ไสหัวไปซะพระชายาบ้านนอก

ตอนที่ 26 : ออกเดินทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,656
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 647 ครั้ง
    8 เม.ย. 64

รถม้าสามคันวิ่งออกจากจวนสกุลหลานตั้งแต่ต้นยามเหม่า ( 05.00 น.) รถม้าคันที่หนึ่งมีหลานยี่หลงกับบ่าวรับใช้ชายสองคนนั่ง ส่วนคันที่สองมีหลานฮุ่ยเจินและสาวรับใช้ส่วนตัวทั้งสองของนาง หลิงหลิงและเม่ยฟูนั่งโดยสารไป ส่วนคันสุดท้ายนั้นใช้สำหรับบรรทุกสัมภาระต่างๆ แน่นอนว่าในส่วนของสินเจ้าสาวนั้นถูกบรรจุลงหีบและถูกเก็บรักษาไว้ข้างกายหลานฮุ่ยเจิน

 

รถม้าทั้งสามคันวิ่งออกจากโจวถิงไปทางทิศใต้ มุ่งหน้าไปสู่ไป๋ซ่านลี่ ระยะทางราวๆหนึ่งพันลี้ ใช้เวลาเดินทางประมาณเจ็ดวันหากไม่มีเหตุขัดข้องระหว่างทาง

 

เสียงฝีเท้าของม้าที่วิ่งกุบกับๆไปตลอดทางทำให้หญิงสาวรู้สึกตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา หลานฮุ่ยเจินเลิกผ้าม่านขึ้นพลางมองออกไปด้านนอก ทิวทัศน์สองข้างทางไม่น่าอภิรมย์นัก ถนนนั้นเป็นทางลูกรังแคบๆ ที่บางช่วงก็เป็นทางตรง บางช่วงก็คดเคี้ยวไปมา สองข้างทางเป็นทุ่งเวิ้งว้าง สีน้ำตาลของหญ้าแห้งพลอยทำให้จิตใจของนางหดหู่ สารทฤดูกำลังคืบคลานเข้ามา อากาศเย็นแห้งๆ พืชพันธุ์ต่างๆทั้งไม้พุ่มและไม้ใหญ่ต่างเริ่มสลัดใบทิ้ง ใบไม้สีเหลือง-แดงหล่นโปรยปรายใต้ต้นจนหมด ทิ้งให้ลำต้นดูเปลือยราวกับร่างเปลือยเปล่าของบุรุษหรือสตรี แต่บางต้นยังพอมีใบเหลือโหลงเหลงอยู่บ้าง

 

ที่หลานฮุ่ยเจินไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับภูมิประเทศสองข้างทางเลย คงเป็นเพราะภูมิประเทศที่เป็นทุ่งกว้าง ป่าไม้และไหล่เขานั้นคล้ายๆกับที่นางเคยเห็นเวลาที่ต้องเดินทางไปชนบทที่ห่างไกลความเจริญ การเป็นแพทย์อาสาในยามว่างทำให้นางได้เรียนรู้หลากหลายประสบการณ์ของชีวิต

 

ผิดกับหลิงหลิงและเม่ยฟูที่ออกจะตื่นตาตื่นใจกับวิวทิวทัศน์สองข้างทาง พวกนางเป็นบ่าวรับใช้ตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยเดินทางออกนอกโจวถิงเลย

 

“นั่นภูเขาใช่ไหมเจ้าคะคุณหนู? หลิงหลิงชี้ไม้ชี้มืออย่างตื่นเต้น

หลานฮุ่ยเจินพยักหน้ายิ้มๆ

 

“ทำไมท้องทุ่งถึงได้ดูแห้งไปหมด มีแต่หญ้าเหลืองๆแห้งๆ  ต้นไม้ก็โกร๋น ใบก็ร่วงหมด” เม่ยฟูเอ่ยบ่นเบาๆ นางแอบผิดหวังเล็กๆที่ทิวทัศน์สองข้างทางไม่ได้สวยงามดั่งที่คาดหวัง

 

