[นิยายแปล] นายขี้อายกับยัยแก้มแดง

ตอนที่ 2 : บทที่ 1.2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 328
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    8 ส.ค. 63

 

ห้องของอ้ายฉิงอยู่ชั้นบน เธอพักกับเพื่อนร่วมทีมของ Dt ที่เป็นผู้หญิง

กลางดึกคืนนั้นเธอนอนพลิกไปพลิกมา ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับ สุดท้ายกลัวจะเสียงดังจนเพื่อนร่วมห้องตื่น เลยออกไปเดินเล่นสูดอากาศข้างนอก ระเบียงทางเดินทั้งหมดของตึกเป็นแบบกลางแจ้ง เธอเดินไปที่บันไดแล้วนั่งลง จากมุมนี้มองเห็นผืนทะเลกว้างใหญ่ไกลๆ ได้พอดี

ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด น้ำทะเลซัดกระทบหาดทรายไม่หยุดหย่อน

จู่ๆ ข้างแขนพลันรู้สึกจักจี้น้อยๆ เธอหันไปมอง แมวสองตัวไม่รู้มาจากที่ไหน นั่งหมอบข้างเธอด้วยอิริยาบถงามสง่า จังหวะที่เธอหันไปมอง เจ้าแมวก็มองเธอเช่นเดียวกัน

อ้ายฉิงหลุดหัวเราะ แล้วกระซิบถามมันเสียงเบาว่า “เจ้าแมวเป็นพี่น้องกันเหรอ หรือเป็นแฟนกัน”

แมวสองตัวนั้นหันมามองเธอเดี๋ยวเดียว ก่อนหันกลับไปมองทะเลที่อยู่ไกลออกไปอย่างพร้อมเพรียง...

แมวริมหาดนี่น่าสนใจดีนะ...นิสัยไม่เหมือนแมวทั่วไป

อ้ายฉิงยิ้มแล้วหันหน้ากลับไป นั่งชมวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนเป็นเพื่อนแมวทั้งสอง ผ่านไปครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงฝีเท้าขยับใกล้เข้ามา “สวยไหม”

อ้ายฉิงรู้สึกว่าเสียงนี้คุ้นหูมาก พอหันไปถึงเห็นว่า Dt นั่งยองอยู่ด้านหลัง เขาใช้นิ้วชี้แหย่แมวน้อย ดวงตาก็จ้องตรงไปที่เจ้าแมวเช่นเดียวกัน

“นายถามฉันหรือถามแมว”

“ถามเธอน่ะ”

เขานั่งลงอีกฝั่งของขั้นบันได ขนานกับอ้ายฉิง โดยมีแมวสองตัวคั่นกลาง

“ทะเลบ้านเราดีกว่า ถึงดูทะเลจนเบื่อ ก็ยังมีบุฟเฟต์บาร์บีคิวเติมไม่อั้น” เธอตอบเรื่อยเปื่อย “วันนี้เน็ตนายหลุดจริงๆ หรือตั้งใจออกจากเกม หรือไม่อยากสู้ตัวต่อตัวในระยะประชิดกับผู้หญิง”

ตอนนั้นเธอกดปุ่มแท็บ[1]ดู เห็นว่าเวลานั้นในเกมเหลือแค่ Dt กับผู้เล่นอีกหนึ่งคน ในหูฟังก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนสองคนเดินเข้ามาหาเธอพร้อมๆ กันจากคนละทิศ แต่หลังจากคนหนึ่งโดนเธอเฮดชอตไปแล้ว เสียงฝีเท้าของอีกคนกลับเงียบไปเสียเฉยๆ...จังหวะเดียวกันนั้น ระบบก็แจ้งเตือนว่าเขาออกจากเกมแล้ว

เขาทอดสายตามองไกลออกไป “เน็ตหลุดน่ะ”

