พระสนมมากเล่ห์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,239 Views

  • 63 Comments

  • 604 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    905

    Overall
    19,239

ตอนที่ 12 : การวางแผน 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1778
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 173 ครั้ง
    8 ก.พ. 62


ตำหนักคุนหนิง

            อินจางมองดอกไม้งามในแจกันรอเวลาที่เบี้ยจะเดินจะเข้ามาให้ขยี้ วันนี้นางต้องทำทุกอย่างให้ฮุ๋ยเหมยสตรีนางนั้นมีความผิดและตายจากไป คนอย่างนางไม่มีสิ่งใดให้คำนึกเสียใจอีกแล้วการรักษาเก้าอี้ฮองเฮานี้ไว้คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดแล้วในตอนนี้ ใบหน้าที่ไร้การแต่งแต้มซีดขาวราวกระดาษที่ยังไม่ได้เขียนสิ่งใดลงไป ร่างผอมบางเสมือนว่าไร้ชีวิตชีวาแห่งการมีชีวิตอย่างแทนจริง อาการป่วยทางกายที่มีไหนเลยจะเท่าความเจ็บป่วยทางจิตใจที่มีมานานและสาหัสเพิ่มมากยิ่งขึ้นทุกวัน

            “ฮองเฮาเพคะ ตอนนี้ฮุ๋ยเสียนเฟยกำลังเดินทางมาเพคะ”

            “นางมีท่าทีเช่นรบ้างกับคำสั่งของข้ามี่ฮวา”

            “พระสนมเสียนเฟยไม่ได้แสดงท่าทีใดเพคะ เพียงรับคำและเข้าไปแต่งตัวเท่านั้น”

            “น่าแปลก นางไม่ได้สงสัยหรือนึกกลัวว่าข้าจะเรื่องลุกไม้ใดๆ เลยหรือช่างเป็นสตรีที่โอหังมั่นใจในตัวเองจริงๆ ว่าไม่มีใครสามารถทำอะไรนางได้ เหมือนบิดานางไม่มีผิดไม่แปลกที่ฝ่าบาทจะทรงชมชอบสตรีนิสัยแบบนี้”

            “อย่าได้กังวลไปเลยเพคะ อย่างไรเสียวันนี้นางคงไม่รอดไปได้ง่ายๆ”

            “ข้าก็หวังเช่นนั้นมี่ฮวา ข้าไม่ต้องการเห็นนางมีชีวิตอยู่นานกว่านี้”

            อินจางยิ่งมองรอบตัวยิ่งพบเจอเพียงความว่างเปล่าที่อยู่กับนางไม่ว่าทั้งความจริงและในความฝัน นางไม่อยากจะยอมับมันนักแต่ก็ทำสิ่งใดไม่ได้ การอยู่ในภาพฝันของตนเองมาเกินไปยิ่งหลอกหลอนให้นางจิตใจไม่สงบเท่านั้นเพราะอย่างไรเสียก็หลีกหนีความจริงไม่พ้นที่ว่านางเป็นฮองเฮาที่นั่งกอดเก้าอี้ที่ว่างเปล่าไร้สามีคอยห่วงใย

            “ให้คนเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วใช่หรือไม่มี่ฮวา”

            “ทุกอย่างเรียบร้อยดีเพคะ”

            “อย่าให้ฝ่าบาทมาช่วยนางทันเป็นอันขาดไม่เช่นนั้นทุกอย่างที่ทำไปวันนี้จะไม่มีค่าเลยแม้แต่น้อย หากนางรอดในวันข้างหน้าคือลมหายใจข้าที่หยุดลง”

            เมื่อคิดว่าสามารถจัดการสตรีที่อาจจะเข้ามาทำให้นางหลุดจากบังลลังก์หงส์ได้จิตใจยิ่งสงบมากขึ้น ข่าวลือในวังหลังนั้นรวดเร็วรุนแรงทำร้ายจิตใจคนได้เกินกว่าจะคาดคิด นางกไม่นึกเช่นเดียวกันว่าเรื่องไร้สาระพวกนี้นางเก็บเอามาใส่ใจตั้งแต่เมื่อไรรู้เพียงว่าข่าวพวกนี้ทำนางกินไม่ได้นอนไม่หลับมานานนับเดือนแล้ว ยิ่งฮุ๋ยเหมยสตรีผู้นั้นเข้ามาความหวาดกลัวยิ่งเพิ่มขึ้นเท่าตัวหากวันนี้สามารถจัดการเรื่องสตรีผู้นี้ได้คงทำให้นอนหลับง่ายมากขึ้น

