[นิยายแปล] ยอดนักสืบราชวงศ์หมิง

ตอนที่ 6 : 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 389
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    10 ก.ค. 62

เหตุพลิกผัน

  

ตรอกเล็กแห่งหนึ่งทางใต้ของเมืองเป่ยจิงชื่อตรอกไห่ถัง เพราะคนที่อาศัยอยู่ในตรอกนี้ล้วนเป็นคนปลูกดอกไม้ขาย  โดยเฉพาะดอกไห่ถังที่หวังหลีปลูกมีชื่อเสียงที่สุด จึงเรียกชื่อตรอกตามนี้ บ้านของหวังหลีเป็นตึกเล็กสองชั้นตั้งอยู่ตอนในของตรอกแห่งนี้ ขณะนี้เยี่ยจิงหงกำลังยืนมองตรอกแห่งนี้อยู่บนหลังคาบ้านหวังหลี

ภายในตรอก มีชาวบ้านที่อาศัยอยู่กำลังชี้ไปที่เยี่ยจิงหงด้วยความหวาดกลัว ขณะที่เยี่ยจิงหงไม่ใส่ใจกับสายตาคนอื่นแม้แต่น้อย

ขอทานน้อยเดินนำอวี๋เชียน จื่ออิน หลินม่อ หวังหลี และเจ้าหน้าที่สี่นายมาถึงหน้าปากตรอก

เยี่ยจิงหงกระโดดลงมาจากหลังคา แล้วพูดกับอวี๋เชียน “ใต้เท้าอวี๋ ท่านดูสิ ดอกไห่ถังเต็มพื้นไปหมด”

อวี๋เชียนแปลกใจ

ทุกคนตามเยี่ยจิงหงไปที่บ้านหวังหลี พอเปิดประตูบ้านออกก็มองเห็นภาพที่คุ้นตา ชายชุดขาวนอนบนพื้นไม้ เขามีใบหน้าหยาบกร้าน คิ้วหนาดวงตาโต ร่างกายล่ำสัน ด้านขวาของลำคอมีบาดแผลลึกสายหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเป็นแผลที่เกิดจากมีดสั้น ใต้ร่างเขาปูด้วยกลีบดอกไห่ถังสีขาว กลีบดอกไห่ถังใสแวววาว ทั้งยังชุ่มชื้น อวี๋เชียนเดินมาหยิบไห่ถังดอกหนึ่งขึ้นมา กลีบดอกร่วงลงมาทันที

เยี่ยจิงหงพูดว่า “ใต้เท้า ข้ามาถึงสายไปหนึ่งก้าว”

อวี๋เชียนสั่นศีรษะ “ที่คนผู้นี้ถูกฆ่าตายก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนการของคนร้าย คนร้ายฆ่าหงอวิ๋นแล้ว ก็ต้องฆ่าคนผู้นี้ด้วย ข้าขอบอกชื่อคนผู้นี้ เขาก็คือหลางคุน เป็นคนในกลุ่มชาวมองโกลสิบสี่คน ทำหน้าที่เป็นม้าเร็วส่งข่าวให้ราชสำนัก แต่หลังจากที่เขาแยกจากคณะแล้วก็หายสาบสูญไป คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะปรากฏตัวขึ้น”

เยี่ยจิงหงบอกว่า “ใต้เท้าสั่งข้าว่าอย่าเล่นงานถึงตาย แค่คอยติดตามคนร้าย ชายชุดดำมาถึงตรอกแห่งนี้ ชั่วประเดี๋ยวก็หายตัวไป ไม่นานนักข้าก็ได้ยินเสียงร้องในตึกเล็กหลังนี้ แล้วจึงเห็นศพนี่”

จื่ออินถามแทรกขึ้น “ท่านพี่ คนชุดดำที่ท่านพี่ไล่ตามไปไหนแล้วเจ้าคะ”

อวี๋เชียนมีสีหน้าหดหู่ “จื่ออิน เจ้ามองไม่ออกหรือว่าคนชุดดำที่สู้กับพี่ชายเจ้าเมื่อครู่ก็คือผู้ตายที่นอนอยู่บนพื้น แผนการของหลางคุนก็คือ ไปที่โรงอาบน้ำเพื่อฆ่าหวังหลีปิดปากก่อน จากนั้นหลางคุนก็จะฆ่าตัวตายท่ามกลางดอกไห่ถัง สร้างสภาพลวงว่าเขาถูกฆ่าตาย ทำอย่างนี้หลางคุนก็จะไม่ถูกสงสัยว่าเป็นคนร้าย”

