ไสหัวไปซะพระชายาบ้านนอก

ตอนที่ 59 : ย้ายไปอยู่ตำหนักเย็น หรือ กลับจวนสกุลหลานดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,838
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 515 ครั้ง
    19 เม.ย. 64

ยามรัตติกาลของเหมันตฤดูที่หนาวเหน็บ สายลมหวีดหวีวพัดพาใบหลิวลู่ไปตามสายลมดูแล้วประหนึ่งหญิงสาวกำลังสยายผม หิมะสีขาวโปรยปรายเป็นระยะเวลาสองชั่วยามแล้ว บ้านเรือนของผู้คนส่วนใหญ่ในไป๋ซ่านลี่ต่างปิดประตูหน้าต่างเพื่อปิดกั้นความหนาวเย็นเข้ามาสู่ภายในตัวบ้าน บรรยากาศเงียบกริบเพราะผู้คนต่างพากันนอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่ม มีเพียงพระตำหนักถู่ซิงของท่านอ๋องใหญ่ไป๋เฟยเทียนที่กำลังชุลมุนวุ่นวาย ดูสับสนอลหม่าน ด้านหน้าของตำหนักใหญ่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน

 

“หมอหลวงจากในวังมาหรือยัง?” ขันทีอาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยถามอย่างร้อนรน เขาวิ่งไปทางนั้นทีทางนี้ที

 

“มาแล้วๆ รถม้าจากวังหลวงมาถึงแล้วขอรับ ข้าขอไปรับหมอหลวงก่อน” บ่าวชายผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบไปที่รถม้าที่เพิ่งจอดสนิท

 

ยามโฉ่ว (01.00-02.59น.) ที่บรรยากาศภายในตำหนักของท่านอ๋องใหญ่ควรจะเงียบสงบ ผู้คนต่างหลับไหลภายใต้ผ้าห่มอันแสนอบอุ่น แต่คืนนี้กลับมีเหตุชุลมุนจนทุกคนในตำหนักตั้งแต่ผู้เป็นนาย ขันที นางกำนัล พ่อบ้าน มาจนถึงพวกบ่าวรับใช้ต่างๆต่างจำต้องตื่นขึ้นมาร่วมอดตาหลับขับตานอน

 

“พระชายาเป็นอย่างไรบ้าง?” ไป๋เฟยเทียนเอ่ยถามหมอหลวงจากในวังทั้งสามคนที่ยืนก้มหน้านิ่งอย่างร้อนใจ

 

“เอ่อ…ทูลท่านอ๋องใหญ่  อะ…เอ่อ…คือ…คือว่า”

 

“มีอันใดก็ว่ามาเถอะ พระชายาเป็นอย่างไรบ้าง นางปวดท้องตั้งแต่ต้นยามจื่อ (23.00-00.59น.) แล้ว นางเป็นอันใด นางยิ่งกำลังตั้งครรภ์อยู่ ข้ากังวลใจนัก”

 

หมอหลวงทั้งสามเหลือบมองกันด้วยสีหน้าอ่านยาก จากนั้นหนึ่งในสามจึงรวบรวมความกล้าบอกความจริงออกมา

 

“ทูลท่านอ๋องใหญ่ พระชายามีเลือดไหลออกมามากผิดปกติ อีกทั้งชีพจรที่จับได้เต้นอ่อนเต็มที ตอนนี้กระหม่อมฝังเข็มช่วยให้นางรู้สึกชาเพื่อลดความเจ็บปวดนางจึงหลับไปได้ ตะ…แต่…”

 

“แต่อะไร สรุปว่าพระชายาเป็นอันใดกันแน่?” ไป๋เฟยเทียนตวาดลั่น ท่าทางอึกอักของพวกหมอหลวงทำให้เขานึกขัดใจยิ่งนัก

 

“ทูลท่านอ๋องใหญ่ การที่พระชายาทรงปวดท้องอย่างรุนแรง อีกทั้งมีเลือดที่คล้ายระดูไหลออกมามากและตลอดเวลาเช่นนี้ เห็นทีว่าอีกไม่เกินหนึ่งชั่วยามคงจะแท้งออกมาเป็นแน่พะย่ะค่ะ ตอนนี้ชีพจรของนางอ่อนแรง ชีพจรของทารกในครรภ์ยิ่งจับไม่ได้ กระหม่อมเกรงว่า…”

