ไสหัวไปซะพระชายาบ้านนอก

ตอนที่ 45 : ไทเฮา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,962
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 796 ครั้ง
    6 เม.ย. 64

ห้องทรงพระอักษร พระตำหนักเป่าชางอัน ยามซื่อ ( 09.00-10.59 น.)

 

ไป๋เฟยฉีมีรับสั่งให้หลานฮุ่ยเจินเข้าเฝ้าแต่เช้า เขาอยากจะสนทนากับนางเป็นการส่วนตัว โอรสสวรรค์อยากจะรู้จักตัวตนของสะใภ้ผู้นี้  ไป๋เฟยฉีรู้สึกลึกๆในใจว่านางแปลกและแตกต่างจากสตรีทั้งหลายในไป๋ซ่านลี่ยิ่งนัก

 

“ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”

 

“ลุกขึ้น ไม่ต้องมากพิธี หลานฮุ่ยเจิน เรื่องนาเกลือตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ข้าส่งทหารจำนวนหนึ่งไปช่วยดูแล หวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยและราบรื่น หากเจ้าต้องการสิ่งใดเพิ่มจงอย่าลังเลที่จะบอกข้า”

“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท ทุกอย่างเรียบร้อยดี ตอนนี้ชินอ๋องกำลังเดินทางไปเมืองเจิ้งเพื่อดูแลนาเกลือตามที่ฝ่าบาทรับสั่งเพคะ อีกไม่เกินครึ่งเดือนเราคงได้เกลือใหม่เพิ่มมาหลายตัน”

 

“เอ่อ…ฮุ่ยเจิน ข้าเองก็มีเรื่องอยากจะพูดกับเจ้าตามตรง”

หลานฮุ่ยเจินเลิกคิ้ว ฮ่องเต้มีท่าทางอ้ำๆอึ้งๆพระองค์ต้องทรงมีเรื่องอะไรในใจเป็นแน่

 

“ขอฝ่าบาทโปรดรับสั่งได้เลยเพคะ?”

 

“อืม…อันที่จริง นาเกลือนั่นเป็นของเจ้า เจ้าซื้อที่ดินมาด้วยเงินของเจ้า เกลือที่ผลิตได้สมควรที่จะเป็นของเจ้ามากกว่าให้เป็นของแผ่นดิน”

 

“นั่นก็ถูกต้องตามหลักมนุษยธรรมเพคะ แต่หม่อมฉันและท่านอ๋องได้คุยกันแล้วว่าพวกเราจะยกเกลือเหล่านั้นให้เป็นสมบัติส่วนรวม”

 

ไป๋เฟยฉีทำสีหน้าคาดไม่ถึงกับสิ่งที่ได้ยิน ความรู้สึกผิดบางอย่างบังเกิดขึ้นในใจในทันที

 

“พวกเจ้าไม่อยากร่ำรวยหรอกรึ หากพวกเจ้าขายเกลือทั้งหมดนี้ พวกเจ้าจะร่ำรวยแค่ไหนรู้หรือไม่?”

 

“หม่อมฉันและท่านอ๋องมิได้สนใจในเรื่องทรัพย์สินเงินทองมากนักหรอกเพคะ ขอเพียงราษฎรที่ยากจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกเราก็ดีใจแล้ว”

 

ไป๋เฟยฉีนิ่งงัน แววตาล้ำลึกราวกับกำลังประเมินบางสิ่งบางอย่าง

 

“หลานฮุ่ยเจิน ข้าขอถามตรงๆ ความรู้ต่างๆที่เจ้ามีเจ้าศึกษามาจากที่ใดกัน?” นั่นคือสิ่งที่คาใจโอรสสวรรค์มากที่สุด

 

หลานฮุ่ยเจินยิ้มน้อยๆ ไม่แปลกหรอกที่ฮ่องเต้หรือคนอื่นๆจะสงสัย

 

“หม่อมฉันอ่านตำรามากมาย อ่านมาหลายปี อีกทั้งยังได้ทดลองทำมาไม่น้อยเพคะ”

 

“อืม…ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าซึ่งเป็นสตรีอายุเพิ่งจะพ้นวัยปักปิ่นได้ไม่กี่ปีอ่านหนังสือมาหลายปีแล้ว เช่นนั้นก็แปลว่าเจ้าเริ่มอ่านหนังสือได้ตั้งแต่เยาว์วัยเลยเช่นนั้นรึ?”