เยี่ยจิงหงว่า “ใต้เท้า ข้าคิดว่าหลางคุนฆ่าตัวตาย และที่ปูดอกไห่ถังไว้ใต้ศพน่าจะเป็นการสักการะต่อคนรักที่ตายไป”

จื่ออินถาม “หลางคุนกับหงอวิ๋นเป็นคนรักกันหรือ”

สีหน้าที่เย็นชาและเคร่งขรึมของเยี่ยจิงหงจะแสดงความอ่อนโยนออกมาก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าน้องสาวตนเท่านั้น เขาตบไหล่จื่ออินเบาๆ แล้วว่า “พวกเรามีใครเคยเห็นหรือไม่ ที่ฆ่าศัตรูคู่แค้นแล้วจะปูกลีบดอกไม้ไว้ใต้ศพ เมื่อมิใช่คู่แค้นก็คือคนรักนั่นเอง คนในเผ่าถวายหงอวิ๋นแก่จักรพรรดิ หลางคุนไม่ยินยอม แต่ก็มิอาจแก้ไขเรื่องนี้ได้ ก็เลยฆ่านางซะ จากนั้นก็ฆ่าตัวตาย ช่างบ้าคลั่งเหลือเกิน”

อวี๋เชียนยังยืนอยู่ที่ริมหน้าต่าง สีหน้าเคร่งขรึม “จิงหง จื่ออิน เวลานี้พูดเช่นนี้ยังเร็วเกินไป ทำไมพวกเขาต้องสร้างฉากห้องปิดมิดชิดที่โรงเตี๊ยมทงโจวด้วย ก่อนอื่นเราไปพาตัวผู้อาวุโสลู่อินมา ดูซิว่าเขาจะอธิบายอย่างไร” อวี๋เชียนพูดพลางผลักหน้าต่างเปิดออก ลมเย็นในหน้าหนาวพัดเข้ามา ทำให้กลีบดอกไห่ถังปลิวว่อน

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ลู่อินหัวหน้าคณะชาวมองโกลมาปรากฏตัวที่ตึกเล็กหลังนี้ สีหน้าลู่อินเคร่งเครียด เมื่อเห็นศพหลางคุนท่ามกลางดอกไห่ถังกลับไม่แสดงอาการเศร้าเสียใจนัก แต่หยิบดอกไห่ถังดอกหนึ่งขึ้นมาขยี้ในมือ ครู่เดียวไห่ถังดอกนั้นก็แหลกละเอียด ดวงตาหลางคุนปิดสนิท ท่าศพดูสงบนิ่ง แต่ที่มุมปากแฝงด้วยความเย็นชา อวี๋เชียนขยิบตาให้สัญญาณคนอื่นๆ ออกไปจากห้อง

อวี๋เชียนมองดูลู่อินแล้วพูดว่า “ผู้อาวุโสลู่อิน ท่านคงรู้ดีว่าการคลี่คลายคดีนั้นที่สำคัญที่สุดคือเบาะแส โดยเฉพาะเบาะแสที่ผู้ตายทิ้งไว้ให้ อย่างเช่นสองศพบนกองดอกไห่ถัง ข้าได้ความลับมากมายจากปากของผู้ตาย ข้าอยากรู้ว่าจุดมุ่งหมายในการเมืองหลวงที่แท้จริงของพวกท่านคืออะไร”

ลู่อินพูดเสียงเย็นชา “ใต้เท้าอวี๋ เจ้าสังหารขันทีสามคน ต้องชดใช้ด้วยชีวิต อย่ายุ่งเรื่องอื่นนักเลย ดูแลศีรษะตนเองให้ดีก่อน แต่ถ้าจักรพรรดิทรงอภัยโทษให้เจ้า เจ้ากลับเป็นคู่ต่อกรที่ไม่เลวเลย” ดูเหมือนเขาจะไม่อยากติดพันด้วย จึงเบือนหน้าหนี หันหลังกลับแล้วเดินออกไป

อวี๋เชียนมาที่ริมหน้าต่าง  มองดูท้องฟ้าสีเทา แล้วถอนหายใจ ดูท่าคนผู้นี้คงไม่ให้ความร่วมมือ

 

เที่ยงวัน อวี๋เชียนแบกสำภาระห่อหนึ่งกลับมาที่คุกกรมอาญา

ในคุก ผู้คุมช่วยอวี๋เชียนถอดโซ่ตรวนออก แล้วยื่นกล่องข้าวลงรักสีแดงให้อย่างนอบน้อม บอกว่าเป็นอาหารคุกที่ไท่โฮ่วพระราชทานให้

