[นิยายแปล] นายขี้อายกับยัยแก้มแดง

ตอนที่ 5 : บทที่ 1.5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 244
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    9 ส.ค. 63

 

อ้ายฉิงยืดตัวยืนตรง หันไปทำปากพูดกับหวาทีแบบไม่มีเสียงว่า พาเขากลับไปนอนไหม

หวาทียิ้มพลางส่ายหน้า ปล่อยให้เขาหลับไปแบบนี้แหละ

ปรากฏว่า Dt หลับทีคือหลับยาวไปถึงเกมชิงชนะเลิศรอบสุดท้ายของอ้ายฉิง นักข่าวจำนวนนับไม่ถ้วนรุมล้อมเธออยู่บนเวที ระหว่างที่เธอกับนักกีฬารอบชิงชนะเลิศอีกคนถูกกระสุนคำถามและแสงแฟลชสาดกระหน่ำไม่ยั้ง ก็เห็น Dt กับหวาทียืนรอเธออยู่ไกลๆ จังหวะนั้นพลันรู้สึกถึงเลือดที่เดือดพล่านด้วยความภาคภูมิ เธอคว้าเหรียญทองที่คล้องอยู่รอบคอขึ้นมาจูบทีหนึ่ง

หวาทีเข้าใจความหมายทันที ชูนิ้วโป้งให้เธอ

Dt เองก็มองเธออยู่ เพียงอึดใจรอยยิ้มพลันปรากฏบนใบหน้า

นี่เป็นเหรียญทองแรก ทีมนักกีฬาจีนจึงกินเลี้ยงกันจนอิ่มหมีพีมันเพื่อเฉลิมฉลอง แน่นอนว่าอ้ายฉิงต้องเป็นคนจ่าย ด้วยเหตุที่เธอเป็นเจ้าของสปอตไลต์ประจำวันนี้ สาวน้อยไม่มีทางเลือกนอกจากกัดฟันควักเนื้อตัวเองจ่าย ถึงแม้บัญชีจะเป็นตัวแดงและเธอก็ไม่รู้ด้วยว่าเงินรางวัลจะโอนเข้าบัญชีเมื่อไร เธอกับสมาชิกทุกคนนั่งรถไฟใต้ดินมุ่งหน้าไปยังศาลาว่าการเมืองของสิงคโปร์

ทันทีที่สมาชิกทั้งสิบเอ็ดลงจากรถไฟใต้ดินก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับวิวทิวทัศน์รอบด้าน ทุกคนพากันหยิบกล้องถ่ายรูปออกมาจากกระเป๋าเป้บ้าง จากกระเป๋ากางเกงบ้าง แม้กระทั่งน้ำพุตรงหน้าสถานีรถไฟใต้ดินยังกดชัตเตอร์ไปตั้งหลายรูป เหมือนเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษาไม่ผิดเพี้ยน

อ้ายฉิงลืมหยิบกล้องมาด้วย เห็นพวกเขาถ่ายรูปกันสนุกมาก เลยขันอาสาเป็นช่างภาพด้วยความใจดี คอยช่วยทุกคนถ่ายภาพเก็บความประทับใจอยู่ตลอดเวลา หวาทีซึ่งยืนอยู่ข้างเธอถอนใจแล้วพูดว่า “ถ่ายเก็บไว้เถอะ ไม่แน่ผ่านการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียรอบนี้แล้ว ทุกคนอาจต้องขึ้นฝั่ง[1]กลับไปตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือให้เต็มที่ ฝีมือดีแค่ไหน ก็คงเอาชนะโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้สินะ”

อ้ายฉิงกดชัตเตอร์พลางปรายตามองเขาหน่อยหนึ่ง “ไม่แน่หรอก ในกลุ่มนี้อาจมีดาวดวงใหม่แห่งวงการอีสปอร์ตก็ได้”

“เธอหมายถึง Dt เหรอ”

“ดูเหมือนนายจะชอบเขาเป็นพิเศษนะ” อ้ายฉิงก้มดูรูปที่ถ่ายเมื่อครู่ รูปมัวมาก...เธอไม่มีทางเลือกนอกจากหันไปยิ้มยิงฟันให้เด็กหนุ่มสี่คนที่อุตส่าห์โพสท่าเป็นตัวอักษรสี่ตัวด้วยความยากลำบาก แล้วพูดว่า “ขออีกรอบนะ...มือฉันสั่นน่ะ...”

