ไสหัวไปซะพระชายาบ้านนอก

ตอนที่ 54 : ญาติสนิทมิตรสหาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,027
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 671 ครั้ง
    14 เม.ย. 64

วันรุ่งขึ้น มีเหตุการณ์ที่ไม่คุ้นเคย หรืออาจจะเรียกว่าเหตุการณ์แปลกใหม่ก็ว่าได้เกิดขึ้นที่พระตำหนักเหิงซิง นั่นก็คือ…การต้อนรับอาคันตุกะหลายๆท่านในเวลาใกล้เคียงกัน

 

หลานฮุ่ยเจินมองสีหน้าอ่านยากของไป๋เฟยหมิงพลางนึกลอบขำในใจ เป็นอย่างที่นางนึกเอาไว้ไม่มีผิด ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหนผู้คนล้วนกระเสือกกะสนเพื่อความอยู่รอด เพื่อชื่อเสียง เงินทอง อำนาจบารมี เมื่อครั้งที่ยังเป็นอ๋องอัปลักษณ์ขยะของราชวงศ์อยู่นั้นจะมีผู้ใดบ้างถามไถ่สารทุกข์สุขดิบหรือว่าไปมาหาสู่ ครั้นเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และทิศทางลมเปลี่ยน ผู้คนก็แปรเปลี่ยนตาม 

 

‘ข้าขอกแล้วอย่างไรล่ะ ว่าอีกหน่อยท่านก็จะไม่ชิน แต่…เดี๋ยวอีกหน่อยท่านก็จะชินเองนั่นแหละ’ หลานฮุ่ยเจินนึก

 

ไป๋เฟยหมิงผู้โดดเดี่ยวและอ้างว้าง ไร้ผู้คนเหลียวแลมาตลอดชีวิตให้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเมื่อตอนนี้ที่ ตำหนักเหิงซิงอันเป็นที่พำนักของเขานั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา

 

“ชินอ๋อง กระหม่อมนำแจกันโบราณล้ำค่า สมัยราชวงศ์ฉิงชิงมาถวายพะย่ะค่ะ ทอดพระเนตรดูสิพะย่ะค่ะ มันเหมาะกับพระตำหนักอันกว้างใหญ่นี้มากๆเลย แหๆๆๆ” คหบดีท่านหนึ่งของเมืองไป๋ซ่านลี่ผู้คร่ำหวอดในวงการค้าทำท่าประจบประแจงไป๋เฟยหมิงอย่างออกหน้าออกตา

 

“ชินอ๋อง กระหม่อมไม่ได้พบพระองค์เสียนาน เจอหน้ากันคราวนี้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป กระหม่อมยินดีด้วยพะย่ะค่ะ นี่คือชุดน้ำชาจากหนานอัน เป็นชุดน้ำชาที่ผลิตโดยช่างฝีมือของหนานอันโดยแท้ กระหม่อมต้องสั่งล่วงหน้าถึงสามเดือนเชียวนะพะย่ะค่ะกว่าจะได้มา ว่ากันว่าผู้ที่คู่ควรกับชุดน้ำชาของช่างฝีมือดีของเมืองหนานอันโดยมากก็เป็นระดับเชื้อพระวงศ์ ชนชั้นสูงและพวกขุนนางระดับสูงทั้งหลาย กระหม่อมเห็นว่าลายกิเลนนี้เหมาะกับชินอ๋อง จึงนำมาถวายพะย่ะค่ะ” ขุนนางขั้นห้าผู้หนึ่งทำท่าพินอบพิเทาขณะส่งมอบชุดน้ำชาให้กับมือของไป๋เฟยหมิง

 

“ไม่เห็นต้องลำบากเลย ชุดน้ำชาที่ตำหนักนี้มีออกถมเถไป สิ้นเปลืองท่านเปล่าๆ” ไป๋เฟยหมิงไม่สันทัดการรับมือกับพวกประจบประแจงหรือหน้าไหว้หลังหลอกนัก

 