อวี๋เชียนเปิดกล่องออกดู ในนั้นมีกับข้าวสี่อย่าง ทั้งปลาจี้น้ำแดง หัวสิงโต[1] เนื้อวัวอบซีอิ๊ว และผัดหน่อไม้ ล้วนเป็นอาหารที่อวี๋เชียนชอบกิน อวี๋เชียนถูมือไปมา รู้สึกว่าอาหารในคุกกลับมากมายและดีกว่าอาหารที่บ้านตนเอง

หลังจากกินอาหารเสร็จ อวี๋เชียนก็เปิดห่อของ หยิบเสื้อผ้าเก่าขาดในนั้นซึ่งจื่ออินเตรียมไว้ให้

เยี่ยจิงหงและน้องสาวเป็นสหายที่อวี๋เชียนพบโดยบังเอิญ ต่อมากลายเป็นผู้ช่วยที่ดีในการทำคดี แม้จื่ออินจะไม่มีวิทยายุทธ์แต่เชี่ยวชาญวิชาแปลงโฉม ปลอมตัวได้อย่างแนบเนียนมาก แต่ยังมีข้ออ่อนอย่างหนึ่งนั่นคือไม่สามารถเปลี่ยนเสียงพูดได้

อวี๋เชียนเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว แล้วปล่อยผมสยายลงมา ยังแปะกอเอี๊ยะแผ่นหนึ่งบนใบหน้า พยายามปิดบังส่วนใหญ่ของใบหน้า ดูเหมือนชายชราทันที เขาคิดในว่าขณะนี้ตนเองก็คือหมอยาจอมเจ้าเล่ห์ในวงนักเลง จะพูดเสียงดังสดใสอย่างเดิมไม่ได้ ต้องพูดเสียงแหบแห้ง

ขณะนั้นเองก็มีเสียงร้องตะโกนอย่างเจ็บปวดดังมาจากห้องขังด้านในสุด ผู้คุมกำลังงีบหลับ พอได้ยินเสียงร้องจึงเดินไปตรวจดู

ด้านหลังห้องขังของอวี๋เชียนเป็นห้องขังขนาดใหญ่ ขังสาวกของพรรคดาวดำไว้สิบสี่คน หนึ่งในนั้นกำลังนอนชักอยู่บนพื้น น้ำลายฟูมปาก หมดสติแล้ว นักโทษคนอื่นๆ มุงดูด้วยความร้อนใจ แต่ช่วยอะไรไม่ได้ คนเหล่านั้นทุบประตูห้องขัง ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คุม

ผู้คุมคนนี้เป็นชายชรา ใบหน้ายาวคางแหลม หนวดเครารุงรัง มีพวงกุญแจห้อยอยู่ที่เอว ถือแส้หนังไว้ในมือ ผู้คุมมองดูนักโทษที่นอนอยู่บนพื้น ยิ้มอย่างเย็นชาแล้วว่า “พวกเจ้าอย่ามัวเสียเวลาเลย พรรคดาวดำก่อกบฏ ไม่ช้าก็เร็วต้องถูกประหาร ทนหน่อยเถอะ!

อวี๋เชียนเงี่ยหูฟัง แล้วรีบร้องบอก “น้องชายคนนั้นคงเป็นลมบ้าหมูกำเริบ ข้าเป็นหมอยา รีบให้ข้าไปช่วยชีวิตเขาเถอะ”

ผู้คุมรู้แผนของไท่โฮ่วก่อนแล้ว เข้าใจทันทีว่างิ้วจะเปิดโรงแล้ว จึงแกล้งทำเป็นโมโห แล้วร้องด่าว่า “หมอยาอย่างเจ้า ขายยาปลอมทำร้ายคนมามากแค่ไหนแล้ว ท่าทางเหมือนขอทานแล้วยังจะอวดเบ่งอีก เอาเถอะ ข้าจะขังพวกเจ้าไว้ในห้องขังเดียวกัน จะได้ไม่ต้องยุ่งยาก”

ผู้คุมพูดพลางหยิบกุญแจไขประตู แล้วผลักอวี๋เชียนซึ่งปลอมเป็นหมอยาเข้าไปในห้องที่คุมขังคนของพรรคดาวดำไว้

ชายที่นอนน้ำลายฟูมปากอยู่บนพื้น สองแขนล่ำสัน ชายแขนเสื้อเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน มองออกทันทีว่าเป็นคนขายเนื้อ พอเขาเห็นอวี๋เชียนเข้ามาก็คว้าชายเสื้ออวี๋เชียนไว้ทันที

