DEEP DOWN : #Strangeross

ตอนที่ 1 : -Hydrangea-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 มี.ค. 63

1

-Hydrangea-

 

 

ห้าปีต่อมา

 

ความฝันเป็นแรงขับดันที่ทำให้ได้สติ ยังคงรู้สึกสะลึมสะลือและอาการเวียนหัวก็ต่อแถวเข้ามาเป็นความรู้สึกถัดไป สัมผัสจากเบาะหนังเย็นเหยียดจากข้างแก้มเป็นความรู้สึกแรกที่แล่นเข้าสู่ประสาทสัมผัสหลังจากตื่นขึ้นจากช่วงนิทรา เขายังคงสวมใส่เสื้อผ้าชุดทำงานของเมื่อวาน จมูกได้กลิ่นเหล้ารุนแรงโชยออกจากร่างและลมหายใจเหม็นหึ่ง ชายหนุ่มหลุดทำหน้ามู่ทู่อย่างนึกรังเกียจ เอเวอร์เร็ตต์ขดตัวแน่น นอนดิ้นหันใบหน้าเข้าหาพนักเบาะหนีลมหนาว ทั้งร่างหนาวสั่นจากอากาศหนาวเย็นที่พัดผ่านช่องหน้าต่างบานเลื่อนหน้าระเบียงที่เปิดแง้มไว้ ใบหูทั้งสองข้างนอนฟังเสียงของผ้าม่านโปร่งปลิวไสวจากแรงลมและพบว่ามันสร้างความรู้สึกชวนน่าผ่อนคลายและอุ่นซ่านขึ้นในใจอย่างแปลกประหลาด หิมะยังไม่ตกในตอนนี้ทว่าลมหนาวได้พัดเข้าปกคลุมชั้นบรรยากาศของเมืองนิวยอร์กไปที่เรียบร้อย เป็นสัญญาณบ่งบอกการมาเยือนของฤดูหนาวที่กำลังใกล้เข้ามา มือของเขาคว้าหาผ้าห่มตามสัญชาตญาณหากสิ่งที่ควานคว้าในอุ้งมือไว้ได้กลับมีเพียงแค่อากาศว่างเปล่า

 

เจ้าหน้าที่ CIA หนุ่มตัดสินใจลุกขึ้นนั่งอย่างเชี่องช้าด้วยอาการงัวเงีย และพบว่าตนเองนอนสลบอยู่บนเบาะหนังภายในห้องที่ชวนให้รู้สึกคุ้นเคย เอเวอร์เร็ตต์ส่ายศีรษะ ใช้ฝ่ามือทุบหัว หวังจะขับไล่อาการตาพร่าเลือนน่ารำคาญนี้ออกไปได้ เขานั่งรอจนกระทั่งสติของเขาค่อยๆ กลับเข้ามาควบคู่กับภาพเหตุการณ์ของเมื่อคืน และรู้ได้ว่าที่นี่คือห้องรับแขกในบ้านของเขาเอง สถานที่ที่เป็นบ้านหลังใหม่ของเขาอาศัยอยู่ตลอดระยะเวลาเกือบห้าปีหลังจากเกิดเรื่อ... เอเวอร์เร็ตต์รีบบังคับตนเองให้หยุดเลิกคิดถึงเรื่องฟุ้งซ่านไร้สาระนี้ออกไปไม่ให้สร้างความวุ่นวายรบกวนจิตใจ เขายังไม่อยากนึกถึงเรื่องแย่ๆ ตั้งแต่หัววันหรอกนะ คิดได้อย่างนั้นจึงเลือกเบี่ยงเบนความสนใจมุ่งไปสิ่งสำคัญในตอนนี้มากกว่าโดยการนั่งเค้นความคิดและปะติดประต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน นึกย้อนกลับไปยังความทรงจำสุดท้ายก่อนที่สติเลือนราง ภาพเคลื่อนไหลแรกเป็นภาพของตัวเขาเองเข้ามาในบ้าน มือถือถุงจากร้านสะดวกซื้อที่เต็มไปด้วยขวดเหล้าที่ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งสวบสาบควบคู่แข่งกับเสียงของถุงพลาสติก เขาถอดชุดสูทแล้วโยนไปที่ราวแขวนข้างประตูอย่างไม่ไยดี เตะรองเท้าทั้งสองข้างออกไปคนละทิศละทาง แล้วเดินซวนเซลากสังขารที่โอนเอียงล้มตัวลงกึ่งนั่งกึ่งนอนที่โซฟาด้วยความเหนื่อยล้าและมึนเมาอย่างหมดสภาพ แต่สำหรับเขามันยังคงไม่เพียงพอ เขาเปิดขวดใหม่ยกขึ้นดื่มต่ออีกครั้งราวกับคนกระหายน้ำ คงเป็นเรื่องล้อในวงเหล้าไปอีกนานเป็นแน่ ถ้ามีใครสักคนบังเอิญมาเห็นสภาพของเจ้าหน้าที่ CIA ระดับสูงถูกพังทลายลงอย่างง่ายดายด้วยพิษนั่งดื่มที่บาร์เข้าเล่นงานอย่างง่ายดาย

 

ใช่... ในตอนนั้นเขาดื่มมากเกินกว่าปกติที่เขาได้วางมาตรฐานเอาไว้ และเป็นอีกครั้งที่เขาตัดสินใจที่จะเลือกจัดการอารมณ์ของตัวเองด้วยการแวะไปซื้อเหล้ามาเพิ่มระหว่างทางกลับบ้าน หวังจะมอมเมาตัวเองให้ลืมหมดสิ้นทุกสิ่งให้อยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งที่เรียกว่าแอลกอฮอล์

 

