[นิยายแปล] นายขี้อายกับยัยแก้มแดง

ตอนที่ 8 : บทที่ 2.2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 182
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    11 ส.ค. 63

 

ทั้งสามคน ไม่มีใครคิดว่าจะมีเด็กสาวที่ไหนกล้าพูดแบบนี้

หนุ่มหัวเหลืองมองอ้ายฉิงอย่างเยาะหยันแล้วถามว่า “เธอจะแข่งคาร์ตไรเดอร์งั้นเหรอ”

“CS” อ้ายฉิงหยุดคิดเดี๋ยวเดียว “แข่งสามรอบ ต้องชนะสองในสาม”

เธอไม่ได้แตะเกมจริงจังมาสามปีแล้ว ปกติเวลาเบื่อมากๆ เธอจะเล่น VOS[1]ฆ่าเวลา เป็นเกมที่ใช้การเคาะแป้นพิมพ์แทนคีย์ของเปียโน...เพราะฉะนั้นเธอถึงเลือกแข่งแบบชนะสองในสาม ซึ่งจะเพิ่มความมั่นใจให้เธอมากกว่า

“แฟนคุณนี่ตลกดีนะ” คนนั้นมองหวาที “สองต่อสอง”

หวาทียิ้มแล้วหยิบคอมพิวเตอร์ที่เหมือนกันเป๊ะอีกเครื่องออกมาจากใต้เคาน์เตอร์ “ไม่ครับ หนึ่งต่อหนึ่ง ผมน่ะนักทฤษฎี วางแผนอย่างเดียวไม่เคยแตะเกมเลย”

“แล้วถ้าพวกเราชนะล่ะ”

“ถ้าพวกคุณชนะ ผมจะให้พวกคุณคืนสินค้าได้ครับ”

หวาทีต่อคอมพิวเตอร์ทั้งสองเครื่องเข้ากับเราเตอร์ด้วยสายเคเบิล อ้ายฉิงนั่งลงข้างเขาแล้วกระซิบว่า “นายไม่ต้องเชื่อใจฉันมากขนาดนั้นหรอกนะ ฉันไม่ได้แตะ CS มาสามปีแล้ว”

หวาทีไม่แม้แต่จะเงยหน้าด้วยซ้ำ เขาเคาะแป้นพิมพ์ตั้งค่าคอมพิวเตอร์พลางตอบว่า “ฉันเองก็ไม่หวังให้เธอชนะทั้งสามนัดหรอก ผู้ชายคนนั้นเขาขายคอมพิวเตอร์เหมือนกัน ร้านเขาอยู่ชั้นสอง ลูกค้าร้านเขากับร้านฉันส่วนใหญ่เป็นสายเกมเหมือนกัน เมื่อกี้พอฉันเห็นเขาก็เตรียมใจไว้แล้วว่าต้องโดนคืนของ เพราะงั้นเธอไม่ต้องรู้สึกกดดันหรอก”            

“เจตนาทำลายร้านคู่แข่งนี่นา” อ้ายฉิงเท้าคาง มองเขาเปิดหน้าจอทดสอบเข้าเกม CS “ถ้าแพ้ฉันไม่รับผิดชอบนะ”

หวาทีเม้มปากยิ้ม ดันคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งจากสองเครื่องมาไว้ตรงหน้าเธอ “ไม่เป็นไร ถ้าเธอแพ้ โน้ตบุ๊กเครื่องที่เขาเอามาคืน ฉันจะยกให้เธอ” 

อ้ายฉิงถึงกับหลุดหัวเราะพรืด เท้าข้างหนึ่งยกขึ้นเหมือนจะถีบเขา “เอาของมาล่อขนาดนี้ ระวังฉันจงใจแพ้นะ”

หวาทีเลิกคิ้ว สีหน้าตอนมองเธอคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม

คนที่เคยหลงรักอีสปอร์ต มีหรือจะยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ

ระหว่างเตรียมตัวมีลูกค้าหลายคนเข้ามาในร้าน ทุกคนต่างตื่นเต้นจนเลือดเดือดพล่านพอเห็นว่าพวกเขาจะแข่งกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนึ่งในนั้นเป็นสาวน้อยผมยาวสลวย เห็นแล้วยิ่งชวนสนใจ

คนจำนวนไม่น้อยจำหนุ่มหัวเหลืองคนนั้นได้ กระซิบกระซาบกันว่าเขาเป็นสมาชิกทีมดังในปีนี้ แต่หนุ่มหัวเหลืองคนนั้นแกล้งทำไม่ได้ยิน ตีหน้าเย็นชาเหมือนน้ำแข็งตลอดเวลา จากนั้นพอหวาทีเลื่อนคอมพิวเตอร์มาไว้ตรงหน้าเขา จู่ๆ เขาก็พูดกับอ้ายฉิงว่า “เอางี้ ฉันจะออมมือให้ ใช้ปืนสไนเปอร์[2]อย่างเดียว”

ในเกม CS ผู้เล่นแต่ละคนจะพกปืนขนาดใหญ่ได้เพียงกระบอกเดียวเท่านั้น

ไรเฟิลมีซองบรรจุกระสุนสามสิบนัด ปืนประเภทสไนเปอร์ต้องเว้นระยะเวลาหลังจากยิงแต่ละนัด ดังนั้นคนทั่วไปไม่มีทางเลือกใช้ปืนชนิดนี้ เว้นแต่คนที่เป็นสไนเปอร์มืออาชีพ

อ้ายฉิงก็เคยเป็นมือสไนเปอร์ประจำทีมมาก่อน

“ได้” อ้ายฉิงรับข้อเสนอ แต่ไม่ยอมให้อีกฝ่ายออมมือ “ฉันจะใช้ปืนสไนเปอร์ด้วยเหมือนกัน งั้นเอาแบบนี้ไหม สามเกมเราจะแบ่งเป็นมีดสั้น ปืนพก แล้วก็ไรเฟิล รอบไรเฟิลพวกเราใช้เป็นปืนสไนเปอร์ ระยะเวลาในการแข่งขันแต่ละรอบคือหนึ่งนาที”

พอเธอพูดจบ หนุ่มหัวเหลืองถึงกับผงะเล็กน้อย “เธอเล่นเกมนี้อยู่เหรอ”

อ้ายฉิงส่ายหน้า “ไม่ได้เล่นนานแล้ว”

สองคนนั่งกันคนละฝั่งของโต๊ะตัวกลม หวาทียืนอยู่ข้างอ้ายฉิง ตอนเห็นเธอเปิดหน้าจอเข้าเกม จู่ๆ เขาก็ก้มหน้าลงควานหาบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อ...อ้ายฉิงเหมือนสัมผัสอะไรได้ หันหน้ากลับมามองเขา

หวาทียิ้มกระอักกระอ่วน ความรู้สึกที่เธอพยายามกดเก็บไว้พลันปะทุขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง แต่การแข่งขันต้องเดินหน้าต่อ 

อ้ายฉิงหันกลับไปที่หน้าจอ สูดลมหายใจลึก แล้วพยักหน้าให้ชายหัวเหลือง

เกมที่หนึ่งพ่ายแพ้ไปอย่างไม่น่าเชื่อ อ้ายฉิงเหลือบมองหวาทีอย่างเสียดาย มือซ้ายของเธอขยับทำความคุ้นเคยกับคีย์บอร์ดโดยอัตโนมัติ

นานเหลือเกิน นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้แตะคีย์บอร์ดแบบนี้ เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะแพ้ในรอบที่หนึ่ง

เธอชำนาญการต่อสู้ด้วยมีดมากที่สุด แต่เสี้ยววินาทีที่ทั้งสองประจันหน้ากันตรงทางแคบ เธอกลับตายด้วยมีดสั้นของอีกฝ่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เดาว่าถ้าพวก Solo มาเห็นคงหัวเราะและด่าเธอว่าไม่เอาถ่าน