ทั้งสี่บ่นงึมงำตีอกชกหัว แต่สุดท้ายก็ยอมโพสอีกรอบ

“ชอบมากเลย ฉันอยากพาเขาไปอยู่สโมสรเดียวกันใจจะขาด แต่ฉันแย่งแข่งกับ Solo ไม่ไหวน่ะ”

อ้ายฉิงตอบ “อ้อ” แล้วย่อตัวลงนั่งยอง พยายามเสยกล้องขึ้นเพื่อให้เด็กหนุ่มในรูปที่เดิมสูงใหญ่อยู่แล้วยิ่งดูเพรียวชะลูดกว่าเดิม เธอสวมกระโปรงยาว จึงต้องรวบกระโปรงขึ้นมาตอนย่อตัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีชายกระโปรงด้านหนึ่งร่วงลงกองเหนือพื้น เมื่อเทียบกับท่าโพสพิลึกกึกกือของเด็กหนุ่มทั้งสี่ ยิ่งขับเน้นให้อิริยาบถของเธอดูงดงามราวภาพวาด

หวาทีหรี่ตาลงเล็กน้อย ไม่พูดอะไรอีก สมัยเขายังเป็นนักพากย์เกมการแข่งขัน ครั้งแรกที่เจออ้ายฉิง เธอยังไว้ผมสั้นประบ่า ทุกครั้งหลังแข่งจบแต่ละเกม เธอจะนั่งฟุบอยู่ข้างคีย์บอร์ด ใช้แขนหนุนต่างหมอน และกระซิบอะไรเบาๆ กับ Solo ที่นั่งอยู่ข้างเธอ

สมัยนั้นเธอเพิ่งอายุสิบห้า เวลาการแข่งขันดุเดือดมาก พวงแกมของเธอแดงเรื่อ จนแฟนคลับตั้งฉายาให้เธอว่า “ผิงกั๋วโก่ว[2] (Appledog)” ตอนนั้นเธอคงไม่รู้ตัว แต่เธอแทบไม่เคยยิ้มตอนถ่ายรูปเลย ยกเว้นรูปที่มี Solo อยู่ด้วย สีหน้าของเธอจะแตกต่างราวกับเป็นคนละคน

“นั่นอะไรน่ะ” เธอคืนกล้องให้สมาชิกในกลุ่ม บังเอิญจังหวะนั้นหันไปเห็นเด็กสาวสองคนถืออาหารหน้าตาเหมือนขนมปังที่มีอะไรสอดไส้อยู่ตรงกลางเดินผ่านหน้าไป เป็นของกินที่หน้าตาประหลาดมาก

“ของหวานน่ะ” Dt ซึ่งยืนดูอยู่ข้างๆ ตั้งแต่แรกโพล่งขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

อ้ายฉิงหันไปมองอีกทีให้แน่ใจ “ด้านนอกเป็นแผ่นขนมปังเหรอ”

Dt ตอบ “อืม” แล้วพูดต่อว่า “ตรงกลางใส่ไอศกรีม”

“นายเคยกินไหม” เธอหันไปมองเขา ระหว่างที่ถามก็ยกชายกระโปรงยาวขึ้นมาผูกเป็นปม ความยาวประมาณเข่า ทำให้กลายเป็นกระโปรงสั้น

เขาเงียบไปครู่หนึ่งค่อยพยักหน้า

อ้ายฉิงจ้องหน้าเขา อันที่จริงเธอไม่ได้สนใจอยากได้คำตอบ แค่รู้สึกอิ่มเอมใจที่หลอกล่อให้เขาพูดตั้งหลายคำได้สำเร็จ

ภายใต้สายตาที่จดจ้องไม่ลดละของเด็กสาว ในที่สุด Dt ก็ทำลายความเงียบด้วยการถามเธออย่างขึงขังว่า “อยากกินไหม”

