ไสหัวไปซะพระชายาบ้านนอก

ตอนที่ 56 : เป็นฮองเฮา….ไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,191
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 495 ครั้ง
    16 เม.ย. 64

พระจันทร์กลมโตสีเหลืองนวลแขวนตัวอยู่เหนือทิวต้นสนสูงใหญ่สาดแสงนวลกระจ่างทั่วบริเวณวังหลวงยามค่ำคืน เปี๋ยนลี่อิงนั่งทอดถอนใจอยู่บนเก้าอี้กุ้ยเฟย สายตามองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง

 

ภายใต้เงากระเบื้องหลังคาของพระตำหนักหลันฮวาและภายในแนวกำแพงอิฐสูงใหญ่ของวังหลวงแห่งนี้ สตรีมากหน้าหลายตาต่างดิ้นรนอยากจะมา ‘เสี่ยงดวง’ ที่นี่

 

        ว่ากันว่าวังหลังคือสถานที่กลืนกินผู้คน สตรีจำนวนมากที่เมื่อได้เข้ามาอยู่แล้วก็ไม่ได้กลับออกไปอีกเลย  แต่ก็มีสตรีหลายต่อหลายคนใฝ่ฝันที่จะได้เข้ามาอยู่ในกรงทองนี้ แย่งชิงความโปรดปรานจากหนึ่งบุรุษผู้อยู่เหนือผู้คนทั้งใต้หล้า แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น วังหลังเป็นสถานที่ดัดนิสัย หล่อหลอม และปรับเปลี่ยนผู้คน จากดรุณีวัยใสจิตใจบริสุทธิ์กลายเป็นสตรีมากเล่ห์ ร้อยมารยาได้ทั้งสิ้น

 

เปี๋ยนลี่อิงระบายลมหายใจหนักหน่วงหลายครั้ง  พระจันทร์วันเพ็ญคืนนี้ทำให้นางอดระลึกถึงความเก่าความหลังมิได้ ยี่สิบกว่าปีที่แล้วนางได้พบเจอบุรุษผู้หนึ่งกลางเมือง เขาคือบุรุษที่มีบุคลิกท่วงท่าสง่างามที่หาผู้ใดเปรียบมิได้ นางรู้สึกว่าตนเองมีวาสนายิ่งที่ได้มีโอกาสยลโฉมองค์ชายสี่ไป๋เฟยฉี ตอนนั้นนางอายุเพิ่งจะพ้นวัยปักปิ่นก็เริ่มรู้สึกว่ามีความชมชอบในตัวบุรุษเสียแล้ว เปี๋ยนลี่อิงจำได้ดี หลังสิ้นองค์รัชทายาทได้ไม่ถึงปี ทางราชสำนักก็ได้มีการเสนอชื่อองค์ชายต่างๆเพื่อดำรงค์ตำแหน่งองค์รัชทายาทองค์ต่อไป ในเวลานั้นอดีตฮ่องเต้ก็ทรงพระประชวรหนักจึงมอบหมายให้ราชครูเปี๋ยนเป็นตัวแทนในการพิจารณาคุณสมบัติองค์ชายที่หมายปองราชบัลลังก์ในครั้งนี้

 

อำนาจตกอยู่ในมือราชครูเปี๋ยน จิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ 

 

“องค์ชายสี่ ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไรพระองค์ก็น่าจะรู้ดี องค์ชายก็ทรงรู้ว่ากระหม่อมสามารถชักจูงขุนนางต่างๆให้เห็นดีเห็นงามให้องค์ชายขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ต่อไปได้” 

 

ไป๋เฟยฉีสังเกตเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ปรากฏขึ้นที่มุมปากของตาเฒ่าจิ้งจอก

 

“อะไรคือข้อแลกเปลี่ยน?”