“ส่วนนี่  ไข่มุกสีชมพูจำนวนสองโต่ว (1 โต่วเท่ากับ 10 ลิตร) เป็นไข่มุกหายากราคาแพง หม่อมฉันเห็นว่าเหมาะกับชินหวังเฟยจึงนำมาถวายเพคะ” สตรีวัยกลางคนอายุราวๆสี่สิบปี ท่าทางดูเป็นสตรีสูงศักดิ์จากจวนขุนนางระดับสูงจีบปากจีบคอประจบประแจง น่าจะเป็นผู้เป็นสามีใช้ให้มาตีสนิทกับชินหวังเฟย

 

“เอ่อ…ข้า ข้าขอบใจท่านมาก ฮูหยิน…เอ่อ แต่ปกติแล้วข้าไม่ค่อยใส่เครื่องประดับพวกนี้บ่อยนัก” หลานฮุ่ยเจินทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไข่มุกสีชมพูหายากราคาแพงปริมาณราวๆสองลิตรนี้ราคาคงไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยตำลึง เหตุใดคนพวกนี้จึงกล้าลงทุนมากมายขนาดนี้นะ พวกเขากำลังคิดหวังสิ่งใดกัน…

 

“ทูลชินอ๋อง เอ่อ….ใต้เท้าหลียงมาพะย่ะค่ะ” โย่วสือฟง พ่อบ้านประจำพระตำหนักเหิงซิงแห่งนี้ทำสีหน้ากระอักกระอ่วน เขารู้ดีว่าหลังจากที่ไป๋เฟยหมิงสิ้นทั้งพระมารดาและท่านตาแล้วนั้น คนจากจวนสกุลเหลียงไม่ว่าจะเป็นสายหลักหรือว่าสายรองต่างก็ไม่เคยนับญาติกับชินอ๋องหนุ่มผู้นี้ พวกเขาไม่เคยแวะไปที่จวนเก่าของไป๋เฟยหมิง แม้กระทั่งพบเจอหน้ากันข้างนอกก็ไม่เคยถามไถ่ อีกทั้งยังพยายามหลีกเลี่ยงซะด้วยซ้ำ

 

แล้วตอนนี้มันเกิดสิ่งใดขึ้น ทำไมสองพี่น้องตะกูลเหลียงจึงมาโผล่ที่นี่

 

“ท่านลุงใหญ่ ท่านลุงรอง” ไป๋เฟยหมิงได้แต่เอ่ยเบาๆเมื่อพี่ชายทั้งสองคนของเหลียงจิวซิ่นผู้เป็นมารดาของเขาเดินเข้ามาพร้อมๆกับผู้ติดตามอีกหลายคน

 

เหลียงซู่อุย ขุนนางขั้นหก เขาทำงานรับราชการในราชสำนักมากว่าครึ่งค่อนชีวิต อายุก็ล่วงเลยวัยกลางคนเข้าไปแล้ว ตำแหน่งหน้าที่การงานก็ไม่ยักจะได้เลื่อนขึ้นไปตามอายุ เหลียงซู่อุยแต่งกายด้วยชุดขุนนางสีกรมท่าและมีปู่จือลายนกกระยางบอกระดับขั้นของเขา ส่วนท่านลุงรองนั้นมีนามว่า เหลียงซื่ออัน เขาไม่ได้รับราชการเพราะสอบเข้าไม่ได้จึงได้หันไปทำการค้าอัญมณีแทน ตอนนี้เขาได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีระดับย่อมๆ

 

“ชินอ๋อง หลายปีแล้วที่ลุงไม่ได้เจอหลานรักอย่างพระองค์ เพราะการค้าทำให้กระหม่อมต้องเดินทางตลอดเวลา ถึงจะเป็นห่วงแต่ก็เบาใจที่มีพ่อบ้านโย่วคนเก่าคนแก่ของสกุลเหลียงคอยดูแลรับใช้พระองค์ตลอดเวลา” เหลียงซื่ออันนั้นเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ เขามีวาทะดี ทำการค้าขายเก่ง ตอนนี้สกุลเหลียงสายรองดูเหมือนจะมั่งคั่งมากกว่าสายหลักที่มีผู้นำเป็นขุนนางซะอีก เป็นที่รู้กันว่าเบี้ยหวัดของขุนนางขั้นหกนั้นก็แค่ ‘ พอดูแลคนในจวน’ ได้เท่านั้น บ่อยครั้งที่เหลียงซื่ออันพูดจาเย้ยหยันพี่ชายที่ในอดีตเขาเคยนึกอิจฉาเพราะสอบเข้ารับราชการได้ว่า เบี้ยหวัดก็แค่ ‘พอยาไส้’ เท่านั้น