หืม

“งั้นก็...ลองกินดูแล้วกัน”

 

พลังความอยากรู้อยากเห็นอย่างไม่ย่นย่อของอ้ายฉิง ทำให้ Dt ตัดสินใจซื้อขนมปังใส่ไอศกรีมมาทั้งหมดสิบเอ็ดชิ้น เพื่อให้ทุกคนได้เปิดประสบการณ์พร้อมกัน ทุกคนหันไปมองอ้ายฉิงด้วยแววตาเลื่อมใส ยิ่งกระตุ้นให้อ้ายฉิงอยากหาทางหลอกล่อชวน Dt คุยมากกว่าเดิม

ทุกคนเดินมุ่งหน้าไปทางชิงช้าสวรรค์ อ้ายฉิงกินไอศกรีมพลางจงใจเดินข้าง Dt เพื่อชวนเขาคุย

“นายดูตึกตรงนั้นสิ ชั้นนอกเหมือนมีหนามแหลมๆ ล้อมอยู่ แต่ตัวตึกเป็นทรงครึ่งวงกลม นายว่ามันหน้าตาเหมือนอะไร...”

“เปลือกทุเรียน” Dt เงยหน้าขึ้นมองตาม

“นายเริ่มเล่นอีสปอร์ตตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ”

“อายุสิบสอง”

“คิดจะเป็นผู้เล่นอาชีพไหม เล่นแต่ DOTA มาตลอดเลยเหรอ หรือจะรอให้มีเกมใหม่ออกมาก่อน”

“ยังไม่ได้คิดหรอก”

ตอนแรกเธอแค่รู้สึกว่าคุยกับเขาเพลินดี แต่ตอนหลังพอพูดเรื่องลงแข่งอาชีพ เธอก็เริ่มจริงจังโดยไม่รู้ตัว

“ผู้เล่นอาชีพส่วนใหญ่มุ่งมั่นที่การแข่งขันเกมสองรายการในเวลาเดียวกัน เช่น เล่นวอร์คราฟต์พร้อมกับสตาร์คราฟต์ หลังจากนี้พอนายลงแข่งจะรู้ว่าการทำแบบนี้มีข้อดีเยอะมากๆ ยกตัวอย่างเช่น เกิดมีเกมไหนตกกระแสไปตามกาลเวลาก็ยังมีแผนสำรองอยู่ ถ้านายเก่งพอ จะลงทัวร์นาเมนต์รอบโลกแข่งสองเกมไปพร้อมกันเลยก็ยังได้ แบบนี้นายจะได้เงินรางวัลจากทุกทัวร์นาเมนต์เลย รวยเป็นเศรษฐีก่อนอายุยี่สิบอีกนะ”

Dt ไม่พูดอะไร

อ้ายฉิงกินไอศกรีมหมดแล้วและตั้งท่าจะพูดต่อ แต่เกิดนึกขึ้นได้ว่าเธออาจจะพยายามคุยกับเขามากเกินไป จังหวะที่เธอเตรียมจะชะลอฝีเท้าให้ช้าลงสักสองก้าว และปรึกษากับหวาทีว่าพวกเขาจะไปกินข้าวที่ไหนดี จู่ๆ Dt ก็โพล่งขึ้นว่า “แล้วเธอล่ะ”

“ฉันเหรอ” เธอหยุดคิดครู่หนึ่ง “ยังไม่รู้เลย อาจจะเล่นต่อ หรืออาจจะไม่ก็ได้”

หลังจากนั้นเขาก็เงียบไปอีก

ทุกคนเลือกร้านอาหารกันอยู่นานทีเดียว แต่เพราะไม่ได้มีโอกาสเที่ยวสิงคโปร์แบบนี้บ่อยๆ เลยไม่รู้สึกอยากนั่งแช่กินอะไรนานๆ สักเท่าไหร่ กลายเป็นว่ากินโน่นนิดนี่หน่อยไปตามทาง จากนั้นก็เข้าแถวรอนานถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม กว่าจะได้นั่งชิงช้าสวรรค์อย่างที่ตั้งใจ