 

“พูดตรงดี ไม่อ้อมค้อม กระหม่อมชอบ กระหม่อมชื่นชอบที่องค์ชายสี่เป็นคนตรงไปตรงมา ก็…ไม่มีอะไรมาก กระหม่อมมีบุตรสาวคนหนึ่ง อายุเพิ่งจะพ้นวัยปักปิ่น นางยังไม่มีคู่หมั้นหรือว่าคู่หมาย ลี่อิงเป็นสตรีที่งดงาม เพียบพร้อม หากจะว่าไป คุณสมบัติของนางที่เป็นบุตรีของราชครูนั้น…”

 

“ข้าเข้าใจแล้ว หากข้าได้ครองบัลลังก์มังกรเมื่อใด ข้าจะแต่งตั้งให้นางป็นฮองเฮา” ไป๋เฟยฉีพูดเสียงราบเรียบ สีหน้าเรียบเฉย 

 

อันว่าขุนนางนั้นล้วนหาทางเอื้อผลประโยชน์ให้กับตนเอง ไป๋เฟยฉีรู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องนี้เป็นอย่างดี ผลประโยชน์ย่อมต้องแลกมาด้วยผลประโยชน์ ตอนนี้ทางราชสำนักกำลังระส่ำระสาย ฮ่องเต้ก็กำลังทรงพระประชวรอย่างหนัก องค์รัชทายาทก็สิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคประจำตัวไปก่อนหน้านั้น เป็นเหตุให้ฮ่องเต้ทรงตรอมพระทัย บรรดาองค์ชายต่างๆก็คิดว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะขึ้นครองบัลลังก์มังกร องค์ชายส่วนมากดูแล้วมักไม่ได้เรื่อง บางคนมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ว ไม่ก็ไร้ความสามารถ บ้างก็ผลาญเงินผลาญสมบัติจนแทบจะหมดเนื้อหมดตัว หากปล่อยให้บุคคลเช่นนั้นขึ้นปกครองแผ่นดิน หายนะคงมาถึงแผ่นดินไป๋กว๋อเป็นแน่ ไป๋เฟยฉีซึ่งเป็นองค์ชายสี่ กำเนิดแต่เสียนเฟยจึงตัดสินใจที่จะเข้าร่วมชิงบัลลังก์ในครั้งนี้

 

ตอนนั้นราชครูเปี๋ยนดูเหมือนจะมีอำนาจและอิทธิพลมากที่สุดในราชสำนัก ขุนนางน้อยใหญ่ต่างเป็นพวกของเขาทั้งนั้น นั่นจึงเป็นที่มาของการได้รับตำแหน่งมารดาของแผ่นดินที่ง่ายดายของเปี๋ยนลี่อิง

 

แววตาของเปี๋ยนลี่อิงลึกล้ำท่ามกลางแสงจันทร์เลือนราง  ยี่สิบกว่าปีกับการเป็นฮองเฮา ประมุขของวังหลัง ผู้ปกครองหกตำหนักและมารดาของแผ่นดิน ผู้คนคงจะหลงเข้าใจผิดสินะว่าฮองเฮาคือสตรีสูงศักดิ์และเป็นใหญ่ที่สุดในวังหลังที่มีชีวิตที่ดูเหมือนจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ สิ่งเหล่านั้นมันเป็นเพียงแค่เปลือก หากแท้ที่จริงแล้วชีวิตฮองเฮาอย่างเปี๋ยนลี่อิงกลับเต็มไปด้วยความอ้างว้างและหนาวเหน็บ

 

สิ่งที่ทำให้นางปรารถนาในตำแหน่งฮองเฮามิใช่เพียงแค่ความเป็นใหญ่ อำนาจ วาสนา บารมี หากแต่แท้ที่จริงแล้วมันคือ…ความรัก ความรักต่างหากที่ทำให้นางต้องดิ้นรน ความรักทำให้นางต้องอ้อนวอน ขอร้องบิดาให้หาหนทางช่วยเหลือ ความรักของนางที่มีต่อเขาช่างยิ่งใหญ่ยิ่งนัก

 