 

“เป็นเช่นนั้นเพคะฝ่าบาท” หลานฮุ่ยเจินค้อมศีรษะน้อยๆเป็นเชิงตอบรับ

 

“แล้ว…เอ่อ….ที่เจ้าบอกว่า เจ้าสามารถใช้มีดผ่าแก้ไขใบหน้าให้กับเฟยหมิงได้ เจ้าพูดจริงรึ?” แววตาของโอรสสวรรค์ตอนนี้คล้ายๆมีความหวัง

 

หลานฮุ่ยเจินไวพอที่จะจับสังเกตได้ นางเคยพบเจอคนไข้และญาติของพวกเขามานับพัน มีหรือที่บุคคลที่ศึกษาทางด้านจิตวิทยามาเป็นอย่างดีจะดูไม่ออก

 

“ทูลฝ่าบาท หลานฮุ่ยเจินคนนี้ขอรับรองว่า เรื่องใบหน้าของชินอ๋องนั้นแก้ไขไม่ยาก เพียงแต่..”

 

“เพียงแต่อะไร?” ไป๋เฟยฉีใคร่รู้

 

“เพียงแต่ การผ่าตัดนั้นจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากชินอ๋อง หากพระองค์ไม่ทรงอนุญาต ไม่เต็มใจที่จะให้หม่อมฉันผ่าตัดให้ หม่อมฉันก็มิอาจทำได้เพคะ”

 

“หึ… เฟยหมิงจะต้องยอมสิ เขาจะยอมทนถูกตราหน้าว่าเป็นคนอัปลักษณ์ เป็นกาลกิณีไปอีกนานแค่ไหน?” ไป๋เฟยฉีรู้สึกคั่งแค้น ทั้งคั่งแค้นแทนตัวเขาเองที่ให้กำเนิดพระโอรสอัปลักษณ์และคั่งแค้นที่ไป๋เฟยหมิงเกิดมาหน้าตาอัปลักษณ์ มันเป็นความผิดของผู้ใด 

 

และหลานฮุ่ยเจินก็จับสังเกตสีหน้าท่าทางและน้ำเสียงของโอรสสวรรค์ได้ทันอีกนั่นแหละ

 

“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องอยากจะกราบทูล ไม่ทราบว่าจะทรงอนุญาตหรือไม่เพคะ”

 

“อืม…ว่ามาสิ เจ้าอยากบอกอะไร อยากพูดอะไร เรายินดีรับฟังทั้งนั้น”

 

“ฝ่าบาททรงเคยคิดหรือไม่เพคะ ว่าที่หน้าตาชินอ๋องเป็นแบบนั้น มีสาเหตุมาจากอะไร?”

 

ไป๋เฟยฉีถอนหายใจแรง

 

“ข้าคิดมาตลอด อาจจะเป็นเพราะโชคชะตา สวรรค์กลั่นแกล้ง หรืออาจจะเป็นเพราะตัวแม่ของเฟยหมิง เพราะโอรสและธิดาคนอื่นๆของข้าล้วนไม่มีความผิดปกติแบบนี้ ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่น่าจะมีสาเหตุมาจากตัวข้า”

 

หลานฮุ่ยเจินรับฟังด้วยสีหน้าสุขุมเยือกเย็น

 

“นั่นคือสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ทั้งหมดเพคะ แต่สาเหตุอีกอย่างก็คือ ไม่ทราบสาเหตุเพคะ”

 

“ไม่ทราบสาเหตุ? มันคือสิ่งใดกัน?”

 

“ไม่ทราบสาเหตุ ก็คือไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด อาจจะเกิดจากความเป็นไปได้หลายๆอย่าง เช่น สิ่งแวดล้อม ภูมิแพ้ หรือแม้กระทั่ง พิษ หม่อมฉันหมายถึง โดนยาพิษ”

 

“โดนยาพิษเช่นนั้นหรือ จะเป็นไปได้อย่างไร อาหารการกินทุกอย่างของวังหลังจะต้องถูกตรวจสอบพิษอย่างละเอียด?”

