ไสหัวไปซะพระชายาบ้านนอก

ตอนที่ 29 : ชายชราขี้เมา โรงฝิ่น ปวยกีเช่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,242
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 675 ครั้ง
    1 เม.ย. 64

 

 

รถม้าทั้งสามคันมุ่งหน้าไปสู่ไป๋ซ่านลี่โดยหยุดพักค้างคืนระหว่างทางเท่านั้น หลานฮุ่ยเจินมองออกไปทางหน้าต่าง ภูมิประเทศที่คณะเดินทางของนางได้เดินทางผ่านมานั้นได้เปลี่ยนไปทุกวันๆจากทุ่งเวิ้งว้าง เป็นเทือกเขาสูงที่มีหุบเหวอันตราย จากนั้นเปลี่ยนเป็นที่ราบ ป่ารกชัฏและเขตชุมชน นี่ก็ผ่านมายี่สิบวันแล้ว ตอนนี้รถม้าพาพวกนางเดินทางมาถึงเมืองจี้ชิงชง เมืองเล็กๆที่รายล้อมไปด้วยท้องทุ่งนาที่แห้งแล้ง เมืองที่ได้รับการขนานนามว่า ‘เมืองขี้เหล้า นักเลงฝิ่น’ 

 

ผู้คนในจี้ชิงชงมีรสนิยมที่แปลกประหลาด บุรุษแทบทุกคนในเมืองนี้ถ้าไม่ติดเหล้าก็ติดฝิ่น ภาพของบุรุษที่เมามาย ส่งเสียงเอะอะโวยวาย หรือว่าเมาจนสลบไสลไม่ได้สตินอนอยู่ข้างทางก็มีให้เห็นกันจนชินตา ในเมืองมีโรงฝิ่นที่แอบเปิดอย่างลับๆหลายแห่ง ทางการเองก็ทำเหมือนหลับตาข้างหนึ่ง เพียงแค่มีสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆ โรงฝิ่นนั้นก็อยู่ต่อได้  ในโรงฝิ่นนั้นจะแบ่งพื้นที่เป็นหลายส่วน มีทั้งที่เป็นห้องรับรองส่วนตัวและเป็นห้องโถงกว้างๆ มีเตียงนอน หมอน ผ้าห่มพร้อมกล้องสูบฝิ่นหลากหลายแบบไว้คอยบริการ เพราะคนที่สูบฝิ่นนั้นเมื่อเกิดอาการเคลิ้มก็จะนอนยิ้มฝันหวาน เพ้อฝันถึงเรื่องราวต่างๆ บางรายอาจจะเคลิ้มจนหลับไป  ส่วนสุรานั้นก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ในตลาดมีหอสุราน้อยใหญ่หลายแห่งเพราะคนที่นี่นิยมดื่มสุราเป็นกิจวัตร นอกจากหอสุราแล้วยังมีเพิงข้างทางไว้คอยบริการสุราให้กับผู้คนที่เดินทางสัญจรผ่านไปมาเป็นระยะๆ

 

“ท่านนายอำเภอขอรับ เห็นทีว่าวันนี้พวกเราคงต้องค้างคืนกันที่เมืองจี้ชิงชงแห่งนี้แล้วขอรับ” บุรุษคนขับรถม้าวัยกลางคนบอก

 

หลานยี่หลงพยักหน้า  นี่ก็ผ่านมาได้ยี่สิบวันแล้วที่คณะเดินทางของพวกเขาต้องค้างคืนที่โรงเตี๊ยมรายทาง ทั้งค่าอาหารและค่าที่พักรวมๆกันแล้วก็เกือบๆสองตำลึงทอง โชคดีที่บุตรสาวของเขานั้นมีน้ำใจเผื่อแผ่ต่อตัวเขาและสกุลหลาน หลานยี่หลงจึงไม่ลำบากเรื่องการเงินมากนัก

 