อ้ายฉิงเอนตัวพิงกระจก มองวิวกลางคืนนอกหน้าต่างอยู่นาน รอบตัวคนอื่นๆ พากันโพสท่าถ่ายรูปไม่หยุดหย่อน เสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจชวนปวดหัว พอหันไปอีกที ถึงเห็นว่า Dt กลายเป็นภาพแบ็กกราวน์ของใครหลายคน เพราะวิวยามค่ำคืนของเมืองทั้งเมืองส่องแสงสลัวรางอยู่ด้านหลังเขานี่เอง

นอกจากพวกเขาแล้ว ในกระเช้ายังมีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นอีกหลายคน พอเห็นพวกเขามีท่าทางเหมือนนักเรียนนักศึกษาก็อดไม่ได้ที่จะชวนคุย ส่วนใหญ่นึกว่าพวกเขาจัดทริปเที่ยวช่วงปิดภาคฤดูร้อน เมี่ยนเปาตอบโดยอธิบายเรื่องทัวร์นาเมนต์การแข่งขันอีสปอร์ตอย่างเอาจริงเอาจัง เล่นเอาทุกคนปากอ้าตาค้างอย่างตื่นตะลึง

ถ้าพูดถึงเกม ใครๆ ก็เคยเล่น แต่คนที่ยินยอมพร้อมใจจะเล่นจนถึงระดับนี้กลับมีจำนวนเพียงหยิบมือ

“คนนั้นน่ะ” เมี่ยนเปาพูดพลางชี้มาทางอ้ายฉิง แววตาภาคภูมิ “เป็นแชมป์เอเชียของเกมแข่งรถนีดฟอร์สปีด ประจำปีนี้เชียวนะครับ”

ทุกคนพากันหันมามองเธอเป็นตาเดียว อ้ายฉิงยังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นก็หน้าแดงก่อนแล้ว สุดท้ายทุกอย่างอีนุงตุงนังจนกลายเป็นว่าทุกคนมาขอถ่ายรูปคู่กับเธอ บางคนกระตือรือร้นและสนใจจริงๆ บางคนแค่มุงตามกระแส แต่ก็มีบางคนเห็นว่าอ้ายฉิงหน้าตาสะสวยถ่ายเก็บไว้ก็ไม่เสียหลาย...สุดท้ายแม้กระทั่งหวาทีก็บ้าจี้ตามไปด้วย เขาหยิบกล้องออกมาส่งให้เด็กสาวในทีมแล้วพูดว่า “ถ่ายรูปให้พวกเราสามคนหน่อย”

หวาทีพูดจบก็ถอดหมวกของ Dt ออกแล้วยกแขนโอบไหล่เขาไว้ “หนุ่มหล่อแบบนี้ต้องโชว์หน้าโชว์ตาหน่อยสิ”

เขาสวมหมวกจนติดเป็นนิสัย เรียกได้ว่าต้องสวมหมวกแก๊ปบังหน้าครึ่งหนึ่งตลอดเวลา ยกเว้นตอนอาบน้ำ จู่ๆ ถูกจับถอดหมวกโดยไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ แม้กระทั่งสมาชิกทีมเขาเองยังรู้สึกไม่คุ้นตาสักเท่าไหร่ ทุกคนพากันร้องโอ้ว้าวด้วยความตื่นเต้น พูดแซวกันเกรียวกราวว่ากัปตันทีมของพวกเขาหล่อมากจริงๆ...

Dt กระแอมเบาๆ อย่างขัดเขิน “ผู้ชายไม่ต้องอาศัยหน้าตา อาศัยฝีมือต่างหาก”

ทั้งที่พูดด้วยน้ำเสียงขึงขังเป็นการเป็นงาน แต่กลับมีเสียงตะโกนแซวหนักกว่าเดิมเสียอย่างนั้น สุดท้ายเขาจำต้องยอมแพ้และเงียบไป แกล้งทำเหมือนตัวเองไม่ได้พูดอะไร

หวาทียิ้มพลางเอาหมวกสวมบนหัวของอ้ายฉิงแทน มืออีกข้างโอบไหล่เธอไว้ ภาพที่ได้ออกมาก็เลยเป็นพวกเขาสามคนยืนตัวชิดติดกัน ด้านหลังเป็นวิวยามค่ำคืนของเมืองที่มีแสงไฟระยับวับวาว

