองแทน ร่างงามยืนอยู่หน้าตำหนักที่มีโคมไฟให้ความสว่างเล็กน้อยในช่วงค่ำคืน อาภรณ์สีแดงสดตัดกับผิวขาวช่างเป็นสตรีที่ล่อลวงใจบุรุษได้ดีเสียจริง ฮุ๋ยเหมยมองฝ่าความมืดออกไปตามทางหินอ่อนที่ทอดยาวก่อนสายตาจะเห็นเงาร่างของสวามีในชุดสีทองอร่ามเดินนำหน้าขบวนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ รอยยิ้มหวานที่ประดับใบหน้ากว้างขึ้นกว่าเดิมก่อนจะขยับเท้าไปด้านหน้าเล็กน้อย

            “ถวาพพระพรฝ่าบาทเพคะ”

            “ลุกขึ้นเถอะ”

            หลี่ซือหมินเข้าไปประคองร่างงามของผู้เป็นภรรยาพลางเดินเข้าตำหนักด้านใน สำหรับเขาวันนี้ฮุ๋ยเสียนเฟยของตนดูงดงามมากกว่าปกติหลายเท่าหรือเป็นเพราะเขาไม่ได้เจอนางมานานหลายวันแล้วกัน อาภรณ์สีแดงสดที่อยู่บนร่างงามยิ่งสร้างเสน่ห์ให้นางเกินกว่าที่สตรีนางใดสามารถทำได้ ใบหน้ายิ้มแย้มเบาบางที่มียิ่งให้เขาสบายใจผ่อนคลายยิ่งขึ้น นี้สินะคนที่เขาอยู่ด้วยแล้วสบายใจจริงๆ ถึงจะไม่มีการพูกคุยใดๆ ก็ตาม

            “วันนี้ฝ่าบาทว่างหรือเพคะถึงได้มาเยือนหม่อมฉันถึงตำหนักได้”

            ฮู๋ยเหมยที่นั่งลงบนเก้าอี้เอ่ยถามขึ้นมาทันทีพลางมองใบหน้าหล่อเหลาเพื่อค้นหาคำตอบ

            หลี่ซือหมินที่มองสายตาของหญิงงามตรงหน้าออกก็หัวเราะขบขันกับท่าทีของนางที่แสดงออกมา

            “ที่จริงช่วงเย็นเกือบทุกวันก็ว่างงาน แต่ที่ไม่ได้มาเพราะว่าเกรงจะทำให้สนมรักเหนื่อยเกินไป”

            “เหนื่อยจริงๆ อย่างที่พระองค์ว่าเพคะ”

            ฮุ๋ยเหมยคิดแล้วก็อดขบขันไม่ได้ หลังจากฮองเฮาและนางถูกพิษครั้งนั้น แรงริษยายิ่งมีมากกว่าเดิมเท่าตัว ไหนฮองเฮาจะหาทางเล่นงานนางตลอดเวลา การเข้าเฝ้ยามเช้าที่เลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนดเป็นสิ่งเดียวที่ฮุ๋ยเหมยชอบใจในตอนนี้ ไม่ได้ประจันหน้าแต่ศึกสนมเอกก็ไม่ได้เบาลงสักนิด ยิ่งอีกสองวันเป็นวันคัดเลือกสนมใหม่คลื่นใต้น้ำยิ่งแรงมากขึ้น ส่วนคนที่ดูแลจัดการเตรียมงานก็เป็นเหวยกุ้ยเฟยที่รับหน้าที่ ฮุ๋ยเหมยยังไม่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับพระสนมกุ้ยเฟยมากมายจึงไม่คิดมีปัญหาด้วย นางต้องจัดการคนที่เข้ามาวุ่นวายกับนางให้เรียบร้อยเสียก่อน ส่วนใครที่เว้นไว้ได้นางก็ยินดีจะเว้นเช่นเดียวกัน

            “ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างสบายดีใช่หรือไม่”

            “หม่อมฉันสบายดีเพคะ เพียงต้องเข้มงวดเรื่องพิษมากขึ้นหน่อยเท่านั้น หลังจากเกิดเรื่องยาพิษฝ่าบาทก็ทำตัวติดกับหม่อมฉันอยู่นานแรงริษยาเลยมากหน่อย”

            “ข้าคิดว่าเรื่องเพียงเท่านี้สนมรักคงสามารถรับมือได้”