ในหลายปีที่ผ่านมา หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และในคราแรกมันเป็นเรื่องยากที่จะดำเนินชีวิตโดยการยอมรับมัน แต่การต้องจำใจอยู่กับมันก็ทำให้เอเวอร์เร็ตต์ได้เรียนรู้ที่จะเลือกมองหาข้อดีของมันขึ้นมาบ้าง อย่างเช่นการได้ออกจากกรอบชีวิตเดิมๆ ลองทำในหลายๆ สิ่งที่ถ้าเป็นตัวเขาเองในอดีตคงไม่มีวันที่จะหันมาแยแสทำอะไรพวกนี้ ใครจะคิดกันเล่าว่าเจ้าหน้าที่ CIA หนุ่มผู้เข้มงวดอย่าง เอเวอร์เร็ตต์ รอสส์ คนนี้จะมานั่งจมปรักดื่มเหล้าถูกๆ ที่บาร์เล็กๆ ในใจกลางมหานครเมืองอย่างในนิวยอร์กกัน? ทว่าหลายปีผ่านไป เขากลับได้ตระหนักพบว่ามันเป็นหนทางที่ช่วยคลายเครียดที่ดีวิธีหนึ่งด้วยเช่นกัน บ่อยครั้งที่เขามักเลือกที่จะไปแห่งนั้นในวันสุดสัปดาห์เพื่อคลายเครียดกับหลายๆ สิ่ง ปลดปล่อยร่างกายท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังคลอสร้างบรรยากาศและผู้คนรอบตัวที่ไม่มีใครรู้ว่าเขานั้นเป็นใคร ที่แห่งนี้ ที่ที่ไม่มีใครแคร์ว่าตัวเขาจะทำงานหรือกุมความลับสำคัญมากมายอะไรเอาไว้ เป็นเพียงแค่ชายหนุ่มธรรมดาขี้เมาคนหนึ่งที่ใช้เวลาหลังเลิกงานทั้งหมดไปกับบาร์ในความคิดของคนในร้านและไม่มีใครสนใจ และใช้เวลาสูญเปล่าไปกับการนั่งปลดปล่อยแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายให้ร้อนผ่าวจากของเหลวที่กรอกเข้าสู่ริมฝีปากแก้วแล้วแก้วเล่าเพียงลำพังหน้าเคาน์เตอร์บาร์โดยมีบาร์เทนเบอร์ยืนยื่นแก้วมาให้เป็นเพื่อนแก้เหงาคอยห้ามปราบเรื่องการดื่มของเขา เป็นเรื่องน่าขันที่กว่าจะรู้ตัวเข้าอีกทีหนึ่งก็กลายเป็นเสียว่าเขาเป็นลูกค้าประจำของร้านไปเสียแล้ว

 

เขาไม่อยากยอมรับการทำตัวดูโคตรน่าสมเพชแบบนี้มันเป็นเพียงเพราะผลกระทบที่มาจากเรื่องในอดีตที่ยังคงตามหลอกหลอน ใครหลายคนต่างเลือกที่จะลืมเรื่องนั้นทิ้งไปและเริ่มต้นชีวิตของตัวเองขึ้นมาใหม่ ตัวเขาก็เช่นนั้น แต่การยิ่งเลือกจะตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อไปโดยพยายามที่จะลบเลือนมันไปซะนั้น สิ่งนั้นกลับยิ่งโต้ตอบกลับมาหาตัวเขาด้วยแรงปรารถนาที่รุนแรงยิ่งขึ้นแม้กระทั่งในความฝัน...

 

คุณทำมันได้ยังไงกันนะ

 

มีเพียงความว่างเปล่าส่งคำตอบกลับมาหา ดวงตาสีฟ้าคู่สวยเงยหน้าขึ้น ยกแขนอังศีรษะ จ้องไปยังเพดานสีขาวท่ามกลางความเงียบ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น มันวนเวียนถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นราวตกเข้าไปวงจรวนลูปที่ไร้ซึ่งที่สิ้นสุด ช่วงเวลาแค่วันเดียวเพียงหนึ่งเดียวที่เขาไม่อยากนึกถึงมากที่สุด วันที่เขาไม่มีวันยกโทษให้ตนเอง ในวันที่ความอ่อนแอของเขามันทำลายทุกอย่าง ทั้งที่มันอยู่ข้างหน้าแต่กลับปกป้องอะไรไม่ได้เลย เอเวอร์เร็ตต์นิ่งคิดด้วยสายตาเลือนลอย

 

เจ้าหน้าที่หนุ่มเหยียดตัวขึ้นยืน สองขาเตะโดนกับกองขวดเหล้าสองสามขวดที่ถูกวางเกลื่อนเต็มพื้นพรม เขาพ่นลมหายใจขณะก้มลงมองผลงานของตนเมื่อคืนโดยรอบก่อนจะใช้เท้าข้างหนึ่งเตะไปให้พ้นทาง ขวดว่างเปล่ากลิ้งไปตามแรงเข้าไปใต้โต๊ะหน้าโซฟา กระแทกกับอีกขวดจนส่งเสียงแก้ว เอเวอร์เร็ตต์ก้มลงนั่ง ใช้แขนคว้าล้วงเข้าไปข้างใต้โต๊ะคว้าขวดเปล่าข้างใต้แล้วยกไปทิ้งลงถังขยะด้านข้างโซฟาพอสังเขป กันพอให้ไม่มีอะไรมาขวางทางเวลาเดิน และปล่อยทิ้งเศษขยะเล็กๆ น้อยๆ บางส่วนเอาไว้ให้แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดที่เหลืออีกทีหนึ่งนึกขอบคุณตัวเองที่ดื่มซะไม่เหลือซากและไม่ตื่นขึ้นมาทำเท้าเตะขวดเหล้าจนทำหกหรือเผลอไปเหยียบเศษซากอะไรเลอะกับพื้นพรม ไม่เช่นนั้นคงจะต้องวุ่นเสียเวลาทำความสะอาดไปมากเกินกว่าที่คาดเอาไว้

 

เขายกนาฬิกาข้อมือ เข็มบนหน้าจอแสดงเวลาเพิ่งเข้าสิบเอ็ดนาฬิกา ถือเป็นเวลาที่ไม่เลวเท่าไหร่นักสำหรับชายอายุเข้าเลขสี่ที่ผ่านมรสุมนั่งดื่มหนักมาตลอดคืน

 