“ตอนนี้กำลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้ใบหญ้าก็จะมีแต่สีเหลืองๆหรือสีน้ำตาลแบบนี้แหละ พอเข้าสู่หน้าฝนโน่นถึงจะกลายเป็นสีเขียว”หลานฮุ่ยเจินอธิบาย

 

“แต่แคว้นไป๋กว๋อนั้นแห้งแล้งติดต่อกันมาหลายปีแล้วนะเจ้าคะคุณหนู ฝนก็ไม่ค่อยตก เราไม่ได้เห็นต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจีมานานแล้ว” หลิงหลิงบอก

 

“เป็นเช่นนั้นหรือ?” หลานฮุ่นเจินสะท้อนใจ แล้วชาวบ้านที่ยากจนจะมีชีวิตความเป็นอยู่เช่นไรหนอ

 

รถม้าทั้งสามคันวิ่งมาถึงเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในยามเย็น คาดว่าน่าจะเป็นยามโหย่ว (17.00-18.59น.) หลานยี่หลงตัดสินใจที่จะให้คณะเดินทางพักค้างคืนที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้หนึ่งคืน นายอำเภอหลานจองห้องพักสามห้อง ห้องแรกสำหรับเป็นที่พักขอเขาและบ่าวรับใช้ชายหนึ่งคน ห้องที่สองเป็นห้องพักของหลานฮุ่ยเจินและสาวรับใช้ทั้งสองของนาง ห้องที่สามเป็นห้องพักของบ่าวชายหนึ่งคนและคนขับรถม้าทั้งสาม โดยคนขับรถม้าจะผลัดเปลี่ยนกันไปเฝ้าม้าและรถม้าที่ด้านหลังโรงเตี๊ยม 

 

        โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นโรงเตี๊ยมขนาดเล็ก ให้บริการอาหารและห้องพัก มีห้องพักสำหรับรับรองแขกอยู่ยี่สิบห้อง ช่วงนี้เป็นช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวยากหมากแพง จึงไม่ค่อยมีคนเดินทางสัญจรผ่านไปมามากนัก ห้องพักของโรงเตี๊ยมจึงว่างอยู่หลายห้อง

 

ว่ากันว่าหากอยากรู้ว่าเรื่องใดกำลังเป็นขี้ปากชาวบ้านอยู่ คงหนีไม่พ้นต้องไปที่โรงเตี๊ยม โรงน้ำชา หรือหอสุรา

 

หลานฮุ่ยเจินขอแยกโต๊ะนั่งกินข้าวกับผู้เป็นบิดา และให้สองสาวรับใช้ขึ้นมานั่งร่วมโต๊ะด้วย โดยให้เหตุผลว่าพวกเขาต้องไม่เปิดเผยตัวตนว่าเป็นใคร เพราะหากมีอะไรผิดพลาดจนทำให้นางไม่อาจเดินทางไปเข้าพิธีอภิเสกสมรสกับอ๋องแปดได้ทันกำหนดการสกุลหลานอาจจะต้องถึงคราววิบัติ เพราะแขกที่พักในคืนนี้มีไม่มาก โต๊ะจึงว่างหลายโต๊ะ หลานยี่หลงจึงอนุญาตให้บ่าวชายทั้งสองและคนขับรถม้านั่งรับประทานอาหารอีกโต๊ะหนึ่ง ส่วนตัวเขาเองนั่งอยู่ที่โต๊ะเล็กๆเพียงลำพังด้านข้างโต๊ะของสตรีทั้งสามนาง

 

‘หากอยากรู้อะไรต้องถามเสี่ยวเอ้อสิ เพราะคนเหล่านี้มีโอกาสพบปะผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมากมาย’ หลานฮุ่ยเจินนึก

 

ครั้นพอเสี่ยวเอ้อนำอาหารมาบริการที่โต๊ะของนาง หลานฮุ่ยเจินจึงไม่รอช้า

 

“เอ่อ เสี่ยวเอ้อ หมู่นี้มีข่าวคราวอะไรที่โด่งดังบ้าง คือพวกเราเดินทางมาจากชนบทที่ห่างไกล เกรงว่าจะพลาดข่าวสำคัญ?”