 

ไป๋เฟยเทียนรู้สึกราวกับฟ้ากำลังถล่มดินกำลังทลาย

 

“พอ…” ไป๋เฟยเทียนเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว ตอนนี้ความหวังของเขาดับสิ้น ความหวังที่ว่าลูกในครรภ์ของเหวินเจินลี่จะเป็นหลานชายคนแรกของฮ่องเต้ เหลนคนแรกของไทเฮานั้นพังครืนลงตรงหน้า 

 

“เพราะอะไร? เป็นเพราะอะไร?” ไป๋เฟยเทียนคร่ำครวญ เขาถอยออกไปนั่งเอามือกุมขมับบนเก้าอี้ไท่ซือตัวสีดำทะมึนห่างจากเตียงนอนของหวางเฟยราวๆหนึ่งผิง (3.3 เมตร) 

 

ไป๋เฟยเทียนคาดหวังว่าทารกน้อยในครรภ์ของพระชายาของเขาจะเป็นพระโอรส ซึ่งนั้นจะทำให้ฐานะของเขาดูมั่นคงขึ้นเพราะมีทายาทสืบสกุล  เป็นเวลาสามวันที่เขาได้รับรู้ว่าพระชายาของเขาได้ตั้งครรภ์ซึ่งนั่นนำความสุขและความหวังมาให้เขา แต่ไม่นึกเลยว่าค่ำคืนนี้กลับเป็นค่ำคืนที่ความหวังของเขาพังพินาศ

 

“เพราะอะไร?” ท่านอ๋องใหญ่กำมือแน่น เขานิ่งเงียบไปนาน สายตาเลื่อนลอย พวกนางกำนัลและขันทีต่างไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้

 

“ท่านอ๋อง ท่านอ๋องพะย่ะค่ะ คะ…คือ พระชายาทรงแท้งออกมาแล้วพะย่ะค่ะ” หมอหลวงผู้หนึ่งกราบทูลรายงานอย่างตะกุกตะกัก สีหน้าของเขาบ่งบอกว่าลำบากใจเต็มที

 

ไป๋เฟยเทียนไม่เอ่ยวาจาใดๆ เขาได้แต่เพียงพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงรับรู้

 

 

รุ่งเช้าของวันถัดมา

 

ข่าวเรื่องการแท้งของพระชายาอ๋องใหญ่ไป๋เฟยเทียนนั้นกระจายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว วิถีชีวิตของผู้คนในไป๋ซ่านลี่นั้นผู้คนล้วนแข่งขันเพื่อความอยู่รอด เพื่อความโดดเด่น และเพื่อความเหนือกว่า  ข่าวการแท้งของเหวินเจินลี่ถือเป็นข่าวใหญ่ที่ผู้คนต่างกล่าวขานกันไปทั่วไป๋ซ่านลี่ บรรดาอ๋องต่างๆรวมทั้งองค์รัชทายาทต่างก็รู้สึกยินดีกับข่าวนี้  พวกเขาล้วนไม่ต้องการให้ลูกของผู้อื่นเป็นพระนัดดาพระองค์แรกของโอรสสวรรค์

 

ที่พระตำหนักเหมยกุ้ยฮวา จื่ออวี้หลินนั่งมองเหม่อออกไปที่หน้าต่างทางด้านตำหนักหลันฮวาของประมุขแห่งวังหลังมาร่วมสองชั่วยามแล้ว นางไม่ยอมกินอาหาร ไม่ยอมดื่มน้ำ หรือแม้กระทั่งจิบชาสักถ้วย ดวงตาเลื่อนลอย สายตามองเหม่อออกไปไกลจนไม่รู้ว่าเป้าหมายคือที่ใด นางนั่งอยู่ในอิริยาบทเดิมมานานสองชั่วยามโดยมิได้ขยับเขยื้อน บรรดานางกำนัลและขันทีต่างพากันเฝ้าดูอยู่ห่างๆ