มุมของแสงจันทร์ที่ตกกระทบ ทำให้ใบหน้าทั้งหมดของเขาถูกซ่อนไว้ใต้เงาของปีกหมวก มองไม่เห็นสีหน้าหรืออารมณ์ใดๆ แต่ดูคล้ายกับว่าเขาน่าจะยิ้มอยู่

อ้ายฉิงไม่ถือสาเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ผู้ชายในวงการอีสปอร์ต ถ้าไม่พูดเป็นต่อยหอยก็สันโดษเก็บตัว เธอชินนานแล้ว 

“ฉันเคยดูวิดีโอของการแข่งขันรอบนั้นของเธอ” ขณะที่อ้ายฉิงจะล้มเลิกความตั้งใจในการสานต่อบทสนทนา เขากลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน “สามปีก่อนตอนที่เธอยังเป็นนักแข่ง CS ฉันสงสัยมาตลอดว่าทำไมพวกเธอถึงยุบทีม”

เป็นประโยคที่ยาว ยาวมากเลยทีเดียว

อ้ายฉิงประหลาดใจมาก ตอนนั้นเขาอายุแค่สิบสอง ไม่น่าเชื่อว่าจะสนใจการแข่งขันประเภทนี้ด้วย เธอหัวเราะแล้วตอบว่า “ตอนนั้นนายเพิ่งอายุสิบสองเองนี่นา อย่าบอกนะว่านายเลื่อมใสฉัน จนตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ไม่มีวันหวนกลับอย่างการแข่งขันอีสปอร์ต”

Dt หันมามองเธอ

เอาเถอะ อ้ายฉิงเดาว่าเป็นเพราะเธอเคยแข่งแพ้เขา ก็เลยพ่ายแพ้ต่อรังสีความแข็งแกร่งที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กหนุ่มซึ่งอายุน้อยกว่าเธอสามปีเสียอย่างนั้น เธอเลิกพูดล้อเล่นแล้วตอบเขาว่า “นายคงได้อ่านข่าวซุบซิบกับบทความเก่าๆ ในเว็บบอร์ดและฟอรั่มมาบ้างแล้ว อันที่จริงก็ไม่มีเหตุผลอะไรซับซ้อนเลย เป็นเพราะ Solo ดันไปติดใจเกมวอร์คราฟต์[2]เข้า แล้วชื่อของ Solo ก็เหมือนกับนิสัยของเขานั่นแหละ เขาไม่ชอบเล่นเป็นทีม ชอบลุยเดี่ยวสู้คนเดียวมากกว่า พอกัปตันทีมไม่อยู่แล้ว พวกเราก็ต้องยุบทีม”

ก่อนนี้หลายคนเคยพูดว่า Solo คือจิตวิญญาณของทุกคนในทีม หากกำราบเขาได้ เท่ากับคว้าชัยชนะได้ เพราะฉะนั้นเหตุผลที่เธอพูดไป คนส่วนใหญ่น่าจะยอมรับได้ สมเหตุสมผลอย่างที่สุด ไม่จริงหรือไง

Solo...อ้ายฉิงเม้มปาก ในใจนึกถึงคนคนนั้นที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนระบายบนใบหน้าอยู่เสมอ เธอลูบเจ้าแมวน้อยที่นั่งข้างตัวเบาๆ พูดว่า “น่าเสียดายที่นายแข่งเกม DOTA ถ้านายแข่งวอร์คราฟต์ละก็ ฉันมั่นใจว่าเขาต้องเป็นหนึ่งในคู่ต่อสู้ที่นายไม่อยากเจอมากที่สุด”

“แชมป์โลกในการแข่งขัน WCG ปีนี้แล้วก็ปีที่แล้วใช่ไหม”

อ้ายฉิงพยักหน้า “เขาไม่เข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียอะไรพวกนี้หรอก หลังจบการแข่งขันรอบนี้แล้ว ครึ่งปีหลังน่าจะมีการแข่งขันระดับโลกอีกหลายทัวร์นาเมนต์ ถึงตอนนั้นนายอาจจะเจอเขาก็ได้นะ”

