[นิยายแปล] ปิดแผ่นฟ้า ทุบปฐพี

ตอนที่ 8 : 2.3 องค์หญิงกับชายบำเรอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,307
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 127 ครั้ง
    13 มิ.ย. 62

     ข้าใช้สายตามึนงงหันไปมองราชบุตรเขย เขาเพียงยืนอยู่ข้างกายข้าด้วยท่าทีนิ่งเฉย ทั้งยังไม่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ราวกับว่าที่เสนาบดีหานกำลังพูดถึงมิใช่ชายบำเรอแต่เป็นก๋วยเตี๋ยว[1] ข้าตกใจไม่น้อย แต่จะให้นิ่งเงียบไปตลอดก็ไม่ได้ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ใต้เท้าหานก็พาบุตรชายกลับไปเถิด”

                ไม่ว่าอย่างไรเปิ่นกงจู่[2]ก็ต้องเออออตามเขาไปก่อน หลังจากนี้ค่อยว่ากันใหม่

                เสนาบดีหานมองข้าอย่างไม่อยากเชื่อ “องค์หญิงรับสั่งจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ”

                ข้ารับอืมคำหนึ่ง แล้วจึงหันไปถามซ่งหลางเซิง “ราชบุตรเขยเห็นเช่นไร”

                ซ่งหลางเซิงมองข้าด้วยสายตาแฝงความหมายลึกซึ้ง “องค์หญิงทรงพระเมตตา หลางเซิงซาบซึ้งใจยิ่งนัก”

                นี่ต้องเป็นคำพูดประชดประชันข้าแน่นอน

                ในเมื่อพูดออกไปแล้วย่อมไม่อาจคืนคำได้ ราชบุตรเขยโบกมือเนิบช้าให้คนไปนำตัวคุณชายหานมา ข้าซึ่งอยู่ด้านข้างยกชาสมุนไพรขึ้นดื่มเพื่อกลบเกลื่อนความไม่สงบในใจ ไม่นานองครักษ์พกอาวุธสองนายก็นำตัวคนเข้ามา

                ตอนที่เดินจากระเบียงเข้ามาในห้องโถง ลำแสงจากภายนอกทาบทอลงบนแผ่นหลังของคนผู้นี้จนเกิดเป็นประกายทองระยิบระยับ ดูจากเค้าโครงร่างแล้ว เขามีเรือนกายที่สูงมาก กล้ามเนื้อพอเหมาะพอดี บอกว่าเดินเข้ามาก็จริง แต่มิรู้ว่าเหตุใดเขาจึงดูสะลึมสะลือเหมือนคนกำลังงีบหลับ ครั้นเห็นบิดาตนเองคุกเข่าอยู่ข้างๆ เขากลับไม่มีสีหน้าท่าทีใดๆ กระทั่งเดินเข้ามาใกล้จนเห็นข้าแล้ว จึงค้อมกายคารวะด้วยท่าทีเกียจคร้าน “ถวายบังคมองค์หญิง” หยุดไปครู่ “คารวะท่านราชบุตรเขย”

                ช่างเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาทีเดียว องคาพยพทั้งห้ารับกันเหมาะเจาะ แม้จะมิได้หล่อเหลาชวนตะลึงเช่นซ่งหลางเซิง ทว่ากลับมีลักษณะเปิดเผยตรงไปตรงมา ข้าอดไม่ได้ที่จะนึกชื่นชมสายตาของตนเองในอดีต ทว่าชั่วขณะถัดมากลับรู้สึกว่าไม่ควรมีความคิดเช่นนี้เด็ดขาด จึงได้แต่โบกมือแล้วหันไปส่งสายตากับราชบุตรเขย

                ซ่งหลางเซิง “คุณชายหานอยู่ในจวนองค์หญิงคงว่างมากกระมัง ดูผ่อนคลายเสียยิ่งกว่าตอนที่เพิ่งมาใหม่ๆ”

                คุณชายหานผู้นั้นคล้ายจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม กล่าวว่า “เป็นเพราะพระบารมีขององค์หญิง”

                ข้าเริ่มรู้สึกตึงเครียด แล้วก็ได้ยินซ่งหลางเซิงเอ่ยว่า “น่าเสียดายที่ช่วงเวลาดีๆ เช่นนี้ของเจ้าสิ้นสุดลงแล้ว องค์หญิงทรงยินยอมให้เจ้าออกจากจวนแล้ว”

                เสนาบดีหานที่อยู่ข้างๆ รีบออกปากเตือน “ยังไม่รีบขอบพระทัยอีก”

                “หืม?” คุณชายหานเบิกตาขึ้นเล็กน้อย หันมาส่งยิ้มตาหยีให้ข้า “เป็นพระประสงค์ขององค์หญิงจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ”

                ก็ต้องเป็นความต้องการของข้านะสิ แต่ครั้นได้ยินเขาถามเช่นนี้ ข้ากลับลังเลว่าการตัดสินใจนี้น่าจะผิดจากความต้องการของข้าในอดีต คำว่าทำร้ายที่เสนาบดีหานเอ่ยถึง ข้าไม่รู้ว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร แต่หากรับปากไปพล่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าจะทำให้ผู้คนเกิดความกังขาหรือไม่ ข้าจึงแสร้งทำสีหน้าจนใจ คิดใคร่ครวญแล้วกล่าวว่า “เปิ่นกงทั้งจำใจ ทั้งเห็นใจความรักที่บิดามีต่อบุตร เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วก็ช่างเถิด...”