ทันใดนั้นดวงตาของเธอพลันถูกประกบปิดด้วยสัมผัสอบอุ่น จมดิ่งสู่ความมืดมิด

หวาทีใช้มือทั้งคู่ปิดตาของเธอไว้แล้วพูดว่า “พยายามทำความคุ้นเคยกับสัมผัสของคีย์บอร์ด”

อ้ายฉิงยิ้มพลางใช้มือลูบผิวด้านบนของคีย์บอร์ด รวบรวมสมาธิให้ใจสงบลง

สมัยก่อน Solo เคยทำแบบนี้เหมือนกัน เวลาเธอร้อนรนและกระวนกระวาย เขาจะใช้มือประกบปิดดวงตาเธอไว้ ให้เธอควบคุมคีย์บอร์ดด้วยสัญชาตญาณ ส่วนเขาช่วยกระซิบอธิบายแผนที่ให้เธอฟังเบาๆ ท่ามกลางความมืด คอยบอกเธอว่าเดินมาถึงจุดไหนของแผนที่แล้ว และศัตรูมักจะพุ่งออกมาจากจุดไหน...

อ้ายฉิงจับมือของหวาทีออกจากดวงตาของเธอ “ฉันพร้อมแล้ว”

 

หากบอกว่าการต่อสู้ในเกมแรก ชายหัวเหลืองชนะไปอย่างฉิวเฉียด สองเกมหลังจากนั้นคงเป็นการโชว์เดี่ยวของอ้ายฉิง หลังจากแสงขาววาบและหมอกควันเลือนหาย คู่ต่อสู้ไม่ทันยกปืนขึ้นสู้หรือขัดขืน ก็ถูกยิงเฮดชอตกลางศีรษะ เฉียบขาดและฉับไว

ใช้เวลาเพียงหนึ่งนาที สำหรับการแข่งขันรอบปืนพกและไรเฟิล

ภายในศูนย์การค้ามีเสียงเพลงป๊อปเปิดคลอตลอดเวลา ระบบเครื่องปรับอากาศไม่ดีนัก ตอนอ้ายฉิงปล่อยมือจากเมาส์ เธอรู้สึกว่าฝ่ามือมีเหงื่อออกนิดหน่อย นิ้วมือซ้ายของเธอเคาะคีย์บอร์ดเบาๆ โดยไม่รู้ตัว ตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ พอปิดเกมแล้ว เธอชี้ไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ตรงหน้าแล้วพูดว่า “ดูเหมือนโน้ตบุ๊กเครื่องนี้จะไม่มีปัญหาอะไรนะคะ”

หนุ่มหัวเหลืองไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดจะปริปากพูดอะไรอีก

“หลังจากนี้ถ้ามีปัญหาอะไรอีกก็ยินดีต้อนรับนะคะ” อ้ายฉิงพับปิดหน้าจอ ถอดปลั๊ก แล้วส่งโน้ตบุ๊กคืนให้ตัวปัญหาที่มาก่อเรื่อง “สัมผัสของคีย์บอร์ดเครื่องนี้ดีใช้ได้เลย อย่างน้อยแต่ก่อนฉันก็ไม่เคยใช้โน้ตบุ๊กสเปคดีขนาดนี้”

พอเธอพูดจบ คนที่มุงดูอยู่ต่างพากันชะโงกหน้าเข้ามาดู จากนั้นพึมพำกระซิบกันว่าสเปคเทพ โน้ตบุ๊กไฮเอนด์อะไรต่างๆ ทำนองนี้

อีกฝ่ายรับโน้ตบุ๊กไป จนปัญญาจะต่อเถียงอะไรอีก ได้แต่รับเครื่องแล้วเดินออกไป

อ้ายฉิงผ่อนลมหายใจยาวอย่างโล่งอก “ฉันลุ้นแทบตาย ที่แท้ของแบบนี้พอไม่ได้เล่นนานฝีมือตกเยอะเลย”

หวาทีหรี่ตาแล้วถอนหายใจบ้าง “เมื่อกี้มีสักเสี้ยววินาทีหนึ่งไหมที่เกิดคิดถึงของพวกนี้ขึ้นมา”