 

บทสนทนากลางดึกของพวกเขาไม่ใช่ความทรงจำที่น่าอภิรมย์เท่าใดนักDt พูดไม่เก่งเป็นทุนเดิม ส่วนอ้ายฉิงก็ยอมรับว่าเธอทำได้ไม่เหมือนเพื่อนร่วมทีมของเขา หยั่งรู้ความคิดและอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงเงียบๆ ในใจของเขาไม่ได้...ด้วยเหตุนี้ หลังจากพูดเองตอบเองอยู่นานพอสมควร เธอก็ดึงบทสนทนาให้ยาวนานไปกว่านั้นไม่ไหวแล้ว จำต้องอ้างว่าหิวน้ำแล้วขอตัวกลับห้องก่อน

วันรุ่งขึ้น กว่าเธอจะตื่นก็เที่ยงเข้าไปแล้ว ได้รับแจ้งว่าบ่ายวันนี้ต้องเข้าร่วมพิธีเปิดงานแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย แสงอาทิตย์สว่างจ้าบาดตา เธอวางสายแล้วเอาผ้านวมคลุมหัว ต่อสู้กับความง่วงงุนของตัวเองอีกยี่สิบนาทีกว่าจะลุกจากเตียงได้สำเร็จ เธอไม่อยากเข้าร่วมพวกงานพิธีทั้งหลายเลยจริงๆ ต้องมีตัวแทนผู้สนับสนุนขึ้นกล่าว ต้องมีสาวสวยมาแต่งคอสเพลย์[3]โปรโมตงาน ต้องมีสื่อมวลชนจากประเทศต่างๆ จัดสัมภาษณ์กันตามหน้าที่...สิ่งที่เธอเกลียดที่สุดคือ มักจะมีนักข่าวถามอย่างดูแคลนทำนองว่า “ได้ยินว่าคุณมาจากเมือง xx ของจีน ระดับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของพื้นที่นั้นเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วในโซนอื่นของโลกนับว่ายังล้าหลัง ถ้าอย่างนั้นคุณต้องต่อสู้ฝ่าฟันขนาดไหน ถึงผ่านเข้าสู่การแข่งขันระดับโลกแบบนี้ได้...”

ทุกครั้งที่เจอคำถามแบบนี้ เธออยากจะเอาคีย์บอร์ดทุ่มใส่หน้าพวกมันแล้วสวนไปว่า “ล้าหลังบ้านแม่งสิ แชมป์ WCG วอร์คราฟต์คนแรกของโลกก็เป็นคนจีนโว้ย”

ผลลัพธ์เป็นประจักษ์อยู่ตรงหน้าว่าสิงคโปร์เองก็ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรแปลกใหม่ไปกว่าปีก่อนๆ

อ้ายฉิงฟังเสียงกรีดร้องอึงอลของแฟนคลับจำนวนมหาศาลที่ตั้งใจมาให้กำลังใจไอดอล[4]ของตัวเองโดยเฉพาะ “หลินจวิ่นเจี๋ย[5] หลินจวิ่นเจี๋ย” หลังจากหลินจวิ่นเจี๋ย แขกรับเชิญวีไอพีของผู้จัดงาน ขึ้นร้องสามเพลงสร้างบรรยากาศครึกครื้นให้ผู้ชมในงานแล้ว ก็เดินออกจากงานไปพร้อมขบวนบอดี้การ์ดล้อมขนาบทุกด้าน

นักกีฬาพากันนั่งสัปหงกเจียนจะหลับ อันที่จริงไม่ใช่พวกเขาไม่ให้เกียรติแขกรับเชิญ ทีมอีสปอร์ตในจีนมีจำนวนเยอะและแพร่หลายไม่ต่างจากสโมสรฟุตบอลในอเมริกาเหนือ เพียงแต่วงการอีสปอร์ตในเอเชียถือเป็นดินแดนของผู้ชาย มีนักกีฬาหญิงผุดขึ้นมาให้เห็นบ้างประปราย แล้วผู้ชายที่ไหนจะชอบฟังเพลงแนวนี้ล่ะจริงไหม...

