[นิยายแปล] นายขี้อายกับยัยแก้มแดง

ตอนที่ 6 : บทที่ 1.6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 178
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    10 ส.ค. 63

 

สุดท้ายตอนที่เพื่อนร่วมทีมของ Dt อุ้มโน้ตบุ๊กเข้ามาเพื่อเตรียมซ้อม ทุกคนจึงได้เป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ฉากหนึ่ง

Dt กับหนุ่มสวีเดนวิดพื้นอยู่ในห้อง สีหน้าทั้งคู่ชืดชาไร้อารมณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นอกจากจังหวะความเคลื่อนไหวที่แข็งทื่อดุจหุ่นยนต์ ก็มีแต่หยาดเหงื่อนี่ละที่หลั่งรินไม่ขาดสาย จากใบหน้าไหลเรื่อยลงมาถึงปลายคางและหยดลงบนพื้น ด้วยเหตุที่ตั้งเงื่อนไขสุดโหดไว้ว่าห้ามเปิดแอร์ ทั้งสองจึงถอดเสื้อเตรียมการไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มบทลงโทษ จนเมื่อครู่ที่วิดพื้นไปร้อยกว่าครั้งแล้ว ถึงเห็นเหงื่อผุดพรายเป็นชั้นบางทั่วแผ่นหลัง แสงแดดส่องสะท้อนประกายน้ำฉ่ำชุ่ม

“123 124 125...” หนุ่มหล่อชาวนอร์เวย์ย้ายเก้าอี้ตัวหนึ่งมาตั้ง แล้วนั่งนับจำนวนครั้งตรงหน้าคนทั้งสองอย่างเพลิดเพลิน

อ้ายฉิงเห็นแล้วอดห่วงไม่ได้ เขาอาจจะผ่านด่านวิดพื้นสองร้อยครั้งไปได้ แต่ไม่รู้ว่าการแข่งขันวันพรุ่งนี้จะยังไหวหรือเปล่า

ทีมของ Dt เป็นนักกีฬา DOTA อายุน้อยกันทั้งทีม ทำให้ไม่คุ้นเคยกับอาคันตุกะจากยุโรปเหนือทั้งสองคนแม้แต่นิดเดียว ได้แต่เบิกตากว้างอ้าปากค้าง รอจนคนทั้งสองวิดพื้นครบสองร้อยครั้งถึงกล้าเปิดปากเรียกกัปตันทีมของตัวเองอย่างกล้าๆ กลัวๆ

Dt คว้าเสื้อแขนสั้นของตัวเองจากบนเตียงมาเช็ดเหงื่อลวกๆ “รอฉันสิบนาทีนะ ขออาบน้ำเย็นรอบหนึ่ง...”

ทุกคนพยักหน้าแล้วมองเขาเดินคล้อยหลังหายไปในห้องน้ำ ก่อนหันมามองอ้ายฉิงเป็นตาเดียว

อ้ายฉิงยิ้มอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย “สองคนนี้เป็นนักกีฬาเกม CS จากยุโรปเหนือน่ะ คนของทีม SK”

ดูเหมือนตอนนี้หนุ่มหล่อจากนอร์เวย์จะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เอ่ยทักพวกเขาเป็นภาษาจีนที่เพิ่งเรียนเมื่อครู่ “สวัสดี”

เด็กสาวในทีมเป็นแฟนคลับตัวยงของ Solo จึงติดตามข่าวสารของเกม CS มากกว่าคนอื่น พอได้ยินชื่อทีมเธอถึงกับสูดหายใจลึกด้วยความตื่นเต้น “นี่มันสโมสรชั้นนำเลยนี่นา กัปตันทีมของพวกเราจะแต่งเข้าบ้านเศรษฐีแล้วเหรอเนี่ย[1]

หนุ่มหล่อจากนอร์เวย์ยิ้มน้อยๆ ก่อนหันไปมองอ้ายฉิง สีหน้างุนงง

อ้ายฉิงแอบกระซิบแปลคำพูดของเด็กสาว หนุ่มนอร์เวย์พยักหน้าทันที บอกว่าพวกเขาสนใจอยากเชิญ Dt ลงแข่ง DOTA ในนามของทีม SK อ้ายฉิงฟังจบแล้วก็แปลประโยคนี้ให้สมาชิกทีมฟังอย่างรู้หน้าที่ ทุกคนฟังแล้วพากันถอนหายใจ  หันมองไปทางห้องน้ำ