            “ฮองเฮาเพคะ ฮุ๋ยเสียนเฟยมาขอเข้าเฝ้า”

            เสียงจากนางกำนัลหน้าตำหนักที่เข้ามาแจ้งเรื่องที่ผู้เป็นนายของตำหนักกำลังรอคอย

            “ไปเชิญเสียนเฟยเข้ามา”

            ฮุ๋ยเหมยเดินเข้ามาภายในตำหนักพลางมองรอบตัวที่ดูเหมือนจะมีความเงียบเหงาเข้ามาเยือนตำหนักมารดาแผ่นดินเสียแล้ว นางกำนัลด้านหน้าพานางเดินลึกเข้ามาด้านในก่อนจะให้นางเข้าไปยังห้องนอนที่เปิดประตูรอตอนรับนางอยู่ ฮุ๋ยเหมยไม่ได้คิดสิ่งใดมากนางเพียงก้าวผ่านบานประตูที่มีเพียงมู่อิงติดตามเข้ามาด้านใน

            “ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ”

            ร่างบางย่อกายลงด้านหน้าสตรีอีกคนที่หน้าตาซีดเซียวนอนพิงนอนอยู่บนเตียงกว้าง

            “ลุกขึ้นเถอะเสียนเฟย อย่างไรเสียเจ้าก็ถือว่าเป็นคนโปรดของฝ่าบาท ที่ข้ารบกวนเจ้ามาดูแลในวันนี้เจ้าคงไม่คิดมากอะไรใช่หรือไม่”

            “หม่อมฉันไหนเลยจะคิดแบบนั้นกันเพคะ การเป็นภรรยารองที่ดีต้องดูแลใส่ใจทั้งสามีและผู้เป็นภรรยาเอกหรือก็คือฮองเฮา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง”

            “เจ้าไม่คิดมากเช่นนี้ก็ดี”

            ฮุ๋ยเหมยลุกขึ้นก่อนจะขยับตัวเข้าไปนั่งยังเก้าอี้ที่ถูกยกมาไว้ข้างเตียง นางมองสตรีที่เป็นมารดาแผ่นดินที่นอนนิ่งพอกับอาการเหนื่อยหอบจากการฝืนร่างกายเล็กน้อย

            “อาการเป็นอย่างไรบ้างเพคะ หม่อมฉันเข้ามาดูแลได้เพียงถวายความสะดวกแต่หากไม่รู้อาการเกรงว่าจะทำให้ฮองเฮาทรงเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นได้”

            “ข้าคิดว่าคงเป็นเพราะโดยละลองฝนเมื่อคืนที่ผ่านมาจึงเจ็บป่วยเพียงเท่านั้น”

            “แต่หากไม่ให้หมอหลวงมาดูอาการหากฮองเฮาทรงเป็นอะไรมากขึ้นจะเกิดความยุ่งยากได้นะเพคะ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่หใอฉันจะให้คนของหม่อมฉันออกไปตามหมอหลวงมาตรวจอาการฮองเฮาสักเล็กน้อย การที่คิดว่าพักผ่อนแล้วจะหายเองนั้นหม่อมฉันคิดว่าคงไม่หายง่ายๆ ดีหรือไม่เพคะ”

            “เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า”

            อินจางพยักหน้าอนุญาตก่อนจะยิ้มขบขันในใจว่าเยื่อของนางได้ติดเบ็ดเรียบร้อยแล้ว

            “มู่อิงไปเชิญหมอหลวงมาเสียหน่อยแล้วกัน” ฮุ๋ยเหมยหันไปด้านข้างก่อนจะเอ่ยเสียงหวานใสที่เป็นปกติบอกความต้องการแล้วจึงหันกลับมายิ้มให้ผู้ป่วยบนเตียง เป็นฮองเฮามาก็หลายปีแต่ยังคิดว่าคนอื่นจะโง่ตามไม่ทันเกมแบบนี้ไม่คอยสนุกเสียเท่าไรสำหรับฮุ๋ยเหมยเอง

            “ทรงต้องการให้หม่อมฉันดูแลเรื่องอะไรบ้างเพคะ”

