ศึกบางระจัน

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13 Views

  • 0 Comments

  • 1 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    2

    Overall
    13

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

เมื่อพม่าตีไทย..


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 28 ก.พ. 62 / 15:36

บันทึกเป็น Favorite



บันทึกจากพงศาวดาร
ศึกบางระจัน

ไทยรบพม่าบรรยายเหตุการณ์ตอนนี้ว่า...

"...แต่มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นทางหัวเมืองในตอนนี้เรื่อง ๑ คือเมื่อเดือน ๓ ปีระกา  เนเมียวสีหบดีให้พวกพม่ากอง ๑ ไปเที่ยวค้นทรัพย์จับผู้คนทางเมืองวิเศษไชยชาญ  พม่าบังคับราษฎรที่ยอมอยู่ในอำนาจให้นำไปเที่ยวค้นหาทรัพย์  ภายหลังพม่ารู้ว่าใครมีลูกสาวจะบังคับเรียกเอาลูกสาวด้วย  พวกราษฎรก็พากันโกรธ  จึงคิดจะแก้แค้นพม่า  เข้ากันทั้งพวกที่ไปยอมอยู่กับพม่าและพวกที่ยังหลบหลีกซุ่มซ่อนอยู่มีตัวหัวหน้า ๖ คน  ชื่อ นายแท่นคน ๑  นายโชติคน ๑  นายอินคน ๑  นายเมืองคน ๑  ทั้ง ๔ คนนี้เป็นชาวบ้านศรีบัวทอง  แขวงเมืองสิงห์  นายดอกบ้านกรับคน ๑ นายทองแก้วบ้านโพธิ์ทะเลคน  ๑ ทั้ง ๒ คนนี้เป็นชาวเมืองวิเศษไชยชาญ  นัดแนะกันลวงพม่าให้ไปค้นลูกสาวชาวบ้านที่บ้านป่าแห่ง ๑ แล้วกลุ้มรุมกันฆ่าพม่าที่ไปตายทั้งหมด ๒๐คน  แล้วจึงพากันหนีไปยังบ้านบางระจัน  ด้วยเวลานั้นราษฎรชาวเมืองวิเศษไชยชาญและเมืองสรรค์หลบหนีพม่าไปอาศัยอยู่ที่บ้านบางระจันมากด้วยกัน  เพราะบ้านบางระจันมีเสบียงอาหารบริบูรณ์  แต่เป็นบ้านดอน  อยู่ที่พรมแดนเมืองวิเศษไชยชาญกับเมืองสุพรรณและเมืองสิงห์ต่อกัน ข้าศึกจะไปถึงได้ยาก  พวกที่หนีไปทีหลังไปนิมนต์พระอาจารย์ธรรมโชติ วัดเขานางบวช แขวงเมืองสุพรรณ  ซึ่งพวกชาวบ้านนับถือกันว่าเป็นผู้รู้วิทยาคม ให้มาช่วยคุ้มครองที่วัดโพธิ์เก้าต้นในบ้านบางระจันด้วย  แล้วชักชวนกันตั้งซ่องต่อสู้พม่า พวกราษฎรก็เห็นชอบพร้อมกัน  จึงรวบรวมกำลังได้ชายฉกรรจ์กว่า ๔๐๐ คน  มีตัวหัวหน้าอีก ๕ คน  คือ  ขุนสรรค์คน ๑ พันเรืองกำนันคน ๑ นายทองเหม็นคน ๑ นายจันทร์หนวดเขี้ยวคน ๑ นายทองแสงใหญ่คน ๑  ช่วยกันตั้งค่ายขึ้นวงรอบบ้านบางระจันเป็น ๒ ค่าย  แล้วจัดกันเป็นหมวดหมู่เตรียมรักษาหน้าที่พร้อมด้วยเครื่องศัตราวุธที่หาได้ในตำบลนั้น  แล้ววางกองสอดแนม คอยสืบสวนพม่าที่จะติดตามไปมิได้ประมาท