                ช่างเถิดอะไรข้าก็หารู้ไม่ ยังดีที่คุณชายหานผู้นี้เข้าใจ เขามองข้าด้วยสีหน้าซับซ้อนอย่างมาก ทว่าสุดท้ายกลับยกยิ้ม ก่อนจะหันไปคารวะอย่างเต็มพิธีการให้เสนาบดีหาน “ขอบพระคุณในบุญคุณยิ่งใหญ่ของบิดา ทว่าเฝ่ยเอ๋อร์มิอาจกลับไปกับท่านได้”

                เสนาบดีหานหน้าเปลี่ยนสี “เจ้า...เจ้าว่าอะไรนะ!

                หานเฝ่ยโขกศีรษะคำนับเขาครบสามครั้งแล้วก็ลุกขึ้นยืน เหลือบมองข้าผาดหนึ่ง แล้วหันไปกล่าวกับบิดาของเขา “ข้าเคยทรยศต่อน้ำพระทัยขององค์หญิงไปแล้วคราหนึ่ง โชคดีที่องค์หญิงไม่ทรงทอดทิ้ง โปรดฯให้มาปรนนิบัติรับใช้อยู่ในจวน หานเฝ่ยซาบซึ้งใจยิ่งนัก แล้วมีหรือที่จะยอมจากไป บิดา ข้ากับองค์หญิงต่างรักใคร่ชอบพอกัน ขอท่านโปรดส่งเสริมด้วย”

                นี่แหละที่เรียกว่าหากถ้อยคำไม่ชวนตะลึง แม้นตายก็ไม่เลิกรา

                ถ้อยคำนี้ทำให้คนฟังยอมเลิกราเมื่อตายได้สำเร็จ มือสั่นเทาของเสนาบดีหานแข็งค้างอยู่กลางอากาศ สีหน้าเขาเดี๋ยวเขียวคล้ำเดี๋ยวซีดขาว ไม่รู้ว่าควรจะตอบรับเช่นไร บอกตามตรง แค่เขาไม่หมดสติไปตอนนั้นก็นับว่าเป็นคนใจคอหนักแน่นมากพอแล้ว บทละครที่เดิมควรทำให้คนซาบซึ้งใจกลับบิดเบี้ยวไปเพราะการมีตัวตนของราชบุตรเขย ข้ายกมุมปากมองซ่งหลางเซิงที่มีรอยยิ้มสงบเยือกเย็นประดับใบหน้า พลันเข้าใจว่าที่แท้คนที่บิดเบี้ยวอย่างแท้จริงก็คือเปิ่นกงจู่ต่างหาก

                สายตาที่เสนาบดีหานมองข้าคราวนี้คล้ายต้องการจะล่วงเกินเบื้องสูงจริงๆ ข้าขยับสาบเสื้อให้กระชับ ยังคิดจะเอ่ยเกลี้ยกล่อมหานเฝ่ยสักสองสามคำ คาดไม่ถึงว่าซ่งหลางเซิงจะเอ่ยขึ้นมาก่อน “ใต้เท้าหาน เรื่องมาถึงขั้นนี้ พูดไปก็ไร้ประโยชน์ นี่ก็สายมากแล้ว คงต้องขอตัวก่อน”

                นี่คือการออกคำสั่งไล่แขก

                ยามเมื่อเสนาบดีหานคล้อยหลังไปจากห้องโถง ข้ารู้สึกราวกับพื้นดินใต้ฝ่าเท้าลอยขึ้นมาเล็กน้อย โดยเฉพาะมีซ่งหลางเซิงและหานเฝ่ยยืนเอ้อระเหยอยู่เช่นนี้ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะทำเช่นไรดี ใจอยากจะหมุนกายจากไปดื้อๆ โดยไม่ต้องพูดอะไร คาดไม่ถึงว่าหานเฝ่ยกลับทำลายบรรยากาศเงียบงันขึ้นมาก่อน “องค์หญิง พอพระทัยแล้วหรือไม่”