ช่วงเวลาวันหยุดของวันเสาร์ช่างแสนเหมาะแก่การใช้เวลาสูญเสียไปกับการนั่งพักผ่อนดื่มกาแฟดำแก้แฮงค์พร้อมกับนั่งอ่านหนังสืออย่างแสนสงบสุขตามลำพังเป็นอย่างยิ่ง ทว่าแม้ใจจะนึกอยากทำเพียงแค่ไหนแต่เขายังมีสิ่งอื่นจะต้องไปทำ

 

 

“แล้วคุณล่ะ?” ชายใส่แว่นคนหนึ่งในวงถามขึ้น

 

“ผมก็ร้องไห้ ก่อนเขาเสิร์ฟของหวาน” ชายอีกคนหนึ่งตอบ และตามด้วยเสียงแค่นหัวเราะที่ดังตามมา “แต่ก็นัดชายคนนี้อีกพรุ่งนี้”

 

“ดีมากเลย” สตีฟ โรเจอร์สเอ่ย “นั่นแหละ เริ่มจากกล้าเริ่มก้าวเล็กๆ แล้วเดินต่อ ใช้ชีวิตเติมเต็มอีกครั้ง มีเป้าหมายใหม่”

 

บทสนทนาทั้งหมดอันเรียบง่ายยังคงดำเนินไปอย่างราบเรียบและลื่นไหล ห้อมล้อมไปด้วยเหล่าบุคคลแปลกหน้าที่หลากหลายไปด้วยรูปลักษณ์และบุคลิกภาพ พวกเขานั่งจับจองที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ถูกวางเรียงกันเป็นลักษณะรูปวงกลมขนาดย่อม ณ ห้องสี่เหลี่ยมห้องหนึ่งที่ซึ่งในอดีตมักเคยถูกปล่อยเช่าไว้สำหรับจัดงานกิจกรรมสันทนาการเล็กๆ ภายในองค์กร สภาพของห้องยังคงไม่แตกต่างจากคราวที่มาเมื่อสองสามครั้งก่อน (หรือจะมากกว่านั้น เขาคร้านเกินกว่าจะนับ) พื้นที่บริเวณส่วนกลางของห้องเป็นพื้นที่ว่างเปล่าและรอบข้างถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น กรอบภาพของทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามถูกติดไว้บนกำแพงสีขาวไม่ให้กำแพงดูจืดชืดเกินไป มุมหนึ่งของห้องถูกยกสูงขึ้นจากระดับพื้นไว้เสมือนเป็นแท่นเวทีสำหรับปราศรัยขนาดย่อมที่ปราศจากแสงไฟจากสปอร์ตไลท์สาดส่องและถูกกลืนกินไปกับความมืด และองค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวมายิ่งเลวร้ายลงยิ่งขึ้นเมื่อไร้ซึ่งแสงสว่างจากหน้าต่างให้แดดสาดส่องเข้ามาภายใน ชวนให้บรรยากาศภายในห้องดูมืดครึ้มและชวนดูน่าอึดอัด

 

เอเวอร์เร็ตต์ รอสส์ภายใต้ชุดเสื้อเชิ้ตรีดเรียบสีขาวสุภาพควบคู่กับกางเกงสแล็คสีเข้มที่เข้าคู่กัน เรือนผมสีดอกเลาถูกปาดเจลเซตตั้งเป็นทรงไว้อย่างเบาบางดูเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ ทว่ากลับส่งเสริมให้รูปลักษณ์ของเขาให้กลายเป็นบุรุษชายผู้เคร่งขรึมแล้วมีเสน่ห์ของความเป็นผู้ใหญ่อันน่าดึงดูดหน้าจ้องมอง การแต่งกายอันเสมือนว่าถูกคิดวิเคราะห์ไว้อย่างสมบูรณ์แบบนั้น จะให้เอ่ยว่าเขาเป็นผู้ชายที่มีรสนิยมการแต่งกายที่ดีคนหนึ่งเลยทีเดียว ตัวของเขากำลังจัดท่าทางนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ สองแขนกอดอกเข้าหากัน แผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายแต่มั่นคงคือหนึ่งในผู้ที่จับจองเก้าอี้เหล่านั้น

 

และเจ้าหน้าที่หนุ่มก็ถูกเปิดเป็นหัวข้อการสนทนาบทใหม่ขึ้นมาอย่างที่เจ้าตัวไม่ได้คาดคิดเมื่อชายใส่แว่นคนเดิมในกลุ่มเอ่ยถามขึ้น “แล้วคุณล่ะ รอสส์?”

 

“นั่นสิ คุณมาตั้งหลายครั้ง ยังไม่เคยเล่าอะไรเลย” ชายอีกคนเอ่ยเสริมขึ้นบ้าง

 

และทันใดนั้นเองทุกสายตาภายในวงก็เบนความสนใจทั้งหมดมายังเจ้าหน้าที่หนุ่มที่ซึ่งนั่งนิ่งเงียบตลอดการสนทนา เอเวอร์เร็ตต์มีท่าทีอึกอักเงียบไปเล็กน้อยเมื่อถูกตกเป็นเป้าสายตากะทันหัน เขาหันสายตาหนีอย่างอึดอัดใจไปตามสัญชาตญาณจนเผอิญหันไปสบตาเข้ากับดวงตาสีฟ้าของบุรุษผู้คุ้นหน้าเพียงหนึ่งเดียวในห้องแห่งนี้ สตีฟ โรเจอร์ส ที่หันมามองเขาอยู่ก่อนแล้ว ด้วยดวงตาที่สื่อถึงบางสิ่งที่เขาเลือกที่จะแสร้งไม่เข้าใจความหมายของมัน นึกโมโหอีกฝ่ายที่เป็นต้นเหตุชักชวนให้เขามานั่งใช้เวลาสูญเสียเวลาวันหยุดของตัวเองกับการนั่งไร้ประโยชน์อยู่ในที่ที่น่าอึดอัดชวนเซ็งแซ่แห่งนี้ ความคิดแบบนั้นคือเป็นเหมือนเส้นสนวนที่ยิ่งเหมือนไฟแต่แผดเผาให้ความอดทนอันน้อยนิดของเขาจวนถึงขีดจำกัด ที่เฝ้ารอให้ความอดทนอันน้อยนิดของเขาหมดลงราวกับระเบิดเวลาที่กำลังเดินถอยหลัง

 

“คุณไม่จำเป็นต้องเก็บมันไว้คนเดียว รอสส์” เป็นสตีฟเองที่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขามีความเห็นอกเห็นใจ และนั่นทำให้เขาโมโห

 

คิดว่าเขาดูอ่อนแอขนาดนั้นเลยรึไงกัน?