            “ฮึฮึ เพคะ หม่อมฉันจัดการได้”

            “ต้องรบกวนสนมรักเสียแล้ว”

            ฮุ๋ยเหมยมองใบหน้าหล่อเหลาที่ยิ้มให้นางจนตาหยี ก่อนจะถอนหายใจหันไปสั่งให้คนของตนเองนำอาหารจัดขึ้นโต๊ะ

            สองสามีภรรยานั่งกินข้าวในชามของตนเงียบๆ ไร้ซึ่งการเอาอกเอาใจเช่นที่ผ่านมา มีเพียงรอยยิ้มที่ส่งถึงกันบนโต๊ะอาหาร ซือซือที่มองอยู่เกิดความไม่เข้าใจว่าทำไมท่าทีทั้งสองจึงไม่เหมือนเดิมทั้งที่ก่อนหน้านี้ออกจะแสดงความรักใคร่กันดี หรือว่าฝ่าบาทจะไม่พอใจพระสนมเรื่องซิยชงหรงวันนี้

            ฮุ๋ยเหมยที่กินอิ่มรับผ้ามาเช็ดมือก่อนจะมองเอกบุรุษกำลังเช็ดมืออยู่เช่นเดียวกัน

            “วันนี้สนมรักจะดื่มสุราชมจันทร์กับข้าได้หรือไม่”

            “หากเป็นความประสงค์ของฝ่าบาทไหนเลยหม่อมฉันจะกล้าเอ่ยปฏิเสธ”

            มูอิงที่รู้งานพยักหน้ารับก่อนจะออกไปจัดการเรื่องสถานที่ด้านขางตำหนักรอผู้เป็นนายทั้งสอง

            “ฝ่าบาทอาบน้ำเปลี่ยนฉลองพระองค์ก่อนดีกว่าเพคะ หากใส่ชุดนี้คงไม่สะดวกนัก ”

            ฮุ๋ยเหมยลุกขึ้นเพื่อเข้าไปหาร่างหนาที่นั่งอีกฝั่งของโต๊ะก่อนจะยื่นมือขาวบางให้มือหนากุมไว้ ร่างสองร่างจึงหายเข้าไปในห้องด้านในที่มู่อิงจัดเตรียมเอาไว้แล้ว

            มือบางเอื้อมปลดชุดคลุมหนาอย่างใจเย็นก่อนร่างหนาจะเปลื่อยเปล่า ใบหน้าเล็กเกิดริ้วแดงเขินอายเล็กน้อยแต่ทำเมินเฉย จัดการขัดถู นวดไหล่กว้างให้กับสวามีตนเองอย่างชำนาญ

            “เจ้าเบื่อบ้างหรือไม่ฮุ๋ยเหมย” หลี่ซือหมินเอ่ยถามเสียงเบา

            ฮุ๋ยเหมยหัวเราะขบขันในคำถามสวามีก่อนจะเอ่ยตอบเสียงหวาน

            “นับว่าเบื่อหน่ายไม่น้อยเลยเพคะ วังหลังถึงจะกว้างใหญ่แต่ก็ไม่ได้กว้างอย่างโลกภายนอก อีกทั่งคนที่อาศับอบู่ในกำแพงวังหลังนี้ยังเข้าใจยากมากด้วย บางคนที่เหมือนจะผูกมิตรเป็นสหายได้ก็มีจิตใจดำมืดจนเกินไป ก่อนเข้าวังมาหม่อมฉันถูกสั่งสอนจากมารดาว่าอย่าได้ไว้ใจผู้ใดเด็ดขาด การที่เราพลาดมองคนผิดนั้นอาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตน้อยๆ ได้เลย แต่หม่อมฉันยังแอบค้านมารดาในใจเล็กน้อยว่าวังหลังสามารถเปลี่ยนนิสัยคนได้ถึงขนาดนั้นเชียวหรือ จนวันนี้ที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ถึงเวลาจะไม่มากมายเพียงหนึ่งเดือนแต่ก็เห็นอะไรเพิ่มมากขึ้น โลกภายนอกกำแพงวังหลังกับสถานที่แห่งนี้ช่างแตกต่างกันเหลือเกินเพคะ จะให้บอกว่าเบื่อหน่ายเลยก็ไม่ใช่แต่ก็ไม่ได้มีอะไรตื่นตาตื่นใจตลอดเวลามากขนาดนั้น”