เขาในวัยสิบห้าปี ตอนแรกเป็นที่หมายตาของสโมสรอันดับหนึ่งในจีน แล้วตอนนี้ยังมีทีมระดับต้นๆ ของยุโรปเหนือสนใจซื้อตัวอีก...คนทั่วไปตอนอายุเท่านี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร และอาจยังไม่รู้ชัดเจนด้วยว่า “อนาคต” มีความหมายว่าอย่างไร ในขณะที่เส้นทางสายอาชีพของ Dt นั้นเจิดจรัสจนชวนให้ริษยา

หลังจากชายสองคนแลกช่องทางติดต่อกับ Dt เรียบร้อยก็ขอตัวกลับทันที ตอนหนุ่มนอร์เวย์กอดลาอ้ายฉิงเป็นครั้งสุดท้าย เขาพูดประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า “ไว้เจอกันใหม่นะ Frigg”

คำที่เขาเรียกเธอ ทำให้อ้ายฉิงงุนงงไปหมด เลยแอบกระซิบถาม Dt ว่า “Frigg คืออะไรน่ะ”

“ฟริกก์ เทพีแห่งความรักในตำนานเทพของยุโรปเหนือน่ะ” 

“แล้วเกี่ยวกับฉันยังไงล่ะ”

Dt ตัวสูงกว่าอ้ายฉิงเล็กน้อย เวลาเธอมองเขา ต้องช้อนตาขึ้นมอง บังเอิญจังหวะนั้นสังเกตเห็นสีหน้าที่แปลกไปจากปกติของเขา คล้ายว่าเจ้าตัวลังเลเล็กน้อยก่อนตอบว่า “เมื่อกี้พวกเราคุยกันว่าทำไมถึงชอบเล่นอีสปอร์ต ฉันบอกพวกเขาว่ามีอยู่ปีหนึ่งในฤดูร้อนฉันผ่านไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งแข่งอีสปอร์ต”

อ้ายฉิงเห็นสีหน้าของเขาแล้วเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้าง แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย “อย่าบอกนะว่าผู้หญิงคนนั้นคือฉัน นายเคยเห็นการแข่งขันของฉันเมื่อสามปีก่อนจริงๆ น่ะเหรอ ที่กว่างโจวน่ะนะ”

Dt หยิบขวดน้ำแร่ขึ้นมาจิบน้ำอึกหนึ่ง ก่อนพยักหน้ายอมรับ

สีหน้าของเธอเริ่มต้นจากความประหลาดใจ สุดท้ายกลายเป็นเธอเดินเข้าไปโอบไหล่ให้กำลังใจเขา พลางหัวเราะแล้วพูดว่า “แสดงว่าคนที่สโมสรระดับท็อปของจีนกับทีมแนวหน้าอย่าง SK ของยุโรปเหนือหมายตาที่แท้เริ่มเล่นอีสปอร์ตเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากฉันงั้นเหรอเนี่ย” เธอมองหน้า Dt สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายประหม่า จึงจำต้องระงับความอยากแกล้งไว้เพียงเท่านั้น ยิ้มกว้างถามเขาต่อว่า “งั้นทำไมต้องเป็น Frigg ด้วยล่ะ”

Dt เงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “อาจเป็นเพราะ...เธอทำให้ฉันหลงรักอีสปอร์ต”

น้ำเสียงของเขาตอนพูดประโยคนี้เต็มเปี่ยมด้วยความจริงจังอย่างปฏิเสธไม่ได้

 

บ่ายวันที่สาม อัฒจันทร์คนดูรอบเวทีแข่งขันมีผู้ชมนั่งกันแน่นขนัด อ้ายฉิงนั่งแถวแรกของโซนผู้ชม มองสมาชิกทีมทั้งห้าในชุดทีมสีดำบนเวที การแข่งขันผ่านมาหลายวันแล้ว แต่มีแค่รายการนี้ที่ทุกคนรอคอยมากที่สุด