...ฝ่ายพม่าที่เมืองวิเศษไชยชาญรู้ว่าพวกไทยที่ฆ่าพม่าหนีไปอยู่บ้านบางระจัน  ก็ยกกันไปประมาณ ๑๐๐ คน  หมายว่าจะไปจับพวกที่หนีนั้น  พวกชาวบ้านบางระจันรู้ความก็เตรียมรักษา  แล้วจัดกันเป็นกองรบขึ้นกอง ๑ ให้นายแท่นเป็นนายใหญ่  พอพม่ายกไปถึงคลองบางระจัน  ยังหยุดพักอยู่ข้างฝั่งใต้  นายแท่นก็คุมพวกกองรบ ๒๐๐ คนข้ามคลองมา  พอถึงก็ตรูกันเข้าไล่ฟันกระชั้นถึงตัว  ฆ่าพม่าตายเกือบหมด  เหลือแต่ตัวนาย ควบม้าหนีกลับมาได้สักสองสามคนเท่านั้น  พวกชาวบ้านบางระจันเอาชัยชนะพม่าได้ก็ดีใจ

...ครั้นกิติศัพท์รู้กันแพร่หลายว่า  พวกชาวบ้านบางระจันรบชนะพม่า พวกราษฎรที่แตกฉานซุ่มซ่อนอยู่ตามแขวงหัวเมืองที่ใกล้เคียงก็พากันมาเข้าซ่องบ้านบางระจันมากขึ้นทุกวัน จนรวมได้กำลังตั้งพัน  พวกหัวหน้าก็จัดเป็นหมวดกองควบคุมกันอย่างกองทัพ  ยังขาดอยู่แต่ปืนมีน้อย จึงต้องรบพุ่งข้าศึกแต่ได้อาวุธสั้นเป็นพื้น  ถึงกระนั้นพวกราษฎรนับถือวิทยาคมของพระอาจารย์ธรรมโชติ พระอาจารย์ธรรมโชติลงผ้าประเจียดและตะกรุดพิศมรแจกจ่ายให้ทั่วกัน  ต่างก็มีใจกล้าหาญ จึงเกิดกำลังตั้งต่อสู้พม่าขึ้นทางหัวเมืองด้วยประการนี้

...ฝ่ายนายกองพม่าที่ตั้งอยู่เมืองวิเศษไชยชาญ เมื่อรู้ว่าพวกชาวบ้านบางระจันควบคุมกันต่อสู้  เห็นจะปราบปรามโดยกำลังที่มีอยู่ ณ เมืองวิเศษไชยชาญไม่ไหว  จึงบอกเข้ามายังเนเมียวสีหบดีแม่ทัพใหญ่ข้างฝ่ายเหนือซึ่งตั้งอยู่ ณ ปากน้ำพระประสบ  แต่แรกเนเมียวสีหบดีสำคัญว่าเป็นแต่อย่างซ่องโจร  จึงให้งาจุนหวุ่น คุมกำลัง ๕๐๐ ยกไปปราบปรามพวกชาวบ้านบางระจัน ๆ รบพุ่งพวกพม่ากองงาจุนหวุ่นแตกกลับมา  เนเมียวสีหบดีเกณฑ์กำลังเพิ่มเติมให้มากขึ้น  ให้เยกินหวุ่นยกไปเป็นครั้งที่ ๒ พวกชาวบ้านบางระจันก็ตีแตกพ่ายกลับมาอีก  เนเมียวสีหบดีจึงให้ติงจาโบ ซึ่งเป็นนายทหารมีฝีมือคุมพลยกไปเป็นครั้งที่ ๓ ก็ไปแพ้พวกชาวบ้านบางระจันกลับมาอีกเหมือนหนหลัง