แรกเริ่มเมื่อได้รับตำแหน่งฮองเฮาเปี๋ยนลี่อิงนั้นมีชีวิตราวกับนางพญาติดปีก ไป๋เฟยฉีเป็นบุรุษที่รักหยกถนอมบุปผา  เรื่องความรัก…เขามีให้หรือไม่ นางไม่แน่ใจ แต่เขาให้เกียรติ ยกย่องและดูแลเอาใจใส่นางดียิ่ง อย่างไรเสียนางก็ได้ชื่อว่าเป็นสตรีของเขา แต่ครั้งเมื่อถึงกำหนดเวลาที่เขาต้องรับสนมเพิ่มเข้ามาในวังซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นบุตรสาวของขุนนางระดับสูง จุดประสงค์ก็เพื่อคานอำนาจและเพื่อให้กำเนิดทายาทให้มากที่สุด เพื่อความมั่นคงของราชสำนัก

 

ทั้งๆที่เป็นภรรยาคนแรก แต่เปี๋ยนลี่อิงกลับมิใช่สตรีคนแรกที่ตั้งครรภ์ ทั้งๆที่พยายามมากกว่าใคร และใช้เล่ห์มารยามากขนาดไหน แต่พอนางตั้งครรภ์ครั้งใดก็มีเหตุให้ต้องแท้งถึงสองครั้งสองครา จนกระทั่งตั้งครรภ์องค์ชายสิบสาม ไป๋เฟยหลง นางจึงสามารถให้กำเนิดพระโอรสองค์นี้ได้  ไป๋เฟยหลงจึงถูกตามใจและเอาอกเอาใจมากถึงมากที่สุด และโดยฐานะแล้วเขาก็คือผู้ที่สมควรได้รับตำแหน่งองค์รัชทายาทหากไม่มีข้อบกพร่องหรือข้อเสียที่ร้ายแรงจนเกินไป

 

เมื่อวานมีเหตุการณ์ที่สร้างความประหลาดใจให้กับเปี๋ยนลี่อิงถึงสองเหตุการณ์  ต้นยามเฉิน (07-00-08.59น.) ในขณะที่นางกำลังแต่งเนื้อแต่งตัวเพื่อรอรับการคารวะจากพระสนมทั้งหลายนั้นฟางฟางก็ทำหน้าตื่นเข้ามากระซิบข้างหู

 

“ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญจะกราบทูลเพคะ” นางกระซิบแผ่วเบาก่อนจะหันมาส่งสายตาไล่นางกำนัลรับใช้อีกห้าคนออกไปด้านนอก

 

“มีอะไรรึฟางฟาง เหตุใดเจ้าจึงมีท่าทางลุกลี้ลุกลนเช่นนี้?” เปี๋ยนลี่อิงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ

 

“มีนางกำนัลจากห้องเครื่องมาขอพบหม่อมฉันพร้อมกับแจ้งความประสงค์ว่าอยากขอเข้าเฝ้าฮองเฮาเพคะ”

 

“นางกำนัลจากห้องเครื่องอย่างนั้นรึ ฮึ!” เปี๋ยนฮองเฮามีท่าทางเย้ยหยัน เป็นเพียงนางกำนัลห้องเครื่อง มีเหตุอันใดจะมาของเข้าเฝ้าประมุขแห่งวังหลังอย่างนาง

 

“นางบอกว่านางเคยเป็นสาวรับใช้คนสนิทของชินหวังเฟยและเคยรับใช้พระสนมหลานด้วยเพคะ นางมีความลับจะนำมากราบทูล หากฮองเฮาจะทรงเมตตานาง”

 

“หา! ว่าอย่างไรนะ” เปี๋ยนลี่อิงถึงกับตกตะลึง

 

“ ไปตามนางมาพบข้าเดี๋ยวนี้” เมื่อตั้งสติได้นางก็สั่งให้ตามนางกำนัลจากห้องเครื่องผู้นั้นมาเข้าเฝ้าโดยด่วน

 

 