“แน่สิ” อ้ายฉิงหยิบน้ำออกมาจากตู้เย็นเล็กด้านข้างเคาน์เตอร์หน้าร้าน จิบคำหนึ่ง “จู่ๆ ฉันก็นึกถึงเรื่องสมัยนั้น ตอนพวกเราบินกลับประเทศ ฉันดวงดีมากได้อัปเกรดไปนั่งชั้นธุรกิจ นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะ คิดถึงตอนนั้นจังเลย สามปีมานี้ไม่มีเรื่องโชคดีแบบนั้นเกิดขึ้นอีกเลย”

อันที่จริงสิ่งที่เธอคิดถึงยิ่งกว่านั้น คือวันเวลาบนเส้นทางนั้น คิดถึงวินาทีที่เดินลงจากเครื่องบิน และมีแฟนๆ รอต้อนรับอุ่นหนาฝาคั่ง คิดถึงการเตรียมปรับแต่งอุปกรณ์ก่อนลงแข่ง คิดถึงความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม คิดถึงแม้กระทั่งโรงแรมห่วยๆ ที่เคยพักระหว่างเส้นทางแข่งขัน

และสิ่งที่เธอคิดถึงมากที่สุด คือการเฉลิมฉลองอย่างสนุกสุดเหวี่ยงหลังแข่ง ไม่ว่าวันนั้นพวกเขาแพ้หรือชนะ...

อ้ายฉิงมองเขา แล้วพูดอย่างเศร้าหมองว่า “บางครั้งรู้สึกคล้ายชีวิตตอนนั้นเหมือนฝัน ไม่มีแรงกดดันอะไรเลย พอจู่ๆ หลุดออกมาจากตรงนั้น กลับไม่ชินกับสังคมจริงๆ ข้างนอกซะอย่างนั้น”

“อายุของเธอตอนนี้น่าจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของนักกีฬาอาชีพด้วยซ้ำ” จู่ๆ หวาทีก็ถาม “ทำไมไม่เล่นต่อล่ะ”

“พวกเรามีกฎระหว่างกัน” อ้ายฉิงปิดขวดน้ำ “จะไม่ถามคำถามนี้กับอีกคน”

“ฉันชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านจะตาย” หวาทียิ้มกว้างจนเธอเริ่มรู้สึกลำบากใจ ถามด้วยเสียงที่เบาลงว่า “ฉันยังจำได้ว่าปีนั้นเธอกับเด็กอัจฉริยะนั่นได้อัปเกรดไปนั่งชั้นธุรกิจพร้อมกัน”

อ้ายฉิงเหลือบมองเขาด้วยหางตา จังหวะที่เธอจะอ้าปากตอบ รูมเมตของเธอก็โผล่เข้ามาพอดี เธอพุ่งเข้ามาหาอ้ายฉิงแล้วยักคิ้วหลิ่วตาถามว่า “จะกลับหรือยัง หรือให้ฉันกลับมหาวิทยาลัยก่อน”

อ้ายฉิงยัดโน้ตบุ๊กคืนใส่มือเพื่อน พูดกับหวาทีว่า “เมื่อกี้ฉันเอามือถือนายมาโทร.เข้าเบอร์ฉัน สองอาทิตย์นี้ฉันมีสอบ ไว้สอบเสร็จจะนัดนายอีกทีนะ”

 

ระหว่างทางกลับมหาวิทยาลัย รูมเมตเอาแต่คะยั้นคะยอถามอ้ายฉิงว่าเธอรู้จักกับเจ้าของร้านสุดหล่อคนนั้นได้ยังไง แอบกุ๊กกิ๊กอะไรกันอยู่หรือเปล่า อ้ายฉิงอธิบายแค่ว่าเคยเป็นเพื่อนบ้านกัน แล้วเอนหลังพิงประตูด้านที่ปิดอยู่ของรถไฟใต้ดิน เหม่อมองป้ายโฆษณาด้านนอกที่ปราดผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว

เธอยังจำได้ดี เช้ามืดวันนั้นตอนเช็กอินที่สนามบิน เธอกับ Dt เป็นสองคนสุดท้ายที่ยื่นหนังสือเดินทางให้พนักงาน เลยดวงดีได้อัปเกรดไปนั่งชั้นธุรกิจ ตลอดเส้นทางบินห้าชั่วโมง Dt ไม่ได้คุยอะไรกับเธอเท่าไหร่ ส่วนเธอชอบเมายานพาหนะต่างๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทันทีที่เหยียบเข้ายานพาหนะไม่ว่าเป็นอะไรก็ตามจะเริ่มเวียนหัวอยากนอน...สุดท้ายตอนเครื่องจะลงจอด Dt เป็นคนปลุกเธอแล้วยื่นน้ำแอปเปิลให้เธอแก้วหนึ่ง

“ขอบใจนะ” เธอรับแก้วมา จิบดื่มพอให้ชุ่มคอแล้วถามเขาว่า “หลังลงจอดแล้ว นายต่อเครื่องไปไหนน่ะ”

“กว่างโจว”

เธอตอบ “อืม” แล้วพูดว่า “หลังจากนี้หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะ”

อันที่จริงสิ่งที่เธออยากบอกเขาคือ หวังว่าเขาจะสามารถเดินบนเส้นทางอีสปอร์ตได้ต่อไป

“แน่นอน” ตอนนั้นคำตอบของเขาเต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น

เธอจำได้แม้กระทั่งดวงตาดำขลับคู่นั้นของเขาที่ถูกซ่อนอยู่ใต้เงาหมวกแก๊ป

น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ทำตามคำพูด

 

หลังจบการสอบสองสัปดาห์ ในที่สุดชีวิตนักศึกษาปีสามของอ้ายฉิงก็สิ้นสุดลง

เมื่อเข้าสู่ชั้นปีสี่ นักศึกษาทั้งหมดต้องฝึกงานที่บริษัทเครื่องประดับหรือไม่ก็กรมธรณีวิทยา เธอไม่รู้จะทำอย่างไรกับเส้นทางในอนาคต ได้แต่เตรียมตัวฝึกงานที่ศูนย์ตรวจสอบอัญมณีในเมืองตามที่พ่อจัดแจงให้ อธิบายสั้นๆ ก็คือ นั่งดูทองคำ ทองคำขาว โมรา และเพชรอะไรต่างๆ วนไปทั้งวัน

หากอธิบายด้วยคำพูดของอ้ายจิ้ง พี่สาวเธอ ก็คือเธอจะใช้ได้ชีวิตอย่างหรูหราฟู่ฟ่ายิ่งกว่ามาดามไฮโซทั้งหลายเสียอีก

เธอกับพี่สาวเป็นฝาแฝดกัน แต่นิสัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

พี่สาวของเธอชอบเรียนหนังสือ หลังจบปีสามก็ได้รับข้อเสนอให้เข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอกที่ภาควิชาภาษาจีน งานอดิเรกเพียงอย่างเดียวที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้างคือ พี่สาวของเธอชอบแต่งคอสเพลย์และชอบร่วมงานอนิเมะเอ็กซ์โปต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาคอสเพลย์เป็นตัวละครผู้ชาย ได้รับความนิยมชมชอบมากทีเดียว...

เวลาไปร่วมงานอนิเมะเอ็กซ์โปเป็นเพื่อนพี่สาว มีคนเข้าใจผิดคิดว่าเธอคืออ้ายจิ้งหลายครั้ง โชคดีสมัยเธอเล่นอีสปอร์ต อ้ายจิ้งยังไม่เป็นบุคคลสาธารณะ ไม่งั้นไม่รู้เลยว่าจะเกิดเรื่องฮาๆ อะไรขึ้นบ้าง

ปิดเทอมฤดูร้อนปีนั้น งานอนิเมะเอ็กซ์โปจัดที่กว่างโจว พี่สาวเธอเก็บเงินเตรียมไว้แล้ว จัดแจงเสร็จสรรพว่าจะพาเธอไปด้วย