 

“ผมไม่มีอะไรจะพูด” เขาตอบ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาดังและแข็งกระด้างกว่าที่เขาคาดเอาไว้ แต่เขาไม่สนใจมันอีกต่อไป “เรื่องส่วนตัวของผมไม่มีเรื่องอะไรให้น่ารู้กันนักหรอกครับ คุณก็รู้ว่าอาชีพของผมคงจะปล่อยให้พูดพร่ำพรื่อตามอำเภอใจเยอะนักไม่ได้ ผมว่าให้คนอื่นพูดแทนเถอะ” คราวนี้เขาหว่านล้อมด้วยเหตุผล “มีใครอยากจะพูดอะไรอีกมั้ย?”

 

เขาแสร้งพูดเปลี่ยนประเด็นของคนอื่น แต่ดูถ้าพ่อหนุ่มกัปตันอเมริกาตรงหน้าจะดูไม่มีท่าทีที่จะยอมแพ้ที่ให้ประเด็นการสนทนานี้หลุดจบลงง่ายๆ “รอสส์...”

 

“เรื่องของผมมันไม่มีเรื่องสำคัญอะไรให้สนใจนักหรอกครับคุณโรเจอร์ส”

 

สตีฟนิ่งคิดไปชั่วครู่หนึ่ง คนอื่นรู้ถึงบรรยากาศที่ชักเริ่มไม่ดีจึงจะแสร้งเปลี่ยนประเด็นหากแต่สตีฟเอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน “ผมรู้ว่าคุณไม่ได้คิดเหมือนอย่างที่พูด” ชายร่างสูงตอบทันควัน ตัดสินใจที่จะไม่ใจอ่อนพูดอ้อมค้อมอีกต่อไป

 

“ด้วยความที่คุณกับผมรู้จักกันและร่วมงานกันมาหลายปี ผมต้องขอพูดอย่างตรงไปตรงมากับคุณว่าผมรู้สึกซึ้งใจคุณนะครับที่ยอมมาที่นี่ตามความชวนของผม แต่การที่คุณตัดสินใจที่จะเลือกมานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้ ภายในห้องห้องนี้ คุณก็ควรที่จะให้ความร่วมมือกับพวกเราด้วย” สตีฟพูดรัวเร็วไม่เปิดช่องว่าง “พวกเราทุกคนต่างผ่านเรื่องเมื่อตอนนั้นกันมาหมดทั้งนั้น และเชื่อเถอะว่าพวกเราก็รู้สึกไม่ต่างที่คุณกำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้หรอกนะครับ คุณจะคิดว่าผมเป็นยังไงก็แล้วแต่คุณจะคิด แต่อย่างน้อยคุณก็ควรที่จะลองคำตามคำแนะนำของเขาดูสักหน่อย พูดมันออกมาเถอะครับ การเก็บมันไว้คนเดียวมันไม่ช่วยให้มันดีขึ้นเลยสักนิด และผมแน่ใจว่าคุณก็รู้ดีอยู่แก่ใจ”

 

“ผมบอกคุณแล้วไงว่ามันไม่มีอะไรผมน่าสนใจทั้งนั้น เชื่อสิ คุณไม่อยากฟังมันหรอกจริงๆ หรอก” เอเวอร์เร็ตต์ยังคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

 

“ไม่เอเวอร์เร็ตต์... มันไม่จริงเลย ผมพร้อมจะรับฟัง เราทุกคนในห้องนี้ พวกเราจะรับฟังและเราจะช่วยกันผ่านเรื่องนี้ไปกันคุณ” สตีฟพูดน้ำเสียงอ่อนโยน เขาสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงอันเต็มไปด้วยความหวังดีจากดวงตาของชายตรงหน้า

 

หากแต่นิสัยเสียของเขาที่ยังดื้อแพ่งที่ดื้อดึงยืนยันที่จะไม่ยอมแพ้ยอมโอนอ่อนไปกับคำพูดโอนอ่อนให้อีกฝ่ายโดยง่าย ชายหนุ่มเผยอริมฝีปากหมายจะเอ่ยคำขาดจบเรื่องนี้ให้สิ้นสุดลงได้เสียที ทว่าถ้อยคำทั้งหมดที่เปล่งออกมากลับถูกรั้งไว้ด้วยคำคำหนึ่งที่เหมือนกับเป็นจุดอ่อนที่เขาหวาดกลัวที่สุดของเขาที่หยุดทุกอย่างเอาไว้ราวกับต้องมนตร์สะกดที่ทำให้เขาสูญเสียการควบคุมของตนไปจนสิ้น “ผมว่าสตีเฟ่นก็คงจะคิดแบบนั้นเหมือนกัน”

 

“...”