การบัญชาการทัพ เทคนิคกลยุทธ์ ความปรารถนาและพลังใจอันแรงกล้า การบุกสังหารและความสามัคคี นี่คือเสน่ห์ของการเล่นแบบทีมที่ไม่มีสิ่งใดมาเปรียบได้ จะยืนเพียงลำพังบนจุดสูงสุด หรือจะร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่เพื่อท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง Solo เลือกแบบแรก แต่ด้วยเหตุผลกลใดที่เธอไม่อาจรู้ ดูเหมือนเธอจะมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่สอง

อ้ายฉิงมองคนทั้งห้านั่งอยู่บนเวที ภาพของสมาชิกในชุดทีมที่มีทั้งอารมณ์สุขเศร้า มีเสียงหัวเราะและหยาดน้ำตา ทำให้หัวใจเธอพองโตโดยไม่รู้สาเหตุ พอวางมือจากการเล่น CS แล้ว เธอเงียบหายไปจากวงการเกือบสามปี เพราะไม่เจอเกมไหนที่เติมเต็มความรู้สึกของเธอได้ จนกระทั่งมาพบเกม DOTA ที่เริ่มได้รับความนิยมเมื่อปี 2549 เธอถึงค้นพบเส้นทางของตัวเอง

หากเทียบกับการยืนอย่างโดดเดี่ยวบนจุดสูงสุด เธอขอเลือกการอดหลับอดนอนฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมทีม การได้ยินเสียงก่นด่ากราดเกรี้ยวและเสียงตะโกนลุ้นระทึกรอบตัวตลอดการแข่งขัน และที่ลืมไม่ได้คือเสียงโห่ร้องยินดีกับชัยชนะในตอนสุดท้าย นี่คือสิ่งที่ทำให้เธอตกหลุมรักการเล่นเกมแบบทีมจนยากจะถอนตัว

ฝั่งซ้ายของเวทีคือทีมไทย สมาชิกทุกคนสวมเสื้อแขนสั้นสีแดงเข้ม อีกฝั่งหนึ่งคือทีมของ Dt ซึ่งสวมเสื้อทีมแขนสั้นสีดำล้วน เรียบง่ายไร้ลวดลาย แม้กระทั่งเด็กสาวที่เป็นตัวสำรองก็แสดงสปิริตด้วยการสวมชุดทีมเช่นเดียวกัน เธอนั่งอยู่ฝั่งซ้ายของอ้ายฉิง ตื่นเต้นจนสติสตังเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“ฉันรู้จักนักพากย์มือทองสองคนบนเวทีด้วยนะ” หวาทีขยับเข้ามากระซิบข้างหูอ้ายฉิง “สายวิชาการกันทั้งคู่ ไม่เฉียบขาดแล้วก็ไม่ตรงไปตรงมาเท่าไหร่ คนไม่ค่อยรู้เรื่อง DOTA อย่างฉันเจอนักพากย์สายนี้ฟังแล้วจะหลับเอาให้ได้”

อ้ายฉิงตอบ “อืม” แล้วแกะห่อมันฝรั่งอบกรอบ หยิบใส่ปากเคี้ยว “สายวิชาการดีจะตาย อธิบายไล่เรียงตั้งแต่ประวัติความเป็นมาของแต่ละคนเลย หลังจบการแข่งขันเผลอๆ ได้รู้ด้วยซ้ำว่าในทีมใครมีแฟนแล้วบ้าง...”

“อ้อใช่ ฉันไม่เคยถามเธอเลย เธอคิดว่า Dt เป็นยังไงบ้าง”

“...” อ้ายฉิงหันไปมองเขา คำถามนี้จะให้เธอตอบยังไง

“ทักษะการเล่นของเขาเป็นไง” หวาทีมองไปที่เวที จึงไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าของเธอ