 

“พิษนั้นอาจจะไม่ได้อยู่ที่อาหาร แต่อาจจะอยู่ที่อย่างอื่นที่ผู้คนละเลยในการตรวจสอบหรือว่าชะล่าใจ เช่นเสื้อผ้า พิษอาจจะอยู่ที่เสื้อผ้า แต่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการคาดเดานะเพคะ เรามิอาจพิสูจน์อะไรได้ เพราะพระมารดาของชินอ๋องก็ได้จากไปเป็นเวลากว่ายี่สิบกว่าปีแล้ว”

 

หลานฮุ่ยเจินพูดไปก็สังเกตเห็นแววตาที่กำลังครุ่นคิดของฮ่องเต้ไป

 

ไป๋เฟยฉีรู้ว่า วังหลังที่สตรีมากมายต่างใฝ่ฝันจะได้เข้ามาอยู่นั้นแท้จริงมันก็คือ บึงมังกรถ้ำพยัคฆ์ สตรีทุกนางภายนอกล้วนแสร้งทำเป็นไร้เดียงสา อ่อนต่อโลก แต่ลึกๆภายในพวกนางล้วนแก่งแย่งแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น เพราะพวกนางมีเป้าหมายเดียวกัน  นั่นคือบุรุษเพียงหนึ่งเดียวในวังหลังแห่งนี้

 

        ความโปรดปรานของฮ่องเต้คือสิ่งที่จะติดปีกให้แก่พวกนางสินะ

 

“เรื่องนี้ข้าเองก็เคยคิด แต่…ก็ไม่มีหลักฐานอะไร และแม่ของเฟยหมิงก็ได้ตายไปนานแล้ว หากจะสืบก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เฟยหมิงเกิดมาอาภัพ สูญเสียมารดาตั้งแต่เด็ก ข้าเองก็มีภารกิจมากมาย ญาติฝ่ายมารดาของเขาล้วนพากันตัดญาติขาดมิตรไม่ยอมคบค้าสมาคมด้วย  เขาเองก็เหมือนตัวคนเดียว โชคดีที่เขาได้เจ้ามาเป็นพระชายา นั่นคือสิ่งที่เฟยหมิงโชคดีที่สุด” ไป๋เฟยฉีมีท่าทางผ่อนคลาย

 

ไม่มีบิดาคนไหนที่จะไม่รักลูกถึงแม้ว่าลูกคนนั้นจะพิการหรือมีความผิดปกติทางด้านร่างกายและจิตใจมากมายขนาดไหน

 

“ชินอ๋องนั้นมีความผิดปกติแค่ส่วนของปากเท่านั้น หากผ่าตัดเสร็จแล้วก็จะดูเหมือนคนปกติทั่วไปเพคะ”

 

“ข้าเองก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”

 

ไป๋เฟยฉีรู้สึกว่าบรรยากาศของการสนทนาระหว่างเขากับลูกสะใภ้คนโปรดเป็นไปอย่างสบายๆและผ่อนคลาย เขาให้นึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เขาเองรู้สึกไว้วางใจนางได้มากกว่าสตรีในวังหลังที่เขาต้องพบเจออยู่ทุกวันซะอีก

 

“ฝ่าบาท ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะย่ะค่ะ” ขันทีประจำพระตำหนักเป่าชางอันผู้หนึ่งวิ่งตาลีตาเหลือกเข้ามาก่อนที่จะได้รับอนุญาตจากฉูกงกง หัวหน้าขันทีประจำตำหนักที่ยืนอยู่ด้านหลังโอรสสวรรค์

 

“เกิดเรื่องอะไรขึ้น อาเห่ย เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าทำผิดมารยาท ผิดกฎและธรรมเนียม  รู้หรือไม่ว่าจะโดนโบยกี่ที?” ฉูกงกงเอ็ดพลางส่งสายตาพิฆาต

 

