ไสหัวไปซะพระชายาบ้านนอก

ตอนที่ 39 : เกลือ มีค่ายิ่งกว่าทอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,455
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 713 ครั้ง
    4 เม.ย. 64

รัชศกฮุ่ยเฉิง ปีที่ 25 สารทฤดู

 

สารทฤดูปีนี้แห้งแล้งยิ่งกว่าปีที่ผ่านๆมา แคว้นไป๋กว๋อประสบปัญหาข้าวยากหมากแพง ราษฎรจนยาก ขาดแคลนอาหาร และที่สำคัญ…ขาดแคลน ‘เกลือ’

 

หลานฮุ่ยเจินนึกแปลกใจยิ่งนักที่ ‘เกลือ’ กลายมาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดในยุคสมัยนี้ ว่ากันว่า ‘เกลือ’ นั้นมีค่ายิ่งกว่าทองคำซะอีก

 

ยุคสมัยที่ไม่มีตู้เย็นไว้เก็บและถนอมอาหารต่างๆไม่ให้เน่าเสียโดยง่ายต้องใช้ ‘เกลือ’ ในการถนอมอาหาร เช่น ทำเนื้อเค็ม ใช้หมักเนื้อสัตว์ ทำให้สามารถเก็บเนื้อเหล่านั้นได้นานขึ้นและยังช่วยดับกลิ่นคาวในเนื้อสัตว์ ใช้ทำไข่เค็ม ยุคสมัยที่ไม่มีน้ำปลาและเครื่องปรุงรสอื่นๆ ก็ต้องใช้ ‘เกลือ’ เป็นเครื่องชูรส ยุคนี้หากดินแดนใดมีบ่อเกลือนั่นหมายถึงแว่นแคว้นนั้นจะมั่งคั่งร่ำรวย เกลือหายาก มีราคาแพง อีกทั้งภาษียิ่งแพง พ่อค้าเกลือนั้นต่างก็ร่ำรวยมหาศาล การขนส่งเกลือแต่ละครั้งมีความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกปล้นยิ่งกว่าขนส่งทองคำและอัญมณีทั้งหลาย ดังนั้นจึงต้องมีการว่าจ้าง ‘เปาเปียว’ หรือสำนักคุ้มภัยเพื่อคุ้มครองขบวนขนส่งเกลือให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

 

“เฮ้ย! นี่เกลือมันสำคัญมากขนาดนี้เลยรึ?”หลานฮุ่ยเจินอุทานขึ้นเมื่อนางขอเกลือจากพ่อบ้านโย่วสักถ้วยเพื่อจะนำมาขัดผิวแต่โดนเขาปฏิเสธไปว่าตอนนี้ทั้งตำหนักหลันเป่าสือนั้นมีเกลือเหลืออยู่เพียงแค่หนึ่งหยิบมือเท่านั้น และสงวนไว้สำหรับปรุงอาหารให้ท่านอ๋องกับพระชายา

 

“ทูลพระชายา ตอนนี้ทั่วทั้งตำหนักเหลือเกลืออยู่เพียงแค่หนึ่งหยิบมือเดียวเท่านั้น พะย่ะค่ะ”

 

“เช่นนั้นก็ไปซื้อมาเพิ่มสิ เดี๋ยวข้าจะเอาเงินให้ ซื้อมาเยอะๆเลยนะ ข้าว่าจะทำเนื้อเค็มสักหน่อย”

 

โย่วสือฟง พ่อบ้านของตำหนักหลันเป่าสือทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

 

“ทูลพระชายา ตอนนี้ทั่วแคว้นไป๋กว๋อ เกลือขาดแคลนอย่างหนัก ถึงแม้นว่าจะมีเงินแต่ก็มิอาจหาซื้อเกลือได้ และถึงแม้นว่าจะมี ก็คงจะแพงมากจนพวกเราไม่กล้าซื้อ”

 

หลานฮุ่ยเจินขมวดคิ้ว เกลือในยุคสมัยที่นางจากมานั้นราคาถูกเหลือหลาย แถมยังมีอยู่จนล้นตลาด เอ…แต่เป็นเพราะเหตุใดเกลือของยุคนี้จึงหายากและมีราคาแพงกันนะ

 

“เอ่อ ท่านพ่อบ้าน แล้วเกลือนี้ได้มาจากไหน ใครเป็นผู้ผลิตเกลือ แล้วแหล่งผลิตอยู่ที่ใด?” หลานฮุ่ยเจินยิงคำถามรัวๆ

 

