ตอนที่ 2 : Post It. แผ่นที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1086
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    21 ก.ค. 61



Post It. แผ่นที่ 1

 

“พอเลยพี่ฟ้า ฟรีเขาเป็นผู้ชายนะ อย่ามาทำเหมือนฟรีเป็นเด็กผู้หญิงสิ เห็นไหมคะว่าเขาอายจนหน้าแดงแล้ว”

สายไหมปัดมือพี่สายฟ้าออก คนถูกปัดมือยิ้มอย่างเอ็นดูในตัวน้องสาวของตัวเองก่อนจะเอามือข้างที่ลูบหัวผมไปลูบหัวเธอแทน

“จ้าๆแม่น้องสาว หวงเหลือเกิน”

“อย่าสิคะ หัวไหมยุ่งหมด”

ยิ่งถูกห้ามพี่สายฟ้าก็ยิ่งนึกสนุกแกล้งสายไหมต่อ ผมมองรอยยิ้มที่เพิ่งจะได้กลับมาเห็นแค่ไม่กี่เดือนหลังจากหายไปนานถึงสองปีด้วยหัวใจที่พองโต

มีความสุขจัง

แต่เมื่อสายตาเหลือบมามองคนข้างตัวต่อ หัวใจที่เคยพองโตในตอนแรกก็เริ่มห่อเหี่ยวลง ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกผิดที่หลอกใช้เธอเพื่อจะได้เข้าใกล้รักแรกของตัวเองมากขึ้น หรือการที่ต้องโกหกปกปิดตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ปกปิดรสนิยมทางเพศ ปกปิดทุกสิ่งทุกอย่าง

ผมแค่มนุษย์ที่สวมหน้ากากเข้าหาผู้คน เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องแปลกแยกจากใคร ไม่ต้องกลายเป็นแกะดำที่ต้องถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ และสำคัญที่สุดเพื่อไม่ให้ครอบครัวของผมที่เป็นหมอกันทั้งตระกูลและมีหน้ามีตาในสังคมต้องถูกรังเกียจไปด้วย หากทุกคนได้รับรู้ว่าลูกชายคนเล็กของตระกูล “วัฒนกุล” เป็นพวกรักร่วมเพศ นอกจากจะโดนพวกท่านต่อว่าแล้ว พวกเขาจะต้องมาอับอายเพราะผมไปด้วย สำหรับผม

เรื่องพวกนั้นมันน่ากลัว

“งั้นพี่ไปก่อนนะ ยังไงก็ฝากน้องสาวของพี่ด้วยล่ะ ไว้ว่างๆค่อยหาเวลาไปเตะบอลกัน”

“ครับพี่ฟ้า”

รอยยิ้มอบอุ่นแต่งแต้มอยู่บนใบหน้านั้น ความทรงจำในวันวานที่เคยมีร่วมกันฉายย้อนเข้ามาเมื่ออีกฝ่ายโบกมือให้แล้วเดินจากไปพร้อมกับเพื่อนๆ ในกลุ่มที่ยืนรออยู่

 

อ่านอะไรอยู่เหรอฟรี

ร่างสูงที่ทั้งตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อวิ่งเข้ามายืนซ้อนผมที่นั่งอยู่บนเก้าอี้จากด้านหลัง โน้มหน้าลงมาจนหยดน้ำที่เจ้าตัวเอาน้ำจากในขวดเทราดบนศีรษะหลังซ้อมฟุตบอลเสร็จหยดลงบนไหล่ของผมอีกที ซึมผ่านเสื้อนักเรียนเข้ามาจนรู้สึกเย็นวาบ

กะการ์ตูนครับ

ตอบพลางใช้นิ้วชี้ดันแว่นที่สวมอยู่ขึ้น พวงแก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อกับความเขินอายที่ถูกเขาเข้าใกล้ สองมือเย็นชืด ซ้ำหัวใจยังเต้นแรงจนผมอดกลัวไม่ได้ว่าเขาจะได้ยิน

เหน่าสนุกจังเลยนะ ถ้าอ่านจบแล้วขอยืมได้ไหม

ดะได้สิครับ

 ยังไม่เลิกพูดติดอ่างกับพี่อีกเหรอ ไอ้นิสัยไม่เข้าสังคมของฟรีจะเป็นปัญหาเอาได้นะ ถ้ายังไงมาเข้าชมรมฟุตบอลด้วยกันไหมล่ะ

ผะผมเหรอครับ?’

