ไสหัวไปซะพระชายาบ้านนอก

ตอนที่ 23 : หนี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,391
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 691 ครั้ง
    30 มี.ค. 64

 

 

อีกเพียงแค่วันเดียวเท่านั้นก็จะถึงวันเดินทาง หลานฮุ่ยเจินสั่งให้สาวใช้จัดเตรียมข้าวของจนพร้อมแล้ว หลิงหลิงและมู่เฟยเองก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ออกไปเห็นโลกกว้าง พวกนางอยู่แต่ในโจวถิงมาทั้งชีวิต ขณะที่พวกนางกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องการเดินทางอยู่นั้น สาวรับใช้จากเรือนหลักก็มาขัดจังหวะ

 

“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่าให้เรียกหาคุณหนูเจ้าค่ะ”

หลานฮุ่ยเจินที่กำลังจัดยาสมุนไพรต่างๆของนางลงในกล่องเป็นต้องชะงัก

 

“อืม…ข้ารู้แล้ว จะไปเดี๋ยวนี้”

 

สองสาวรับใช้ หลิงหลิง และ มู่เฟย ช่วยกันพยุงผู้เป็นนายให้ค่อยๆเดินไปที่เรือนหลัก น่าแปลก สองสามวันผ่านมานี้คุณหนูใหญ่ของพวกนางดูมีเรี่ยวมีแรงขึ้นมาก  นางเจริญอาหารมากขึ้นจนห้องครัวต้องส่งอาหารมาให้มากขึ้นอีกเท่าตัวทุกวัน

 

“จริงๆพวกเจ้าไม่ต้องคอยพยุงข้าก็ได้ เห็นไหมว่าข้าแข็งแรงขึ้น อีกหน่อยข้าจะวิ่งให้พวกเจ้าดู” หลานฮุ่ยเจินนึกถึงคราวที่นางว่างเว้นจากงานสอนหนังสือให้นักศึกษาแพทย์นางมักจะหาโอกาสไปร่วมวิ่งมาราธอน หญิงสาวเป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมาตลอด พอต้องเข้ามาอยู่ในร่างที่อ่อนแอ ขี้โรค ไม่มีแรงแม้แต่จะยกตะเกียบคีบอาหารเข้าปากนางให้รู้สึกอึดอัดยิ่งนัก 

 

“ถ้าคุณหนูเจริญอาหารแบบนี้ทุกวัน อีกหน่อยคุณหนูต้องวิ่งได้แน่เจ้าค่ะ” สองสาวใช้ต่างยินดีที่ผู้เป็นนายเริ่มจะสุขภาพแข็งแรงขึ้น นั่นหมายความว่าพวกนางจะมีที่พึ่งที่มั่นคง

 

พอทั้งสามมาถึงด้านหน้าเรือนหลัก หลานฮุ่ยเจินจึงบอกให้สาวรับใช้ทั้งสองนั้นรออยู่ด้านนอก นางจะเข้าไปคนเดียว นางอยากจะใช้เวลาสักพักกล่าวลาฮูหยินผู้เฒ่าเพราะในวันรุ่งขึ้นพวกนางก็ต้องเดินทางแล้ว การจากกันครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะได้พบหน้ากันอีกทีเมื่อไหร่ หรือ…อาจจะไม่ได้พบกันอีกเลยก็เป็นได้

 

“ท่านย่าให้เรียกหาหลาน มีสิ่งใดให้หลานรับใช้หรือเจ้าคะ?” หลานฮุ่ยเจินเอ่ยถามเมื่อมานั่งคุกเข่าต่อหน้าผู้เป็นย่า

 

“ย่ามีของจะมอบให้เจ้า เป็นของขวัญวันแต่งงานนะ” ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลหลานจับมือหลานสาวคนโตขึ้นมาพร้อมๆกับวางกล่องผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินขนาดเท่าฝ่ามือลงบนฝ่ามือของหลานฮุ่ยเจิน