อ้ายฉิงแอบผ่อนลมหายใจ คล้ายกลัวอีกฝ่ายจะจับพิรุธได้ “ยอดเยี่ยมมาก เขาเป็นอัจฉริยะ ทั้งการเดินตำแหน่ง การออกไอเทม ลาสต์ฮิต[2] จังหวะในการเล่น ความเป็นทีมเวิร์ก กลยุทธ์ ไม่มีข้อบกพร่องเลยสักอย่างเดียว...” เธอไม่นึกอยากออกปากชมคนที่ทำให้ตัวเองแพ้ จึงได้แต่ถอนใจอย่างเสียไม่ได้ “สิ่งสำคัญที่สุดคือทีมของพวกเขาแข็งแกร่งมาก สองปีที่ผ่านมาไม่เคยเปลี่ยนผู้เล่นเลยแม้แต่คนเดียว เกมที่เล่นเป็นทีมอย่าง DOTA ความเป็นทีมเวิร์กเป็นตัวตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเล่นเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางเอาชนะศัตรูห้าคนด้วยตัวคนเดียวได้ จริงไหม”

“ก็น่าจะเป็นอย่างที่เธอพูดนั่นแหละ” หวาทียิ้มกว้างพลางตบๆ ศีรษะเธอแล้วพูดว่า “อีกเดี๋ยวคงต้องอาศัยเธอช่วยอธิบายแล้วละ ฉันรู้สึกว่าพึ่งพาเธอได้มากกว่าสองคนบนเวทีที่คิดค่าตัวเป็นเงินเหรียญสหรัฐรายชั่วโมงแน่ๆ”

อ้ายฉิงยิ้มยิงฟันแล้วกินมันฝรั่งแผ่นต่อ

การแข่งขันรอบแรกไม่ผิดจากความคาดหมาย กลยุทธ์รุมแก๊งอันดุดันทำให้เกมเดือดระอุถึงจุดไคลแมกซ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ระหว่างการแก๊งอันดุเดือดในช่วงกลางเกม ทีมไทยต้านไม่ไหว กัปตันทีมที่นั่งอยู่นอกสุดถึงกับหลุดเสียงตะคอกออกมาเบาๆ ขณะที่อ้ายฉิงกระซิบอธิบายสถานการณ์ในเกมให้หวาทีเข้าใจ คนที่ถูกฆ่าก็โยนเมาส์ทิ้งและลุกพรวดขึ้นยืนเพื่อสงบสติอารมณ์ จนผ่านไปครู่หนึ่งถึงค่อยๆ นั่งลงแล้วจับเมาส์ลุยต่อ

“ดูสิ” อ้ายฉิงพูดอย่างตื่นเต้น “คนที่ถูกฆ่าทนไม่ไหวแล้วเหมือนฉันตอนนั้นเลย ทุกครั้ง Dt จะไปโผล่ในจุดที่ไม่น่าเป็นไปได้และล้อมโจมตีอย่างฉับไว ทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาทีแน่นอน”

ระหว่างพูด เธอก็มองไปทางเขา

เขานั่งอยู่ด้านในสุดของแถวที่สอง ต้องมองผ่านช่องว่างแคบๆ ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ถึงจะเห็นใบหน้าเขาสักครึ่งเสี้ยว ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ดูเหมือนสมาธิจะจดจ่ออยู่กับเกมตรงหน้าเต็มที่

กลยุทธ์รุกอย่างดุดันและเข้ากดดันศัตรูทั่วทั้งแผนที่ เสี้ยววินาทีที่ผลแพ้ชนะปรากฏชัด เสียงปรบมือพลันกึกก้องไปทั่วสนาม

ตอนอ้ายฉิงได้ยินเสียงคนด้านหลังร้องถามอย่างตื่นเต้นว่ากัปตันทีมจีนเป็นใคร จู่ๆ ก็นึกถึงคำที่เขาพูดกับเธอเมื่อวานว่า “เธอทำให้ฉันหลงรักอีสปอร์ต” ทำให้มุมปากของเธอเผลอยกขึ้นน้อยๆ โดยไม่รู้ตัว

เป็นเรื่องน่าภูมิใจออกจะตายไปไม่ใช่เหรอ

ไม่ว่าอนาคตหลังวางเมาส์จะเป็นอย่างไร แค่วินาทีนี้ที่ชัยชนะของพวกเขาเรียกเสียงปรบมือและเสียงกู่ร้องกึกก้องทั่วสนาม ก็คุ้มค่ามากพอให้ไม่นึกเสียใจที่ยอมสละทุกสิ่งเพื่ออีสปอร์ต เธอในวัยสิบสี่ได้สัมผัสอีสปอร์ตครั้งแรก หลังจากนั้นมาก็เห็นความล้มเหลวและความพ่ายแพ้มามากมายเหลือเกิน

วงการนี้ถูกบดบังด้วยเมฆหมอกมืดทะมึนอยู่เสมอ เพราะทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน ล้วนถูกเรียกว่า “เกม”

ความไม่เป็นธรรม ความเจ็บปวดรวดร้าว การฝึกซ้อมอันเข้มงวด...