เอี้ยวคอหันกลับไปมองคชวนพร้อมชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง โดยลืมไปเลยว่าพี่สายฟ้าโน้มหน้าลงมาอยู่เหนือบ่าของผม ทำให้ปลายจมูกชนเข้ากับแก้มนุ่มของพี่เขาเต็มๆ!

เฮ้ๆ รุกรุนแรงจังเลยนะเรา ถึงพี่จะแรดแต่พี่ก็ไม่ง่ายหรอกนะ

มะไม่ใช่นะครับ ผมไม่ได้คิดว่าพี่ฟ้าเป็นแบบนั้น ผมแค่…’

หมับ

ก็แก้ตัวเป็นนี่

ครับ…?’

มองอีกฝ่ายที่วางมือลงบนหัวผมพร้อมรอยยิ้มแสนใจดี รุ่นพี่ม. 6 ที่มักจะมาซ้อมฟุตบอลตรงสนามหญ้าหลังโรงเรียนคนเดียวเป็นประจำจนเจอกับผมที่บังเอิญมาหามุมสงบๆเพื่ออ่านหนังสือคนเดียวเข้าเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ตอนนั้นผมถูกเพื่อนผู้ชายในห้องจับได้ว่าเป็นพวกโอตาคุที่ชอบอ่านการ์ตูนและวาดรูปเล่นจนถูกเอาไปล้อ เรื่องนั้นสร้างความอับอายให้ผมจนไม่กล้าพูดคุยหรือสนิทกับใครอีก

ภาพลักษณ์ภายนอกว่าแย่แล้ว แต่การที่ต้องมาถูกล้อในสิ่งที่ชอบทุกๆ วันไม่ใช่เรื่องที่ใครจะรับได้ ผมเจ็บปวดและเสียใจจนสุดท้ายก็ไม่กล้าเข้าหาผู้คนหรือเปิดเผยความชอบส่วนตัวของตัวเองกับใครอีก แต่กับพี่สายฟ้านั่นไม่ใช่ นอกจากเขาจะชอบยืมการ์ตูนของผมไปอ่านเป็นประจำ ยังชมว่ารูปที่ผมวาดสวยมากและเชียร์ให้ส่งประกวดอีกด้วย การได้มาเจอเขาที่นี่ทุกๆ เย็น ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดหลายๆอย่าง ทำให้ชีวิตที่จมดิ่งในความมืดไปแล้วของผมเริ่มมองเห็นแสงสว่างมากขึ้น จนแอบคิดไปว่าถ้าได้เข้าใกล้กว่าที่เป็นอยู่คงจะดีไม่น้อย

อะไรที่มันไม่จริง เป็นการเข้าใจผิด ฟรีก็ต้องรู้จักแก้ความเข้าใจผิดพวกนั้นบ้างนะ จะปล่อยให้ตัวเองถูกเข้าใจผิดแบบนั้นต่อไปไม่ได้หรอก

พี่ฟ้า…’

คนเรามีความชอบที่แตกต่างกัน ฟรีไม่ผิดที่จะชอบอะไรแบบนี้ ไม่ผิดที่จะไม่ชอบสุงสิงกับใคร และไม่มีใครจะมาตัดสิทธิ์ว่าฟรีผิดได้ทั้งนั้น

‘…’

ก้าวออกมาดูโลกใบใหม่กับพี่สิ รับรองเลยว่าสนุกแน่ๆ

 

“ฟู่

พ่นควันบุหรี่ออกจากปากเป็นรูปวงกลมหลังจากที่ต้องปั้นหน้ายิ้มให้สายไหมอยู่นานกว่าจะขอตัวแยกออกมาหาเพื่อนๆ ได้