            “ข้าเพียงต้องการให้เจ้ามาอยู่เป็นเพื่อนเพียงเท่านั้น ด้วยวันนี้ยังไม่ได้พบหน้าเหล่าน้องสาวทั้งหลายเพราะล้มป่วยเกรงว่าจะเงียบเหงาจนเกินไป ที่ต้องเรียกเจ้าเพราะเรียกซูเฟยกับเต๋อเฟยคงไม่เหมาะเท่าไร”

            “หม่อมฉันเข้าใจดีเพคะ ฮองเฮาเวียนหัวหรือไม่หม่อมฉันจะนวดคายความเหนื่อยล้าให้”

            ฮุ๋ยเหมยเอ่ยเสนอความคิดเพราะหากต้องนั่งนิ่งเป็นเวลานานคงจะมีความเบื่อหน่าย มาทั้งทีจะให้มานั่งเล่นคงเป็นการเสียเวลามากกว่าได้ประโยชน์

            “อย่าเลย หากฝ่าบาทรู้เข้าว่าข้าใช้งานเจ้าเหมือนบ่าวไพร่จะทรงไม่พอใจ นั่งเป็นเพื่อนคุยกับข้าก็เพียงพอแล้วหรือว่าเสียนเฟยเบื่อหน่ายกัน”

            “หม่อมฉันคงต้องยอมรับเพคะว่าเบื่อหน่ายเล็กน้อย ที่ต้องทำเพียงนั่งนิ่งรอเวลาเท่านั้น”

            ฮุ่ยเหมยตอบตามตรงทั้งยังยิ้มหวานตอบกลับ ใบหน้าของคนมาดูแลงดงามแต่งหน้าออกมาได้สดใสต่างจากสตรีเจ้าของตำหนักที่ดูเหมือนซากศพเข้าไปทุกที

            “ฮึ การที่ต้องมานั่งเฝ้าคนป่วยคงเป็นเรื่องที่เสียนเฟยไม่เคยทำมาก่อนสินะ”

            “ใช่เพคะ หม่อมฉันไม่เคยไปนั่งเฝ้าผู้ใดมาก่อนเพราะในชีวิตนี้คนสำคัญของหม่อมฉันไม่เคยล้มป่วยเลยสักคนเดียว”

            อินจางกำมือใต้ผ้าห่มผืนหนาแน่นเพราะการที่ฮุ๋ยเหมยเอ่ยกับนางแบบนี้คือการตอบรับตามตรงว่าเบื่อหน่ายที่ต้องมานั่งเฝ้านาง เป็นเพียงเมียรองแต่กล้าเอ่ยวาจาไม่รู้จักตนแบบนี้ช่างไม่เหมาะสมเป็นสตรีที่ดีสำรับนางเลย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรฝ่าบาทถึงได้ชอบสตรีที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสทั้งหน้าตาคำพูดและน้ำเสียงแบบนี้ ถึงคำพูดจพสวยดูดีเสียงจะอ่อนหวานแต่ความหมายทุกคำที่เอ่ยออกมาย่อมรับรู้ได้ว่าไม่มีความจริงใจ

            “เจ้าเกิดที่เมืองหลวงแต่ไปเติบโตที่เมืองโจวลำบากมากหรือไม่”

            “ไม่เลยเพคะ หม่อมฉันกลับคิดว่าดีเสียอีกที่ไม่ได้เติบโตขึ้นที่เมืองหลวงไม่เช่นนั้นคงมีชีวิตที่สนสั้นไม่ได้เติบโตขึ้นมาจนเข้ามาถวายตัวเป็นสนมของฝ่าบาท มี่เมืองโจวนั้นถือว่าดีกว่ามากทั้งเรื่องธรรมเนียมและอำนาจระหว่างหญิงชาย ที่นั้นสตรีมีอิสรเสรีทำตามที่ใจคิดได้กว้างมากกว่าใช่ว่าจะต้องเชื่อฟังสามีบิดามารดามากนัก หากต้องการสิ่งใดหรือว่าชมชอบงานแบบไหนก็สามารถทำได้ไม่มีข้อห้าม ต่างจากเมืองหลวงที่สตรีต้องเชื่อฟังบิดามารดาไม่มีข้อแม้รวมถึงเรื่องแต่งงานด้วยเช่นเดียวกันที่ไม่สามารถทำตามที่ใจต้องการได้”

            “เจ้าจะบอกข้าว่าเจ้ายินดีแต่งเข้ามาใช่ว่าเพราะราชโองการและบิดามารดาบังคับสินะ”