“ทูลพระชายา บ่อเกลือที่แคว้นไป๋กว๋อของเราใช้สำหรับผลิตเกลือนั้นอยู่ติดกับชายแดนแคว้นเหนียง เมื่อไม่นานมานี้แคว้นไป๋กว๋อและแคว้นเหนียงมีกรณีพิพาทกันบ่อยๆเพราะเรื่องบ่อเกลือ ทางฝั่งเหนียงก็อยากได้บ่อเกลือของไป๋กว๋อ ทางฝั่งไป๋กว๋อก็อยากได้บ่อเกลือของแคว้นเหนียง บริเวณชายแดนระหว่างสองแคว้นนั้นเป็นที่สูงและมีบ่อเกลืออยู่รายรอบ ตอนนี้ท่านอ๋องของพวกเราก็เทียวไปเทียวมาเพื่อดูแลความเรียบร้อยที่นั่นอยู่บ่อยๆพะย่ะค่ะ”

 

“ท่านอ๋อง ท่านอ๋องเช่นนั้นหรือ?” หลานฮุ่ยเจินอุทานออกมา จริงสิ…นางไม่ได้เห็นเขากลับมานอนที่เรือนหลายวันมาแล้ว ที่แท้ก็แอบไปบ่อเกลือนี่เอง ว่าแต่….บ่อเกลือนี้มันอยู่ห่างจากที่นี่มากแค่ไหนกันนะ

 

“เอ่อ ท่านพ่อบ้าน แล้ว…บ่อเกลือที่ว่านี้มันอยู่ห่างจากที่นี่มากหรือไม่?”

 

“บ่อเกลืออยู่เขตเมืองเถาชุน ห่างจากไป๋ซ่านลี่พอสมควร กระหม่อมไม่แน่ใจว่าระยะทางกี่ลี้ แต่คนทั่วไปที่เดินทางโดยรถม้าใช้เวลาสามวันพะย่ะค่ะ” พ่อบ้านโย่วประสานมือกันวางด้านหน้าด้วยท่าทางเรียบร้อยขณะที่พูดกับนายหญิงของจวน

 

หลานฮุ่ยเจินส่งยิ้มละไมให้พ่อบ้านวัยกลางคน ทว่า…รอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยเล่ห์กลมารยา

 

“พ่อบ้านโย่ว ตอนนี้ที่จวนไม่ค่อยมีอะไรทำ ผักต่างๆก็งอกงามเติบโตดี บ่าวรับใช้ทั้งชายและหญิงของจวนก็มีมากพอที่จะดูแลผักเหล่านี้ได้ ข้าว่า…เราไปหาอะไรสนุกๆทำกันดีหรือไม่ ท่านทำงานอยู่แต่ในจวนไม่เบื่อบ้างหรือ ข้าว่าเราน่าจะเดินทางไปท่องเที่ยวกันสักหน่อย ไปเที่ยวบ่อเกลือที่เมืองเถาชุนเป็นอย่างไรเล่า?”

 

โย่วสือฟงทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

 

“พระชายาทรงหมายถึง อะ…อะไรพะย่ะค่ะ” 

 

“ก็หมายความว่า ท่าน ข้า แล้วก็สาวรับใช้ทั้งสองของข้าเราจะไปหาท่านอ๋องที่บ่อเกลือของเมืองเถาชุนน่ะสิ ท่านลองคิดดูซี ข้ากับท่านอ๋องเป็นสามีภรรยาที่เพิ่งจะแต่งงานกัน จู่ๆท่านอ๋องมีภารกิจด่วนต้องระเห็จจากข้าไปแสนไกล ข้านั้นอดคิดถึงไม่ได้  แต่ว่า…หากท่านพ่อบ้านไม่สามารถไปได้ ข้าจะว่าจ้างรถม้าไปเองก็แล้วกัน อย่างไรเสียข้าก็ได้รู้แล้วว่าท่านอ๋องแปดสามีสุดที่รักของข้านั้นตอนนี้ทรงอยู่ที่บ่อเกลือเมืองเถาชุน”

 

โย่วสือฟงฟังคำรำพันรำพึงของพระชายาอ๋องแปดด้วยความรู้สึกหนาวสะท้าน ทั้งเขาและบ่าวรับใช้ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่า ท่านอ๋องแปดและพระชายาหลานนั้นเป็นสามีภรรยากันแต่เพียงในนามเท่านั้น พวกเขาแยกกันนอนคนละห้องและท่านอ๋องผู้เป็นประมุขของจวนนั้นก็ไม่เคยย่างกรายไปหานางที่ห้องเลย นอกจากสั่งให้คนหากระจกบานใหญ่มาไว้ในห้องของนาง ถึงแม้นว่าอ๋องแปดจะเกลียดกระจก แต่เขาก็ย่อมรู้ดีว่าบรรดาสตรีนั้นรักที่จะส่องคันฉ่องเพื่อชมรูปโฉมของตน