 

เอเวอร์เร็ตต์ชะงักเงียบ คำพูดโต้เถียงกลับถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอ และจู่ๆ ภาพตรงหน้าก็ถูกม่านหมอกปริศนาก่อตัวเลือนรางจนกระทั่งปิดบังทัศนียภาพตรงหน้าบดบังใบหน้าของคู่สนทนาตรงหน้ามลายหายไปจนหมดสิ้นและแทนที่ด้วยภาพความทรงจำแห่งอดีตที่ปรากฏขึ้น สายลมยามราตรีอันหนาวเหน็บของฤดูหนาวทะลุผ่านพัดผ่านบานหน้าต่างทรงกลมลวดรายวิจิตรอันแปลกประหลาดขนาดใหญ่เหนือตึกสูงหลังหนึ่ง ณ ถนนบลีคเกอร์ยังคงสดใหม่อยู่ในจิตใต้สำนึก เช่นเดียวกับอ้อมแขนแกร่งของเจ้าของดวงตาที่งดงามดั่งอัญมณีที่พาดทับแผ่นหลังของเขา ฝ่ามือสั่นเทาที่ยกขึ้นอย่างเชื่องช้า สัมผัสอบอุ่นของฝ่ามือบนแก้ม เสียงทุ้มต่ำนั้นเอ่ยแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบที่ต้องการเอ่ยให้แก่เขาเพียงผู้เดียว

 

‘ผมจะอยู่ที่นี่เพื่อคุณเสมอ’

 

ราวกับร่างกายนี้ไม่ใช่ร่างกายของเขาอีกต่อไป เมื่อทุกสิ่งหลุดออกจากการควบคุมของเขาไปอย่างสิ้นเชิง ร่างของเขาแข็งทื่อบนอยู่เก้าอี้ เขารู้สึกถึงลำคอตีบตัดและฟันของเขาขบกันแน่น แต่เขาไม่สามารถสั่งให้มันหยุดได้ เขาพูดมันออกมาไม่ได้... เขาไม่สามารถทำมันลงได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของเขา รูปร่างของเขา กลิ่นน้ำหอมบนตัวของเขา สัมผัสอุ่นของฝ่ามือคู่นั้นที่เคยสัมผัสใบหน้าของเขา สัมผัสยามนิ้วสากผ่านเส้นผม ความอบอุ่นภายใต้อ้อมกอด ลมหายใจร้อนที่รดเหนือศีรษะ หรือแม้กระทั่งความสวยงามที่แสนวิเศษในดวงตาคู่นั้นที่จ้องมามองที่เขา เขาพูดมันอะไรมาไม่ได้ ไม่ว่าจะในความคิด กลัวที่จะยอมรับ...

 

‘รับฟังทุกเรื่องของคุณ ฟังคุณบ่นว่าคุณเหนื่อยมากแค่ไหน ใครทำให้คุณโมโห’

 

“พอแล้ว” ว่าเขากลัวตัวเอง

 

‘เราจะอยู่ในทุกช่วงเวลาของกันและกัน

 

“หยุดเซ้าซี้สักทีได้ไหม” กลัวความรู้สึกนี้

 

“เอเวอร์เร็ตต์ คุณต้องใจเย็นแล้วฟังผมก่อน...”

 

และเราจะช่วยกันผ่านมันกันไปด้วยกัน’

 

“ผมก็บอกคุณแล้วไงเล่าว่ามันไม่มีอะไรทั้งนั้น!!” กลัวว่าตนเองจะอยู่ไม่ได้

 

‘เพราะฉะนั้นแล้ว อย่าบอกว่าไม่มีอะไรอีกเลย’

 

กลัวที่จะยอมรับความจริง

ว่าคุณไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว...

 

 

มันเป็นเรื่องที่กลายเป็นความคุ้นเคยไปเสียแล้วเมื่อดวงตาสีฟ้าลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาบนเตียงหลังอื่นที่ไม่ใช่เตียงของตัวเองซึ่งตั้งอยู่ที่พักของตนเองในห้องคอนโดหรูสีระฟ้ากลางเมืองนิวยอร์ก ทว่ากลับเป็นห้องนอนอู้ฟู่หรูหราสไตล์ยุคโบราณที่รายล้อมบรรยากาศไปด้วยเสน่ห์มนต์ขลังปกคลุมทั่วห้องที่ขนาดของมันกว้างขวางที่ดูใหญ่เกินกว่าที่จะคิดว่าห้องนอนแห่งนี้จะสามารถตั้งอยู่ภายในแฟลตแคบๆ ในที่ตั้งอย่างข้างถนนเบลคเกอร์ได้ด้วยซ้ำ แต่แล้วความสงสัยของเขาในคราแรกที่ถูกไขข้องกระจ่างขึ้นในทันใดเมื่อตระหนักถึงความสามารถที่แท้จริงของตัวเจ้าของคนปัจจุบันที่แท้จริงแล้วอีกฝ่ายนั้นสามารถทำอะไรได้บ้าง

 

ทว่ายังมีอีกหนึ่งซึ่งที่ตัวเขานั้นคุ้นเคยยิ่งกว่า...

 

เอเวอร์เร็ตต์ภายในชุดนอนสบายๆ พยุงตัวขึ้นนั่งบนเตียงหลังใหญ่ด้วยท่วงท่าที่เป็นธรรมชาติอย่างคุ้มชินกับการหลับนอนอยู่ในสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี เจ้าตัวนั่งหลังค้อมอ้าปากหาวอย่างเกียจคร้านขณะใช้นิ้วขยี้ดวงตาไล่ขี้ตาด้วยอาการซึมหลังตื่นนอนเหมือนเด็กๆ ภาพที่ค่อนข้างมีความส่วนตัวแบบนี้คงจะไม่มีที่ใครจะได้เห็นได้อย่างแน่นอน และถึงจะมาใครนำเรื่องนี้มาพูดถึงก็คงจะเป็นเรื่องที่จะเชื่อได้ยากราวกับถกประเด็นแย้งกันว่าผีมีตัวตนจริงๆ นั้นเชียว เมื่อภาพลักษณ์อันติดตาของผู้คนที่มีต่อชายหนุ่มผู้นี้นั้นอยู่ภายใจชุดยูนิฟอร์มสูทเรียบเนี้ยบและท่วงท่าร่างกายที่มั่นคงแข็งแรงแสดงถึงความมีอำนาจที่แต่งแต้มบนใบหน้านิ่งขรึมเข้าถึงยากที่ดูละม้ายคล้ายคลึงใกล้เคียงกับความหยิ่งยโสเข้าถึงยาก ที่ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่มีรูปลักษณ์ที่สูงใหญ่ดูน่ากลัวที่ทำให้ผู้คนต่างสั่นกลัวก็สามารถทำให้ผู้คนต่างรู้สึกเกรงกลัวได้ไม่ต่างกันเลยทีเดียว หากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะมีใครบางคนที่ได้รับข้อยกเว้นสุดพิเศษที่ได้ชมเชยภาพที่หาได้ยากเยี่ยงกับชายหนุ่มผู้ไม่ธรรมดาเช่นนี้...