            “นั้นคือส่วนหนึ่งเพคะ แต่ว่าที่หม่อมฉันเข้ามาเพราะหม่อมฉันเลือกเองด้วยเช่นกัน หากว่าไม่มีราชโองการหม่อมฉันก็ไม่มีทางเหยียบกลับเข้ามาที่เมืองหลวงอย่างเด็ดขาด”

            “ฟังแล้วเหมือนเจ้าจะชื่นชอบอิสรเสรีมากกว่านะ การที่ต้องเข้ามาเป็นสนมนั้นเหมือนนกน้อยที่อยู่อาศัยในกรงที่เหมือนจะขนาดใหญ่แต่กลับเล็กมากในความคิดของข้า ต้องใช้สามีร่วมกับสตรีอื่นอีกนับสิบนับร้อยเพราะคนที่เป็นสามีคือฮ่องเต้ เรื่องนี้คงไม่ง่ายเลยสำหรับเจ้า”

            ฮุ๋ยเหมยที่ได้ยินก็อดยิ้มเพิ่มขึ้นไม่ได้เมื่อนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาของผู้เป็นสามีนางด้วยเช่นกัน ถึงจะยังมีไม่ความลึกซึ่งทางร่างกายแต่รัยัเวลาเพียงสองวันกลับทำให้นางไม่ต้องการห่างจากเขา มันยังไม่ใช่ความรักแต่คงเป็นความพอใจเสียากกว่าที่ได้อยู่ด้วยกัน วันเวลายังมีอีกมากยังไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าตัวนางเองนั้นจะเลือกอยู่ที่นี้หรือจากที่นี้ไป

            “หม่อมฉันก้ไม่คิดเช่นกันเพคะว่าจะมีวันนี้ได้ ไปเติบโตตั้งติดแคว้นเจียงยังมีราชโองกรให้เข้าถวายตัว ถ้าหากหม่อมฉันเติมโตที่เมืองหลวงคิดว่าคงได้เข้าวังมานานแล้ว อาจจะเข้ามาพร้อมกับฮองเฮาเลยก็ได้นะเพคะ”

            “เข้าวังพร้อมข้าเช่นนั้นหรือ ช่างเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ แต่เข้ามาแล้วจะอยู่รอดได้นานหรือไม่นี้สิคืออีกเรื่องที่จะต้องมารอดูกันจริงหรือไม่”

            “การเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องธรรมดาเพคะ คนเราไม่มีทางรู้ได้ว่าจะตายวันไหน”

            สองสตรีจ้องมองหน้ากันอย่างไม่ยอม สำหรับฮุ๋ยเหมยนางไม่ได้ต้องการเป็นมิตรหรือเอาใจใดๆ อยู่แล้วการที่จะต้องมานั่งยิ้มให้กันก็เกินพอ

            “หมอหลวงมาแล้วเพคะ”

            เสียงนางกำนัลด้านนอกดึงความสนใจและบทสนทนาของสตรีทั้งสองเอาไว้ ฮุ๋ยเหมยลุกออกจากเก้าอี้เปลี่ยนไปยืนด้านข้างให้หมอหลวงเข้ามาแทนที่เพื่อตรวจอาการเจ้าของตำหนัก

            ผ่านไปหนึ่งเค่อการตรวจพระอาการของอินฮองเฮาก็เรียบร้อยลง

            “ข้าเป็นเช่นใดบ้าง”

            อินจางเอ่ยขึ้นถามหมอหลวงหนุ่มที่เข้ามาตรวจหลังจากที่ต้องนอนนิ่งอยู่นาน

            “พระอาการโดยรวมยังถือว่าดีพะยะค่ะ เพียงแต่ว่ามีไข้เล็กน้อยและอาการอ่อนเพลีย กระหม่อมจะจัดเทียบยาเอาไว้ให้คนของฮองเฮาต้มให้ดื่มเช้าเย็นและก่อนเข้านอน ขอสอบถามเพิ่มเติมฮองเฮานอนไม่หลับใช่หรือไม่พะยะค่ะ”

            “ใช่แล้วข้าไม่ค่อยจะหลับสบายมากนัก”

            “เช่นนั้นกระหม่อมจะจัดตัวยาบางตัวเพิ่มเข้ามาเพื่อให้ฮองเฮาพักผ่อนได้ง่ายิ่งขึ้น ระหว่างนี้มรงอยู่ในตำหนักก่อนเพราะด้านนอกอากาศยังคงแปรปวนเดียวร้อนเดียวเย็นอาจเกิดผลเสียกับฮองเฮาเพิ่มได้”