 

“พระชายา เห็นทีว่าจะเป็นไปไม่ได้ ท่านอ๋องสั่งให้กระหม่อมดูแลพระชายาให้อยู่แต่ในจวน หากพระชายาตามท่านอ๋องไปถึงเมืองเถาชุน มีหวังท่านอ๋องจะทรงกริ้วและลงทัณฑ์กระหม่อมและบ่าวคนอื่นๆอย่างหนัก ขอพระชายาอย่าทำให้กระหม่อมลำบากใจเลย”

 

หลานฮุ่ยเจินทำท่ากระฟัดกระเฟียดอย่างไม่สบอารมณ์ นี่นางไม่ใช่นักโทษนะ ถึงจะต้องจำกัดบริเวณให้อยู่แต่ในจวน

 

“ขอพระชายาทรงเมตตา เรื่องคราวก่อนที่พระชายานำเงินไปแจกให้ชาวบ้าน ท่านอ๋องทรงกลัวว่าพระชายาจะไม่ปลอดภัย เลยสั่งให้จำกัดบริเวณพระชายาให้อยู่แต่ในจวนพะย่ะค่ะ”

 

เรื่องคราวก่อน อ้อ…เรื่องคราวที่มีคนสร้างข่าวลือเสียๆหายๆว่านางเป็นแม่มดหมอผี พอนางนำเงินไปแจกกลับสามารถเปลี่ยนข่าวลือไร้สาระนั้นเป็นว่านางคือเทพธิดาที่มาช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจน ท่านอ๋องแปดคงกลัวว่านางจะโดนเพ่งเล็งเพราะทำตัวโดดเด่นกว่าราชวงศ์คนอื่นๆ อ้อ…ที่แท้สามีก็เป็นห่วงนางนี่เอง แบบนี้เรียกว่า ‘รัก’ ได้หรือไม่นะ?

 

หลานฮุ่ยเจินสะบัดศีรษะแรงๆไล่ความคิดแปลกประหลาดนั้นให้ออกไป นางรู้สึกตลกขบขันกับความคิดเรื่อยเปื่อยที่แวบเข้ามาในหัว นางกับอ๋องแปดนั้นแทบจะไม่เคยเจอหน้ากันเลยหลังจากคืนเข้าหอ ไม่เคยกินข้าวร่วมกันด้วยซ้ำ และการพูดจากันนั้นแทบจะนับครั้งได้ เพราะเขาไม่เคยอยู่ที่จวน ไม่รู้วันๆอ๋องแปดหายไปไหนและไปทำอะไรบ้าง กลับมาอีกทีก็ดึกดื่น หากนางจะไปเคาะห้องบุรุษยามวิกาลก็กลัวจะโดนด่าว่า ‘ไร้ยางอาย’ 

 

หลานฮุ่ยเจินจู่ๆก็นึกอยากจะไปดูบ่อเกลือที่ว่านั้น เพราะเกลือในยุคนี้มีน้อย หายาก และราคาก็แพงแสนแพง หญิงสาวอยากจะไปดูวิธีการผลิต เผื่อนางจะสามารถช่วยอะไรผู้คนในยุคนี้ได้บ้าง

 

“เฮ้อ! เช่นนั้นข้าจะไปดูผักของข้าสักหน่อย หลิงหลิง เม่ยฟู ตามข้ามา” หลานฮุ่ยเจินพยายามเบี่ยงความสนใจของพ่อบ้านโย่วที่สองสามวันมานี้เขาไม่ยอมไปทำงานอย่างอื่น เอาแต่ตามติดเฝ้านางแจ

 

หลานฮุ่ยเจินเดินมาถึงแปลงผักที่นางสั่งให้บรรดาบ่าวรับใช้ผู้ชายในจวนมาขุดดินทำแปลงปลูกผักนับห้าสิบแปลงเห็นจะได้ แล้วให้บ่าวรับใช้หญิงช่วยกันปลูกและดูแล ผักที่ปลูกมีสารพัดชนิด ทั้งคงซินช่าย (ผักบุ้ง), ชิงช่าย (กวางตุ้ง),หลัวโป (หัวไชเท้า), เฉียจื่อ (มะเขือยาว) ,ไป๋ช่าย ( ผักกาดขาว), เสี่ยวหวง กวา ( แตงกวา),  ถงเฮา(ตังโอ๋),หงหลัวโป (แครอท), ฉินช่าย (คึ่นช่าย), หนานกวา หรือฟักทอง โดยมีปุ๋ยชั้นดีคือมูลวัวจากในคอกวัวเก่าเอามาบำรุงดิน และยังได้น้ำจากลำธารในป่าละเมาะด้านหลังจวนมารดอย่างทั่วถึง ตอนนี้ผักต่างๆล้วนเติบโตอย่างงดงาม หลานฮุ่ยเจินสั่งให้พ่อบ้านถังเก็บผักไปให้แม่ครัวทำอาหาร อย่างน้อยก็พอทุ่นค่าใช้จ่ายของจวนได้บ้าง