ปกติแล้วคนขับรถม้าเวลาที่ผ่านมาทาง เมืองจี้ชิงชงพวกเขาจะหยุดพักค้างคืนที่ทุ่งนานอกเมืองไม่ได้เข้าพักที่โรงเตี๊ยม พวกเขาไม่ได้แวะเข้าเมืองนี้บ่อยครั้งนักจึงไม่ค่อยคุ้นเคยกับที่ทางในเมือง

 

“เดี๋ยวขอข้าน้อยจอดรถม้าแวะถามทางไปโรงเตี๊ยมก่อนนะขอรับ” คนขับรถม้าพูดก่อนที่จะกระโดดลงจากรถม้า

 

เพิงเล็กๆข้างทางนั้นมีบุรุษทั้งหนุ่มและแก่นั่งอยู่ที่โต๊ะเต็มทุกตัว มีบางคนที่นอนเกลือกกลิ้งไปบนพื้นพร้อมทั้งส่งเสียงเอะอะโวยวาย บงคนนอนหลับใหลไม่ได้สติเพราะเมาหนัก เพิงแห่งนี้ให้บริการทั้งสุราและอาหาร แต่ที่หลานฮุ่ยเจินสังเกตเห็นคือ ทั้งลูกค้าและเจ้าของร้านตลอดจนลูกจ้างล้วนเป็นบุรุษ ไม่มีสตรีอยู่ ณ ที่ตรงนี้แม้สักคนเดียว

 

“พวกคนเมานี่น่ากลัวจังเลยเจ้าค่ะคุณหนู” หลิงหลิงเอ่ย

 

“ทั้งเหม็นทั้งน่าขยะแขยง ดูสิเจ้าคะบางคนหลับใหลไม่ได้สติ” เม่ยฟูเอ่ยตำหนิบ้าง ทั้งกลิ่นเหล้าและกลิ่นอาเจียนเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

 

“เมา…แล้วหลับใหลไม่ได้สติเช่นนั้นหรือ?” หลานฮุ่ยเจินทวนคำสาวรับใช้เบาๆก่อนจะหันกลับไปอ่านตำราการแพทย์ต่อ ตอนนี้นางอ่านไปได้กว่าครึ่งหนึ่งแล้ว

 

หลังจากที่คนขับรถม้าคันที่หนึ่งกลับมารายงานนายอำเภอหลานว่ามีโรงเตี๊ยมตั้งอยู่ที่ใดบ้าง พวกเขาก็ออกเดินทางต่อ

 

รถม้าวิ่งเข้ามาจอดในตรอกหนึ่งซึ่งอยู่ใจกลางเมือง หลานฮุ่ยเจินที่ลงจากรถม้าแล้วพลันสังเกตเห็นว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้มีขนาดปานกลาง อาคารสองชั้นทำด้วยไม้กลางเก่ากลางไม่ ใกล้ๆโรงเตี๊ยมนั้นเป็นที่ตั้งของตลาด

 

“ท่านพ่อเจ้าคะ ตอนนี้ยังไม่เย็นมากนัก ใกล้ๆนี้มีตลาด ลูกขออนุญาตท่านพ่อไปเดินชมตลาดและชมเมืองจี้ชิงชงสักหน่อยจะได้หรือไม่เจ้าคะ?”

 

หลานยี่หลงหันไปมองรอบๆด้วยสายตาที่ไม่ได้คลายความกังวล เขารู้ว่าเมืองจี้ชิงชงแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ดีนัก เพราะได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งนักเลงสุราและนักเลงฝิ่น หากเป็นไปได้เขาอยากจะหลีกเลี่ยงการพักค้างคืนที่นี่ ทว่า…ด้วยข้อจำกัดทางด้านเวลาพวกเขาจึงจำเป็นต้องพักที่นี่เพราะตอนนี้เป็นเวลายามโหย่ว (17.00-18.59 น.)แล้ว แต่เขาจะปฎิบัติกับหลานฮุ่ยเจินราวกับนางเป็นไข่มุกในมือมิได้ นางกำลังจะเป็นพระชายาท่านอ๋องแปดผู้เป็นขยะของราชวงศ์ ชีวิตของนางนับจากนี้จะต้องพานพบอะไรต่อมิอะไรมากมาย หลานฮุ่ยเจินควรที่จะต้องรู้จักโลกภายนอกและเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอด มิใช่หดหัวอยู่แต่ในเรือนอย่างพวกคุณหนูในห้องหอทั้งหลาย