...เนเมียวสีหบดีเห็นว่าพวกชาวบ้านบางระจันมีกำลังเกินกว่าซ่องสามัญ  จึงให้จัดเป็นกองทัพมีจำนวนพล ๑,๐๐๐เศษ  สุรินทรจอข้อง รับอาสาเป็นนายทัพยกไปปราบปรามพวกชาวบ้านบางระจันเป็นครั้งที่ ๔  สุรินทรจอข้องยกไปถึงทุ่งห้วยไผ่ใกล้บ้านบางระจัน  ให้ตั้งค่ายลง ณ ที่นั้น  ฝ่ายพวกชาวบ้านบางระจันเห็นพม่ายกไปเป็นกองทัพ  จึงปรึกษากันให้นายแท่นเป็นนายทัพใหญ่ถือพล ๒๐๐ เป็นกองกลาง  ให้นายทองเหม็นถือพล ๒๐๐ เป็นปีกขวา ให้พันเรืองกำนันถือพล ๒๐๐ เป็นปีกซ้าย รวมพล ๖๐๐ ถือปืนคาบชุดศิลาของชาวบ้านบ้าง ปืนของพม่าที่เก็บไว้ได้บ้าง  แต่ที่ถืออาวุธสั้นนั้นเป็นพื้น  นายทัพทั้ง ๓ คนนำพลทหารยกออกไปพร้อมกันทั้ง ๓ กอง  ครั้นไปถึงที่สะตือสี่ต้นริมคลองบางระจันเห็นพม่าอยู่ข้างฝั่งใต้  พวกไทยก็ตั้งรายรับพม่าอยู่ทางฝั่งเหนือ ต่างยิงปืนตอบโต้กัน  พม่าเห็นว่าไทยน้อยกว่าก็พากันระดมยิง  หมายว่าจะให้ไทยล้มตายจนต้องแตกหนี  แต่ไทยรู้ภูมิแผนที่ดีกว่าพม่า จึงคิดอ่านให้แยกกันไปทำทางข้ามคลองให้หลายทาง  ส่วนพวกกองกลางบังตัวยิงพม่าไปพลาง ครั้นทำทางแล้วพวกไทยก็แยกกันข้ามคลองเข้าระดมตีพม่าพร้อมกันทั้ง ๓ กอง ขณะนั้นสุรินทรจอข้องนายทัพพม่าตาย  แต่นายแท่นที่เป็นผู้นำฝ่ายไทยก็ถูกปืนที่เข่าล้มลงในเวลาที่เข้าตีพม่านั้น พวกพลทหารต้องหามพาเอาตัวกลับมา   ไทยกับพม่ารบกันตั้งแต่เช้าจนตะวันเที่ยงต่างเหนื่อยอ่อนลงด้วยกันทั้งสองฝ่าย  พวกพม่ามากกว่าไทย ๆ ตีไม่แตก  พวกไทยก็ถอยกลับข้ามฟากคลองไปพักทางข้างฝั่งเหนือ ฝ่ายพวกผู้หญิงชาวบ้านบางระจันก็พากันหาอาหารตามออกมาเลี้ยงพวกทหาร  และขณะเมื่อกำลังเลี้ยงกันอยู่นั้น  พวกกองสอดแนมไปบอกว่า เห็นพม่ากำลังพากันตั้งเตาหุงข้าว และจัดงานศพนายวุ่นอยู่ไม่ได้ระวังตัว  นายทัพไทยให้พวกทหารที่กินอาหารอิ่มหนำแล้วก็รีบยกกลับไปในทันใดนั้นทั้ง ๓ กอง ตรากตรงเข้าไล่ฟันแทงพวกพม่าข้าศึก  ฝ่ายพม่ากำลังเตรียมหาอาหารสำหรับเวลาเย็น ที่เป็นตัวนายก็กำลังสาละวนจัดการศพสุรินทรจอข้องอยู่ หาได้คาดว่าไทยจะกลับไปรบโดยเร็วเช่นนั้น ไม่ทันได้เตรียมตัวก็เสียทีแตกพ่ายมิได้เป็นอันจะต่อสู้

พวกชาวบ้านบางระจันไล่ติดตามฆ่าฟันพม่าตั้งแต่เวลาบ่ายจนกระทั่งค่ำมืด  จึงเลิกทัพกลับไป   กองทัพพม่าที่ยกไปเป็นครั้งที่ ๔ ผู้คนนายไพร่ล้มตายเสียมากกว่าที่กลับมาได้  เสียทั้งเครื่องศัตราวุธยุทธภัณฑ์ และเสบียงอาหารพาหนะด้วยเกือบหมด  ต่อมาเนเมียวสีหบดีแต่งกองทัพเพิ่มรี้พล ให้แยจออากา ยกไปเป็นครั้งที่ ๕ ให้จกแก ปลัดเมืองทวายยกไปเป็นครั้งที่ ๖  พวกชาวบ้านบางระจันก็ตีแตกกลับมาอีกทั้ง ๒ ครั้ง แต่หาปรากฎรายการที่รบพุ่งกันไม่