 ในสายตาของคนภายนอก พวกเขาเป็นแค่คนกลุ่มหนึ่งที่หมกมุ่นกับการเล่นเกมที่ไม่เป็นสาระ แต่พวกเขาก็เป็นนักกีฬาเช่นเดียวกับนักกระโดดน้ำ นักยกน้ำหนัก และนักวิ่งระยะสั้น ทั้งยังคว้าถ้วยรางวัลและเหรียญเกียรติยศให้จีนเหมือนกันด้วย...

อ้ายฉิงรู้สึกว่าเธอจมอยู่กับความรู้สึกของตัวเองมากเกินไป เลยหยิบหูฟังขึ้นมาสวม กดเลือกเพลงจากเครื่องเล่น MP3 จนกระทั่งรู้สึกตัวว่าใครบางคนหย่อนตัวลงนั่งข้างเธอ เธอจึงเงยหน้าหันไปมอง

“ต้องขอบคุณฉันหน่อยแล้วมั้ง ที่ทำให้นายหลงรักอีสปอร์ตน่ะ” เธอถอดหูฟังออกข้างหนึ่ง

Dt มองหน้าเธอ

“ได้สิ อยากให้ขอบคุณยังไงล่ะ”

สายตาของอ้ายฉิงเลื่อนผ่านเขา มองเหรียญทองทั้งห้าเหรียญที่วางอยู่บนเวที “เหรียญทองไง ถ้าวันนี้นายได้เหรียญทอง พวกเราจะได้เป็นทีมแชมป์[3]

“ได้” Dt เม้มปากคล้ายยิ้ม เขาถอดหมวกแก๊ปที่สวมอยู่สวมบนศีรษะของเธอ แล้วเดินกลับไปยังเวที

 

เริ่มต้นจากการปราชัยย่อยยับของทีมไทย ตามด้วยฮ่องกง สิงคโปร์ และสุดท้ายคือมาเลเซีย คู่ต่อสู้หมายเลขหนึ่งของสนามนี้ 

ตอนที่สมาชิกทุกคนในทีม Dt ลุกขึ้นจากเก้าอี้ แม้แต่คู่ต่อสู้ของพวกเขายังต้องลุกตาม และมองเด็กวัยรุ่นทั้งห้าในชุดทีมสีดำล้วนด้วยแววตาชื่นชม

ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเล่นเชิงรุกรุมแก๊งอย่างดุดัน หรือเพลย์เซฟ[4] เน้นการเล่นคงเส้นคงวาและสม่ำเสมอ ทีมของ Dt มีกลยุทธ์เพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ...กดดัน เข้าควบคุมทุกพื้นที่ในแผนที่เพื่อสร้างแรงกดดันอย่างสมบูรณ์แบบ[5]

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเกมสุดท้าย คู่แข่งจากมาเลเซียไม่ทันมีโอกาสได้ยึดเนิน[6]สักครั้งก็ถูกตีพ่ายจนกอบกู้สถานการณ์ไม่ได้ จำต้องประเคนเหรียญทองให้ผู้ชนะแต่โดยดี

สุดท้ายเด็กหนุ่มจำต้องเปิดเผยใบหน้าท่ามกลางแสงแฟลชที่กะพริบวูบวาบ เพราะเขาทิ้งหมวกไว้กับอ้ายฉิง เป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง และไม่ว่านักข่าวจะซอกแซกซักไซ้ถามเรื่องอะไร เขาก็เอาแต่พยักหน้า หรือไม่ก็นิ่งไปเลย ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น

อ้ายฉิงยืนมองเขาถือเหรียญทองอยู่ไกลๆ จู่ๆ ก็นึกสงสัยขึ้นมาว่า เขาเงียบเพราะหยิ่ง หรือเป็นคนแสดงความรู้สึกไม่เก่งจริงๆ กันแน่