หลานฮุยเจินมองกล่องกำมะหยี่นั้นด้วยความตื้นตัน ขอบตานางร้อนผะผ่าวขึ้นมาก่อนที่หยดน้ำตาจะหยดแหมะลงบนกล่องนั้น

 

“เจ้ายังขี้แยเหมือนเดิม นี่จะต้องออกเรือนแล้ว ยังไม่เลิกขี้แยอีก”ฮูหยินผู้เฒ่าลูบหัวผู้เป็นหลานสาวเบาๆ ถึงแม้ว่านางกับหลานสาวผู้อ่อนแอคนนี้จะไม่ค่อยสนิทสนมกันนัก แต่เพราะสายใยแห่งความผูกพันทางสายเลือดทำให้ฮูหยินผู้เฒ่านึกใจหายขึ้นมา

 

“เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี ย่าเป็นห่วง” ดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลหลานเวลานี้เต็มไปด้วยความอาทร

 

“ท่านย่าอย่าได้เป็นกังวลไป ดูสิ หลานแข็งแรงขึ้นมาก ตอนนี้หลานแทบจะไม่ต้องให้คนพยุงเดินแล้ว และหลานก็กินข้าวได้มากขึ้น อีกหน่อยหลานคงอ้วนเป็นหมู”

 

“ทำเป็นพูดไป เจ้าดูแข็งแรงสดใสขึ้นย่าก็ดีใจ เอ้า…ลองเปิดดูสิ  สร้อยข้อมือมรกตนี้ย่ารักมาก ย่าให้เจ้าเป็นของขวัญ เก็บไว้ให้ดีล่ะ”

 

หลานฮุ่ยเจินเปิดฝากล่องสี่เหลี่ยมที่ภายนอกบุด้วยผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินนั้นออกอย่างใจจดใจจ่อ ทันทีที่เห็นสร้อยข้อมือที่ทำจากมรกตน้ำงามนางก็หยิบมันขึ้นมาเชยชมด้วยความทนุถนอม

 

“ท่านย่าทำไมไม่เก็บไว้เองล่ะเจ้าคะ นี่ของรักของท่านย่ามิใช่หรือเจ้าคะ?” หญิงสาวเอ่ยถาม

 

ฮูหยินผู้เฒ่าส่ายหน้าไปมาเบาๆ

 

“ย่าแก่แล้ว ไม่รู้จะใส่ของพวกนี้ไปทำไมกัน มิสู้มอบให้สาวๆเขาได้ใส่ประชันความงามกันไม่ดีกว่ารึ ย่าไม่มีสมบัติอะไรมาก มีเพียงสร้อยข้อมือเส้นนี้เท่านั้นที่ควรค่าจะมอบให้กับว่าที่พระชายาท่านอ๋อง”

 

“โธ่! ท่านย่า ไม่เห็นต้องลำบากเลยเจ้าค่ะ สิ่งของพวกนี้ล้วนเป็นของนอกกาย ความรักความห่วงใยจากท่านย่าต่างหากที่มีค่ามากกว่า”

 

หลานฮุ่ยเจินโผเข้าไปสวมกอดผู้เป็นย่าแน่น น่าแปลกที่นางเพิ่งจะเข้ามาใช้ชีวิตที่จวนสกุลหลานแห่งนี้ได้เพียงสองสามวัน แต่กลับรู้สึกผูกพันธ์กับสตรีชราผู้นี้อย่างแปลกประหลาด 

 

คงเป็นเพราะฮูหยินผู้เฒ่าผู้นี้ก็คือย่าของนางในชาตินี้นั่นเอง

ราวหนึ่งก้านธูปต่อมาหลานยี่หลงและเหวินมี่เฟยได้เดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ที่ที่หลานฮุ่ยเจินและฮูหยินผู้เฒ่ากำลังนั่งอยู่

 