            “เช่นนั้นต้องขอบคุณท่านมาก”

            ฮุ๋ยเหมยรอให้หมอหลวงออกไปเสียก่อนจึงกลับเข้ามานั่งยังเก้าอี้

            “เมื่อได้เทียบยาแล้วเจ้าควรไปจัดการให้กับฮองเฮาเสีย”

            ฮุ๋ยเหมยหันไปเอ่ยกับคนสนิทของเจ้าของตำหนักที่นอนซมอยู่ ได่เทียบยาแต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะไปต้มาแบบนี้ก็น่าสงสัยเกิดไปหน่อย เสมือนว่าอินฮองเฮาไม่ต้องการกินยาให้หายจากอาการป่วยไข้เสียอย่างนั้น

            “ไม่นึกว่าเสียนเฟยจะห่วงใยข้ามากขนาดนี้”

            “หม่อมฉันย่อมต้องห่วงใยอยู่แล้วเพคะ หากฮองเฮาไม่หายหม่อมฉันไม่ต้องติดในตำหนักคุนหนิงอีกนานเลยหรือเพคะ ฮองเฮาทรงเป็นมารดาแผ่นดินแต่ว่าเกิดเจ็บป่วยง่ายไม่หายขาดคงไม่สามารถจัดการงานได้เพราะตำแหน่งฮองเฮางานก็ย่อมต้องมากไหนเลยจะสามารถทำได้เต็มที่เพราะล้มป่วยบ่อย แบบนี้ฝ่าบาทจะปลดพระองคืได้นะเพคะ”

            “เจ้า

            อินจางตาแดงก่ำด้วยโทสะที่สูงเสียดฟ้าไหนจะมองใบหน้างดงามที่แย้มยิ้มหลังจากพูดจบ โอหังยิ่งกว่าอะไรกล้าเอ่ยออกมาได้ยังไงเรื่องการปลดนางลงจากตำแหน่ง หากไม่กำจัดวันนี้ก็ไม่รู้ว่าต้องเร่งมือกำจัดวันไหน

            “หม่อมฉันพูดสิ่งใดผิดไปกันเพคะ ใยฮองเฮาต้องแสดงท่าทีโกธรเคืองด้วย ที่เอ่ยไปเพียงเพราะต้องการเตือนนะเพคะว่าหากยังทรงไม่ดูแลตนเองดีๆ จะเกิดเรื่องที่เกินคาดการณ์ได้”

            ฮุ๋ยเหมยมองจ้องสายตาที่แดงก่ำเสมือนจะซีกนางออกเป็นชิ้นๆ หากสามารถทำได้ ทั้งสีหน้าแววตาของสตรีบนเตียงบ่งบอกได้อย่างชัดเจนถึงความกธรเกลียด แต่ฮุ๋ยเหมยก็ไม่ได้สนใจมากนัก นางเพียงปลายตามองแบบผ่านๆ การกระทำนี้ยิ่งส่งผลให้สตรีบนเตียงแทบอยากลุกขึ้นมาจากการแสดงบทเจ็บป่วยบีบคอนางเลยด้วยซ้ำ

            “ปากดีเสียจริงนะเสียนเฟย คิดว่าเจ้าจะเป็นสตรีว่าง่ายอยู่ในที่ทางและเก็บอาการอารมณ์ความรู้สึกมากกว่านี้เสียอีก”

            อินจางกำมือแน่นบีบบังคับอารมณ์ให้เบาบางลง โทสะที่มีมากเบาลงได้เมื่อคิดว่าอีกไม่กี่ลมหายใจสตรีตรงหน้าจะตกตายลงไปได้อย่างที่นางคิดหวัง

            “หม่อมฉันก็เป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวเพคะ แต่กลับคนบางจำพวกหม่อมฉันคิดว่าไม่ควรใส่หน้ากากเข้าหามากนัก”

            “แสดงว่าวันแรกที่เจ้าเข้ามาเจอข้าเจอใส่หน้ากากเช่นนั้นหรือ”

            “อาจจะใช่เพคะ แต่ก็ไม่ได้สวมใส่หน้ากากที่หนามากเพียงแต่ว่าอยากเห็นท่าทีฮองเฮาเพียงเท่านั้น”

            “เจ้าคิดว่าจะรอดเช่นนั้นหรือ ในวังหลังแห่งนี้มีสตรีเช่นเจ้าที่เข้ามาอยู่มากแต่ว่าจบลงที่ความตายทั้งสิ้น”