ทีมจีนซึ่งเป็นทีมแชมป์จึงกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในงานอย่างไม่น่าเชื่อ

ตลอดหลายปีมานี้ พวกเขาเฝ้ารอวันที่จะได้ครองตำแหน่งทีมแชมป์ แต่วันที่ทำสำเร็จจริงๆ กลับทำให้ทุกคนตกใจจนตะลึงงัน หลังจากพิธีมอบรางวัลและการสัมภาษณ์อันชุลมุนชุลเกแล้ว พอพวกเขากลับถึงห้องพัก ก็มีคนเตรียมงานฉลองไว้แล้วเสร็จสรรพ...ไลต์เบียร์ น้ำแข็งก้อน และดอกไม้สด

หวาทีหยิบซองจดหมายสีฟ้าอ่อนที่วางบนถังน้ำแข็งขึ้นมาอ่าน ก่อนยื่นให้อ้ายฉิงที่ยืนอยู่ด้านหลัง

ลายมือคุ้นตา

โก๋วโก่ว ขอแสดงความยินดีกับเธอ และทุกคนด้วยนะ”

Solo

 

อ้ายฉิงก้มหน้าอ่านอยู่พักหนึ่ง ยิ้มแล้วเอาการ์ดใบนั้นยัดคืนใส่มือหวาที

เขาคือรักแรกของเธอ ความทรงจำเรื่องของเขาเกือบทุกเรื่องล้วนเกี่ยวข้องกับอีสปอร์ต หลายปีมานี้ความสัมพันธ์แบบรักๆ เลิกๆ ของคนทั้งสองวนเวียนเป็นลูปเดิมซ้ำๆ จนกลายเป็นวัฏจักรที่ตายตัวไปแล้ว เธอเคยคิดด้วยซ้ำว่าอยากทิ้งชีวิตในวงการอีสปอร์ตกลับไปใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ต้องฝึกซ้อม ไม่ต้องแข่งขัน ไม่มีแฟนคลับ ไม่มีโพสต์ของแฟนเกมในเว็บบอร์ด ไม่มีรายงานข่าวและกิจกรรมของผู้สนับสนุนไม่จบไม่สิ้น...สรุปก็คือ ใช้ชีวิตเหมือนเด็กอายุสิบแปดปีธรรมดาๆ คนหนึ่ง

เธอหยิบเบียร์จากถังน้ำแข็งสิบกว่าถังแบ่งส่งให้ทุกคน ตอนนี้เอง Dt ถึงเดินกลับเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน

หลายคนยกถังน้ำแข็งออกไปตรงระเบียงกลางแจ้ง มองหาดทรายท่ามกลางม่านราตรี แล้วร้องเพลงกันอย่างเมามัน “กดดัน” สองพยางค์นี้ไม่เคยหลุดจากปากพวกเขา ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะคิดเหมารวมไปเองว่าเกมเป็นสิ่งที่เล่นเพื่อความบันเทิง แล้วจะมีแรงกดดันอะไรได้

แต่ใครบ้างจะรู้ว่าในการพัฒนาทักษะเพื่อเป็นเกมเมอร์ พวกเขาต้องฝึกซ้อมมือซ้ายของตัวเองตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลากินข้าวหรือเขียนหนังสือ

อ้ายฉิงกลัวน้ำแข็งจะละลาย ทำให้เบียร์เสียรสชาติ เลยเอาเบียร์สิบกว่าขวดที่เหลือไปแช่ตู้เย็นในห้องพัก เธอหยิบเบียร์ออกมาเรียงใส่ตู้ทีละขวด

ใครคนหนึ่งเดินเข้ามาจากทางด้านหลัง...Dt นั่นเอง

อ้ายฉิงหันไปมองเขาแล้วยิ้ม “ขอบคุณนะ”

สีหน้าของเขาฉายแววงุนงง

“ฉันขอบคุณนายที่ทำให้พวกเราได้เป็นทีมแชมป์” อ้ายฉิงหยิบเบียร์แช่เย็นขวดเล็กออกมาขวดหนึ่ง กดฝาขวดเข้ากับขอบเคาน์เตอร์หินอ่อนเพื่อเปิดขวด แล้วยื่นให้เขา “ที่จริงรอบนี้ฉันต้องขอบคุณนาย เพราะนายคว้าตำแหน่งทีมแชมป์ให้การแข่งขันครั้งสุดท้ายในฐานะนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพของฉัน”