คืนนั้นพอกลับถึงรีสอร์ต ผู้จัดงานก็ส่งตารางเวลาที่จะสุ่มจับคู่ทีมแข่งมาให้พวกเขาอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากเป็นการสุ่มด้วยคอมพิวเตอร์ การแข่งขัน DOTA ซึ่งจะเริ่มในวันที่สามจึงต้องเริ่มจับคู่ทีมแข่งพรุ่งนี้ ผู้จัดงานระบุเว็บไซต์หนึ่งมาให้ ผู้รับผิดชอบของแต่ละทีมสามารถล็อกอินเข้าไปตรวจดูผลลัพธ์ของการจับคู่ได้ในเว็บไซต์

เกมที่อ้ายฉิงสนใจเป็นหลักคือ DOTA เธอจึงลุ้นระทึกกับผลการสุ่มรอบนี้มาก

สมาชิกหลายคนนั่งจดจ่อรอหน้าคอมพิวเตอร์ของ Dt นานทีเดียว จนในที่สุดก็ได้เห็นตารางการแข่งขันที่จับคู่เรียบร้อยแล้ว คู่แข่งของพวกเขาคือทีมไทย

“ประเทศไทยเป็นรองแชมป์เอเชียเมื่อปีที่แล้ว” อ้ายฉิงมอง Dt “ดูวิดีโอการแข่งขันเมื่อปีที่แล้วหรือยัง ฉันจำได้ว่ากลยุทธ์ของพวกเขาหลุดโลกมาก สี่ล้อมหนึ่ง สมาชิกสี่คนช่วยกันซัพพอร์ตตัวหลักแค่ตัวเดียว ลากศัตรูไปฆ่าได้ทั้งทีม”

ดูเหมือน Dt ใช้ความคิด เขากดเปิดแฟ้มข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และเจอข้อมูลที่หาอย่างรวดเร็ว อ้ายฉิงเองก็จ้องแฟ้มข้อมูลจำนวนนับร้อยบนหน้าจอของเขาเช่นเดียวกัน บังเอิญเห็นชื่อหนึ่งที่สะดุดตาเธอเข้า ทำให้เธอถึงกับชะงักและหันไปมอง Dt 

“Appledog” ชื่อของเธอเอง

ดูเหมือน Dt จะไม่รู้สึกตัวและข้ามแฟ้มข้อมูลแฟ้มนั้นไปอย่างรวดเร็ว ตายังจ้องหน้าจอตรงหน้าเขม็งไม่ละสายตาไปไหน

 

อ้ายฉิงแอบแปลกใจแต่ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น เพราะในวงการนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่เชี่ยวชาญมากกว่าสองเกม ดังนั้นเขาจะมีวิดีโอการเล่นเก่าๆ ของเธอเก็บไว้บ้างไม่ใช่เรื่องแปลก จะอย่างไรในยุคนั้น เธอก็เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเส้นทางที่ไม่เคยมีใครสัมผัสมาก่อน

หลังจากนั้นพอกลับถึงห้อง เธอก็หมดแรงจนต้องล้มตัวลงนอนและหลับไปทันที กว่าจะตื่นมาอีกทีก็ตีสามตีสี่แล้ว เด็กสาวที่นอนห้องเดียวกับเธอเพิ่งกลับเข้าห้องและถอดรองเท้าอย่างเงียบเชียบ เตรียมเข้าไปอาบน้ำ อ้ายฉิงกอดผ้านวมอย่างเกียจคร้าน เสียงแหบเล็กน้อยขณะเอ่ยถามว่า “ตกลง Dt เลือกใช้กลยุทธ์อะไรน่ะ”

เด็กสาวเห็นเธอตื่นอยู่ถึงค่อยผ่อนคลายลงบ้าง หย่อนตัวลงนั่งบนเตียงอย่างอ่อนระโหยโรยแรง “กลยุทธ์ที่เปลืองสมองมากที่สุดน่ะ”

“รุมฆ่าเต็มสูบเหรอ” 