 

เสี่ยวเอ้อหนุ่มยิ้มน้อยๆที่มุมปาก เขารู้สึกเคยชินไปเสียแล้วกับการสนทนาแลกเปลี่ยนข่าวสารกับลูกค้าที่เข้ามาพักที่โรงเตี๊ยม

 

“ตอนนี้เรื่องที่ดังมากๆของเมืองจี้ชิงซงแห่งนี้ก็คือเรื่องฮูหยินของคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองนี้ตายเพราะคลอดบุตรไม่ได้”

 

หลานฮุ่ยเจินหน้าตื่น

 

“ตาย! เพราะคลอดบุตรไม่ได้! หมายความว่าอย่างไร นางหรือว่าเด็กมีความผิดปกติอย่างไร?”

 

เสี่ยวเอ้อให้รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ลูกค้าที่เป็นสตรีนางนี้นั้นดูตกอกตกใจกับเรื่องการตายของฮูหยินเศรษฐีมากไปหน่อย

 

“เพราะเด็กตัวใหญ่ และที่สำคัญคือเด็กไม่ยอมกลับหัว หมอตำแยเลยทำคลอดไม่ได้” เสี่ยวเอ้อหนุ่มพูดไปรินน้ำชาให้สตรีทั้งสามนางไป

 

“เดี๋ยวนะ ถ้าเด็กไม่ยอมกลับหัว คลอดไม่ได้ ทำไมหมอไม่ผ่าตัดทำคลอดให้ล่ะ?”

 

หลานฮุ่ยเจินเริ่มเสียงดังจนหลานยี่หลงที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไปเป็นต้องกระแอมออกมา

 

หญิงสาวเหลือบมองผู้เป็นบิดาแวบหนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆหนึ่งครั้งเป็นเชิงรับรู้ความหมาย

 

“แม่นาง ท่านพูดถึงเรื่องอันใด ผ่า? ผ่าตัดคืออันใด ท่านหมายถึงเอามีดไปกรีดท้องฮูหยินท่านคหบดีเพื่อที่จะเอาเด็กออกมาเช่นนั้นหรือ?” เสี่ยวเอ้อเองก็ไม่คาดคิดว่าแม่นางผู้นี้จะหมายความดังเช่นที่เขาพูด

 

“ใช่ ข้าหมายความเช่นนั้น หากคลอดเด็กเองไม่ได้ หมอก็จะใช้มีดผ่าท้องเอาเด็กออกได้มิใช่หรือ?” หลานฮุ่ยเจินพูดด้วยเสียงที่เบาลงจนแทบกระซิบ

 

“แม่นาง ไม่มีใครหรือหมอที่ไหนจะกล้าทำเช่นนั้นหรอก ถ้าผ่าท้องมารดาเพื่อเอาเด็กออกก็เท่ากับเป็นการฆ่าผู้เป็นแม่นะสิ” เสี่ยวเอ้อเองเมื่อเห็นว่าลูกค้าเบาเสียงลง เขาเองก็เบาเสียงตาม อีกอย่างเรื่องการผ่าท้องนั้นก็ไม่ควรที่จะสนทนากันเสียงดังนัก  เพราะในยุคนี้การทำคลอดนั้นหมอตำแยหรือว่าหมอทั่วๆไปสามารถทำได้เพียงวิธีคลอดธรรมชาติเท่านั้น เรื่องการผ่าท้องนั้นพวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ถ้าจะมีคงมีเฉพาะพรรคมารที่กระทำการโหดเหี้ยมวิปริตเช่นนั้นได้

 

‘แสดงว่าในยุคสมัยนี้การผ่าตัดยังไม่เป็นที่นิยมสินะ แต่…ในกรณีที่จำเป็นจริงๆเช่นกรณีของฮูหยินเศรษฐีของเมืองนี้หากได้รับการช่วยผ่าคลอดก็อาจจะรอดทั้งมารดาและเด็ก’ หลานฮุ่ยเจินนึกคิดในใจ คิ้วของนางขมวดเข้าหากันจนเสี่ยวเอ้อสังเกตเห็นได้