Dt รับขวดมาแต่ยังไม่ดื่ม

หูฟังสีชมพูยังคล้องอยู่รอบลำคอของอ้ายฉิง เธอชอบสีหวานๆ อย่างชมพู แดงกุหลาบ เหมือนเด็กสาวคนอื่นในวัยนี้ เส้นผมตรงยาวพลิ้วสลวยดุจแพรไหม สร้อยที่สวมอยู่รอบลำคอเป็นรูปหัวกะโหลกจิ๋วสีชมพูดูกระจุ๋มกระจิ๋ม

ไม่มีสิ่งใดที่แตกต่าง เมื่ออยู่นอกสนามแข่ง เธอก็เป็นแค่สาวน้อยหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง

สามปีก่อนตอนเจอเธอ เขาเพิ่งกลับจีนได้ไม่นาน ญาติผู้พี่ลากไปชมการแข่งขัน CS เธอในตอนนั้นยังไว้ผมสั้นประมาณใบหู ทำให้ดวงตายิ่งดูกลมโต

ทีมแข่งมักมีสมาชิกผู้หญิงมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เธอจึงกลายเป็นจุดสนใจของคนในสนามแข่งไปโดยปริยาย ตั้งแต่ตอนแรกที่เขานั่งลงชมการแข่งขัน เด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านหลังก็พูดถึงเธอตลอดเวลา เรียกเธอว่า “Appledog” นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคนเอ่ยชมผู้หญิง โดยไม่ได้ชมว่าหน้าตาสวยยังไง อ่อนหวานน่ารักยังไง เรียนเก่งยังไง แต่ชมว่า “เฉียบคม” ความรู้สึกไวระดับเทพ แม่นยำราวจับวาง

เธอเก่งถึงขั้นที่ว่าหลังจากใช้ระเบิดแสงแล้ว ยังสามารถอาศัยความรู้สึกยิงสังหารศัตรูที่อยู่ท่ามกลางแสงขาวจ้าได้อย่างแม่นยำ

เขายังจำได้ว่าวินาทีที่ชนะการแข่งขันเกมสุดท้าย เธอขบริมฝีปากล่างเล็กน้อย ก่อนหันไปซบบ่าของ Solo ที่นั่งอยู่ข้างๆ พร้อมรอยยิ้ม แล้วพูดพึมพำอะไรกับเขา ทำหน้าออดอ้อนเหมือนเด็กๆ ท่ามกลางเสียงกู่ร้องดังกึกก้อง เธอไม่ได้แสดง “ความเฉียบคม” ใดๆ และเป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่งใบหน้าแดงเรื่อที่ลุกขึ้นยืนพร้อม Solo โค้งรับเสียงเชียร์จากแฟนๆ...

เขายังจำคำพูดในวิดีโอที่เธอให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพีของอเมริกาได้ดี “ได้โปรดอย่าเรียกพวกเราว่าเกมเมอร์เลยนะคะ พวกเราเหมือนนักกีฬาทั่วไป เป็นนักกีฬาเช่นเดียวกับพวกเขาค่ะ” เธอยิ้ม ข้างแก้มปรากฏลักยิ้มเล็กๆ บุ๋มลงไป “เวลาเล่นเกมออนไลน์ ต้องใช้เวลาและเงินทุนในการสะสมค่าประสบการณ์และพัฒนาความเก่งกาจของตัวละครที่เราใช้ แต่สุดท้ายขีดจำกัดก็ยังอยู่ที่การพัฒนาตัวละครตัวนั้นของเราเองอย่างเดียว แตกต่างจากโลกของอีสปอร์ต เพราะการแข่งขันแต่ละสนามคือการเริ่มใหม่จากศูนย์ จะแพ้หรือชนะ ตัวตัดสินคือทักษะของตัวผู้เล่นเพียงอย่างเดียว ต่อให้เราเป็นลูกของมหาเศรษฐี ใช้คีย์บอร์ดที่ดีที่สุด อุปกรณ์ที่ดีที่สุด แต่ไม่มีทักษะการเล่น ใครก็ไม่อยากเหลียวมองเราแม้แต่หางตา เราต้องมีทักษะ ถึงจะได้รับความเคารพจากคนอื่น หรือในระดับสูงกว่านั้น เราอาจกลายเป็นต้นแบบกลยุทธ์การเล่นของคนทั่วโลกเลยก็ได้ นี่ต่างหากคืออีสปอร์ต”