เด็กสาวพยักหน้าหงึกๆ

อ้ายฉิงถอนหายใจยาว การรุมฆ่าเป็นกลยุทธ์ที่ชวนลุ้นระทึกมากที่สุดใน DOTA

กลยุทธ์การซุ่มโจมตีและตอบโต้การซุ่มโจมตี สมาชิกทีมต้องอาศัยความรู้สึกและการทำงานเป็นทีมรู้จังหวะกันโดยอัตโนมัติ โผล่ออกมาจากที่ซ่อนในจุดบอดของแผนที่[3]โดยไม่ให้ศัตรูตั้งตัว และสังหารเป้าหมายให้ตายภายในสามหรือสี่วินาที จากนั้นสลายตัวทันที การแก๊งที่เฉียบคมต้องปรับเปลี่ยนตามจังหวะการเล่นในเกมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ใช้การซุ่มโจมตีอันดุเดือดและฉับไวจนแทบลืมหายใจกำราบทีมศัตรูให้พ่ายแพ้...

เธอชอบดูวิดีโอการแข่งขันที่ใช้กลยุทธ์แก๊งเป็นหลัก โดยเฉพาะทีมของรัสเซีย ระดับความดุเดือดและเข้มข้น รับรองว่าเดือดพล่านไม่แพ้ภาพยนตร์ระเบิดภูเขาเผากระท่อมของอเมริกาเลย

กลยุทธ์การเล่นของไทยคือการใช้สี่คนรุมแก๊งและคอยปกป้องผู้เล่นที่เหลืออีกหนึ่งคน หากว่าทีมจีนเลือกใช้กลยุทธ์ที่ปลอดภัยหน่อย เล่นอย่างคงเส้นคงวาไปเรื่อยๆ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว...อ้ายฉิงนั่งนิ่งครุ่นคิดอยู่นาน จนเพื่อนร่วมห้องอาบน้ำเสร็จเดินออกมาจากห้องน้ำ เธอถึงหันไปพูดว่า “การแข่งขันวันมะรืนนี้ต้องสนุกมากแน่ๆ”

การแข่งขันแบบฝ่ายหนึ่งรุก ฝ่ายหนึ่งรับ เธอดูมาเยอะเหลือเกินแล้ว คราวนี้แก๊งเจอแก๊ง สองฝ่ายรุกไล่บุกฆ่ากันเองอย่างบ้าคลั่ง แค่คิดเลือดในตัวเธอก็เดือดพล่านด้วยความตื่นเต้น

 

วันรุ่งขึ้นเป็นการแข่งขันเกมฟุตบอลฟีฟ่าและ 3D Pool และยังมีเกมสตาร์คราฟต์ที่หวาทีลงแข่งด้วย

อ้ายฉิงตื่นนอนทันเวลาไปดูหวาทีแข่งพอดี เธอสวมเสื้อแขนสั้นกับกางเกงยีนขาสั้นแบบง่ายๆ แล้วรีบมุ่งหน้าไปสนามแข่ง บนหน้าจอขนาดยักษ์ นักพากย์อาชีพสองคนยิ้มพลางพูดคุยกับหวาที ถามเขาว่าหลังจากย้ายไปสโมสรของเยอรมันแล้ว มีแผนจะเปลี่ยนรายการเกมที่ลงแข่งไหม

อ้ายฉิงโบกมือให้เขาอยู่ไกลๆ ตอนที่หวาทีหันมาเจอเธอ ก็เห็นผู้ชายตัวสูงชะลูดสองคนเดินเข้ามาหาเธอพอดี พวกเขาเอ่ยทักทายเธออย่างสบายๆ แต่มีมารยาทด้วยภาษาอังกฤษ อ้ายฉิงยิ้มและทักตอบ หลังจากพวกเขาแนะนำตัวเอง เธอก็ประหลาดใจมากเพราะพวกเขาเป็นสมาชิกสโมสรระดับแนวหน้าจากฝั่งยุโรปเหนือ โชคดีที่เธอเรียนโรงเรียนสาธิตในกำกับของมหาวิทยาลัยที่เน้นการสอนภาษาต่างประเทศมาโดยตลอด จึงสื่อสารกับพวกเขาได้โดยไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นัก