            “แล้วเจ้าคิดว่าที่นี้มีสิ่งใดน่าสนใจในวังหลัง”

            ฮุ๋ยเหมยนิ่งเงียบไป ก่อนจะเอ่ยต่อ “การเรียนรู้เพคะ”

            “อะไรคือการเรียนรู้”

            “เรียนรู้ที่จะเอาตัวรอด เรียนรู้ที่จะรู้จักมองคนหลายด้าน เรียนรู้การเล่ห์เหลี่ยมวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง เรียนรู้การอดทนเพราะมีหน้าตาบิดามารดาตำแหน่งฐานะเข้ามายุ่งเกี่ยว เรียนรู้ที่จะอดทนต่อคำพูดคำครหานินทาว่าร้าย และสุดท้ายคือรู้จักวิเคราะห์เรื่องราวที่ได้ยินมาว่าจริงหรือไม่มีความจริงในเรื่องนั้นอยู่กี่ส่วน”

            หลี่ซือหมินหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะหันกลับมามองใบหน้างดงามของสตรีที่ตอบคำถามได้ประหลาดและถูกใจเขา

            “จริงอย่างที่เจ้ากล่าวมาฮุ๋ยเหมย วังหลังแห่งนี้สอนเรื่องพวกนี้จริงๆ ความดำมืดในจิตใจ การไขว้คว้าหาอำนาจ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้เอาไว้จริงๆ เพราะถ้าหากไม่รู้จักเรียนรู้เอาตัวรอดข้าคงตายไปนานแล้ว”

            ฮุ๋ย้หมยสบตาสวามีก่อนจะเข้าใจเรื่องบางอย่างที่นางเคยสงสัย เรียวปากงามขยับยิ้มกว้งขึ้นเท่าตัว

            “เรื่องที่ผ่านเข้ามาถึงดีร้ายยังไงเราต้องยอมรับนะเพคะฝ่าบาท ว่าหากไม่มีเรื่องเหล่านี้พวกเราอาจจะไม่ได้เรีนยรู้ที่จะเอาตัวรอด ไม่ว่ามันจะมีเรื่องเลวร้ายใดๆ เกิดขึ้นแต่ก็เป็นเรื่องในอดีตเท่านั้น ตอนนี้สิ่งที่ต้องคิดให้มากคือปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ไกลเสียมากกว่า”

            “คุยกับเจ้าแล้วข้ารู้สึกดีขึ้นจริงๆ”

            ฮุ๋ยเหมยยิ้มรับก่อนจะลุกไปหยิบชุดคลุมมาให้สวามีก่อนจะแต่งตัวด้วยชุดสบายให้เอกบุรุษ

            ด้านข้างตำหนักที่ตอนนี้ดอกไม้ที่ลงดินยืนต้นแล้วให้ความงามโดยธรรมชาติ ทั้งแสงจันทร์ที่สาดส่องยังสว่างมากเสียจนไม่ต้องใช้เทียนจุดเพิ่มด้วยซ้ำ สองชายหญิงเดินเคียงคู่กันเข้ามายังที่จัดเตรียม ฮุ๋ยเหมยพอใจในคนสนิทของตนเองมากขึ้นที่จัดสถานที่ได้ถูกใจนางเสียจริงๆ

            “สวนแห่งนี้เห็นว่าสนมรักเป็นคนจัดการเอง”

            หลี่ซือหมินที่นั่งลงบนลานไม้เอ่ยออกมาก่อนจะมองไปรอบตัว ถึงจะไม่ชัดมากแต่สวนเล็กๆ แห่งนี้ก็จัดแต่งได้ออกมาลงตัว

            “เพคะ ตอนที่มาถึงตำหนักลู่วันแรกได้เดินเล่นแล้วรู้สึกว่าด้านข้างตำหนักที่ต้นไม้ใหญ่ร่มเงาดี ทั้งตลอดวันลมยังพัดเย็นสบายหม่อมฉันจึงคิดว่าเหมาะที่จะทำสวนขนาดเล็กเอาไว้พักผ่อน”

            ซือซือยกไหเหล้าเข้ามาวางด้านข้างนายสาวก่อนจะถอยออกไปยืนอยู่ห่างๆ อย่างรู้งาน

            ฮุ๋ยเหมยเปิดฝาไหเหล้าด้านข้างก่อนกลิ่นหอมอ่อนๆ จะลอยออกมา

            “เหล้านี้ของสนมรักหรือ”