ตอนนี้ผมและเพื่อนมากระจุกกันอยู่ในซอยแคบๆข้างประตูมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีใครเดินผ่านไปผ่านมาแล้วเพราะเลยช่วงเวลาเร่งด่วนไปเรียบร้อย ตรงสุดซอยคือกลุ่มเพื่อนร่วมคณะทั้งสามคนของผมกับใครอีกคนที่เรียนคลาสเดียวกัน เพียงแต่

ผมไม่นับเป็นเพื่อน

ตุ้บ! พลั่ก! ตุ้บ!

“จำไว้ว่าอย่ามาหืออีก! ไม่งั้นมึงโดนหนักกว่านี้แน่ไอ้แว่น”

หยอง เพื่อนคนแรกตอนขึ้นปีหนึ่งของผมตวาดเสียงกร้าวหลังจากปล่อยหมัดตะลุมบอก ไอ้แว่น ผู้โชคร้ายที่มักถูกพวกมันสามคนลากมาซ้อมและไถเงินเป็นประจำนับตั้งแต่มหาวิทยาลัยเปิดเทอม

จริงอยู่ว่าผมไม่ได้อยู่ร่วมวงด้วย ที่ทำคือการตามมายืนมองเงียบๆหรือไม่ก็สูบบุหรี่เท่านั้น ไม่มีส่วนร่วม แต่ก็ไม่ได้ออกตัวห้าม ตราบใดที่เจ้าตัวไม่คิดที่จะลุกขึ้นสู้เองผมก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสนอตัวเข้าไปวุ่นวายอะไร ที่สำคัญไอ้แว่นทำให้ผมนึกถึงตัวเองในอดีต

ตัวเองที่เคยถูกรังแกไม่ต่างจากมันในตอนนี้

“ไปเว้ย ไปหาของอร่อยๆกินกันดีกว่า”

“ได้มาเท่าไหร่วะ”

“รอบนี้มีสองพันว่ะ”

ไอ้หยองตอบ ผมพยักหน้ารับแค่นั้นก็ปล่อยให้พวกมันเดินไปก่อน คนถูกรังแกและซ้อมจนสะบักสะบอมหันไปหยิบหนังสือที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นใส่กระเป๋าเป้ รูปร่างของมันไม่ได้ต่างไปจากผมนัก อาจจะสูงกว่าไม่กี่เซ็นฯ แต่ขนาดตัวไล่ๆกัน ถ้าคิดจะสู้กับสามคนนั้นจริงๆเขาก็สามารถทำได้ แต่ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่สู้ และยอมให้พวกนั้นรังแกมาตลอดแบบนี้ ให้ตายสิ

เห็นแล้วหงุดหงิดชะมัด!

“เอาไหม?

อะไรดลใจให้ผมเดินเข้าไปยื่นบุหรี่ที่ยังสูบไม่หมดให้เขากันนะ?

ไอ้แว่นที่ไว้ผมปิดหน้าปิดตาและสวมแมสสีดำเอาไว้ตลอดเวลา ไม่พูดคุยกับใครนอกจากอ่านหนังสือภาษาอังกฤษทั้งเล่มคนเดียวเงียบๆที่โต๊ะใต้อาคารของคณะ การแต่งการก็เฉิ่มเชยไม่มีจุดเด่น แต่ไอ้นิสัยไม่สุงสิงเหมือนไม่จำเป็นน้องง้อใครของเขานี่แหละที่ไปสะกิดติ่งขาใหญ่อย่างไอ้หยองเข้า

ไม่ตอบแต่รับเอาไปก่อนจะเลื่อนแมสของตัวเองลง

!!!

ผมตกตะลึงเล็กน้อยเมื่อมันคือครั้งแรกที่ผมได้เห็นริมฝีปากของมันภายใต้แมสนั้น ริมฝีปากกระจับสีส้มอ่อนแบบไม่ต้องทาลิปสติกอะไรเลยค่อยๆอ้าออกเพื่อจะงับส่วนปลายของบุหรี่ที่ผมส่งให้

ตึกๆ! ตึกๆ! ตึกๆ!