“คุณเป็นคนจีนเหรอ หรือเป็นคนเกาหลี” หนุ่มหล่อตาสีฟ้าเว้นจังหวะพูดให้ช้าลงขณะถามเธอ “ขอโทษด้วยนะครับ พวกเราแยกหน้าของคนเอเชียไม่ค่อยออก”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเป็นคนจีน” อ้ายฉิงตอบยิ้มๆ

ยุโรปเหนือคือศูนย์รวมความรุ่งเรืองของ CS นักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์เกินครึ่งรวมตัวกันอยู่ที่นั่น ดังนั้นพอเธอได้ยินว่าสองคนนี้มาจากนอร์เวย์และสวีเดนก็รู้สึกถูกชะตาด้วยทันที แต่อะไรทำให้พวกเขาบินมาดูการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียที่นี่ล่ะ

“อ้อ!” หนุ่มหล่อจากนอร์เวย์พยักหน้า “งั้นคุณรู้จัก Dt ไหม”

อ้ายฉิงพยักหน้าอย่างประหลาดใจ “เขาเป็นสมาชิกของทีมจีนค่ะ นักกีฬา DOTA พวกคุณรู้จักเขาเหรอคะ”

“สโมสรของพวกเรามีแผนจะสร้างทีมในเอเชียเพื่อลงแข่ง DOTA มีคนแนะนำพวกเราว่าต้องชวนเขาเข้าทีมให้ได้” หนุ่มสวีเดนที่ไม่ได้พูดอะไรตั้งแต่ต้นบทสนทนา จู่ๆ ก็โพล่งถามว่า “คุณช่วยพาพวกเราไปเจอเขาได้ไหมครับ”

 

ด้วยเหตุนี้ อ้ายฉิงก็เลยไม่ได้อยู่ดูการแข่งขันของหวาที เพราะต้องพาหนุ่มหล่อสองคนนี้ไปเจอ Dt

อาจเพราะเมื่อคืนซ้อมจนดึกมาก ตอนอ้ายฉิงเคาะประตูห้องเขา Dt ยังหลับอยู่ เส้นผมอ่อนนุ่มปรกลงแนบหน้าผาก เขายืนมองแขกผู้มาเยือนสามวินาทีเต็ม กว่าจะเอ่ยปากทักหนุ่มนอร์ดิกสองคนสั้นๆ ว่า “Hi”

อ้ายฉิงแนะนำพวกเขาสั้นๆ สามคนคุยกันไม่กี่ประโยคก็คุ้นเคยกันแล้ว

นักกีฬาอีสปอร์ตก็เป็นแบบนี้ละ คนนอกอาจมองว่าพวกเขาถือตัวรักสันโดษ แต่พอได้รู้จักเข้าจริงๆ จะรู้ว่าทุกคนเหมือนเด็กที่ยังไม่โต Dt หยิบโค้กออกมาจากตู้เย็นแล้วโยนให้ชายหนุ่มทั้งสอง เผลอแผลบเดียวทั้งสามก็เริ่มคุยกันเรื่อง CS แล้ว

เขายังเด็กและเป็นคนเอเชีย เลยสูงไม่เท่าชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าสองคนนั้น แต่ถึงอย่างนั้นเวลายืนด้วยกัน เขากลับไม่ถูกบดบังรัศมีแต่อย่างใด

เรื่องเดียวที่อ้ายฉิงคาดไม่ถึงก็คือ ภาษาอังกฤษของ Dt นั้นคล่องแคล่วระดับภาษาแม่ ทั้งยังมีสำเนียงนอร์ดิกเหมือนชาวนอร์เวย์และสวีเดนสองคนนั้นด้วย แต่ก่อนเวลาเธอดูทีม CS ชั้นนำของยุโรปเหนือให้สัมภาษณ์มักรู้สึกว่าภาษาอังกฤษของพวกเขาฟังเพลินมาก การแต่งตัวและสีหน้าของพวกเขาแลดูเยือกเย็นไร้อารมณ์ แต่เวลาพูดหางเสียงจะสูงขึ้นเล็กน้อย เป็นสำเนียงที่น่ารักเอามากๆ