 

“เอ่อ…ชินอ๋อง ชินหวังเฟย วันนี้กระหม่อมนำชาหมอลี่ฮวาฉาหายากมาถวาย ชานี้มีกลิ่นหอมของดอกมะลิ เป็นที่นิยมในหมู่สตรีมาก คาดว่าชินหวังเฟยน่าจะทรงโปรดพะย่ะค่ะ” เหลียงซู่อุยเอ่ยด้วยท่าทางกระอักกระอ่วนพร้อมกับนำห่อชายื่นให้พ่อบ้านโย่ว เหลียงซู่อุยให้รู้สึกปะดักประเดิดเพราะไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่า วันหนึ่งเขาต้องมาทำท่าพินอบพิเทาต่อหลานชายที่ถูกตนเองตัดสายสัมพันธ์ ไม่ยอมรับว่าเป็นญาติมิตรมาก่อน

 

“ชาของท่านถอยไปพี่ใหญ่ ต้องชาของข้านี่ นี่ต่างหากสุดยอดชา ชาไป๋เห่าเหยินเจิน  จากมณฑลฝูเจี้ยน ในอดีตชานี้จัดเป็นหนึ่งในเครื่องบรรณาการเชียวนะ ของแบบนี้ ไม่รวยซื้อไม่ได้ จริงหรือไม่พะย่ะค่ะชินอ๋อง ชินหวังเฟย ฮ่าๆๆๆๆ” เหลียงซื่ออันนั้นออกจะติดการเป็นคนขี้โม้โอ้อวดอยู่บ้างหลังจากที่เขาทำการค้าขายได้เจริญรุ่งเรืองนำพาฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นเหนือกว่าครอบครัวสายหลักของพี่ชาย

 

หลานฮุ่ยเจินเหลือบมองไป๋เฟยหมิงแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าแช่มชื่น

 

“ขอบคุณท่านลุงใหญ่และท่านลุงรองมากเจ้าค่ะ แต่ไม่เห็นต้องลำบากขนาดนี้เลย รบกวนพวกท่านจริงๆ”

 

“มิลำบากเลยพะย่ะค่ะ ชินหวังเฟย ได้ยินผู้คนร่ำลือว่าชินหวังเฟยนั้นฉลาดปราดเปรื่อง ซ้ำยังมีน้ำพระทัยงดงาม อีกทั้งยังมีพระสิริโฉมงดงามปานนางสวรรค์ วันนี้ได้มาเห็นแล้วนับว่าผู้คนกล่าวน้อยกว่าความเป็นจริงเสียด้วยซ้ำ” เหลียงซื่ออันนั้นเป็นพ่อค้าที่มีวาทศิลป์ดี เขารู้ว่าตามธรรดาสตรีนั้นมักนิยมชมชอบคำป้อยอ แม้มันจะเกินความจริงไปสักหน่อยก็ตาม

 

หากกำลังจิบน้ำชาอยู่หลานฮุ่ยเจินคงต้องสำลักหรือว่าพ่นน้ำชาออกมาจนเต็มหน้าคู่สนทนาเป็นแน่ สตรีแม้จะชื่นชอบคำสรรเสริญเยินยอ แต่…นางรู้ว่า คำพูดของเหลียงซื่ออันนั้นออกจะเกินความจริงไปมาก นางรู้ว่าหน้าตาของนางนั้นไม่ได้งดงามถึงขนาด ‘งามล่มเมือง’

 

“ท่านลุงรองชมเกินไปแล้ว” นางพูดไปพลางหัวเราะเบาๆอย่างเป็นกันเอง

 

‘ชินหวังเฟยผู้นี้ท่าทางจะเข้ากับคนง่าย ดูแล้วน่าจะผูกสัมพันธ์ง่าย ไม่เหมือนเจ้าเฟยหมิงอัปลักษณ์ อ๊ะ…ที่เมื่อก่อนเคยอัปลักษณ์ ดูสิ เจ้านี่ช่างดูหยิ่งผยอง คงนึกว่าได้รูปโฉมใหม่ ได้ตำแหน่งชินอ๋อง ฮ่องเต้ยกย่องแล้วจะไม่เหลียวแลญาติสินะ ฮึ! ตัวเองได้ดิบได้ดีแล้วหลงลืมญาติแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกันเล่า’ เหลียงซื่ออันนึกในใจพลางเหลือบตามองสำรวจบริเวณรอบๆตัว