“นี่คือสินเดิมของมารดาเจ้า ข้ามอบให้เป็นสินเจ้าสาว เจ้าเองก็รู้ว่าจวนสกุลหลานของเรานั้นมิใช่จวนขุนนางที่มั่งคั่ง เราแค่พอมีอยู่มีกิน  แต่เราก็ไม่มีทรัพย์สมบัติเป็นหีบ หรือมีที่ดินมากมาย ที่ดินที่เรามีก็มีเพียงผืนเดียวคือที่ตั้งจวนสกุหลานแห่งนี้ หวังว่าเจ้าจะไม่ตำหนิที่สกุลหลานของเราไม่มีสินเจ้าสาวให้เจ้าเพิ่มเติมจากสินเดิมของมารดาเจ้า อาจจะดูน้อยหน้าพระชายาของท่านอ๋องอื่นๆ  ข้าก็คาดหวังว่าท่านอ๋องแปดจะไม่ทรงพิโรธ” หลานยี่หลงพูดด้วยความรู้สึกผิด

 

“ไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะท่านพ่อ เรื่องเงินทองและทรัพย์สมบัติอื่นๆล้วนเป็นของนอกกาย คุณงามความดีต่างหากเล่าที่สำคัญ ข้ามั่นใจว่าท่านอ๋องจะไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้” หลานยี่หลงให้ประหลาดใจที่บุตรสาวของเขาดูมีความคิดความอ่านมากขึ้นราวกับผ่านโลกมานาน

 

“หากเจ้าว่าเช่นนั้น ข้าก็เบาใจ มาเถอะ มาดูสินเดิมของมารดาเจ้า นี่คือชุดเครื่องประดับที่ทำจากไข่มุกสีชมพู มีทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ต่างหูและปิ่นปักผมเข้าชุดกัน ข้าจำได้ว่าแม่ของเจ้าเคยบอกว่าชุดเครื่องประดับนี้อดีตไทเฮาทรงประทานให้ท่านยายของเจ้าแล้วก็ถูกส่งต่อกันมาเป็นทอดๆจนมาถึงเจ้านี่แหละ ฮุ่ยเจิน  เปิดดูสิ”

 

 

หลานฮุ่ยเจินรับกล่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ซึ่งภายนอกและภายในกล่องบุด้วยผ้าไหมงามล้ำค่าสีแดงสดมาเปิดออกดู  แสงวาววับบนผิวของไข่มุกสีชมพูสะท้อนเข้าตาของเหวินมี่เฟยที่จ้องเหมือนไม่จ้องชุดเครื่องประดับงามล้ำค่านั้นอยู่

 

‘เหตุใดนังเจินลี่ถึงได้มีสิ่งของล้ำค่าเช่นนี้นะ เป็นของประทานมาจากอดีตไทเฮาซะด้วย’ เหวินมี่เฟยนึกริษยา นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้มีโอกาสเห็นชุดเครื่องประดับที่งดงามล้ำค่าขนาดนี้  เห็นแล้วก็ให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ นางรึสู้อุตส่าห์ยอมลาออกจากการเป็นนางเอกคณะงิ้วแล้วมาเป็นอนุของท่านนายอำเภอเมืองโจวถิง  หวังว่าเขาจะเลี้ยงดูให้สุขสบาย ไม่ต้องเต้นกินรำกินอีกต่อไป นางพยายามไต่เต้าจนกระทั่งได้เลื่อนจากอนุขึ้นมาเป็นฮูหยินของสกุลหลาน แล้วอย่างไร…ชีวิตไม่ต้องเต้นกินรำกินก็จริง ได้เป็นฮูหยินมีอำนาจในการดูแลจวนปกครองบ่าวรับใช้ก็จริง แต่…เรื่องสิ่งของเครื่องใช้ของสวยงามจำพวกเครื่องประดับหรือเสื้อผ้าราคาแพงนั้นนางแทบจะไม่เคยได้จับต้องเพราะจวนสกุลหลานนั้นมิได้มั่งคั่งร่ำรวย ที่นี้เน้นเรื่องความประหยัดและประหยัดเท่านั้น หากสามีของนางเห็นว่าครั้งใดที่นางซื้อข้าวของฟุ่มเฟือยเขาก็มักจะบ่นเสียหลายวัน นึกๆแล้วมันน่าน้อยใจนัก ทำไมชีวิตของนางถึงไม่มีวาสนาได้เป็นเจ้าของเครื่องประดับงดงามล้ำค่าเฉกเช่นหลานฮุ่ยเจินและแม่ของนางบ้าง