 

“เอาอย่างนี้ พวกเราไปกันทั้งหมดนี่แหละ ไปเดินชมสักหน่อยว่า เมืองจี้ชิงชงนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง”

 

คนขับรถม้าเดินนำคนของจวนสกุลหลานทั้งนายและบ่าวไปตามตรอกต่างๆ จนมาถึงตรอกแห่งหนึ่งชื่อว่า ‘ตรอกเหวิ่นหลัว’

 

“ตรอกเหวิ่นหลัวนี้ได้ชื่อว่าเป็นสีสันต์ยามราตรีของ เมืองจี้ชิงชงเชียวนะขอรับ เมื่อปีที่แล้วข้าน้อยก็เคยแวะมาครั้งหนึ่ง” คนขับรถม้าคันที่สองที่มีหลานฮุ่ยเจินและสาวรับใช้นั่งมาเล่า

 

“สีสันต์ยามราตรีงั้นรึ ที่นี่มีอะไร?” หลานฮุ่ยเจินเอ่ยถาม

 

“ตรอกนี้มีทั้งโรงน้ำชา หอสุราชั้นดี หอนางโลมและที่สำคัญ มีโรงฝิ่นขอรับ”

 

“โรงฝิ่น! โรงฝิ่นเช่นนั้นรึ?” หลานฮุ่ยเจินอุทานเบาๆ

 

“เอ๊ะ! นี่มันกลิ่นอะไร กลิ่นแปลกๆ ข้าไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้มาก่อน” หลิงหลิงอุทานเสียงค่อนข้างดังเมื่อคณะของหลานฮุ่ยเจินเดินผ่านโรงฝิ่นขนาดใหญ่

 

“นั่นคงเป็นกลิ่นฝิ่นที่ลอยออกมาจากโรงฝิ่นนี้ล่ะ” บ่าวรับใช้ชายคนหนึ่งตอบ

 

“ข้างในโรงฝิ่นมีสิ่งใดบ้างรึ?” หลานฮุ่ยเจินเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ โรงฝิ่นถือเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับนาง

 

“ไม่มีสิ่งใดน่าดูหรอกขอรับคุณหนู มีคนนอนสูบฝิ่นอยู่เต็มไปหมด บางคนก็นอนก่ายกัน บางคนสูบหนักจนเคลิ้มหลับไปไม่ตื่นมาสามวันสามคืนก็มี ด้านในมีแต่ควันฝิ่นและกลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียน ข้าน้อยว่าพวกเรารีบเดินข้ามไปอีกฝั่งดีกว่าขอรับ ด้านนั้นมีโรงน้ำชา หอสุรา แล้วก็ร้านขายบะหมี่ชื่อดังของจี้ชิงชง ราคาไม่แพง แต่ต้องรอนานหน่อย ว่าแต่…อาหารเย็นวันนี้ท่านนายอำเภอสนใจเป็นบะหมี่ดีหรือไม่ขอรับ ร้านนี้เขาอร่อยขึ้นชื่อจนดังไปถึงไป๋ซ่านลี่เลยนะขอรับ” ดูเหมือนว่าคนขับรถม้าจะนึกอยากกินบะหมี่ร้านที่ว่านี้เต็มที

 

หลานยี่หลงหันมาสบตากับหลานฮุ่ยเจินเป็นเชิงขอความเห็น

 