หลังพิธีเปิดเสร็จสิ้น ก็เป็นการเลี้ยงอาหารบุฟเฟต์

“โก๋วโก่ว” หวาทีหยิบปีกไก่ย่างมาเต็มจาน เขาจงใจลดเสียงให้เบาลง พูดกับเธอว่า “ฉันลืมบอกเธอไปเรื่องหนึ่ง”

อ้ายฉิงใช้ผ้าเย็นประคบที่หน้าผาก พยายามสลัดความง่วงงุนให้หายไป “อะไรเหรอ”

ขณะที่หวาทีลังเลอยู่นั้น นักกีฬากลุ่มหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนักก็พากันกระซิบเสียงเบาว่า “Solo”

อ้ายฉิงนึกว่าตัวเองหูฝาด วินาทีต่อมาก็ได้คำตอบว่าเขาอยู่ที่นี่จริงๆ

หลายคนที่นั่งพักผ่อนอยู่พากันลุกขึ้น สายตาเคารพเลื่อมใสจ้องตรงไปยังบุคคลที่กวาดตำแหน่งแชมป์จากทัวร์นาเมนต์ใหญ่ระดับโลกมาแล้วมากมาย จนเกือบได้ขึ้นหิ้งเป็นแชมป์แกรนด์สแลม[6]แห่งวงการอีสปอร์ตแล้ว แม้กระทั่งสมาชิกของทีมแข็งแกร่งอันดับหนึ่งอย่างเกาหลีใต้ยังมีหลายคนที่หันไปมอง

การแข่งขันเล็กๆ อย่างชิงแชมป์เอเชียมักไม่ค่อยมีนักกีฬาระดับโลกเข้าร่วม คงไม่มีใครคาดคิดว่า Solo ซึ่งได้คะแนนรวมสูงเป็นอันดับสามของโลกจะมาปรากฏตัวที่นี่

“ดูนั่น ฉันบอกช้าไปซะแล้ว” หวาทีตบบ่าเธอเบาๆ “เมื่อกี้เขาถามฉันว่าช่วงนี้เธอเป็นยังไงบ้าง ฉันไม่ได้บอกเขาว่าเธอมาร่วมงานนี้ด้วย เธอตัดสินใจเองแล้วกันนะว่าจะไปเจอเขาไหม”

หวาทีพูดจบก็เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ งับปีกไก่เข้าปาก

อ้ายฉิงไม่ตอบ เหม่อมองไกลออกไป

ผู้ชายตัวสูงสามสี่คนยืนอยู่ข้างโต๊ะกินข้าว คนที่เด่นสะดุดตากว่าใคร คือผู้ชายคนนั้นที่สวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีขาวสะอาดตา มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ก้มหน้าคุยกับคนรอบข้างยิ้มๆ

 

อ้ายฉิงจำคืนวันนั้นได้ดี

ภายในห้องที่ไม่เปิดไฟ การฝึกซ้อมเพิ่งเสร็จสิ้นไม่นาน เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ สวมหูฟัง เธอเดาว่าเพลงที่เขาฟังอยู่ต้องเป็นเพลง จิลเลียน ของวงวิทอิน เทมป์เทชัน ซึ่งเป็นวงดนตรีโปรดของเขาแน่ๆ

ปีนั้นเว็บเกมและเว็บบอร์ดต่างๆ พากันพูดถึง “จมูกไว” ของเธอ แต่ Solo ชอบบอกว่านั่นคือสัมผัสที่หกของผู้หญิง ทำให้เธอคาดเดาตำแหน่งของศัตรูได้ และรู้จุดอันตรายที่อาจถูกซุ่มโจมตี

ที่จริงเธออยากบอกเขาเหลือเกินว่า ถ้าเธอมีสัมผัสที่หกจริงๆ เธอคงรู้ว่าเขารู้สึกยังไง