การได้ยินคำพูดแบบนี้จากปากเด็กผู้หญิงอายุสิบห้าเป็นความรู้สึกที่แปลกเหลือเกิน เป็นความแปลกที่ประทับตราตรึงในใจ ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เขาซึ่งไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับอีสปอร์ตก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนี้ สู้จนถึงรอบชิงชนะเลิศและนั่งอยู่ตรงหน้าเธอ

ใช้เวลาเพียงสามปีเท่านั้น

ตรงระเบียงนอกห้อง ไม่รู้ใครเป็นตัวตั้งตัวตีเริ่มฮัมเพลงชาติ ตอนแรกบางคนแค่ร้องตามขำๆ จู่ๆ ก็มีคนแหกปากตะโกนร้องเสียงดังลั่น กลายเป็นเสียงเพลงที่มั่วซั่วไปหมด แต่เป็นความมั่วซั่วที่สะท้านสะเทือนเข้าไปในใจ

Dt ก้มหน้าลงเล็กน้อย มองขวดเบียร์สีเขียวเข้มในมือแล้วพูดว่า “ขอบคุณเธอมากนะ Frigg”

เขาเชื่อว่าเขาจะมุ่งหน้าเดินต่อไป จนถึงวันที่เขาได้สู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปพร้อมกับเธอ และได้พบเรื่องราวมากมายทั้งการปราชัยพ่ายแพ้และชัยชนะอันน่าภาคภูมิ

 


 


[1] เปรียบผู้เล่นที่ถูกซื้อตัวเข้าไปอยู่ในสโมสรชั้นนำที่มีเงินทุนสนับสนุนจำนวนมาก เหมือนกับผู้หญิงที่แต่งงานเข้าตระกูลมหาเศรษฐี 

[2] Last Hitting การโจมตีครั้งสุดท้ายที่ทำให้เป้าหมายตาย เป็นสิ่งสำคัญมากในการเล่น DOTA เพราะผู้เล่นที่สามารถทำลาสต์ฮิตได้จะได้รับเงินและค่าประสบการณ์จากการฆ่าครั้งนั้น

[3] ทีมที่ได้ตำแหน่งแชมป์มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งจากผลรวมการแข่งขันทุกรายการ

[4] Play (It) Safe กลยุทธ์ที่คำนึงถึงการลดความเสี่ยงเป็นหลัก ไม่รุกแบบดุดันหรือเอาตัวเข้าเสี่ยง 

[5] เทคนิคสร้างแรงกดดัน คือ การสร้างแรงกดดันให้คู่ต่อสู้เดินหน้าต่อไปไม่ได้ หรือเกิดความกลัว เช่น การพยายามตัดแหล่งเงินของคู่ต่อสู้ หรือการทำให้คู่ต่อสู้หวาดระแวงว่าอาจถูกซุ่มโจมตี จนไม่กล้าเดินหน้ารุกต่อ หากเราสร้างแรงกดดันได้ทั่วทั้งแผนที่ จะทำให้เกิดความได้เปรียบอย่างมาก 

[6] แผนที่ภายในเกม DOTA จะมีลักษณะทางภูมิศาสตร์แตกต่างกัน ทำให้มความได้เปรียบเสียเปรียบต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่น หากยืนอยู่บนพื้นที่สูงหรือ “เนิน” จะเห็นพื้นที่ต่ำกว่าในบริเวณรอบๆ ในทางกลับกัน หากอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าจะมองไม่เห็นพื้นที่สูงกว่า ดังนั้นหากยึดเนินได้ก็จะใช้พื้นที่นั้นลอบโจมตีศัตรูที่อยู่ในพื้นที่ต่ำกว่า เห็นความเคลื่อนไหวของศัตรูได้ดีกว่า

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น