“หากท่านพ่อไม่ขัดข้อง ลูกว่าเราลองไปชิมบะหมี่ร้านนี้ก็ดีเจ้าค่ะ จะได้รู้ว่าอร่อยสมคำร่ำลือจริงหรือไม่” หญิงสาวตอบพลางยิ้มน้อยๆ

 

ทั้งหมดเดินตามชายคนขับรถม้าคันแรกไปอีกฝั่งหนึ่งของตรอก ขณะที่หลานฮุ่ยเจินกำลังจะข้ามถนนก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายออกมาจากโรงสุราโรงหนึ่งฝั่งซ้ายมือของนางก่อนที่ร่างๆหนึ่งจะถูกจับโยนออกมา เขาบ่นพึมพำเบาๆก่อนจะตะเกียกตะกายคลานมาหยุดตรงหน้าของว่าที่พระชาอ๋องแปด และหลับไปด้วยความเมามายในที่สุด

 

“เฮ้ย! ลุกขึ้น ตาแก่คนนี้เมาแล้วมานอนขวางทางคุณหนูใหญ่ได้อย่างไร ตื่นเดี๋ยวนี้ ลุกออกไปเดี๋ยวนี้นะ” เสียงของบ่าวชายคนหนึ่งใช้เท้าเขี่ยชายชราขี้เมาคนนั้นเบาๆเพื่อหวังปลุกให้ตื่น แต่จนแล้วจนรอดเขาก็หลับเป็นตาย ไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย

 

“สงสัยคงดื่มหนักมากถึงได้หลับเป็นตายอย่างนี้ สงสัยว่าคืนนี้คงต้องนอนข้างทางอย่างนี้ละ พวกเราไปเถอะ” คนขับรถม้าที่บรรทุกข้าวของสัมภาระต่างๆเอ่ยขึ้น 

 

หลานฮุ่ยเจินจ้องมองร่างของชายชราที่นอนอย่างสลบไสลนั้นแวบหนึ่งก่อนจะถอนสายตาออกมาและเดินอ้อมไปทางด้านเท้าของเขา

 

ระหว่างที่กำลังเดินข้ามทางไปอีกฝั่งหนึ่งของตรอก เป้าหมายคือร้านบะหมี่ชื่อดัง หลานฮุ่ยเจินก็เอ่ยออกมาเบาๆ 

 

“เมาหนักจนหลับใหลไม่ได้สติเช่นนี้เลยหรือ?”

 

“อย่าไปใส่ใจนักเลย ฮุ่ยเจิน เจ้าได้มาพบเห็นอะไรเช่นนี้นับว่าดี ต่อจากนี้ไปเจ้าคงจะได้พบเห็นอะไรต่อมิอะไรมากมาย ได้เปิดหูเปิดตาอีกมาก” หลานยี่หลงเอ่ยบอกบุตรสาว

 

หลังจากกินบะหมี่อย่างอิ่มหนำสำราญแล้วทั้งหมดก็กลับโรงเตี๊ยม เตรียมตัวสำหรับการเข้านอนและการเดินทางในวันรุ่งขึ้น

 

คณะเดินทางเริ่มออกเดินทางพร้อมกับแสงแรกของวัน เช้านี้อากาศสดชื่น หลานฮุ่ยเจินยังคงนั่งอ่านตำราแพทย์ไปตลอดทางในขณะที่สองสาวใช้หลับอุตุ 

 

“ไม่ว่าตำราเล่มไหนก็ไม่มีกล่าวถึงเรื่องการผ่าตัด การใช้ยาชาหรือว่ายาสลบเลย แล้วถ้าหากว่าเราจำเป็นที่จะต้องผ่าตัดขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไร จะใช้อะไรเป็นยาชาหรือว่ายาสลบ” หญิงสาวบ่นพึมพำเบาๆพลางเหลือบมองสองสาวใช้ที่หลับไม่รู้หนาวไม่รู้ร้อน