 

เกิดเสียงสวบสาบใต้ผ้าห่มผืนบางก่อนที่ในไม่ช้าจะปรากฏแผ่นหลังใหญ่หนึ่งจะโผล่พ้นออกจากกองผ้าห่มที่คลุมร่างไว้อยู่อย่างหมิ่นเหม่ สองแขนยาวโน้มตัวกอดคนที่นั่งซึมอยู่จากด้านนอกอย่างออดอ้อนราวกับเด็กที่ติดหาไออุ่นจากผู้ใหญ่ ผมสีดำขลับชี้ยุ่งเหยิงปิดใบหน้าขณะส่งเสียงร้องครือครางเรียกความสนใจ

 

เอเวอร์เร็ตต์ก้มมองฝ่ามือใหญ่ที่มีร่องรอยของบาดแผลที่เกิดจากการผ่าตัดในครั้งอดีตในยามตอนนี้ที่โอบรัดรอบลำตัวของตนเองไว้อย่างหละหลวม ขณะที่ศีรษะของใครอีกคนซุกซนชนแผ่นหลังไม่ห่างจนคนที่โดนรบกวนใช้ฝ่ามือตบแขนที่โอบรัดอยู่จนเกิดเสียงร้องดัง เพี๊ยะ ด้วยความรำคาญใจ

 

“อย่าทำตัวน่ารำคาญ สตีเฟ่น”

 

การเอ่ยปากตอบตกลงคบกับอดีตแพทย์หนุ่มชื่อดังอย่างสตีเฟ่น สเตรนจ์ เป็นหนึ่งสิ่งที่ตัวตนของเอเวอร์เร็ตต์ในปัจจุบันนี้เองเขาก็จะยังคงไม่เข้าใจ ซ้ำแล้วเป็นตัวเขานี่เองที่ยังยอมโอนอ่อนข้อให้ได้อีกฝ่ายโดยง่ายแม้เพียงเพิ่งรู้จักกันเพียงไม่กี่เดือน ที่จากชายหนุ่มอีกคนที่แรกเริ่มดูจะเหมือนเป็นเพียงแค่หนึ่งในพวกเหนือมนุษย์หัวรั้นอีกคนที่เอาแต่สร้างปัญหา เอาตัวเองเป็นที่ตั้งเหมือนคนอื่นๆ ที่ดันตกกรรมลำบากมาอยู่ในภาระการดูแลของเขาเพิ่มขึ้นอีกคนเท่านั้น บางทีอาจจะเป็นเพราะความหยิ่งยโสของตัวพวกเขาทั้งคู่เองที่เหมือนจะเป็นแรงดึงดูดที่ทำให้พวกเราเข้าใจกันได้ดี หรืออาจจะเป็นเพราะบางสิ่งบางอย่างที่เป็นตัวเพิ่มพูนความสัมพันธ์เหล่านี้ให้เลยเถิดจนมาไกลจนถึงเพียงนี้ และแม้แต่ตัวเขาเองยังคงไม่มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเองด้วยซ้ำว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกแล้วรึเปล่า? มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่สถานะทางเพศที่เป็นปัญหา เอเวอร์เร็ตต์รู้ตัวของตัวเองในเรื่องนี้อย่างดีตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ในมหา’ ลัยถึงรสนิยมทางเพศของตน แต่ประเด็นที่ทำให้เรื่องมันยุ่งยากและซับซ้อนไปมากกว่านั้นก็เป็นเพราะเรื่องงานเสียมากกว่า ที่ในฉากหน้าของพวกเขาที่ต่างคนต่างต้องมีหน้าที่ที่จะต้องร่วมงานกัน (โดยอ้อมๆ ) จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เรื่องของพวกเขาต้องถูกเก็บเป็นความลับและสานสัมพันธ์กันอย่างเงียบๆ โอเค... ยกเว้นหว่องคนหนึ่งล่ะที่รู้ดีอยู่หนึ่ง มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ถ้าพวกเราจะต้อง ‘คบ’ กัน (โอ้พระเจ้า เขาเกลียดที่ต้องพูดแบบนี้ชะมัด) โดยที่ปิดบังไม่ให้คนสนิทได้รู้เข้า และโดยเฉพาะคนที่ถึงกับเป็น ‘คุณคู่หูพ่อมด’ การจะเก็บความลับกับชายคนนี้จึงยิ่งเป็นไปไม่ได้เขาไปใหญ่

 

และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการมาปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ CIA หนุ่มผู้นี้ เป็นเรื่องโชคดีโดยบังเอิญที่การแอบเข้ามาเยี่ยมเยือนอดีตศัลย์แพทย์ถึงภายในที่พักนี้อยู่บ่อยครั้งจะไม่เป็นปัญหาใดๆ ด้วยความเผอิญที่อีกฝ่ายนั้นที่มีความ’ สามารถ’ ที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษที่ทำให้การพบเจอกันเป็นเรื่องง่ายไปโดยทันใดจากการเพียงส่งข้อความขอเพียงคำเดียว (ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นตัวเขาเองที่จะโดนคำขอที่เอียนเองไปทางแกมบังคับในการที่เขาจำใจมาค้างคืนหลับนอนอยู่ที่แห่งนี้เกินจากวันที่พวกเขาตกลงกันไว้อยู่บ่อยครั้งก็ตามที) แต่ถึงแม้คนรักลับๆ ของเจ้าที่หนุ่มคนนี้จะชอบเอาแต่ใจตัวเองด้วยนิสัยได้คืบเอาศอกอยู่เป็นประจำ ก็ใช่ว่าเขาจะใจอ่อนให้อีกฝ่ายในทุกๆ เรื่องเสมอไป