            “แต่หม่อมฉันคิดว่าหม่อมฉันรอดเพคะ”

            ฮุ๋ยเหมยรู้สึกตัวนานแล้วว่าในห้องนี้เหลือเพียงแค่นาง มู่อิงและอินฮองเฮารวมถึงคนสนิท ความเงียบเข้ามานานแล้วทำไมนางจะไม่รู้สึกตัว แต่การที่กล้าก้าวเข้ามาย่อมหมายถึงนางมั่นใจว่าสามารถรอดไปได้อย่างดงามเกินเจ้าของตำหนักคาดการณ์ไว้

            “หึ เช่นนั้นมาดูกันว่าข้าจะลากเจ้าลงมาได้หรือไม่”

            “ใช้วิธีไหนดีเพคะ”

            น้ำเสียงอวดดีและยั่วโมโหของฮุ๋ยเหมยเป็นเชื้อเพลิงความชิงชังอย่างดีที่ทำให้อินจางหมดความอดทนที่มีทั้งหมดอีกต่อไป แต่ยังไม่ได้พูดอะไรออกมาสตรีบนเตียงก็กระอักเลือดออกมาก้อนโตและชี้หน้าหาว่านางเป็นผู้วางยาเสียอย่างนั้น

            ความวุ่นวายรอบตัวเกิดขึ้นทันที่เหมือนเจ้าของตำหนักถูกพิษซึ่งผู้ต้องสงสัยคือฮุ๋ยเสียนเฟยที่อยู่รวมห้องด้วยในเวลานี้ เหล่าขันทีนางกำนัลวิ่งวุ่นก่อนเสียงจะดังออกจากตำหนักเรื่อยๆ

            “นี้คือวิธีที่ฮองเฮาทรงใช้หรือเพคะ ช่างน่าเสียดายหม่อมฉันนึกว่าจะมีอะไรมากกว่านี้เสียอีก”

            ฮุ๋ยเหมยขยับใบหน้าเข้าไปใกล้สตรีบนเตียงก่อนจะเอ่ยออกมาแผ่วเบา ถึงอินฮองเฮาจะบอกว่านางเป็นคนวางยาแต่ฐานะนางเป็นถึงเสียนเฟยขันทีหรือจะกล้าเข้ามายุ่งเหมือนนางตวัดสายตาคมกริบจ้องมอง

            แต่ก่อนที่เรื่องจะดำเนินต่อไปฮุ๋ยเหมยที่นั่งอยู่ก็กระอักเลือดออกมาเช่นเดียวกัน จากผู้ถูกวางยาคือฮองเฮาคนเดียวตอนนี้มาเป็นฮุ๋ยเหมยด้วยเช่นกัน ใบหน้าที่แต่งแต้มมาที่งดงามสดใสเริ่มซีดเซียวลงเลือดๆ แทบไม่หลงเลือดเส้นเลือดสีชมพูบนใบหน้างามอีกต่อไป แต่ก่อนที่ใครจะเข้าถึงตัวเสียงกระซิบที่เอ่ยกับสตรีที่หายใจรวยรินบนเตียงให้ได้ยินเพียงผู้เดียวก็ถึงกับทำให้ฮองเฮากระอักเลือดออกมาอีกครั้ง

            “วิธีนี้หม่อมฉันก็ใช้ได้ มาดูกันว่าฝ่าบาทจะเลือกผู้ใด”

            จบคำหมอหลวงมากมายต่างวิ่งเข้ามารวมถึงหลี่ซือหมินที่เข้ามารับร่างบางของฮุ๋ยเหมยที่กำลังจะหล่นลงจากเก้าอี้ เสียงออกคำสั่งดังไปทั่วห้องมีเพียงฮุ๋ยเหมยเท่านั้นที่จับอาการของสตรีบนเตียงที่เมื่อเห็นว่าสามีตนเองเลือกเมียรองยิ่งหอบจนเกือบทิ้งลมหายใจด้วยแผนการตัวเองช่างน่าเวทนาจริงๆ ในความคิดของฮุ๋ยเหมย

            หลี่ซือหมินก้มมองคนในอ้อมกอดที่ซีดเซียวลงเรื่อยพลางมองไปที่สตรีบนเตียงที่มีอาการไม่ต่างกันมาก เลือที่อยู่มุมปากทั้งสองคนยิ่งทำให้ความกลัวเกิดขึ้นกับเหล่าข้ารับใช้ในตำหนัก

            ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามอาการถูกพาก็รักษาได้ทัน ฮ่องเต่มีรับสั่งให้ตรวจค้นทุกตำหนักไม่มีเว้นเพราะเรื่องที่ว่าฮุ๋ยเหมยลงมือนั้นตกไปเพราะคนที่เป็นผู้ตัดสินอย่างเอกบุรุษหนึ่งเดียวในวังหลังนั้นไม่เชื่อ เรื่องนี้จึงเกิดการถกเถียงและหาคนผิดคนใหม่เข้ามารับโทษ ซึ่งโทษนี้ก็ไม่ได้ตกที่ใครนอกจากซูเฟยที่มียาพิษไว้ในครอบครองที่กำลังหลับฝันหวานแต่ต้องตื่นมารับความจริงตรงหน้าที่นางเพียงคิดจะทำแต่ยังไม่ได้ลงมือสักนิด

            “ฝ่าบาทให้ความเป็นธรรมด้วยเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ทำสิ่งใดเลยนะเพคะ ฝ่าบาท”

            เสียงร่ำไห้ของว่านซูเฟยดังไปทั่วบริเวณจนทำให้คนที่ได้ยินยังต้องเบี่ยงหน้าหนีภาพสตรีที่งดงามที่เป็นถึงซูเฟยถูกลากมาอยู่ต่อหน้าสวามีตนเองที่ไม่ได้สนใจใยดีสตรีที่ร้องขอชีวิต เพียงปรายตามองเท่านั้น

            “เจ้าบอกว่าไม่ได้ทำแล้วทำไมถึงมีพิษชนิดเดียวกันกับที่ฮองเฮาและเสียนเฟยโดน จะบอกว่าบังเอิญเช่นนั้นหรือ”

            “หม่อมฉันถูกใส่ร้ายเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ได้เป็นคนทำ”

            ว่านฉีทั้งร้องไห้โวยวายเสียงดังลั่น เรื่องนี้นางไม่ได้ทำไม่มีความผิดเหตุใดทั้งมารับโทษด้วย แต่เมื่อมองสายตาผู้เป็นสามีไหนเลยจะหลงเหลือความเห็นใจให้กับนางได้อีก คนอย่างฝ่าบาทเป็นนางเองที่คิดหวังเกินตัว สตรีมีเป็นร้อยพันหากต้องการไหนเลยจะขาด นางเป็นซูเฟยได้เพราะอำนาจทางตระกูลแต่เมื่อโดนข้อหาปองร้ายฮองเฮาไหนเลยจะสามารถรอดไปได้

            “ฝ่าบาทได้โปรดเห็นใจหม่อมฉันเถอะเพคะ เรื่องนี้หม่อมฉันไม่ได้เกี่ยวข้องจริงๆ หากหม่อมฉันเป็นผู้ทำไหนเลยจะปล่อยให้ตนเองถูกจับได้ง่ายทั้งยังทิ้งหลักฐานไว้กับตัวแบบนี้ มองอย่างไรเรื่องนี้หม่อมฉันก็ไม่ผิดยังมีข้อสังสัยอีกมากขอฝ่าบาทโปรกพิจารณาใหม่ด้วยเพคะ” ว่านฉีนางไม่เหลือเส้นทางรอดแล้วการที่ยอมง่ายๆ คงไม่ใช่ทางที่ดีหวังเพียงว่าสวามีจะเห็นแก่ที่นางอยู่กับเขามานานเห็นใจนางบ้างก็เท่านั้นแม้มันจะแทบไม่หลงเหลือความหวังเลยก็ตาม

            หลี่ซือหมินมองสตรีที่ไม่หลงเหลือความสง่าสูงศักดิ์ที่เคยมีเช่นเก่า สำหรับเข้าตระกูลซูเป็นตระกูลที่คิดคดโกงภาษีบ้านเมืองแต่เพราะรากฐานที่มั่นคงเป็นตระกูลเก่าแก่จึงยังไม่สามารถจัดการได้ต้องเตรียมหลักฐานทุกอย่างเสียก่อน วันนี้คงต้องตัดกิ่งไม้ที่ยื่นเข้ามาถึงวังหลังเสียก่อนไม่เช่นนั้นต้นไม้ใหญ่หน้าวังคงล้มยาก