 

“เฮ้อ! สองคนนี้หลับไหลไม่ได้สติเหมือนตาแก่คนนั้นเลย” หลานฮุ่ยเจินพูดไปในหัวพลันปรากฏภาพของชายชราขี้เมาที่ถูกจับโยนออกมาจากหอสุราเมื่อเย็นวาน

 

ดวงตาของบุตรสาวคนโตของสกุลหลานสว่างวาบ

 

‘จริงสิ! ฝิ่น และ เหล้า อย่างไรล่ะ คนที่เมาฝิ่นและเมาเหล้าย่อมหลับไหลไร้สติ’ หลานฮุ่ยเจินยินดียิ่งนัก ดวงตาของนางเป็นประกาย และแล้วความคิดที่ว่าจะต่อยอดเรื่องยาชาหรือว่ายาสลบจากสุราและฝิ่นอย่างไรก็โลดแล่นในหัวของนาง

 

“ของที่คนเขาคิดว่าเป็นสิ่งไม่ดี มีโทษ บางครั้งบางคราวมันก็อาจจะเป็นประโยชน์ได้” หญิงสาวพูดคนเดียวในขณะที่สาวรับใช้ทั้งสองต่างหลับสนิท

 

‘เอ…นอกจากเหล้าและฝิ่นแล้ว การฝังเข็มเพื่อให้ร่างกายชาก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนะ เราควรที่จะเรียนรู้เรื่องการฝังเข็มไว้ด้วย’ หญิงสาวนั่งมองทิวทัศน์ข้างทางไปนึกคุยกับตนเองไป

 

‘แต่ถ้าคนไข้เลือดออกไม่หยุด จะทำอย่างไร ในยุคนี้ไม่สามารถตรวจเลือดได้ เราไม่มีทางรู้เลยว่าเกล็ดเลือดคนไข้มีเท่าไหร่ แล้วอย่างนี้จะทำอย่างไรดี’

 

รถม้าวิ่งเข้าสู่ทางดินเล็กๆ สองข้างทางเป็นป่าละเมาะที่หาความเขียวขจีของต้นไม้ใบไม้แทบไม่มีเอาเสียเลย พลัน…หลานฮุ่ยเจินก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่าง พืชพันธ์ชนิดนี้นางรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด ใช่แล้ว…มันคือ…

 

‘ต้นสาบเสือ’

 

“หยุดรถม้าก่อน” หลานฮุ่ยเจินตะโกนออกมาด้วยเสียงอันดัง

 

ทันทีที่รถม้าหยุดหลานฮุ่ยเจินแทบจะกระโดดลงจากรถม้าเพื่อเดินไปดูไม้พุ่มที่อยู่ริมทางว่าใช่ต้นสาบเสือหรือไม่ หลานยี่หลงที่เห็นว่ารถม้าของบุตรสาวจู่ๆก็หยุดเอาซะดื้อๆจึงสั่งให้คนขับรถม้าหยุดตาม

 

“นั่นมันต้นปวยกีเช่า มันเป็นวัชพืช ไม่มีประโยชน์อันใด เจ้าจะเอาไปทำไม?” เขาเอ่ยถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นบุตรสาวเก็บใบของต้นสาบเสือใส่ในถุงผ้า

 

“มันเรียกว่าปวยกีเช่าหรือเจ้าคะ นี่ล่ะสมุนไพรชั้นยอด มันช่วยห้ามเลือดได้ดีทีเดียวนะเจ้าคะ เอ้า…พวกเจ้าลงมาช่วยข้าเก็บเร็วๆเข้า เก็บให้ได้เยอะๆด้วยนะ” หลานฮุ่ยเจินพูดกับบิดาเสร็จก็หันไปสั่งการสาวรับใช้ทั้งสองที่เพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาและทำหน้างุนงง

 