 

“นี่ แม่นาง อย่าได้มีอารมณ์ตึงเครียดไปนักเลย นอกจากข่าวเศร้าสลดใจกับการจากไปของฮูหยินเศรษฐีและลูกในท้องแล้ว ตอนนี้ยังมีอีกข่าวที่ดังยิ่งกว่า มิหนำซ้ำยังสร้างความสำราญใจให้กับผู้ได้ยินได้ฟังอีกด้วย” เสี่ยวเอ้อเอ่ยอย่างร่าเริง

 

“ข่าวที่ว่าคือเรื่องอันใดรึ?” หลานฮุ่ยเจินที่สนใจเรื่องของข่าวมากกว่าอาหารตรงหน้าปล่อยให้สองสาวใช้ที่ไม่เคยได้ลิ้มรสอาหารดีๆรสโอชะมาก่อนตั้งใจกินจนลืมฟังบทสนทนาของนายสาวและเสี่ยวเอ้อ

 

“ข่าวเรื่องการอภิเษกสมรสขององค์รัชทายาทและบรรดาอ๋องทั้งแปดน่ะสิ” เสี่ยวเอ้อเอ่ยอย่างกระตือรือร้น

 

หลานฮุ่ยเจินชะงัก นางแก้เก้อด้วยการยื่นมือไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบเบาๆ

 

“อืม มีอันใดน่าสนใจกระนั้นหรือ?”

 

“ที่น่าสนใจน่ะ ไม่ใช่คู่ขององค์รัชทายาทหรอก แต่เป็นคู่ของอ๋องแปดเสียมากกว่า ใครๆต่างก็รู้ว่าท่านอ๋องแปดนั้นเป็นบุรุษที่สุดแสนจะอัปลักษณ์ สตรีทั้งหลายต่างปฏิเสธและไม่ยินดีที่จะแต่งงานด้วย ถึงแม้ว่าหลังแต่งงานแล้วพวกนางจะกลายเป็นพระชายาก็ตาม แต่ดันมีสตรีวิปลาสนางหนึ่งยินยอมและยินดีที่จะแต่งกับอ๋องแปด ทุกคนเลยทั้งสนใจและอยากเห็นว่านางนั้นเป็นอย่างไร หน้าตานางงดงามหรือว่าอัปลักษณ์ นางมีสติดีอยู่หรือไม่ ว่ากันว่าคนทั้งไป๋ซ่านลี่กำลังรอคอยที่จะยลโฉมพระชายาท่านอ๋องแปดอยู่” 

 

หลานฮุ่ยเจินที่กำลังจิบน้ำชาอยู่แทบจะพ่นน้ำชาใส่หน้าเสี่ยวเอ้อที่กำลังเล่าเป็นตุเป็นตะ โชคดีที่นางรีบกลืนลงคอไปทัน แต่ก็ต้องกระแอมไอออกมาเพราะสำลักชาแทน

 

“แค้กๆๆๆๆ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 647 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

694 ความคิดเห็น

  1. #619 แมวเหมียว (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2564 / 23:10

    นินทากันระยะเผาขนเลยนะนั่น 555+

    #619
    0
  2. #346 แก้ว (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 12:42

    สำนักข่าว นินทานิวส์ หรือจะเป็น สมาคมคนเผือกแห่งแค้วน5555555ฮาเข้าไป

    #346
    0
  3. #218 Phathaichan (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 18:07
    แหม สายข่าววงในเลยนะเนี่ย
    #218
    0
  4. #15 Nun2301 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 31 มีนาคม 2564 / 15:43

    มีคนตั้งตารอน้องเยอะเลย
    #15
    1
    • #15-1 ๋J.A.J.K.(จากตอนที่ 26)
      1 เมษายน 2564 / 15:30
      ขอบคุณมากๆนะคะ
      #15-1