            “ข้าให้คนตรวจสอบแล้วเรื่องนี้คงจะปล่อยผ่านไม่ได้ ฮองเฮาถูกวางยาพิษรวมถึงเสียนเฟยโดยยาที่พบเป็นยาชนิดเดียวกับที่พบในห้องของเจ้า ข้าขอสั่งปลดซูเฟยลงเป็นไฉเหรินส่งเข้าตำหนักเย็น”

            ว่านฉีที่ได้ยินแทบเป็นลม โดนปลดไม่เท่าไรแต่การถูกส่งเข้าตำหนักเย็นก็เหมือนตายทั้งเป็นอยู่ดี มองเห็นทุกอย่างทั้งเดือนและตะวันแต่ไร้ซึ่งอิสระ อำนาจซูเฟยที่ได้มานางก็ใช้ไปไม่น้อยคนที่อยากเอาคืนนางก็มีมากจะสามารถรอดไปได้นานแค่ไหนหากเป็นแบบนี้

            เสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจดังออกมาตลอดเส้นทางที่อดีตซูเฟยถูกลากตัวออกไป

            หลี่ซือหมินมองไปยังห้องด้านหลังที่มีสตรีที่เป็นมารดาแผ่นดินนอนรักษาตัวอยู่รวมถึงสตรีอีกคนที่เข้ามาเป็นตัวแปรให้เรื่องต่างๆ ง่ายดายขึ้น เมื่อกลับเข้ามาด้านในสองสตรีที่ถูกพาถูกรักษาจนพ้นอันราย ร่างหนาก้าวเข้าไปประชิดเตียงที่มีร่างขาวซีดเซียวของอินจางที่นอนหายใจรวยรินอยู่ ส่วนเตียงผ้าด้านข้างที่ถุกเสริมขึ้นมาคือร่างของฮุ๋ยเหมยที่อาการดีกว่าอิจางฮองเฮาอยู่มาก

            “พาเสียนเฟยกลับตำหนักลู่ คืนนี้ข้าไปหาดูแลตัวเองดีๆ ด้วย”

            “เพคะฝ่าบาท” ฮุ๋ยเหมยตอบรับเสียงเบาก่อนจะปล่อยให้มู่อิงเข้ามาประคอง

            เสียงเข้มออกคำสั่งก่อนจะมีเหล่านางกำนัลจากตำหนักลู่เข้ามาพยุงนายตนเองออกไปขึ้นเกี้ยวที่เตรียมไว้ด้านนอกแตก่อนที่ฮุ๋ยเหมยจะออกพ้นประตูเสียงเข้มที่อ่อนโยนก็ดังมาบอกกล่าวสร้างรอยยิ้มให้กับนาง

            “ฮองเฮาก็ดูแลตัวเองดีๆ ก็แล้วกัน”

            “ฝ่าบาทใทรงอยู่กับหม่อมฉันก่อนละเพคะ”

            “เรามีงานต้องกลับไปจัดการเรื่องวุ่นวายที่เกิดก็กินเวลาไปมากมายแล้วหากยังรั้งอยู่งานที่อยู่บนโต๊ะคงสูงท่วมหัวเป็นแน่ ต่อไปนี้จะกินอะไรก็ระวังให้ดีๆ อีกอย่างฮุ๋ยเหมยนางเป็นเสียนเฟยหากจะใช้เจ้าควรใช้ขั้นเจาอี๋ลงไปถึงนางจะเป็นเมียรองเจ้าสามารถใช้ได้ก็ตามที”

            “ดูเหมือนฮุ๋ยเสียนเฟยจะมีความสำคัญกับฝ่าบาทมากนะเพคะ เรื่องวางยานางก็เป็นผู้ต้องสงสัยแต่ฝ่าบาทกลับไม่ให้ความสนใจเรื่องนี้สักน้อยนิด”

            น้ำเสียงแหบแห้งปนน้อยใจของสสตรีบนเตียงไม่ได้ทำให้บุรุษหนึ่งเดียวรู้สึกอะไรเพิ่มขึ้นมาเพียงหันหลังก้าวออกไปจากห้องกลับตำหนักเฉียนชิง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 173 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #37 Wan-wan15 (@Wan-wan15) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 03:26
    นางเอกฉลาดชอบ
    #37
    0
  2. #34 สิบลื้ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:05

    รอตอนต่อไปน้าาา

    #34
    0
  3. #33 ++Muses++ (@aanadarling) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:00
    รอออออออออ
    #33
    0