หลานฮุ่ยเจินจำได้ว่าเมื่อครั้งที่นางยังคงเป็นนักศึกษาแพทย์ได้เดินหลงป่าไปพร้อมกับเพื่อนอีกสามคน หนึ่งในเพื่อนของนางได้ถูกหินตำเท้าจนเลือดไหลเป็นทางเพราะแผลค่อนข้างลึก พวกเขาพยายามช่วยกันห้ามเลือดอย่างไรก็ไม่เป็นผล จนในที่สุดก็พยุงกันเดินมาถึงหมู่บ้านชาวเขาแห่งหนึ่งที่อยู่กลางป่า พ่อเฒ่าซึ่งเป็นหมอของหมู่บ้านได้นำใบสาบเสือมาตำให้ละเอียดและพอกไปบนแผล ไม่น่าเชื่อว่าเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวเลือดก็หยุดไหลจากแผลได้

 

‘วิเศษ!’ หลานฮุ่ยเจินรู้สึกลิงโลดในใจ ตาของนางเปล่งประกายราวกับดวงดาว

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 675 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

676 ความคิดเห็น

  1. #572 may1935 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 / 18:17
    ไรท์จ๋าเราว่าเหมือนเรื่องมันเดินช้ารึป่าวอ่ะจะ30ตอนแล้วทั้งคู่ยังไม่เจอกันเลยอ่ะ
    #572
    0
  2. #464 nudang2 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 27 เมษายน 2564 / 19:47
    เอ ถ้าสลบด้วยเหล้าจะผ่าตัดได้รึ เลือดสูบฉีดเกินไม่ใช่รึ
    #464
    0
  3. #430 DinDumm (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 เมษายน 2564 / 23:20
    นางเอกเก่งมากลูก
    #430
    0
  4. #373 julalaktanyos (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 22 เมษายน 2564 / 11:06
    ใบสาบเสือดีจริงค่ะ ตอนเด็กๆหกล้มก็เอาใบนี้แหละมาขยี้ใส่แผล แต่เดี๋ยวนี้แถวบ้านไม่ค่อยมีแล้ว แซดด
    #373
    0
  5. #158 munmun (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 07:04
    สาบเสือใช้ห้ามเลือดได้จริงเลือดหยุดเร็วและไม่อักเสบเลย เคยใช้แล้ว
    #158
    1
    • #158-1 ๋J.A.J.K.(จากตอนที่ 29)
      8 เมษายน 2564 / 14:19
      ไรท์ก็เคยใช้ค่ะ ชอบดมกลิ่นมันด้วย
      #158-1
  6. #147 Despair. (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 7 เมษายน 2564 / 17:05
    แงงงทำไมอ่านไม่ได้
    #147
    1
    • #147-1 ๋J.A.J.K.(จากตอนที่ 29)
      7 เมษายน 2564 / 21:25
      สอบถามทางเวบให้ตรวจสอบให้แล้วนะคะ ต้องขออภัยในเหตุขัดข้องด้วยนะคะ
      #147-1
  7. #137 KKclover10 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 7 เมษายน 2564 / 01:11
    เรารู้จักใบสาบเสือเป็นอย่างดีแผลเล็กแผลใหญ่จากหอยเชอรรี่บาด ก็จะนึกถึงคุณสาบเสื้อขยี้ๆๆให้นำออกแล้วโปะ มีความแสบหน่อยยย
    #137
    1
    • #137-1 ๋J.A.J.K.(จากตอนที่ 29)
      7 เมษายน 2564 / 21:28
      เราก็ใช้บ่อยตอนเด็กๆค่ะ แถวบ้านมีแยะ
      #137-1
  8. #27 Poohkyung (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 เมษายน 2564 / 17:51
    ท่านเทพไม่คิดจะให้พรเกี่ยวกับการแพทย์อื่นๆเลยหรอนอกจากดมพิษ🥺🥺
    #27
    0