...เนเมียวสีหบดีจึงให้นายทัพนายกองหาทหารสมัครเลือกสรรแต่ที่กล้าหาญประมาณ ๑,๐๐๐ เศษ  จัดเป็นกองทัพมีทั้งทหารม้าและทหารราบ ให้อากาปันคยี เป็นนายทัพยกไปเป็นครั้งที่ ๗ ขณะนั้นพวกชาวบ้านบางระจันมีรี้พลมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่นายแท่นตัวนายทัพเดิมยังป่วยอยู่ ตั้งแต่ถูกปืนพม่าเมื่อรบครั้งที่ ๔   ครั้นรู้ว่ากองทัพพม่ายกไปอีก และมีทหารม้าไปด้วย จึงปรึกษากันให้จัดกองทัพจำนวนพล ๑,๐๐๐ เศษ  ให้นายจันทร์หนวดเขี้ยวเป็นนายใหญ่ และให้ขุนสรรค์ซึ่งมีฝีมือยิงปืนแม่น เป็นนายทหารปืน  เลือกคัดเอาแต่คนที่มีฝีมือยิงปืนเข้าในกองนั้นประมาณ ๑๐๐ เศษ ไว้สำหรับสู้ทหารม้า   ครั้นกองทัพพม่ายกไปถึงบ้านขุนโลก  นายจันทร์หนวดเขี้ยวสืบรู้ว่ากำลังพม่าที่ยกไปพอไล่เลี่ยกับกองทัพไทย ไม่เสียเปรียบพม่า   ก็ยกเข้าตีพม่าเวลากำลังตั้งค่ายยังไม่ทันแล้ว พม่าต่อสู้เป็นสามารถ  นายจันทร์หนวดเขี้ยว แบ่งกองทัพให้วกมาตีข้างด้านหลังค่ายพม่าอีกด้าน ๑  กองทัพพม่าถูกตีกระหนาบก็แตกพ่าย ไทยฆ่าฟันตายเสียเป็นอันมาก ตัวอากาปันคยีนายใหญ่ ก็ตายในที่รบ

...แต่พม่าพยายามปราบปรามพวกชาวบ้านบางระจัน มาตั้งแต่เดือน ๔ ปีระกา  จนถึงเดือน ๘ ปีจอ พุทธศักราช ๒๓๐๙ ให้กองทัพยกไปถึง ๗ ครั้ง ก็แพ้ไทยมาทุกที เนเมียวสีหบดีก็ร้อนใจ  ด้วยสังเกตเห็นพวกชาวบ้านบางระจันมีกำลังมากขึ้นทุกที  เกรงจะยกเป็นทัพใหญ่ลงมาตีกระหนาบ จะหาใครอาสาคุมพลไปปราบปรามพวกชาวบ้านบางระจันอีก  พวกนายทัพนายกองพม่าก็พากันครั่นคร้ามเสียโดยมาก   ขณะนั้นมีมอญคน 1 เป็นผู้ที่ได้เข้ามาอยู่ในเมืองไทยช้านานแล้วไปฝากตัวอยู่กับพม่า ได้ไปช่วยพม่ารบพุ่งแข็งแรง  จนเนเมียวสีหบดีตั้งให้เป็นตำแหน่งสุกี้ เข้าไปรับอาสาจะตีซ่องไทยที่บ้านบางระจันให้แตกจนได้  เนเมียวสีหบดีจึงเกณฑ์กองทัพรวมทั้งพม่ามอญ ให้สุกี้คุมไปรบชาวบ้านบางระจันเป็นครั้งที่ ๘  ฝ่ายสุกี้ได้คุ้นเคยมากับไทยรู้ว่าไทยใจกล้า ถ้ารบพุ่งในที่แจ้งสู้ไทยไม่ได้ อีกประการ ๑ หนทางที่จะยกไปบ้านบางระจันเป็นป่าเปลี่ยว ฝ่ายไทยชำนาญทางอาจจะซุ่มซ่อนถ่ายเทในกระบวนรบเอาชัยชนะพม่ามาได้หลายคราว   สุกี้ระมัดระวังตั้งแต่แรกยกไป ไปถึงไหนก็ตั้งค่ายที่พักเป็นค่ายมั่นทุกแห่ง   ค่อย ๆ ยกไปช้า ๆ ไม่เร่งร้อน   ครึ่งเดือนจึงยกไปถึงเขตบ้านบางระจัน   ครั้นพวกไทยยกออกมา สุกี้ก็รบสู้อยู่แต่ในค่าย  พวกชาวบ้านตีค่ายสุกี้หลายครั้งก็ตีไม่ได้ ด้วยค่ายตั้งมั่นคงไม่มีปืนใหญ่ที่จะยิงทำลายค่าย  ไปตีทีไรก็ถูกพม่ายิงเจ็บป่วยล้มตายเปลืองลงไปทุกที จนไม่รู้ที่จะทำอย่างไร