 

“หวงกุ้ยเฟยเพคะ อย่าทรงคิดมากเลยนะเพคะ แท้งแล้วเดี๋ยวก็ตั้งครรภ์ใหม่ได้ หวางเฟยทรงดูเป็นสตรีที่แข็งแรงอีกทั้งอายุยังน้อย สามารถตั้งครรภ์ได้อีกหลายครั้งหลายคราเลยล่ะเพคะ” นางกำนัลคนสนิทผู้ที่ร่วมหัวจมท้ายมากับจื่อหวงกุ้ยเฟยตั้งแต่แรกเอ่ยปลอบโยน

 

  จื่ออวี้หลินสบตานางกำนัลคนสนิทแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่แหบพร่าเต็มที

 

“ยุนหนิง ให้พวกเขาออกไปก่อน”

 

นางกำนัลคนสนิทที่ชื่อยุนหนิงส่งสายตาให้เหล่านางกำนัลและขันที่ยืนอยู่นั้นออกไปด้านนอก พวกเขารู้ดีว่าเวลานี้จื่อหวงกุ้ยเฟยคงมีเรื่องส่วนตัวอยากคุยกับนางกำนัลคนสนิทเท่านั้น นางกำนัลและขันทีทั้งหมดจึงออกจากห้องบรรทมของจื่อหวงกุ้ยเฟยพร้อมกับปิดประตู

 

“หวงกุ้ยเฟยเพคะ” ยุนหนิงจับมือของผู้เป็นนายกุมแน่น

 

“เจ้าดูนั่นสิ หลังคาของพระตำหนักหลันฮวา  อยู่ใกล้แค่นี้ แต่ข้า…ไม่เคยเอื้อมถึง” ตอนนี้ดวงตาของจื่ออวี้หลินรื้นไปด้วยน้ำตา

 

“โธ่…หวงกุ้ยเฟย”

 

“ข้าเพิ่งรู้ การสูญเสียคนที่รักมันเจ็บปวดเพียงใด เปี๋ยนลี่อิงเคยสูญเสียบุตรในครรภ์ถึงสองครั้งสองครา เพราะตังกุย ข้า…ไม่นึกเลย…วะ…ว่า…” จื่ออวี้หลินแค่นยิ้ม

 

“เพราะตังกุยอีกนั่นแหละจะทำให้ข้าต้องสูญเสียหลาน สูญเสียทายาทคนแรกของเฟยเทียน” จื่ออวี้หลินเอ่ยต่อด้วยเสียงเยียบเย็น

 

“หวงกุ้ยเฟย มันอาจจะไม่เกี่ยวกันก็ได้ อย่าทรงคิดมากเลยนะเพคะ” ยุนหนิงนั้นอยู่รับใช้จื่ออวี้หลินตั้งแต่นางยังไม่ทันได้เข้าวัง เรื่องราวตื้นลึกหนาบางของผู้เป็นนายนางรู้ทั้งสิ้น

 

“ยุนหนิง…เจ้าเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมหรือไม่?” จื่อหวงกุ้ยเฟยเอ่ยถามราวกับหมดอาลัยตายอยาก

 

ยุนหนิงจ้องตาผู้เป็นนายอยู่เนิ่นนานก่อนจะพยักหน้าช้าๆ

 

นางเชื่อสิ…เพราะเป็นเพียงบ่าวรับใช้จำใจต้องทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย   หลังจากที่ฮองเฮาทรงแท้งถึงสองครั้งสองครายุนหนิงก็นอนหลับฝันร้ายแทบทุกคืน จากวันนั้นกระทั่งถึงวันนี้ก็เป็นเวลาร่วมยี่สิบกว่าปีแล้ว มิหนำซ้ำระยะหลังๆมานี้นางยังมีอาการปวดเมื่อยทั่วตัวอย่างไร้สาเหตุ แม้จะสรรหายาขนานไหนมารักษาก็เพียงบรรเทาเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น นับวันอาการเจ็บปวดนั้นยิ่งลามลึกลงไปจนถึงกระดูก ยิ่งเป็นช่วงเหมันตฤดูเช่นนี้ความเจ็บปวดยิ่งทบทวีคูณ หรือนี่จะเป็น…กรรม ที่ตามทัน ตามหลอกตามหลอนนางอยู่