ดะเดี๋ยวก่อน กะอีแค่ริมฝีปากเท่านั้นทำไมผมต้องใจเต้นด้วยล่ะเนี่ย

ซู้ด…!!!

“เฮ้ยๆ ใจเย็น ดูดแรงขนาดนั้นเดี๋ยวก็สำลัก…!

“แค่กๆ!

ไม่ทันแฮะ

มือที่เอื้อมไปหมายจะห้ามค้าเติ่งอยู่กลางอากาศเมื่ออีกฝ่ายไอค่อกไอแค่กเป็นที่เรียบร้อย แถมยังทิ้งบุหรี่ราคาแพงที่ยังเหลืออีกตั้งครึ่งมวนของผมลงพื้นไปด้วย ผมกำลังทำบ้าอะไรอยู่นะ ทำไมต้องมาสนใจพวกขี้แพ้ที่ไม่กล้าแม้แต่จะปกป้องตัวเองอย่างมันด้วย

“ค่าบุหรี่ฉันยกให้แล้วกัน ไสหัวไปได้แล้ว”

หงึกๆ

มันพยักหน้ารับทั้งๆ ที่ยังสำลักควันบุหรี่อยู่ แต่ก็ยังรีบเก็บหนังสือทั้งหมดเข้ากระเป๋าและวิ่งออกจากซอยไปทางหมาวิทยาลัย ผมมองตามด้วยความรู้สึกสับสนและครุ่นคิด ผมเกลียดและหมั่นไส้ที่มันอ่อนแอ ขี้แพ้ เอาแต่จมอยู่ในโลกของตัวเอง แต่อีกใจหนึ่งผมก็

สงสาร

เหมือนเห็นตัวเองท้อนซับอยู่ในนั้น ตัวผมที่เคยถูกรังแกถึงขั้นถูกจับโกนหัวในห้องเรียนมาแล้ว ความโหดร้ายของพวกที่มีอำนาจหรือพละกำลังมากกว่าน่ากลัวกว่าที่ใครๆ จะคาดคิด และไม่มีใครปกป้องเหลือช่วยเหลือคุณได้ ในเมื่อทุกคนต่างรักชีวิตของตัวเองและต้องการเอาตัวรอดทั้งนั้น

“ไปพักสมองหน่อยดีกว่า”

บอกกับตัวเองก่อนจะเดินกลับเข้าไปในมหาวิทยาลัย ตรงไปที่ตึกสันทนาการซึ่งชั้นบนสุดจะเป็นดาดฟ้าและไม่ค่อยมีคนเข้าไป แต่ผมมักมาที่นี่บ่อยๆ เวลาเบื่อหรือเซ็งกับการสวมหน้ากากของตัวเอง

ตัวตึกสันทนาการจะไม่ค่อยเปิดไฟหรือมีใครเข้ามาหากไม่ใช่ช่วงที่มีกิจกรรม ผมเดินขึ้นบันไดไปจนกระทั่งถึงดาดฟ้าที่ประตูถูกเปิดทิ้งไว้ ได้แต่มองลูกบิดประตูอย่างสงสัยว่าใครมาที่นี่ ตลอดสามเดือนผมมาที่นี่นับสิบครั้งได้แต่ก็ไม่เคยเจอใครเลย

มีคนชอบบรรยากาศเงียบสงบของที่นี่เหมือนผมด้วยงั้นเหรอ

ตึกตึกตึก

ก้าวเท้าออกไปที่ดาดฟ้า ลมแรงๆพัดเข้ากระทบร่างกายจนเส้นผมปลิวไสว หากตแบนนี้ไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตที่ผมคาดหวังเอาไว้ อุตส่าห์คิดว่าอาจได้เจอกับใครที่มีความชอบเหมือนกันแท้ๆเชียวนะ ท่าทางผมจะคิดมกาไปเอง ลมอาจจะพัดแรงมากจนประตูมันเปิดก็ได้