“เรื่องนั้น…เอ่อ…ฝ่าบาท ขออย่าได้ลงทัณฑ์กระหม่อมเลยพะย่ะค่ะคราวนี้มันเรื่องใหญ่จริงๆ ใหญ่กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว หากกระหม่อมไม่รีบวิ่งมากราบทูลฝ่าบาท เห็นทีว่าโทษคงจะเป็นประหารมากกว่าโดนโบย” ขันทีน้อยที่ถูกเรียกว่า อาเห่ย นั้นละล่ำละลักพูดไปก็หอบหายใจไป

 

“เอ้า! มีอะไรก็ว่ามา ข้ารอฟังนานแล้ว”

 

ฉูกงกงพยักหน้าให้ผู้ใต้บังคับบัญชาพูดได้ แต่สายตายังคงคาดโทษขันทีน้อยผู้นั้นอยู่

 

“ไท่จื่อเฟย ไท่จื่อเฟยฝ่ายซ้ายทรงผูกคอตายพะย่ะค่ะ เมื่อเช้านี้ราวๆยามเฉิน (07.00-08.59 น.) หมอหลวงและหมอหญิงจากในวังได้เดินทางไปที่พระตำหนักมู่ซิงขององค์รัชทายาทเพื่อไปตรวจรักษาไท่จื่อเฟยสกุลจิว พอเปิดประตูเข้าไปในห้องบรรทมปรากฎว่าเห็นนางแขวนคอกับคานพะย่ะค่ะ”

 

“หา! ว่าอย่างไรนะ แค้กๆๆ?” ไป๋เฟยฉีที่กำลังจิบชาอยู่พอได้ฟังขันทีน้อยกราบทูลรายงานเป็นต้องสำลักน้ำชาทันที

 

ทั้งฉูกงกงและหลานฮุ่ยเจินต่างตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน ไท่จื่อเฟยผู้แสนงดงาม เป็นสตรีจากชนชั้นสูงที่สมบูรณ์แบบ ไม่อาจหาสตรีใดมาเทียบเคียงได้ บัดนี้นางได้ทำอัตวินิบาตกรรม เกิดสิ่งใดขึ้นกับนาง?

 

ในหัวของหลานฮุ่ยเจินต่างเต็มไปด้วยคำถาม

 

“ฝ่าบาท ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยอีกผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาอารามตกใจเหมือนกับ อาเห่ย ไม่มีผิด

 

“อะไรอีกล่ะ อาเจา เจ้าอยากรับโทษเป็นเพื่อนอาเห่ยหรือไง มารยาท ธรรมเนียมและข้อปฏิบัติต่างๆที่ข้าเคยสอนพวกเจ้าลืมไปหมดแล้วหรือ?” ฉูกงกงพอตั้งสติได้ก็หันมาตำหนิผู้ใต้บังคับบัญชา

 

“ว่ามา” ไป๋เฟยฉีที่เพิ่งจะตั้งสติหลังจากได้ฟังข่าวการผูกคอตายของลูกสะใภ้คนสำคัญบอกให้ขันทีน้อยกราบทูลรายงานได้ คราวนี้เขาพยายามตั้งสติให้มั่นก่อน เพราะเขาคิดว่าข่าวที่จะได้ฟังจากขันทีน้อยคนที่สองคงไม่ใช่ข่าวดีนัก

 

“ไทเฮาพะย่ะค่ะ ไทเฮาทรงทราบข่าวการผูกคอตายของไท่จื่อเฟยสกุลจิว ตอนนี้ทรงหมดสติไปแล้ว หมอหลวงทั้งวังตามไปดูแลที่พระตำหนักเหลียนฮวาแล้ว แต่…แต่”

 

“แต่อะไรเล่า หมอหลวงทั้งวังไปดูแล้วก็น่าจะเบาใจได้ เจ้าวิ่งกระหืดกระหอบมาแบบนี้ฝ่าบาททรงตกพระทัยหมด แค่เรื่องไท่จื่อเฟยสกุลจิวทรงสิ้นพระชนม์ก็แย่พอแล้ว ข้าจะสั่งลงโทษเจ้าให้สาหัสที่สุด”ฉูกงกงคาดโทษ

 