 

 

ทางด้านพระตำหนักเล็กๆท้ายวังของพระสนมขั้นกุ้ยเหรินผู้เคราะห์ร้าย ซานซานที่ย่นปากและจมูกเข้าหากันกำลังเช็ดอุจจาระให้กับผู้เป็นนายที่นอนนิ่งทำได้แต่เพียงกลอกตาไปมา วันนี้นางขับถ่ายมาหลายรอบแล้วเพราะท้องเสีย

 

“พระสนม ทำไมวันนี้ถ่ายบ่อยจังเพคะ เหม็นก็เหม็น แหวะ” ซานซานทำหน้าพะอืดพะอมขณะเช็ดไปบ่นไป

 

“เช็ดไปอย่าได้บ่น นั่นเป็นหน้าที่ของเจ้า เจ้ารักและเทิดทูนบูชาคุณหนูรองของเจ้านักมิใช่รึ?” เสียงอันคุ้นเคยที่ดังมาจากทางด้านหน้าพระตำหนักที่ทั้งเล็ก แคบ และทรุดโทรมนั้นทำให้หลานฮุ่ยเหมยที่นอนนิ่งเป็นผักปลาอยู่นั้นเกิดอาการหวาดผวา ดวงตานางเบิกโพลงเมื่อเห็นผู้มาเยือน

 

“ไม่ต้องกลัวข้า ข้าไม่ทำอันใดเจ้าให้มือของข้าต้องสกปรกหรอก เพียงแค่นี้สภาพของเจ้าก็น่าสมเพศเวทนาเต็มที วันนี้ข้ามีเรื่องมาบอก ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงปรึกษากันและได้ถามความเห็นจากข้าว่าควรจะย้ายเจ้าไปอยู่ตำหนักเย็นหรือว่าจะให้เจ้ากลับไปอยู่บ้านเดิมก็คือจวนสกุลหลานดี ตามธรรมเนียมสตรีเมื่อถวายตัวแล้วจะต้องอยู่ในวังไปตลอดชีวิต แต่กรณีของเจ้าเป็นกรณีพิเศษ ทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาทรงให้เจ้าเป็นคนเลือกเองว่าเจ้าอยากไปอยู่ที่ไหน คนไร้ประโยชน์เช่นนี้จะอยู่ที่ไหนก็คงไม่ต่างกันหรอก หากไปอยู่ตำหนักเย็นเจ้าก็จะได้อยู่กับพวกนางสนมที่เป็นบ้า และผีนางสนม แต่ถ้าย้ายกลับไปอยู่ที่จวนสกุลหลานเจ้าก็จะได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัว มีท่านแม่อดีตนางเอกงิ้วที่รักเจ้านักหนาช่วยซานซานดูแลเช็ดอึเช็ดฉี่อีกแรง หรือไม่นางก็อาจจะไม่เหลียวแลขยะอย่างเจ้าเลย ข้าจะรอดูว่านางจะแสดงงิ้วเรื่องไหนกัน นางจะเล่นบทไหนระหว่าง นางเอก หรือว่านางมาร อ้อ…ตอนนี้สกุลหลานย้ายไปอยู่ที่เมืองไคถังแล้วเพราะท่านพ่อได้เลื่อนตำแหน่งไปเป็นเจ้าเมืองที่นั่น หึ…แต่บรรยากาศที่นั่นอาจจะแตกต่างจากเมืองโจวถิงหน่อยนะ ที่เมืองโจวถิงผู้คนต่างร่ำลือกันว่าบุตรสาวคนรองของใต้เท้าหลานนายอำเภอนั้นเป็นโฉมสะคราญงามล่มเมือง แต่ที่ไคถังนั้นผู้คนคงจะได้ร่ำลือกันว่า บุตรสาวของใต้เท้าหลานเจ้าเมืองนั้นคนหนึ่งวาสนาสูงส่งได้เป็นถึงชินหวังเฟย ส่วนอีกคน…” หลานฮุ่ยเจินเงียบไปเพียงแค่หนึ่งจิบน้ำชาก่อนจะก้มหน้าเข้ามากระซิบที่หูของน้องสาวต่างมารดา