 

‘พระตำหนักเหิงซิงนี้ใหญ่โตไม่เบา น่าจะใหญ่กว่าพระตำหนักขององค์รัชทายาทด้วยซ้ำ หึ! เจ้าชินอ๋องอัปลักษณ์ เอ๊ย…ที่เคยอัปลักษณ์นี้วาสนาสูงส่งไม่เบา นี่คงเป็นเพราะสตรีนางนี้ที่ผู้คนร่ำลือกันว่าฮ่องเต้ทรงยกย่องนางว่าเป็นยอดสตรีสินะ  แต่นางช่างดูอ่อนโยน ไม่ถือตัว น่าจะเข้ากับผู้คนได้ง่าย พึ่งบารมีชินหวังเฟยน่าจะดีกว่าเจ้าหลานชายจอมหยิ่งยโสผู้นี้เป็นแน่แท้’ เหลียงซื่ออันนั้นมีอคติกับไป๋เฟยหมิงอยู่หลายส่วนด้วยเหตุที่ชินอ๋องหนุ่มดูเป็นคนเงียบขรึม พูดน้อย และไม่แสดงความสนิทสนมเป็นกันเองกับคนสกุลเหลียง

 

แต่จะให้ชินอ๋องหนุ่มที่เคยถูกบรรดาญาติทางฝ่ายมารดาทั้งสายหลักและสายรองตัดสายสัมพันธ์ให้ความสนิทสนมเป็นกันเองกับพวกเขาได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อ…ในอดีต พวกเขาไม่เคยเห็นว่าไป๋เฟยหมิงเป็นญาติคนหนึ่งเสียด้วยซ้ำ

“ท่านลุงทั้งสองมาวันนี้มีอะไรรึ?” ไป๋เฟยหมิงถามออกมาตรงๆด้วยเสียงห้วนๆ เมื่อเห็นว่าเหล่าอาคันตุกะที่มามอบของผูกไมตรีก่อนหน้านี้ได้ขอตัวกลับไปแล้ว

 

“พูดกันตามตรง วันนี้กระหม่อมพาบุตรชายและหลานชายซึ่งทั้งสองก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของชินอ๋องมาถวายพระพร อีกไม่นานพวกเขาจะสอบเข้ารับราชการกันแล้ว จึงได้พามาขอรับคำแนะนำจากชินอ๋องและชินหวังเฟยพะย่ะค่ะ” เหลียงซู่อุยนั้นมีท่าทางกระดากอายอยู่บ้าง เพราะในอดีตนั้นจวนสกุลเหลียงและจวนของไป๋เฟยหมิงเมื่อครั้งยังเป็นอ๋องแปดนั้นแทบจะไม่เคยไปมาหาสู่กันเลย เรียกว่า…ไม่เคยเลยจะถูกต้องกว่า

 

“ถวายพระพรชินอ๋อง ถวายพระพรชินหวังเฟยพะย่ะค่ะ” บุรุษหนุ่มทั้งสองประสานมือแสดงความเคารพ

 

“ดีจริง พวกเจ้าจะสอบเข้ารับราชการกันแล้วหรือ ว่าแต่เอ่อ…พวกเจ้าอายุเท่าไหร่กันหรือ?”

 

“ทูลชินหวังเฟย กระหม่อมเหลียงซู่หลง อายุปีนี้สิบแปดปีพะย่ะค่ะ” เหลียงซู่หลงบุตรชายคนโตของเหลียงซู่อุยนั้นมีท่าทางประหม่าและพูดเสียงเบา

 

“ส่วนกระหม่อม เหลียงซื่อเฉินพะย่ะค่ะ เกิดปีเดียวกับพี่ใหญ่แต่อ่อนกว่าสามเดือนพะย่ะค่ะ” บุตรชายของเหลียงซื่ออันท่าทางช่างพูดช่างเจรจาเหมือนบิดาไม่มีผิด อีกทั้งหูตายังแพรวพราว

 