อวี๋เชียนนั่งยองๆ ลง นวดบริเวณลิ้นปี่ของคนขายเนื้อ แล้วกดคลึงจุดแทงเข็มบนร่างเขา ผ่านไปครู่หนึ่งคนขายเนื้อก็กลอกตารอบหนึ่ง ใบหน้าแดงเรื่อ ฟื้นสติขึ้นมา เหล่านักโทษเห็นเขาพ้นอันตรายแล้วก็พากันประสานมือคารวะอวี๋เชียน

อวี๋เชียนหัวเราะร่า แล้วว่า “ก่อนหน้านี้รักษาตายไปเจ็ดคน ตอนนี้นับว่าช่วยรอดคนหนึ่ง ข้าขายยาปลอมแล้วจะอย่างไร หือ ยาปลอมก็ทำด้วยรากหญ้า กินไม่ตายหรอก แต่ทหารพวกนี้กลับจับข้าขังคุก พวกเจ้าคิดว่ามีเหตุผลหรือไม่”

ทุกคนแปลกใจ แล้วจึงเชื่อสนิทว่าขอทานตรงหน้านี้เป็นพวกหลอกลวงขายยาปลอมในวงนักเลง ยังดีที่พ่อค้าเนื้อลุกขึ้นนั่งได้แล้ว เขาขอน้ำดื่ม ทุกคนจึงคลายความกังวล

ชายผิวขาวร่างอ้วน สวมชุดลายจ้องมองอวี๋เชียนไม่วางตา ถึงตอนนี้จึงเดินเข้ามาถามว่า “พี่ชาย ห้องนี้ขังพวกเราพรรคดาวดำโดยเฉพาะ เจ้าดูไม่เหมือนคนของเรา มีความเกี่ยวข้องอะไรกับพรรคดาวดำกันแน่”

อวี๋เชียนเริ่มกุเรื่อง “ข้าขายยาเลี้ยงชีวิต เมื่อวานช่วยขอทานที่เป็นลมล้มลงริมถนน กลับถูกทางการจับตัว ใครจะรู้ว่าขอทานที่เป็นลมนั่นจะเป็นคนของพรรคดาวดำ”

พอทุกคนได้ยินก็รีบมาห้อมล้อมอวี๋เชียน แล้วซักถามรายละเอียด

อวี๋เซียนโกหกต่อ “ขอทานคนนั้นบาดเจ็บหนักรักษายาก พูดไม่ได้แล้ว แต่ข้าเห็นใบไม้ที่ทำด้วยทองปักอยู่บนแขนซ้ายเขา แปลกจริงๆ ใครกันใช้ใบไม้ฆ่าคน พิลึกจริงๆ”

ทุกคนใจหายวาบ ชายอ้วนขาวพูดเสียงดัง “เยี่ยจิงหงเป็นสหายสนิทของอวี๋เชียน รองหัวหน้าสำนักต้าหลี่ ต้องเป็นอวี๋เชียนสั่งให้เขาทำแน่ คนผู้นี้วิทยายุทธ์สูง นิสัยประหลาด ไม่ชอบใช้อาวุธมีคม ใช้แต่ใบไม้ทองคำสังหารคน ครึ่งปีก่อน พี่น้องพรรคดาวดำของพวกเราหลายคนก็ถูกเยี่ยจิงหงฆ่าตาย พี่ชายไม่ต้องกลัว พวกเราคิดหาวิธีรับมือกับเยี่ยจิงหงได้แล้ว ถ้าจับเยี่ยจิงหงได้ ก็จะหนีออกจากเมืองหลวง กลับรังเก่าที่เจียงหนานได้”

อวี๋เชียนตั้งใจฟัง

ชายอ้วนขาวพูดต่อ “แผนของพรรคดาวดำเราก็คือมอมเหล้าองครักษ์ประจำกายโจวอ๋องแล้วขโมยป้ายประจำตัวมา จากนั้นก็อ้างว่าเป็นองครักษ์ บอกว่าจักรพรรดิมีพระบัญชาเรียกเยี่ยจิงหงเข้าวัง ฉวยโอกาสฆ่าเยี่ยจิงหงตอนเผลอ ถึงยามนั้นข้าก็จะกลับขึ้นเขาได้”

อวี๋เชียนพยักหน้า เขากุมความลับเรื่องนี้ได้หมดแล้ว แต่ต้องมีคนไปแจ้งโจวอ๋อง ตัวเขาเองติดพันอยู่กับคนของพรรคดาวดำ มิอาจปลีกตัวไปได้ จะทำอย่างไรดี


 



[1] หมูสับผสมผัก ปั้นเป็นก้อนแล้วทอด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น