            “เพคะ เป็นเหล้าอู่เหลียงเย่ มีกลิ่นหอมแรงใสไร้สี มีรสหวานปนเปรี้ยว และมีกลิ่นหอมติดปากนาน หม่อมฉันนำติดตัวมาด้วยสองสามไห คิดว่าฝ่าบาทคงชอบ”

            ฮุ๋ยเหมยเอ่ยจบก็รินเหล้าลงถ้วยใบเล็กส่งให้สวามีที่นั่งอยู่ด้านข้าง

            “เคยลิ้มรสอยู่ครั้งสองครั้งรสชาติดีที่เดียว สนมรักชื่นชอบเหล้าชนิดนี้หรือ”

            หลี่ซือหมินมองถ้วยเหล้าของมือก่อนจะเงยหน้ามองใบหน้างดงามของสตรีข้างกาย

            “เพคะ เพราะมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์หม่อมฉันจึงชื่นชอบเป็นพิเศษ” ฮุ๋ยเหมยยกถ้วยเหล้าชิดริมฝีปากบางก่อนจะยกดื่น ใบหน้างามพอใจกับรสเหล้าที่ไหลผ่านลำคอและกลิ่นหอมอยู่อยู่ในโพรงปาก

            สองสามีภรรยานั่งดื่มสุราเงียบๆ ต่างฝ่ายต่างย้อนนึกถึงเรื่องตนเองในอดีตที่ผ่านเข้ามาให้เรียนรู้ ค่ำคืนนี้เรื่องนี้คงสร้างสีสันให้วันคัดเลือกสาวงามได้ไม่น้อยในความคิดของฮุ๋ยเหมย

            “ฝ่าบาทอีกสองวันจะถึงวันคัดเลือกสาวงาม มีสตรีนางใดที่ฝ่าบาทสนใจเป็นพิเศษหรือไม่เพคะ หม่อมฉันจะได้คัดเลือกเอาไว้” ฮุ๋ยเหมยเอ่ยถามขึ้นแต่สายตากลับจดจ้องอยู่ที่ถ้วยเหล้าในมือ

            “ไม่มี พวกนางล้วนไม่มีความสำคัญในแผนการ อีกอย่างที่จัดขึ้นเพราะไทเฮาต้องการเท่านั้น เรื่องนี้สนมรักก็รับรู้อยู่แล้วว่าอย่างไร สตรีที่จะเข้ามามีไม่เกินสองคนอีกทั้งยังมาจากตระกลูจ้างและตระกลูเหวย ให้พวกนางฟาดฟันกันเองคงสนุกว่า หรือสนมรักอยากเล่นสนุกอะไรหรือ”

            “มีอยู่ผู้หนึ่งที่หม่อมฉันสนใจเพคะ”

            หลี่ซือหมินมองใบหน้างดงามอย่างสงสัย

            ฮุ๋ยเหมยที่หันกลับมาสนใจสวามียิ้มกว้าง “หากหม่อมฉันจะเลือกนางเพิ่มเข้ามาอีกคนฝ่าบาทว่าดีหรือไม่”

            “ถ้าเป็นความต้องการของสนมรักข้าก็ไม่ขัด แต่นางคือใครกัน”

            “ให้หม่อมฉันแน่ใจก่อนเพคะ เพราะถ้าวันนั้นนางไม่แสดงสติปัญญาหม่อมฉันก็ไม่คิดเลือก จึงยังไม่อยากเอ่ยขื่อนางออกไปตอนนี้”

            “เช่นนั้นเอาตามที่สนมรักเห็นสมควรเถอะ วันเวลาในวังหลังของพวกนางสั้นลงเรื่อยแล้ว”

            “ถ้าถึงเวลาลงมือฝ่าบาทช่วยแจ้งหม่อมฉันด้วยนะเพคะ หม่อมฉันจะได้วางหมากของหม่อมฉันถูกเช่นกัน
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 156 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #58 Laddamland (@Laddamland) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 21:15
    สนุกมากคะ
    #58
    0
  2. #57 lhunsal (@lhunsal) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 17:07
    ขอบคุณค่ะ
    #57
    0
  3. #56 koffy (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 15:13

    ขอบคุณค่ะ

    #56
    0