“มิได้พะย่ะค่ะ ที่กระหม่อมต้องวิ่งมา เพราะหมอหลวงสั่งให้ขันทีจากพระตำหนักเหลียนฮวารีบมากราบทูลเชิญฝ่าบาทให้เสด็จไปหาไทเฮาโดยด่วน เพราะ…เพราะเกรงว่า ไทเฮาอาจจะ…ฮือๆ”

 

“เจ้าว่าอย่างไรนะ?” ไป๋เฟยฉีรีบผุดลุกขึ้น แล้วรีบเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังพระตำหนักเหลียนฮวาที่ที่ไทเฮาประทับอยู่

 

“ฝ่าบาท ให้กระหม่อมตามเกี้ยวหรือไม่พะย่ะค่ะ?” ฉูกงกงถามอย่างร้อนรนขณะวิ่งตามนายเหนือหัว

 

“ไม่ต้อง ข้าไปเองน่าจะเร็วกว่า อ้อ…หลานฮุ่ยเจิน เจ้ามากับข้าด้วย” ไป๋เฟยฉีกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อไปให้ทันดูใจพระมารดา

 

“เพคะ” หลานฮุ่ยเจินรับคำ แม้ฮ่องเต้ไม่รับสั่งให้นางตามไป หญิงสาวก็คิดว่าจะขอตามไปอยู่แล้ว

 

เผื่อว่าความรู้ความสามารถของนางจะสามารถช่วยชีวิตของไทฮาได้

 

ถึงแม้นว่าภายนอกไป๋เฟยฉีจะดูเป็นฮ่องเต้ที่เข้มแข็ง แต่เรื่องการเสียชีวิตของคนในครอบครัวก็ทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจได้ไม่น้อย ถึงแม้นเขาจะรู้ว่าการตายเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่กว่าจะทำใจได้ก็ใช้เวลาเนิ่นนาน อีกทั้งยังมิอาจแสดงความรู้สึกหวั่นไหว อ่อนแอ ต่อหน้าผู้คนได้อีก เขาจำได้ดี ครั้งแรกที่เขารู้สึกเสียใจกับการจากไปของคนในครอบครัวก็คือการสวรรคตของอดีตฮ่องเต้ซึ่งก็คือพระบิดา ต่อมาก็คือการสิ้นพระชนม์ของพระโอรสซึ่งเกิดแต่พระสนมขั้นผินผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นพระโอรสลำดับที่แปด เป็นพระโอรสก่อนหน้าไป๋เฟยหมิง เมื่อองค์ชายน้อยนั้นสิ้นพระชนม์องค์ชายเก้าอย่างไป๋เฟยหมิงจึงได้เป็นอ๋องแปด  ส่วนครั้งที่เจ็บปวดที่สุดเห็นจะเป็นการสิ้นพระชนม์ของนางในที่เขารักมากที่สุด…เหลียงจิวซิ่น พระมารดาของไป๋เฟยหมิงนั่นเอง และวันนี้…เขาแทบตั้งสติไม่ทันกับข่าวการด่วนจากไปของลูกสะใภ้ที่เป็นพระชายาเอกขององค์รัชทายาท พระโอรสที่สำคัญที่สุด อีกทั้งยังเป็นการผูกคอตาย และที่น่าตกใจและน่าหวาดหวั่นที่สุดสำหรับเขา ณ เวลานี้ก็คือ เขากลัวว่าจะต้องสูญเสียสตรีที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาไป สตรีที่เขาเชื่อใจ ไว้วางใจและรักมากที่สุด

 

“ขอให้เทพเซียนทั้งหลายจงคุ้มครองเสด็จแม่ด้วยเถิด” ไป๋เฟยฉีที่เดินกึ่งวิ่งตั้งหน้าตรงไปที่พระตำหนักของพระมารดานึกภาวนาในใจพลางหันหลังมามองสตรีที่วิ่งตามมาติดๆ

 

น่าแปลกที่ไป๋เฟยฉีรู้สึกอุ่นใจเมื่อเขาหันหลังกลับมาก็เห็นลูกสะใภ้ที่เขายกย่องว่านางคือยอดสตรีวิ่งตามหลังมาไม่ห่าง

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 796 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

676 ความคิดเห็น

  1. #227 Phathaichan (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 22:50
    อลม่าน ร้อนรนไปหมด
    #227
    0