...วันหนึ่ง นายทองเหม็นกำลังเมาสุรานึกรำคาญขึ้นมา ก็ขึ้นขี่กระบือพาพวกทหารกอง 1 ตรงตรากเข้าไปยื้อแย่งค่ายพม่า ๆ เห็นไทยไปน้อยก็ออกต่อรบ  นายทองเหม็นขับกระบือนำพลไล่ถลำเข้าไปกลางพวกข้าศึก  ถูกพม่าทุบตีตาย  พวกไพร่พลก็แตกหนีกลับมา  เป็นครั้งแรกที่พวกชาวบ้านบางระจันแพ้พม่า  จึงปรึกษากันมีใบบอกเข้ามายังเสนาบดีที่ในกรุง ฯ   ขอปืนใหญ่กับกระสุนดินดำไปยิงค่ายพม่า แต่ข้างในกรุง ฯ ไม่ยอมให้ไป เพราะเกรงข้าศึกจะชิงเอาไปเสียกลางทาง   เป็นแต่พระยารัตนาธิเบศร์ ออกไปที่บ้านบางระจัน  ไปเรี่ยไรเครื่องภาชนะทองเหลืองทองขาวของชาวบ้าน หล่อปืนใหญ่ขึ้นที่บ้านบางระจัน ๒ กระบอก   แต่หล่อโดยรีบร้อนร้าวรานเสียใช้ไม่ได้  พวกชาวบ้านบางระจันก็หมดทางที่จะต่อสู้เอาชนะข้าศึกได้  รี้พลมีแต่ตายเปลืองไปทุกที  ทั้งนายแท่นผู้นำทัพถูกปืนป่วยมานั้นก็ตายลง   ขุนสรรค์กับนายจันทร์หนวดเขี้ยวซึ่งเป็นผู้นำทัพในชั้นหลัง ออกไปตีค่ายพม่า ก็ถูกอาวุธข้าศึกตายทั้ง ๒ คน  ยังเหลือแต่พันเรืองกำนัน กับนายทองแสงใหญ่เป็นหัวหน้าควบคุมคนอยู่  ต่างก็พากันท้อใจ การที่ต่อสู้พม่าอ่อนแอลง   ฝ่ายสุกี้เห็นว่าพวกชาวบ้านบางระจันจวนจะสิ้นกำลังอยู่แล้ว ก็ให้ขุดอุโมงเข้าไปตั้งค่ายประชิดข้างบางระจัน แล้วปลูกหอรบเอาปืนใหญ่ขึ้นตั้งจังก้ายิงเข้าไปในค่ายไทย จนเห็นว่าผู้คนพากันระส่ำระสายก็ให้ยกกรูกันเข้าปล้นค่าย   ฝ่ายพวกชาวบ้านบางระจันต่อสู้จนสิ้นกำลัง ก็เสียค่ายแก่ข้าศึก เมื่อ ณ วันจันทร์ เดือน ๘ แรม ๒ ค่ำ ปีจอ พุทธศักราช ๒๓๐๙  รวมเวลาตั้งแต่ต่อสู้พม่าได้ ๕ เดือน  พวกชาวบ้านบางระจันตายเสียเป็นอันมาก ที่เหลือตายหนีพม่าไปได้บ้าง พม่าจับเอาไปเป็นเชลยบ้าง แต่พระอาจารย์ธรรมโชตินั้นเลยหายสาบสูญไป จะถึงมรณภาพในเวลาเสียค่ายแก่พม่า หรือหนีรอดออกไปได้หาปรากฎไม่   เรื่องราวของพวกนักรบบ้านบางระจันมีมาดังนี้  คนทั้งปวงจึงยกย่องเกียรติยศมาจนตราบเท่าทุกวันนี้...

จบศึกบางระจัน


หนังสืออ้างอิง
พิมาน แจ่มจรัส. วันสวรรคตของ๖๖กษัตริย์ไทย.
กรุงเทพ: สำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา,
มีนาคม ๒๕๐๗.


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ สมาจาโร จากทั้งหมด 3 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น