วันนั้นเขากับเธอนั่งตรงข้ามกัน เธอลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจเปิดหน้าจอแชตบนคอมพิวเตอร์ แล้วพิมพ์ประโยคหนึ่งลงไปว่า “ความรักต้องการคนสองคน”

แสงจากหน้าจอสะท้อนลงบนใบหน้าของ Solo เขายังสูบบุหรี่อย่างสงบนิ่งเหมือนตอนแรก จนเวลาผ่านไปสี่หรือห้านาที ถึงจะเลื่อนมือไปที่คีย์บอร์ดและพิมพ์ข้อความอย่างเชื่องช้า จากนั้นกดปุ่มส่ง “ดังนั้น Solo ไม่เหมาะที่จะมีความรัก”

สิงคโปร์ในวันกลางฤดูร้อน แสงอาทิตย์เจิดจ้าเหลือเกิน...

แสงตะวันสว่างแสบตานั้นส่องมาจากด้านหลังของเขาพอดี อ้ายฉิงต้องหรี่ตาเพื่อจะเพ่งมองใบหน้าเขาให้ชัด ผู้ชายสามสี่คนนั้นเธอคุ้นหน้าทุกคน แต่แวบนั้นยังคิดไม่ออกว่าคือใคร เห็นแค่ว่าเขาพูดอะไรสองสามประโยค คนข้างเขาตบบ่าเขาเบาๆ แล้วเขาเงยหน้ามองไปทางอื่น

อ้ายฉิงมองตามสายตาของเขา เห็นเขามองไปทางโต๊ะที่มีคนนั่งอยู่กลุ่มหนึ่ง ทีมของ Dt นั่นเอง

“Solo บอกว่ารอบนี้เขามาที่นี่เพื่อหาเลือดใหม่เข้าสโมสรน่ะ” คนที่นั่งกินปีกไก่ข้างเธออธิบายเสียงอู้อี้ “ฉันเดาว่าเขาน่าจะสนใจฝีมือการเล่นของ Dt อย่างที่เธอรู้แหละ สโมสรของ Solo ได้ทุนสนับสนุนจากบริษัทในอเมริกา ถ้า Dt คว้าแชมป์จากการแข่งขันเอเชียรอบนี้ได้ ทุกคนต้องรุมแย่งตัวเขาแน่ พวกเขามีวิสัยทัศน์ยาวไกลดีจริงๆ”

อ้ายฉิงยิ้มแล้วตอบว่า “ทำไมนายไม่ไปอยู่สโมสรของเขาล่ะ”

“ฉันเหรอ” หวาทียักไหล่ “ฉันเตรียมตัวไปเยอรมันแล้ว”

คำตอบของเขาทำให้อ้ายฉิงประหลาดใจมากทีเดียว “นายเซ็นสัญญาแล้วเหรอ”

หวาทียิ้มพลางมองเธออย่างมีเลศนัย “อยากไปกับฉันไหมล่ะ”

“ไม่อยาก” อ้ายฉิงปฏิเสธโดยอัตโนมัติ “ฉันไม่ชินกับการอยู่ต่างถิ่น ถ้าให้เลือก ฉันคงเซ็นสัญญากับสโมสรในจีน”

“สโมสรที่ดูมีอนาคตสดใสที่สุดในจีนตอนนี้...” หวาทีหยิบห่อกระดาษเช็ดหน้าจากกระเป๋าเสื้อ แล้วดึงกระดาษเช็ดหน้าออกมาหนึ่งแผ่น “ก็คือสโมสรของ Solo นั่นแหละ”