 

ยามเมื่อเข็มนาฬิกาชี้ตรงเข้าเลขห้าบ่งบอกเวลาตีห้าของวันใหม่ เป็นเวลาตื่นนอนประจำของชายหนุ่มที่จะตื่นนอนในการเตรียมพร้อมปฏิบัติหน้าที่ทำงานของตนด้วยความกระตือรือร้นเฉียกเช่นทุกเช้าตลอดระยะเวลาหลายปีของชีวิตทำงานของเขา เพราะนิสัยบ้างานสุดโต่งของเขานั้นก็ทำให้ตัวเขาได้ดำรงตำแหน่ง...ภายในระยะเวลาไม่นาน มันเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เอเวอร์เร็ตต์ภูมิใจกับมันถึงแม้ต้องแลกกับเวลาชีวิตส่วนตัวที่ลดน้อยลงไปด้วย ซึ่งเขาก็ยอมแลกกับมันด้วยความเต็มใจยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าการเป็นแบบนี้จะมีเพียงแค่ด้านดีด้านเดียวเสมอไป เพราะหลังจากนั้นไม่นานอดีตคู่หมั้นสาวของเขาตัดสินใจตัดขาดจบชีวิตรักกับเขาในเวลาต่อมา เธอบอกว่าเธอไม่สามารถทนตัวเขาได้อีกต่อไป คำพูดนั้นกลายเป็นแผลใจที่ฝังลึกในใจไปหลังจากนั้นเป็นเวลาหลายปีกับความโศกเศร้าและโทษตัวเอง จนกระทั่งเขาคนนั้นเดินเข้ามา ผู้ชายคนที่ดูเป็นคนเห็นแก่ตัวไม่เอาไหนคนนั้นคือคนที่ไม่เคยยอมแพ้ในตัวเขา เขาคนนั้นที่ไม่เคยน้อยใจที่เขายังลืมเธอไม่ได้ ซ้ำอีกฝ่ายยังเข้าใจในตัวเขาและยังคงเลือกที่จะรอเขาอยู่ต่อไป และถึงจะไม่เคยเอ่ยกับอีกฝ่าย เขาก็ซาบซึ้งและขอบคุณอีกฝ่ายเสมอ แต่ยังไงเอเวอร์เร็ตต์ รอสส์ก็ยังคงเป็นเอเวอร์เร็ตต์ รอสส์ เจ้าหน้าที่ CIA ผู้หยิ่งยโสอยู่วันยังค่ำ ผู้ที่จะไม่มีทางความรู้สึกของตัวเองออกมาง่ายๆ โดยไม่มีข้อแม้ กฎเหล็กข้อนี้ยังรวมไปจนถึงตัวแฟนหนุ่มจอมขมังเวทย์อย่างสตีเฟ่น สเตรนจ์ด้วยเช่นกัน ที่แม้อีกฝ่ายจะมีข้อได้เปรียบอย่างไม่ยุติธรรมอย่างพลังพิเศษประหลาดๆ ที่ชอบแกล้งแหย่ทำเขาหัวหมุนจนมุมอยู่เรื่อยนั่น แต่ถ้าคิดจะมาหาเรื่องอย่างเช่นการขัดขวางหน้าที่การทำงานล่ะก็ เขาก็ไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ แน่

 

“จะไปแล้วเหรอ” เสียงทุ้มอู้อี้ของคนเพิ่งตื่นนอนร้องโอดครวญ

 

“ใช่” เอเวอร์เร็ตต์เอ่ยเสียงอย่างนิ่งเรียบ สองมือกำลังถอดเสื้อนอนเพื่อแต่งตัว

 

ชายอดีตศัลย์แพทย์หนุ่มนอนมองแผ่นหลังของเจ้าหน้าที่หนุ่มด้วยความเงียบ เอเวอร์เร็ตต์ที่รู้สึกถึงสายตาด้านหลังแต่ก็แสร้งทำเป็นลุกขึ้นยืนเอื้อมไปหยิบชุดสูทที่แขวนเตรียมไว้จากราวแขวนขึ้นและเดินหายไปทางห้องน้ำ

 

“ถ้าคุณว่างเลิกงานนัดกินข้าวกันไหม”

 

เมื่อประตูห้องน้ำเปิดออกปรากฏร่างของเจ้าหน้าที่หนุ่มอีกครั้งในสภาพดูเรียบเนี้ยบคุ้นตาในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขายาวเข้ากับชุดสูท เห็นร่างชายหนุ่มบนเตียงที่ยังเขานอนขดอย่างเกียจคร้านบนเตียงคงเดิมร้องขอขึ้น

 

“ไม่สตีเฟ่น ตามข้อตกลงของเราคุณอย่าลืมสิ” เขาเอ่ยปัด ไม่มีท่าทีนิ่งหยุดคิด

 

“ผมก็แค่ถามเผื่อไว้ เผื่อวันนี้คุณจะใจอ่อนให้ผมบ้างสักวัน”

 

“เพราะผมรู้ยังไงล่ะว่าถ้าผมยอมคุณก็จะหวังได้คืบเอาศอกตลอด”

 

คนด้านหลังแค่นหัวเราะ ก่อนจะมีเสียงขยับตัวขยุกขยิกดังขึ้นตามหลัง

 

เอเวอร์เร็ตต์เดินอ้อมเตียงหลังใหญ่เดินคว้าเนคไทขึ้นผูก ตามด้วยชุดสูทสีเทาตัวเก่งของตนขึ้นสวมเป็นขั้นตอนสุดท้าย ดวงตาสีฟ้าตรวจสอบความเรียบร้อยบนกระจกตัวยาวที่ตั้งอยู่ด้านข้างเป็นครั้งสุดท้าย

 

เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะเดินกลับไปที่เตียงเป็นครั้งสุดท้าย “เจอกันอีกศุกร์หน้า” เขาเอ่ยก่อนก้มลงจูบบนขมับของคนตัวที่โตที่กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงพนักเตียงหลับตาพริ้มรอ

 