ว่ากันไปตามตรง หลานฮุ่ยเจินตอนนี้อายุเพียงแค่สิบเจ็ดปี น้อยกว่าลูกพี่ลูกน้องของไป๋เฟยหมิงซะอีก

 

“ข้าสนับสนุนให้คนที่มีความสามารถสอบเข้ารับราชการเพื่อรับใช้ฝ่าบาทและทำประโยชน์ให้กับแผ่นดิน ว่ากันว่า ในแผ่นดินไป๋กว๋อนี้ ความสามารถเป็นสิ่งที่ผู้คนยกย่องที่สุด น่าเสียดายที่ข้าเป็นเพียงสตรี มิได้รู้เรื่องในการรับราชการหรือเรื่องในราชสำนักมากมายนัก”

 

      เหลียงซื่ออันลอบส่งยิ้มให้กับบุตรชาย

 

“แม้ชินหวังเฟยจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับงานในราชสำนักหรือสภาขุนนาง แต่ผู้คนเล่าลือว่าฝ่าบาททรงโปรดปรานชินหวังยิ่งนัก หากชินหวังเฟยทรงเอ่ยปาก เอ๊ย…ทรงสนับสนุน ฝ่าบาทย่อมคล้อยตาม  จริงหรือไม่พะย่ะค่ะ ฮ่าๆๆๆ” 

 

หลานฮุ่ยเจินลอบสบสายตากับไป๋เฟยหมิง แววตาของชินอ๋องหนุ่มเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มและรำคาญใจต่อการมาเยี่ยมเยียนของญาติฝั่งมารดาที่เขายังมีเหลืออยู่ในครั้งนี้

 

“แล้วพวกเจ้าทั้งสองเคยคิดไว้ก่อนหรือยังว่า หากสอบเข้ารับราชการได้ อยากทำงานกรมไหนกันบ้างล่ะ?” หลานฮุ่ยเจินเอ่ยถามอย่างใคร่รู้

 

“กระหม่อมอยากรับราชการในกรมโยธา โดยเฉพาะในส่วนของการเกษตรพะย่ะค่ะ เพราะกระหม่อมชอบปลูกต้นไม้และพืชผักต่างๆ” เหลียงซื่อเฉินตอบด้วยเสียงดังฟังชัด เขาพูดจาฉะฉานและมีวาทศิลป์เช่นเดียวกับบิดา

 

(  กรมโยธา ดูแลในส่วนของการเกษตรด้วย)

 

‘หึหึ  ดูแลเรื่องการเกษตร การเก็บเกี่ยวพืชผลและจัดเก็บผลผลิตของพวกชาวบ้านเข้าท้องพระคลังสิมีโอกาสกอบโกยเยอะ บิดาข้าช่างปราดเปรื่องนักที่แนะนำข้าเรื่องนี้’

 

“ส่วนกระหม่อม อยากทำงานในกรมพระคลังพะย่ะค่ะ” เหลียงซู่หลงพูดจบก็รีบก้มหน้าด้วยความประหม่า เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเขาเหมาะที่จะทำงานในส่วนนี้หรือไม่ แต่บิดาของเขาบอกว่า คนที่ทำงานในกรมการคลังจะมีความก้าวหน้าเร็ว อีกทั้งยังหาผลประโยชน์เข้าตนเองได้ง่าย หากอยากร่ำรวยให้หาทางรับราชการในกรมการคลังนี้

 

“บุรุษเมื่อเข้ารับราชการแล้วย่อมต้องการความก้าวหน้าสินะ เพราะหากว่าวันเวลาผ่านไปแล้วยังไม่ก้าวหน้า มัวแต่ย่ำอยู่กับที่ ยากนักที่จะได้รับคำยกย่องจากผู้คน ที่ไป๋ซ่านลี่แห่งนี้ผู้คนให้ค่า อำนาจ วาสนาบารมีสินะ ว่าแต่พวกเจ้าทั้งสองอยากที่จะมีความก้าวหน้าไปถึงขั้นไหนกันล่ะ อยากก้าวหน้าไปถึงขั้นเสนาบดีเลยหรือไม่?” หลานฮุ่ยเจินถามทีเล่นทีจริง

 

“แน่นอน ชินหวังเฟย พระนางเดาถูกแล้วพะย่ะค่ะ กระหม่อมฝันอยากเป็นถึงเสนาบดีกรมโยธา” เหลียงซื่อเฉินมีท่าทีลิงโลดเมื่อพูดถึงตำแหน่งที่ตนใฝ่ฝัน