สลัดความคิดออกไปจากหัวแล้วตรงไปที่ระเบียงดาดฟ้า สองมือเกาะขอบระเบียงมองวิวทิวทัศน์ด้านหลังมหาวิทยาลัยทีเป็นหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง หลังคาสีแดงของแต่ละหลังเมื่อมองดูจากบนนี้จะสวยมากเลยล่ะ ยิ่งเป็นช่วงกลางวันที่คนในบ้านเหล่านั้นต่างออกไปทำงาน เลยทำให้มันดูสวยงามแบบสงบๆตามแบบที่ผมชอบขึ้นไปอีก นอกจากช่วงเวลาที่ได้อยู่กับตัวเองตามลำพังแล้ว เวลาอื่นๆ ล้วนเป็นอะไรที่เหนื่อยและยากลำบากมากสำหรับผม ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่มีพี่สายฟ้าอยู่ด้วยก็ตาม

การต้องปกปิดความรู้สึกที่มีต่อเขานี่แหละยากที่สุด

ครืดครืด

“ฮัลโหล”

[ไอ้ฟรี มึงอยู่ไหนวะ พวกกูอยู่ร้านส้มตำหน้าซอยแล้วนะเว้ย รีบมาเร็วเข้า พวกพี่ฟ้าก็อยู่กูเลยชวนพวกขเมาร่วมโต๊ะด้วย]

“เออๆ เดี๋ยวกูรีบไป”

ผมกดวางสายอย่างดีใจ จะได้เจอพี่สายฟ้าแบบไม่มีสายไหมคั่นกลางสักที ถึงจะรู้สึกผิดต่อเธอมากแค่ไหนแต่ผมก็ระงับความรู้สึกที่มีต่อพี่สายฟ้าไม่ได้เหมือนกัน

ที่ทำได้มีแค่อดทนสวมหน้ากากปั้นหน้ายิ้มต่อไป

“รีบไปดีกว่า”

หมุนตัวกลับจะเดินไปทางประตู แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่ตอนเดินผ่านมาครั้งแรกผมยังไม่ทันสังเกต ตรงกำแพงด้านนอกของดาดฟ้า มีอะไรบางอย่างติดอยู่

โพสอิทสีเหลืองหนึ่งใบถูกแปะเอาไว้ตรงกำแพง ในนั้นมีข้อความสั้นๆ เขียนเอาไว้ด้วย ข้อความที่เมื่อผมอ่านแล้วต้องยิ้มกว้างออกมาราวกับคนถูกหวย

 

โลกนี้มันช่างน่าเบื่อ

 

ในที่สุดก็เจอสักที

คนที่มีความคิดเหมือนกันกับผม

 

 

บับเบิ้ลบิวชวนคุย :

มาอัพตอนที่  1 แล้วค่า มาซะดึกเลย หวังว่าคงจะยังมีคนอ่านนะคะ และแล้วโพสอิทแผ่นที่ 1 ก็มาจนได้ เรื่องราวความรักผ่านโพสอิทครั้งนี้จะเป็นยังไงต่อไปนะ จะตกหลุมรักกันตอนไหน และฟรีจะกล้าถอดหน้ากาเผชิญหน้ากับความจริงหรือไม่ ฝากติดตามด้วยนะคะ >__<

#คนที่ผมไม่รู้จัก ติดแฮชแท็กนี้เพื่อเม้ามอยกันในทวิตเตอร์ได้เลยยยย



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

187 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 21:23

    สนุกจ้า
    #138
    0
  2. #122 พญานก T^T (@Khaofang_17) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2561 / 10:23
    อ๊อยยยยย คนเดียวกันกับน้องแว่นเปล่า
    #122
    0
  3. #14 aunaunmtyj (@aunaunmtyj) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 08:48
    ใครเอ่ยยยย
    #14
    0
  4. #2 kongdamp (@kongdamp) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2561 / 20:44
    คนที่เขียน post-it ใช่แว่นมั้ยนะ
    #2
    0