“รอบนี้ฉันคอสเป็นตัวละครจากเกมวอร์คราฟต์” พี่สาวยื่นบัตรประชาชนของพวกเธอสองคนให้พนักงานเพื่อรับบัตรผ่านขึ้นเครื่อง “เพราะงั้นไม่ว่ายังไง Appledog ของฉันต้องไปด้วย”

พนักงานสนามบินได้ยินดังนั้นก็หันมามองพี่สาวเธออย่างตกใจ “ถ้าจะเอาสุนัขขึ้นเครื่องด้วย ต้องผ่านด่านตรวจโรคก่อนนะครับ” อ้ายฉิงมองพนักงานคนนั้นอย่างกระอักกระอ่วนแล้วตอบว่า “พวกเราไม่ได้เอาสุนัขขึ้นเครื่องค่ะ มีแค่กระเป๋าสองใบนี้”

“ในงานอนิเมะเอ็กซ์โปมีแข่งโชว์เกมด้วยนะ จะมีคนที่เธอรู้จักอยู่ด้วยหรือเปล่า” อ้ายจิ้งเอียงหัวคิด “น่าเสียดายเธอเลิกเล่นแล้ว แถมไม่มีวิดีโอการเล่นจากสมัยนั้นแล้วด้วย ตอนที่พวกเขาเชิญฉันไปร่วมงานนี้ ฉันยังอุตส่าห์ถามด้วยว่ารู้จัก Appledog ไหม แต่ทุกคนบอกว่าไม่รู้จัก”

อ้ายฉิงมองพี่สาวด้วยสายตาเหมือนคนผ่านโลกมามาก “พี่ดูนักกีฬากระโดดน้ำเป็นตัวอย่างนะ นอกจากราชินีนักกระโดดน้ำที่แต่งงานกับมหาเศรษฐีสองคนนั้นแล้ว มีใครอีกบ้างที่เป็นดาวค้างฟ้า”

อ้ายจิ้งตบหน้าผากอ้ายฉิงเบาๆ เป็นเชิงปลอบ “ไม่เป็นไรนะ พี่จำเธอได้เสมอ”

สองคนเดินทางมาถึงสนามบินไป๋อวิ๋น ปรากฏว่ามีแฟนคลับของพี่สาวเธอมารอต้อนรับที่สนามบินด้วย

ระหว่างที่พี่สาวทักทายแฟนๆ อย่างครึกครื้นตื่นเต้น เธอได้แต่เดินตามอยู่ข้างๆ อย่างสงบเสงี่ยม จนกระทั่งแฟนคลับคนหนึ่งชี้ไปอีกทางแล้วพูดว่า “ดูคนนั้นสิ เขาลงแข่งโชว์ในงานนี้ด้วย บังเอิญจังเลยนะคะ มาเที่ยวบินเดียวกับพวกคุณด้วย”

พี่สาวมองตามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ส่วนเธอก็หันไปมองบ้าง

ท่ามกลางคลื่นมนุษย์จำนวนมหาศาล ผู้ชายสวมแว่นไร้กรอบคนหนึ่งเดินออกมาพร้อมกระเป๋าเป้สะพายหลัง และกระเป๋าเดินทางขนาดมหึมาใบหนึ่ง หากถอดแว่น เขาคงเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาสวยไม่แพ้ผู้หญิง

หรือถ้าพูดให้ตรงกว่านั้นอีกหน่อย ก็คือเขาหน้าตาเหมือนผู้หญิงสวยคนหนึ่งนั่นละ...

“เขาเป็นนักกีฬาเกมสตาร์คราฟต์ 2 ค่ะ” เห็นได้ชัดว่าแฟนคลับของพี่สาวเป็นแฟนตัวยงของอีสปอร์ตด้วยเหมือนกัน “ไม่ใช่ว่า Solo ก็ย้ายมาแข่งรายการนี้ด้วยเหรอ ตอนนี้พวกเขาสองคนเป็นนักกีฬาอาชีพอันดับสูงสุดของจีน ฉันรู้สึกว่าเขาเหมาะกับ Solo ที่สุดเลย!”