“ถ้าได้จูบที่ปากวันที่คงต้องโชคดีสุดๆ ” สตีเฟ่นพูดอย่างหยอกล้อ

 

คนฟังได้ยินดีดนิ้วบนหน้าผากแทนเป็นคำตอบ มองหน้าคนที่เล่นโอดครวญบนเตียงด้วยใบหน้านิ่งขรึม ก่อนจะเดินหลังไปทางประตูโดยไม่รอฟังคนบนเตียงอีก

 

“เย็นนี้เจอกันนะครับ” สตีเฟ่นเอ่ย พร้อมกับเสียงบานประตูที่ปิดลงก่อนทั้งห้องจะกลับมาตกลงอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

 

 

ยามเขาได้เห็นยานอวกาศขนาดใหญ่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศเหนือท้องฟ้ามหานครเมืองนิวยอร์กเข้าจู่โจมผ่านจอมอนิเตอร์ในภายสำนักงานลับของหน่วยงาน CIA ผ่านหน้าจอแสดงภาพของสมาชิกทีมอเวนเจอร์ออกปฏิบัติหน้าที่ทันทีโดยไม่รอรับคำสั่งการใดๆ ชั่ววินาทีเดียว นิวยอร์กกลายเป็นอาณาเขตของสงครามขนาดย่อม รวมไปถึงสภาพแวดล้อมภายในสำนักประจำของเขาก็เช่นกันที่เจ้าหน้าที่ทุกคนต่างพากันแตกตื่นสร้างความวุ่นวายเสียงดังไปทั่วแผนก เอเวอร์เร็ตต์เงยหน้ามองภาพบนจอมหึมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดด้วยความเงียบ สัญชาตญาณของเขาส่ายหาภาพของใครคนหนึ่งที่ต้องแสดงตัวออกมาบนจออย่างนิ่งสุขุม การต่อสู้กับเหล่าสัตว์ประหลาดน่ากลัวของเหล่าสมาชิกดั้งเดิมของอเวนเจอร์ทั้งไอรอนแมน และฮัคดำเนินการเกิดไปอย่างดุเดือด สร้างเสียงฮือฮาภายในห้องมอนิเตอร์มากขึ้น ในหลายปีหลังมานี้ การบุกรุกของสิ่งมีชีวิตนอกโลกไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรกและโลกไม่ได้ขลาดเขลาไร้ทางสู้กับสถานการณ์เช่นนี้อีกต่อไป เจ้าหน้าที่หนุ่มออกคำสั่งเดินออกคำสั่งกับบรรดาเจ้าหน้าที่ภายในห้องด้วยความคล่องแคล่ว จนกระทั่งภาพด้านบนถูกสับเปลี่ยนฉายไปยังสมาชิกหน้าใหม่ของทีมอย่างด็อกเตอร์สเตรนจ์ที่เข้าต่อสู้ตั้งรับกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวอีกตัวควบคู่กับคนในทีม หากแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้จัดการได้ง่ายอย่างที่คาด เมื่อด็อกเตอร์สเตรนจ์ที่แพ้จากการต่อสู้จนหมดสติถูกลักพาตัวหายเข้าไปในยานลึกลับนั่นพร้อมกับเหล่าอเวนเจอร์คนอื่น ภาพทั้งหมดถูกสับเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วจนกระทั่งภาพที่ค้างนิ่งบนจอปรากฏภาพฉายของร่างในชุดสีน้ำเงินและผ้าคลุมสีแดงแปลกประหลาดนั่นถูกดึงหายตัวไปภายในยานอวกาศขนาดมหึมา นั่นเป็นภาพสุดท้ายที่จอมอนิเตอร์สามารถจับภาพไว้ได้

 

วินาทีที่เห็นร่างของชายที่คุ้นเคยของอีกฝ่ายที่เพิ่งนึกสนุกแกล้งก่อสงครามประสาทขนาดย่อมกับเขาไปเมื่อเช้าของวันลอยหายลับไป ใบหน้าที่คมสันที่มักส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้เสมอที่ยามนี้ไร้สติและเสี้ยวหน้าโชกไปด้วยเลือดของอีกฝ่ายนั้นสามารถสร้างความว้าวุ่นใจภายในจิตใจของเจ้าหน้าที่ CIA หนุ่มได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ทว่าเขาไม่อาจจะให้อารมณ์ส่วนตัวมีครอบง่ำจิตใจในช่วงเวลาที่โกลาหลแบบนี้ได้ ชายหนุ่มตัดสินใจระงับความว้าวุ่นใจเอาไว้ภายในภายใต้หน้ากากและแสร้งปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อไป ไม่ นี่มันยังไม่ใช่จุดจบ เขามั่นใจ เขาเชื่อว่าชายที่เขารู้จักคนนั้นจะไม่มีทางยอมแพ้ให้เจ้าพวกนั้นมันทำอะไรได้ตามใจตัวเองแน่ๆ สตีเฟ่นจะไม่มีทางเป็นอะไร

 

โดยไม่มีคนได้ทันคาดคิด ว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของบางสิ่งบางอย่างที่เลวร้ายยิ่งกว่ากำลังจะเกิดขึ้น และนั่นจะเป็นภาพความทรงจำครั้งสุดท้ายสุดท้ายที่เขาพบอีกฝ่าย...

 

 

ยังไม่จบนะคะ

ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะคะ หวังว่าจะชอบกันค่ะ ^^

และขอบคุณผู้ชายคนนี้ที่แต่งเพลงเพราะๆ มาต่อมู้ดอารมณ์ให้เขียนตอนนี้จนจบได้ 55

BTS 'JIN' กับเพลง 이 밤 (Tonight) อยากให้ฟังกันนะคะ เพราะมากๆ อิอิ /ป้ายยา

 

มีแท็กเรื่องแล้วนะคะ!! #ความในใจของคุณรอสส์

 

 

Hydrangea -“ขอบคุณที่เข้าใจหัวใจอันด้านชาของฉัน”

เหมาะกับคนซึนๆ อย่างคุณรอสส์ที่สุดเลยค่ะ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น