ช่างบังเอิญเหลือเกิน จังหวะนั้นลำโพงที่โถงจัดงานเปิดเพลงดังของวงวิทอิน เทมป์เทชันพอดี ไม่คิดเลยว่าที่นี่จะมีคนชอบวงเฮฟวีเมทัลสัญชาติดัตช์อย่างวงวิทอิน เทมป์เทชันด้วย...อ้ายฉิงหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “งั้นฉันจะตั้งใจเรียนมหาวิทยาลัย ย้อนกลับไปอยู่ในโลกที่ไม่เกี่ยวข้องกับอีสปอร์ตอย่างเต็มตัว มีความรักที่ดี เรียนให้จบ ทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ เข้าเก้าออกห้า”

หวาทีแทะปีกไก่จนเรี่ยมไปถึงกระดูก ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของเนื้อไก่ “เกือบลืมไป เธอเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี่นะ”

ใช่แล้ว การสอบและชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ราวกับชีวิตของเธอเพิ่งเริ่มต้น

เป็นจริงอย่างที่หวาทีทำนายไว้ Solo คุยกับคนที่มากับเขาอีกไม่กี่คำ ก็ถือโค้กกระป๋องหนึ่งเดินไปทางโต๊ะของ Dt จังหวะที่อ้ายฉิงจะหาโอกาสแวบหายไปจากตรงนั้น ดูเหมือนเมี่ยนเปาเพิ่งตระหนักได้ว่าสมาชิกหายไปสองคน เลยกวาดตามองหาเสียทั่ว พอเจออ้ายฉิงก็รีบกวักมือเรียกพลางตะโกนเสียงดังว่า “โก๋วโก่ว หวาที ทางนี้”

Solo หยุดยืนนิ่ง หันมองมาทางพวกเขา

อ้ายฉิงรู้สึกว่าเส้นเอ็นขมับเต้นตุบๆ อยากจะจับเด็กน้อยตัวสำรองนั่นมาเฆี่ยนให้ตาย...


 

 


[1] ปุ่มแท็บบนคีย์บอร์ด ในเกมยิงต่างๆ รวมถึงเคาน์เตอร์ สไตรก์ เป็นการเรียกดูสถานะของผู้เล่นในเกม (เกมประเภทนี้ถ้าถูกยิงตายจะถูกตัดออกจากเกมทันที)

[2] Warcraft เป็นเกมแนววางแผนเรียลไทม์ (Real Time Strategy: RTS) พัฒนาโดยบลิซซาร์ด เอนเตอร์เทนเมนต์ เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2537 โดยเกมจะเริ่มต้นในแผนที่ซึ่งมีลักษณะภูมิศาสตร์แตกต่างกัน ผู้เล่นเลือกเผ่าพันธุ์ที่ต้องการ (ในยุคแรกมีสองเผ่าพันธุ์ คือ มนุษย์และออร์ค ยุคหลังเพิ่มมาอีกสองเผ่าพันธุ์คือ เอลฟ์ราตรีและอันเดต) และต้องสร้างถิ่นฐานขึ้นเพื่อเก็บทรัพยากร ป้องกันการบุกของศัตรู สร้างยูนิต และทำลายฐานทัพของศัตรู 

[3] Cosplay การแต่งกายเลียนแบบตัวละครจากในเกมหรือการ์ตูน โดยอาจมีการแสดงท่าทางหรือบุคลิกตามตัวละครนั้นๆ ด้วย

[4] Idol บุคคลที่เป็นตัวอย่าง แบบอย่าง หรือต้นแบบในการใช้ชีวิต หรือเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อตัวเรา ทั้งเรื่องแบบอย่างที่ดีและแนวคิดที่เรายอมรับ

[5] หรือเจเจ หลิน นักร้อง นักแสดง และนักแต่งเพลงชาวสิงคโปร์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2524 สร้างผลงานมากมายจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเอเชีย

[6] Grand Slam เป็นตำแหน่งที่มอบให้นักกีฬาที่ชนะการแข่งขันรายการใหญ่ระดับโลกครบทุกรายการที่กำหนดภายในปีเดียวกัน โดยมากเป็นสี่รายการใหญ่โดยมีต้นแบบมาจากแกรนด์สแลมของเทนนิส 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น