จิ้งอี้เดินอย่างสงบเสงี่ยมเข้ามาด้านในพระตำหนักหลันฮวา อากาศยามเช้าของเหมันตฤดูช่างหนาวเหน็บ แต่บรรยากาศของวังวนแห่งการแก้แค้นดูเหมือนจะหนาวเหน็บยิ่งกว่า คำว่าบาดกระดูกนั้นยังน้อยไปซะด้วยซ้ำ จิ้งอี้และมู่หลินหนีตายจากโจวถิงโดยการแอบขึ้นคาราวานรถม้าขนส่งสินค้ามาถึงไป๋ซ่านลี่ นางกับมู่หลินไปขายตัวเป็นสาวรับใช้ที่ตลาดสาวใช้ โชคดีที่ตัวนางนั้นมีคนผู้หนึ่งซื้อตัวมาและด้วยเส้นสายทำให้เขาส่งตัวนางเข้ามาเป็นนางกำนัลในห้องเครื่องด้วยจุดประสงค์บางอย่าง  ส่วนมู่หลินนั้นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็มิอาจทราบได้เพราะหลังจากที่นางแยกตัวจากมาก็ไม่ได้ออกจากเขตกำแพงวังหลวงอีกเลย

 

“ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญจะกราบทูลเพคะ อันที่จริงหม่อมฉันเคยทำงานให้กับสกุลหลานที่เมืองโจวถิง หม่อมฉันเคยเป็นสาวรับใช้คนสนิทของคุณหนูใหญ่สกุลหลานหรือชินหวังเฟยในตอนนี้ และยังเคยรับใช้พระสนมหลานด้วย หม่อมฉันรู้จักนิสัยใจคอนางทั้งสองเป็นอย่างดีเพคะ” จิ้งอี้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความตระหนกใดๆ ธรรมดาผู้คนที่ได้ใกล้ชิดฮองเฮามักจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความสูงศักดิ์ อำนาจ บารมีและอิทธิพล แต่ชีวิตของจิ้งอี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแค่ไหน เพียงแค่การเข้าเฝ้าฮองเฮาในระยะใกล้ไม่อาจทำให้นางหวาดหวั่นได้หรอก

 

เปี๋ยนลี่อิงทำสีหน้าคาดไม่ถึง

 

“เหตุใดเจ้าจึงมาบอกเรา เจ้าต้องการอะไรกันแน่?”

 

“ทูลฮองเฮาตามตรงเพคะ หม่อมฉันต้องการที่พึ่ง หม่อมฉันต้องการความปลอดภัย”

 

“อย่างไร?” ฟางฟางถามเสียงเข้มคล้ายข่มขู่

 

“หม่อมฉันขอสารภาพตามตรง หม่อมฉันเคยรับใช้ใกล้ชิดชินหวังเฟยมาก่อน แต่เพราะอำนาจเงินทำให้หม่อมฉันยอมทรยศหักหลังนาง หม่อมฉันยอมร่วมมือกับพระสนมหลานซึ่งก็คือคุณหนูรองในตอนนั้นวางแผนฆ่าชินหวังเฟยที่ไม่มีทางสู้ อีกทั้งร่างกายยังอ่อนแอขี้โรค ตอนนั้นหม่อมฉันกับสาวใช้อีกคนช่วยกันแขวนคอนางและรอดูจนมั่นใจว่านางได้ตายไปแล้วจริงๆ แต่ไม่นึกไม่ฝันวะ…วะ…ว่า…” จิ้งอี้พลันอ้ำอึ้ง เอ่ยวาจาไม่ปะติดปะต่อ

 

“เจ้าหมายความว่า…นางตาย…แล้วฟื้น เช่นนั้นรึ?” เปี๋ยนฮองเฮาเอ่ยถามด้วยความสงสัย เรื่องนี้นางรู้สึกเหมือนกับว่ามันต้องมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง

 