...พลังของสาววาย[3]ช่างรุนแรงเหลือเกิน

พี่สาวตอบ “อ้อ” แล้วจงใจหันมามองเธอหน่อยหนึ่ง “พูดถึง Solo ฉันรู้จักแฟนเก่าของเขาด้วยนะ”

พวกสาวๆ พากันกรี๊ดกร๊าดด้วยความตื่นเต้น ล้อมวงกันเข้ามากระโดดเหยงๆ อยู่รอบพี่สาวเธอ “จริงเหรอคะ สวยไหม ฉันเคยเห็นรูปลูกสาวของ Solo ด้วยค่ะ สวยมากเลย ได้ยินว่าเขามีลูกสาวคนนี้ตอนอายุสิบแปด เป็นลูกของเขากับแฟนคลับคนหนึ่งน่ะค่ะ...แฟนเก่าที่พี่พูดถึงคือคนนี้หรือเปล่าคะ”

“ไม่ใช่” พี่สาวของเธอจงใจเว้นจังหวะพูดให้ช้าลงมาก “แฟนเก่าของเขาหน้าตาคล้ายๆ ฉันเลย เหมือนกันมากเลยแหละ”

อ้ายฉิงทำหูทวนลม แล้วหันไปสนใจเรื่องของผู้ชายคนนั้นด้วยความเคยชินของอาชีพเก่า “เขาชื่ออะไรน่ะ”

สามปีมานี้วงการอีสปอร์ตพุ่งทะยานสู่ยุครุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว ไม่นึกว่าเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน ก็จะมีผู้เล่นหน้าใหม่โผล่มาให้เห็นเยอะแยะขนาดนี้

“Grunt” ใครคนหนึ่งตอบ

ในเวลาเดียวกันนั้น ราวกับคนที่ถูกเรียกชื่อสัมผัสได้ว่ามีคนแอบมองจากระยะไกลเลยหันมองมาทางพวกเธอ จู่ๆ สายตาของเขาก็หยุดนิ่งอยู่ระหว่างอ้ายฉิงกับอ้ายจิ้ง มองสลับไปสลับมาระหว่างสองคน ดูเหมือนเขาจะรู้จักใครคนใดคนหนึ่งของสองแฝด เป็นสายตาที่แสดงความสนใจอย่างชัดเจน

“Grunt มองใครอยู่น่ะ” สาวๆ กลุ่มนั้นถามอ้ายจิ้ง ท่าทางประหลาดใจมาก

อ้ายจิ้งมองน้องสาวอย่างงุนงง

“มองเขาน่ะ” อ้ายฉิงชี้ไปที่พี่สาวของเธอ แล้วปั้นเรื่องขึ้นมาสดๆ ตอนนั้น “เขาแอบรักพี่สาวฉันมาตั้งนานแล้ว”

เด็กสาวกลุ่มนั้นตะลึงตาค้าง พี่สาวเธอก็ตะลึงตาค้างเช่นเดียวกัน

Grunt ที่ยืนห่างออกไป ไม่รู้ตัวสักนิดว่าตัวเองถูกเข้าใจผิดเข้าเต็มเปา สุดท้ายเขาละสายตาจากเด็กสาวทั้งสองและเดินออกจากสนามบินไป


 

 


[1] ย่อมาจาก Virtual Orchestra Studio เกมดนตรี เปิดตัวเมื่อ พ.ศ. 2544

[2] Sniper Rifle หรือปืนซุ่มยิงระยะไกล มีพานท้ายและต้องประทับบ่าก่อนยิง ต่างจากปืนพกซึ่งมีขนาดเล็กกว่า ไม่มีพานท้าย ระยะหวังผลน้อยกว่า 

[3] หมายถึง ผู้หญิงที่นิยมชมชอบความรักแบบชายรักชาย ทั้งในโลกแห่งความเป็นจริง นิยาย และการ์ตูน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น