                ข้าหันไปมองเขาด้วยความงุนงง สีหน้าเขามิได้ผ่อนคลายสบายอารมณ์อีกต่อไป นัยน์ตาฉายความรังเกียจออกมา เอ่ยพลางยิ้มหยัน “หากการทรมานหานเฝ่ยคือความสำราญพระทัยขององค์หญิง กระหม่อมก็จะเล่นด้วยจนถึงที่สุด แต่องค์หญิงไม่ควรดึงบิดาของกระหม่อมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”

                ขณะที่ข้าแทบไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด ซ่งหลางเซิงกลับเลิกคิ้วกล่าวว่า “คุณชายหานไยจึงกล่าวเช่นนั้น บิดาของเจ้าเข้าจวนมารบกวนหลายครา องค์หญิงไม่เคยทรงถือสาเอาโทษ วันนี้เจ้ากลับมากล่าวโทษองค์หญิงกระนั้นรึ”

                หานเฝ่ยเก็บรอยยิ้มหยามหยันกลับคืน “เช่นนั้นหานเฝ่ยก็ต้องซาบซึ้งในน้ำพระทัยขององค์หญิงแล้ว?

                ซ่งหลางเซิง “ยามใดที่เจ้าหานเฝ่ยรู้สึกขอบพระทัยองค์หญิง ยามนั้นดวงอาทิตย์คงตกทางทิศตะวันตก”

                ใบหน้าของหานเฝ่ยเรียบเฉยไร้ริ้วคลื่นอารมณ์ “เดิมดวงอาทิตย์ก็ตกทางทิศตะวันตกอยู่แล้ว”

                “ดังนั้นเดิมเจ้าก็ควรจะซาบซึ้งในน้ำพระทัยขององค์หญิงอยู่แล้ว”

                ข้าหันไปมองซ่งหลางเซิงอย่างจนถ้อยคำ นี่เขากำลังหยอกล้อหานเฝ่ยอยู่หรือ น่าเสียดายที่หานเฝ่ยไม่เข้าใจนัยหยอกล้อของเขา ถลึงตาใส่ข้าและราชบุตรเขยทีหนึ่งแล้วก็สะบัดแขนเสื้อจากไป

                อาจเพราะเรื่องราวเปลี่ยนแปลงไปเหนือการคาดเดา ข้าจึงหันไปถามซ่งหลางเซิงฉับพลัน

                “ในอดีตข้าชอบหานเฝ่ยมากใช่หรือไม่ จึงได้บีบบังคับให้เขาอยู่ในจวนเช่นที่ทำกับเจ้า”

                ครั้นถ้อยคำนี้หลุดจากปาก ข้าก็ให้รู้สึกเสียใจ อีกอย่างไม่ว่าเรื่องจริงจะเป็นเช่นไร การถามสามีตนเองว่าตนชอบชายบำเรอหรือไม่ ไม่ว่าคิดอย่างไร ก็เป็นการหาเรื่องชวนทะเลาะดีๆ นี่เอง

                แล้วก็เป็นดังคาด ใบหน้าของซ่งหลางเซิงพลันฉายแววไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที เขาตอบว่า “องค์หญิงอย่างเจ้าเคยบอกความในใจให้ข้ารับรู้ด้วยหรือ”

                ข้าหรี่ตามองท่าทีเช่นเด็กชายที่กำลังขุ่นเคืองของเขา เอ่ยพลางยิ้มแหย “ข้าเพียงถามคำสองคำเพราะความทรงจำว่างเปล่าเท่านั้นเอง เจ้าโกรธอันใดอีกล่ะทีนี้”

                “ความทรงจำว่างเปล่า?” ซ่งหลางเซิงเอ่ยเสียงสูงอย่างห้ามไม่อยู่ “หากองค์หญิงความทรงจำว่างเปล่าจริงมีหรือจะละเมอร้องไห้ทุกคืน”

                ถ้อยคำนี้กระแทกลงกลางใจข้าอย่างมิทันได้เตรียมตัวตั้งรับ สะท้านสะเทือนจนข้าทำอะไรไม่ถูก

                ที่แท้ ข้าก็นอนละเมอร้องไห้ทุกคืน ที่แท้ เมื่อสิ่งใดตราตรึงลงในใจแล้วก็ยากที่จะลบเลือน ทั้งข้ายังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

                คิดไปคิดมาตาข้าก็แสบร้อน น้ำตาไหลรินลงมาอย่างหยุดไม่อยู่ นั่นทำให้ซ่งหลางเซิงลนลาน “องค์หญิง พูดแค่นี้ก็ร้องไห้แล้วหรือ ขี้แยเกินไปหรือไม่...”

                เขาไม่พูดยังพอว่า พอพูดข้าก็ยิ่งน้อยใจ ซ่งหลางเซิงเอามือปาดน้ำตาที่ไหลรินไม่หยุดของข้าอย่างทำอะไรไม่ถูก “เพราะข้าใจแคบเกินไป ข้ารับปากองค์หญิงว่าต่อไปจะใจกว้างให้มากกว่านี้...”