 

หลานฮุ่ยเจินเปิดกล่องเครื่องประดับนั้นด้วยมืออันสั่นเทา นี่คือของรักของมารดาสินะ นางนึกขอบพระคุณทั้งบิดาและท่านย่าที่ยังเก็บรักษามันไว้เป็นอย่างดี ไม่ยอมให้ผู้อื่นยื่นมือมาสอดแทรกหรือก้าวก่าย

 

“ยังมีนี่อีก กำไลหยก สร้อยข้อมือหยก และยังมีเงินสี่สิบตำลึงทองและสี่สิบตำลึงเงิน เจ้ามานับดูสิ” หลานยี่หลงพูดพลางส่งกล่องใส่เครื่องประดับอีกสองกล่องให้บุตรสาวคนโต ส่วนเงินนั้นอยู่ในถุงผ้าฝ้ายสีขาว

 

“เงิน?” หลานฮุ่ยเจินรู้สึกทั้งตื่นเต้นดีใจและแปลกประหลาดใจเมื่อได้เห็น ‘เงิน’

 

“นับดูสิ สี่สิบตำลึงเงินกับสี่สิบตำลึงทองครบหรือไม่?” ผู้เป็นบิดาเอ่ย

 

“นี่…เงินหยวนเป่า?” หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะหยิบก้อนเงินนั้นขึ้นมาพิจารณาดู หลานฮุ่ยเจินเคยเห็นเงินแบบนี้แต่ในพิพิธภัณฑ์  ดูผิวเผินเงินก้อนนี้รูปร่างคล้ายเรือ ปลายทั้งสองข้างเชิดส่วนตรงกลางนั้นนูน 

 

เหวินมี่เฟยเมื่อเห็นเงินจำนานมากในถุงผ้าฝ้ายใบนั้นก็รู้สึกตาร้อน นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่จวนสกุลหลานจะมีเงินจำนวนมากขนาดนี้ ทำไมสามีของนางถึงไม่เคยเปิดเผยให้ฟังบ้างนะ เอ๊ะ..หรือว่ามันไม่เกี่ยวนาง มันต้องเกี่ยวสิ ก็นางเป็นฮูหยินไม่ใช่หรือ

 

 

        “เอ่อ…นายท่านเจ้าคะ เรื่องที่นายท่านบอกว่าจะไปขอกู้เงินเถ้าแก่ยี่สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปไป๋ซ่านลี่นั้นว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ เถ้าแก่ยี่ตกลงหรือไม่ แล้วเราต้องเอาทรัพย์สินอะไรไปประกันหรือไม่เจ้าคะ?” เหวินมี่เฟยพูดไปก็แอบชำเลืองมองสีหน้าของลูกเลี้ยงไป

 

“นี่เจ้า! มี่เฟย ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าอย่ายุ่ง เรื่องนั้นเดี๋ยวข้าจัดการเอง” หลานยี่หลงเป็นเดือดเมื่อฮูหยินของเขานั้นมาป่าวประกาศต่อหน้าผู้เป็นมารดาและบุตรสาวคนโตของเขาว่าเขากำลังจะเป็นหนี้

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 691 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

645 ความคิดเห็น

  1. #240 Pop_zaza (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 เมษายน 2564 / 12:59
    พูดเรื่องหนี้เพื่อให่ฮุ่ยเจินจ่ายค่าเดินทางใช่มั้ย
    #240
    0