ไม่อยากเชื่อเลยว่าตอนนี้จะได้ยินสำเนียงนี้จากคนตัวเป็นๆ

อ้ายฉิงนั่งบนโซฟา มองพวกเขาสามคนนั่งคุยกันตรงระเบียงภายใต้แสงตะวันยามเช้า จู่ๆ หนุ่มหล่อจากนอร์เวย์ก็หันมามองเธอ พูดคำหนึ่งว่า...“Frigg”

“Frigg เหรอ” ศัพท์คำนี้คุ้นมาก แต่เธอนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน Dt เหมือนจะยิ้มหน่อยหนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างลังเลเล็กน้อย

“สองต่อสอง” จู่ๆ หนุ่มนอร์เวย์คนนั้นก็เดินเข้ามาในห้อง สีหน้าตื่นเต้น แล้วหยิบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ครบเซ็ตออกมาจากกระเป๋าเป้ของตัวเอง “อยากเล่นนัดกระชับมิตรด้วยกันหน่อยไหม”

“CS หรือ DOTA”

“CS” หนุ่มหล่อจากนอร์เวย์ยิ้มอย่างเปิดเผย “ฉันเล่น DOTA แย่มาก”

แข่งกับนักกีฬาจากดินแดนแห่งยอดฝีมือเกม CS อ้ายฉิงไม่มีทางยอมพลาดอยู่แล้ว ยิ่งวันนั้นหลังจากเห็น Solo กับ Dt ท้าแข่งกับทีมนักกีฬาอาชีพแบบสองต่อสาม ทำให้เธออยากลองลิ้มรสชาติความตื่นเต้นแบบนั้นบ้าง

อ้ายฉิงตอบตกลงอย่างรวดเร็ว แล้วกลับห้องไปหยิบโน้ตบุ๊กของตัวเอง

หลังจากจับฉลากเลือกทีมเสร็จเรียบร้อย อ้ายฉิงก็กลายเป็นคู่ต่อสู้ของ Dt อีกครั้ง

ส่วนหนุ่มสวีเดนท่าทางเย็นชาราวภูเขาน้ำแข็งคนนั้นอยู่ทีมเดียวกับ Dt ผู้ประหยัดถ้อยประหยัดคำเสียเหลือเกิน ในเมื่อเป็นการแข่งขัน ย่อมต้องมีบทลงโทษสำหรับผู้แพ้ หนุ่มหล่อชาวนอร์เวย์หัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “ได้สิ” จากนั้นชี้ไปที่ถาดผลไม้ในห้อง บอกว่า “ใครแพ้ต้องกินผลไม้ในถาดให้หมด”

หนุ่มสวีเดนแย้งทันควัน “No, push up, two hundred.” (ไม่ ต้องวิดพื้นสองร้อยครั้ง)

พูดจบก็เสริมอีกประโยคว่า “ห้ามเปิดแอร์...”

วิดพื้น! แถมห้ามเปิดแอร์อีกต่างหาก อ้ายฉิงหันไปมองหนุ่มหล่อจากนอร์เวย์ด้วยแววตาโศกสลด อีกฝ่ายหัวเราะระรื่นอย่างอารมณ์ดีแล้วหันมาชูสองนิ้วให้เธอ ก่อนหันไปม้วนแขนเสื้อและสวมหูฟัง


 

 


[1] เปรียบเทียบการลงจากเรือไปขึ้นฝั่งกับการที่สมาชิกทีมต้องลดบทบาทในวงการอีสปอร์ตอาชีพ แล้วหันไปทุ่มเทกับการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย

[2] แปลว่า หมาน้อยที่มีพวงแก้มแดงเรื่อเหมือนแอปเปิล

[3] ใน DOTA 2 มีระบบหมอก (Fog of War) เป็นตำแหน่งที่วิสัยทัศน์ถูกบดบังตามสิ่งกีดขวาง เช่น หมอก หลังต้นไม้ พื้นที่บนเนิน จุดบอดเหล่านี้ใช้สร้างความได้เปรียบทั้งในการซุ่มรอโจมตีศัตรู หรือหนีจากการไล่ล่าของศัตรู

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น