“ชะ…ใช่ ใช่แล้วเพคะ” จิ้งอี้ตอบอย่างตะกุกตะกัก นางยังคงจำสายตาของหลานฮุ่ยเจินในงานฉลองวันพระราชสมภพของฮ่องเต้ได้ดี หลานฮุ่ยเจินดูเปลี่ยนไปมากแม้จะยังคงมีเค้าโครงเดิม ทว่า…แววตา สายตาและบุคลิกท่าทางของนางนั้นราวกับเป็นคนละคน วันนั้นจิ้งอี้ในฐานะนางกำนัลของห้องเครื่องมีภารกิจต้องยกอาหารไปถวายเหล่าเชื้อพระวงศ์ และความรับผิดชอบของนางก็คือยกอาหารไปถวายในส่วนของชินอ๋องและชินหวังเฟย ทันทีที่สบเข้ากับดวงตาที่คุ้นเคย ทว่า…แข็งกร้าวของชินหวังเฟยที่จิ้งอี้ได้รับรู้มาสักระยะหนึ่งก่อนหน้านั้นแล้วว่าคุณหนูใหญ่สกุลหลานได้รับราชโองการให้อภิเษกสมรสกับอ๋องแปดไป๋เฟยหมิง ได้รับตำแหน่งหวางเฟย และจู่ๆก็มีข่าวว่านางได้ทำความดีความชอบจนได้เลื่อนฐานะขึ้นเป็นชินหวังเฟยตามพระสวามีที่ได้ตำแหน่งชินอ๋อง จิ้งอี้นึกถึงรอยยยิ้มเย็นยะเยือกและรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากราวกับรอยยิ้มของปีศาจจิ้งจอกตอนที่กำลังจะจัดการกับเหยื่อที่ชินหวังเฟยส่งให้นางนั้นได้ดี

 

“เจ้าว่าเจ้าเคยรับใช้ชินหวังเฟย ไหน…ลองเล่ามาซิ หลานฮุ่ยเจินเป็นอย่างไรบ้าง นางฉลาดเฉลียว เก่งกล้า ไม่เกรงกลัวผู้ใดซักแค่ไหนกัน?” 

 

จิ้งอี้ที่กำลังคุกเข่าอยู่ส่ายหน้ารัวเร็ว

 

“หาได้เป็นเช่นนั้นไม่เพคะ ชินหวังเฟยเมื่อครั้งที่หม่อมฉันยังรับใช้นางนั้นแตกต่างจากตอนนี้เหมือนเป็นคนละคน นางทั้งขี้โรค อ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ หัวอ่อน เชื่อคนง่าย หากจะกล่าวว่าโง่ก็อาจจะหนักไปเสียหน่อย แต่เอาเป็นว่านางไม่ได้ฉลาดหรือว่าเก่งกล้าสามารถเหมือนอย่างคำร่ำลือในตอนนี้  จนหม่อมฉันแทบจะรู้สึกว่านางเป็นคนละคนกันเลยเพคะ”

 

เปี๋ยนลี่อิงนิ่งไปชั่วอึดใจพลางครุ่นคิด

 

‘อะไรที่หล่อหลอมให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงและแตกต่างราวกับเป็นคนละคนได้เช่นนี้นะ’ เปี๋ยนลี่อิงพลางนึกย้อนถึงตนเอง จากดรุณีแรกยิ้มที่ใสซื่อบริสุทธิ์ จิตใจงามสะอาด แต่เพราะวังวนการแก่งแย่งแห่งวังหลัง ทำให้นางได้แปรเปลี่ยนไปจนคล้ายจะเป็นคนละคน จากเด็กสาวไร้เดียงสาที่ห่างไกลจากคำว่าฆ่ารันฟันแทง ตอนนี้…เพื่ออำนาจ เพื่อการครอบครอง เพื่อความโปรดปรานของบุรุษเพียงหนึ่งเดียว นางทำได้ทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่….การกำจัด ซึ่งมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การส่งไปอยู่ตำหนักเย็นหรือว่าการฆ่า

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 495 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

620 ความคิดเห็น

  1. #368 dokao (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 22 เมษายน 2564 / 08:20
    น่าตายจิงสาวใช้คนนี้
    #368
    0
  2. #327 Pop_zaza (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 17 เมษายน 2564 / 20:09
    จิ้งอี้นางคงไม่อยากมีขีวิตที่ยืนยาวแล้วมั้ง
    #327
    0
  3. #325 boonyoung (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 17 เมษายน 2564 / 19:36

    รอๆๆลุ้นต่อไป

    #325
    0
  4. #322 DgKookkik (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 17 เมษายน 2564 / 14:36
    เอ้ายังไม่ตายแถมยังเข้าวังหลวงได้ด้วย
    #322
    0