 

ส่วน เหลียงซู่หลงนั้นเงียบสนิท เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงตำแหน่งเสนาบดี มันอาจจะไกลเกินเอื้อม สำหรับเขาการสอบเข้ารับราชการได้ถือว่าเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่แล้ว

 

“หากชินหวังเฟยทรงสนับสนุน กระหม่อมคิดว่าเด็กหนุ่มทั้งสองนี้ต้องไปได้ไกลจนถึงฝั่งฝันแน่ๆพะย่ะค่ะ” เหลียงซื่ออันท่าทางกระตือรือร้น เขาแอบคิดว่าชินหวังเฟยผู้นี้น่ะจะถูกใช้ได้ง่าย

 

“อันตัวข้านั้นเป็นเพียงสตรี คงมิอาจสนับสนุนให้ผู้ใดได้รั้งตำแหน่งเสนาบดีได้ แต่…ข้าคิดว่า ถ้าเปลี่ยนเป็นคำแนะนำ ข้าอาจจะพอแนะนำได้” หลานฮุ่ยเจินยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย

 

‘นี่เจ้าคิดจะทำอันใดของเจ้า หลานฮุ่ยเจิน อยู่เฉยๆไม่ดีกว่ารึ รู้ทั้งรู้ว่าคนพวกนี้มาด้วยจุดประสงค์อันใด’ สายตาของไป๋เฟยหมิงที่ส่งไปให้นางนั้นมีความอึดอัดซุกซ่อนอยู่

 

‘แหม…ชินหวังเฟยผู้นี้หลอกใช้ง่ายจริงๆ ฮ่าๆๆๆขอให้นางเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทแบบนี้ไปตลอดเถอะ รับรองข้าจะได้มีบุตรชายเป็นถึงเสนาบดีกรมโยธาแน่ ดีไม่ดีอาจจะได้เป็นถึงอัครมหาเสนาบดีซะด้วยซ้ำ ฮ่าๆๆๆ ความจริงเป็นญาติกับเจ้าเฟยหมิงอัปลักษณ์ อุ๊ย…ที่เคยอัปลักษณ์นี้ก็ดีเหมือนกัน รู้อย่างนี้สมัยก่อนข้าน่าจะแวะเวียนมาหา ทำทีมาตีสนิทกับเจ้าชินอ๋องยโสนี่เสียตั้งนานละ’เหลียงซื่ออันนึกกระหยิ่มในใจ

 

‘อืม…มาสิ เดี๋ยวแม่จัดให้ เริ่มวันไหนดีล่ะ’ หลานฮุ่ยเจินคันไม้คันมือจะแย่อยู่แล้ว นางห่างหายจากการสอนลูกศิษย์ไปนานแค่ไหนแล้วนะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 671 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

607 ความคิดเห็น

  1. #310 Pop_zaza (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 16 เมษายน 2564 / 11:11
    พอรูปงามญาติก็รู้จักทันที คิดดีแล้วใช่ไหมที่เข้าทางชินหวังเฟย🤭
    #310
    0
  2. #308 dokao (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 16 เมษายน 2564 / 08:08
    เรื่องมาหาถึงที่เลยจร้าาา
    #308
    0
  3. #304 Earthkid (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 16 เมษายน 2564 / 02:46
    ควรจะอยู่ให้ไกลไกลไม่ใช่หรอถึงแม้จะสั่งสอนก็ไม่ควรจะให้เข้ามานิทำไมดูเหมือนโง่โง่บางทีเนื้อเรื่องก็ไม่หลับลื่นเลย
    #304
    0
  4. #293 chanamphon (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 15 เมษายน 2564 / 00:48
    จัดไปเลยลูก พวกตัวเหลือบไร
    #293
    0
  5. #291 Phathaichan (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 14 เมษายน 2564 / 21:53
    แม่จะสอนสั่งพวกเหลือบไรให้จุกๆไปเลยใช่ใหม
    #291
    0
  6. #290 xiaoyingkhwan (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 14 เมษายน 2564 / 21:36
    สนุกมากเลยค่ะ ขอวันละหลายๆตอนเลยค่ะ
    #290
    0