 

“หากมีเยอะเกินไปก็เอาไปขาย ข้าว่าน่าจะขายดี ข้าเคยเห็นผักที่ขายตามร้านที่ตลาดล้วนมีใบสีซีดแหลือง ไม่ใช่สีเขียวสดเหมือนผักของเรา ส่วนผักอื่นๆก็งามไม่สู้ นี่คงเป็นเพราะเราได้ปุ๋ยชั้นดีและน้ำชั้นยอดจากลำธารเป็นแน่”

 

“เอ่อ…พระชายา จะให้เอาผักพวกนี้ไปขายจริงๆหรือพะย่ะค่ะ?” พ่อบ้านโย่วถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก หากชาวบ้านร้านตลาดรู้ว่าตำหนักอ๋องแปดปลูกผักขาย พวกเขาจะไม่หัวเราะเยาะหรอกหรือ

 

“ท่านพ่อบ้าน อย่าได้คิดกังวลเกินไป การค้าขายมิใช่สิ่งต่ำต้อยน้อยหน้าผู้ใด เรามีสินค้า พวกเขามีเงิน ทั้งสองฝ่ายเต็มใจแลกเปลี่ยน ทุกอย่างย่อมต้องเป็นไปด้วยดี ท่านรู้หรือไม่เหล่าคหบดีทั้งหลายนั้นล้วนร่ำรวยมาจากการค้าขายทั้งสิ้น” หลานฮุ่ยเจินพูดให้เขาฟังด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ โย่วสือฟงฟังไปอ้าปากค้างไป พระชายาผู้นี้ช่างมีแนวความคิดที่แตกต่างจากสตรีในห้องหอจากชนชั้นสูงเสียจริง

 

“แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าจะไม่ขายผักพวกนี้” หลานฮุ่ยเจินลุกขึ้นยืนพลางทอดสายตามองไปที่แปลงผักหลายสิบแปลง

 

“อะ…อ้าว พระชายา” โย่วสือฟงตั้งตัวไม่ติดกับการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของผู้เป็นนายหญิง

 

“ให้ท่านสั่งให้บ่าวรับใช้ของพวกเราตัดผักที่พอจะเก็บเกี่ยวได้ไปแจกชาวบ้านที่ยากจน และบอกพวกเขาว่า พระชายาแม่มดหมอผีของท่านอ๋องแปดฝากมาให้ ผักของพวกเรามีมากมายล้วนงามกว่าที่ขายตามตลาดเพราะเรามีปุ๋ยอย่างดีและน้ำที่ไหลมาตามลำธาร นี่แหละที่เรียกว่าทรัพย์ในดินละท่านพ่อบ้าน”

 

“โอ! พระชายาช่างมีน้ำพระทัยที่ประเสริฐยิ่งนัก ตอนนี้พวกชาวบ้านด้านนอกไม่มีใครกล้าเอ่ยว่าพระชายาเป็นแม่มดหมอผี มีแต่เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญว่า พระชายาคือเทพธิดาจากแดนสวรรค์พะย่ะค่ะ” โย่วสือฟงให้รู้สึกดีใจนักหนาที่อย่างน้อยผู้เป็นนายของเขาก็มีภรรยาที่ทั้งเก่งและแสนดี นับเป็นวาสนาของท่านอ๋องแปดจริงๆ

 

“ท่านพ่อบ้าน เย็นนี้สั่งให้บ่าวไพร่ตัดผัก และท่านก็ช่วยคุมพวกเขาไปแจกพวกชาวบ้านด้วย ข้าไม่ไว้ใจว่างานจะเรียบร้อยดีหากไม่มีท่านไปดูแลควบคุม”

 

“เรื่องนั้นขอให้พระชายาสบายพระทัยเถอะพะย่ะค่ะ กระหม่อมจะเป็นคนคุมพวกบ่าวไปแจกผักชาวบ้านด้วยตนเอง”

 

หลานฮุ่ยเจินฉีกยิ้มกว้าง ดวงตานางเป็นประกายราวกับ ‘จินซิง’ หรือดาวประจำเมืองในเวลาพลบค่ำ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 713 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

607 ความคิดเห็น