 

“อีกคนก็คือคุณหนูรองผู้อับโชควาสนาอย่างไรล่ะ  ตอนนี้นางมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย ดูๆไปก็คือขยะดีๆของสกุลหลานนั่นเอง หึ…เป็นอย่างไรล่ะ อุตส่าห์ปีนป่ายได้เป็นถึงพระสนมแต่จู่ๆเจ้าก็เลือกที่จะกระโดดลงไปในหุบเหวด้วยตนเอง” หลานฮุ่ยเจินเหยียดยิ้ม นางตวัดสายตามองไปที่ซานซานที่กำลังก้มหน้าตัวสั่นงันงก

 

“ซานซาน”

 

“เพ…เพคะ ชินหวังเฟย” ซานซานขานรับด้วยเสียงสั่นๆ นางสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ริมฝีปากสั่นระริกอย่างหวาดกลัว

 

“เจ้าอย่าได้คิดหนีไปไหน เจ้าขายตัวเป็นบ่าวให้กับสกุลหลาน เจ้าต้องอยู่เช็ดอึเช็ดฉี่ให้ฮุ่ยเหมยจนกว่านางหรือไม่ก็เจ้าจะตายจากกัน หากเจ้าคิดหนีข้าจะสั่งให้คนตามล่า ถ้าจับเป็นไม่ได้จะให้จับตาย” หลานฮุ่ยเจินปั้นยิ้มเยือกเย็น ซานซานขนลุกซู่ นางรู้สึกว่าหลานฮุ่ยเจินผู้นี้มีปราณสังหารแผ่ออกมา

 

“เพ…เพคะ ชินหวังเฟย ข้าน้อยซานซานจะไม่ไหนีไปไหนทั้งสิ้นเพคะ” นางตอบด้วยเสียงแหบพร่า น้ำตาที่นองหน้าบ่งบอกว่าชีวิตนี้ช่างสิ้นหวังเหลือเกิน

 

“เอาล่ะ พวกเจ้าลองคุยกันดูว่าอยากไปอยู่ที่ไหน ตำหนักเย็น หรือ บ้านสกุลหลานดี พรุ่งนี้ข้าจะให้คนมาเอาคำตอบ ข้าจะได้บอกท่านพ่อได้ถูก” หลานฮุ่ยเจินพูดจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป มีหลิงหลิงและเม่ยฟูเดินตามมาในระยะที่ไม่ห่างนัก นางทั้งสองดีใจที่ชินหวังเฟยเดินออกมาจากตำหนักนั้นได้เสียที พวกนางต้องทนย่นปากและจมูกเข้าหากันเกือบหนึ่งเค่อเพราะกลิ่นของเสียจากร่างกายของพระสนมหลานนั้นรุนแรงจนน่าสะอิดสะเอียน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 515 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

620 ความคิดเห็น

  1. #370 dokao (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 22 เมษายน 2564 / 08:35
    สมควรโดนแล้วล่ะ
    #370
    0
  2. #357 Pop_zaza (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 21 เมษายน 2564 / 20:29
    กรรมติดจรวดจริงๆ
    #357
    0
  3. #355 Super小农宝 (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 20 เมษายน 2564 / 14:09
    จะสมน้ำหน้าหรือสงสารหวงกุ้ยเฟยดี????องค์ชายใหญ่รู้รึป่าวว่าแม่ตัวเองทำเมียตัวเองแท้งลูกหนะ????😆
    #355
    0
  4. #352 Phathaichan (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 20 เมษายน 2564 / 08:07
    ยังเหลือ อิฮองเฮา
    กับอิรัชทายาท
    #352
    0
  5. #351 suijiranan (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 20 เมษายน 2564 / 00:10
    รอค่าาาา. อยากให้นางจัดฮองเฮาสักหน่อย
    #351
    0