                ข้าหลุดขำพรืดเพราะคำพูดเขาอย่างอดไม่ได้ อาการประเดี๋ยวก็ร้องไห้ ประเดี๋ยวก็หัวเราะนี่ช่างไม่สมกับเป็นราชนิกุลเอาเสียเลย ข้ายกชายแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตาจนแห้งแล้วจึงเอ่ยว่า “ราชบุตรเขย รอวันใดที่ปล่อยวางได้แล้ว ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังแน่นอน”

 

นั่นจึงนับว่าดีกันแล้ว

                ว่าไปแล้วก็แปลก เมื่อครั้งอดีตตอนที่อยู่กับซวี่ฟัง เขาต้องคอยหาสารพัดวิธีมาประจบเอาใจข้า และหากทำให้ข้าร้องไห้ ข้าก็จะต้องกะบึงกะบอนใส่เขาอยู่หลายวันจนกว่าจะพอใจ ซ่งหลางเซิงผู้นี้ไม่เพียงอารมณ์คุ้มดีคุ้มร้าย แม้แต่คำขอโทษยังพูดอย่างไม่เต็มใจขนาดนี้ ยามนี้ที่ข้าเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์เชียวนะ ข้าไม่ควรเกเรเอาแต่ใจให้ถึงที่สุดหรอกหรือ แต่ครั้นเห็นสีหน้าเย็นชาเย่อหยิ่งของคนผู้นี้ จิตใจก็ปรับสภาพทันที รีบสลายอารมณ์ขุ่นมัวโดยพลันอย่างช่วยไม่ได้

                ยังคงกลับมาที่ปัญหาเดิม “ในอดีตข้าชอบหานเฝ่ยมากใช่หรือไม่”

                “หานเฝ่ยคืออดีตราชบุตรเขย...”

                ซ่งหลางเซิงยังไม่ทันกล่าวจบก็ถูกคำถามของข้าขัดจังหวะเข้าเสียก่อน “ข้าเคยแต่งงานกับเขา?

                เรื่องน่าเหลือเชื่อก็ควรมีขีดจำกัดหน่อยหรือไม่

                “คุณชายหานหนีไปในวันสมรส”

                “หนีสมรส? ช่างกำเริบเสิบสานนัก หนีไปอย่างไร ภายหลังจับได้หรือไม่”

                ซ่งหลางเซิงชำเลืองมองข้า “ตอนนี้ควรจะสนใจว่าเหตุใดเขาจึงหนีสมรสมิใช่หรือ”

                ข้าพยักหน้า ยักไหล่แบมือบอกให้รู้ว่าจะไม่ขัดจังหวะอีกแล้ว

                ซ่งหลางเซิงจึงกล่าวต่อ “สาเหตุที่คุณชายหานหนีสมรส อันที่จริง...ข้าเองก็ไม่รู้”

                “...”

                “เพราะเขาไม่เคยอธิบาย”

                ข้าลองวิเคราะห์ดู “เขาก็เป็นเช่นเจ้าหรือไม่ ถูกข้าบีบบังคับจึงได้จำใจยอมแต่งงาน ทว่าในใจกลับมีความถือตัวรักในศักดิ์ศรี ยอมตายแต่ไม่ยอมก้มหัวให้ จึงทำเรื่องเช่นนั้น?

                ซ่งหลางเซิงถลึงตาใส่ข้า ไม่พูดไม่จา ใบหน้าเริ่มแดงก่ำ คาดว่าคงจะโกรธไม่น้อย แต่เพราะเมื่อครู่เพิ่งจะรับปากข้าว่า “จะใจกว้างให้มาก” จึงได้แต่ฝืนเค้นคำพูดลอดไรฟันออกมา “คุณชายหานเป็นฝ่ายแสดงท่าทีชื่นชอบองค์หญิงตอนงานเลี้ยงฉยงหลิน[3] น่าจะเป็นเพราะเลื่อมใสศรัทธา”

                ข้าอดตะลึงไม่ได้ “เช่นนั้นก็หมายความว่าเขาหลอกให้เปิ่นกงจู่รักแล้วสลัดทิ้ง? ดังนั้นด้วยความโมโห ข้าจึงลากเขามาอยู่ในจวนแล้วทรมานเขาเพื่อระบายความเคียดแค้น?

                “องค์หญิงโกรธมากคือเรื่องจริง ทว่าตอนที่เสนาบดีหานพาหานเฝ่ยมาขอรับพระอาญาจากหวงตี้ องค์หญิงกลับเอ่ยปากทูลขอร้องให้ละเว้นโทษตาย เรื่องนี้จึงจบลงไปเช่นนั้นอย่างไม่มีข้อยุติ”

                ข้าลูบจมูกตัวเอง “ตอนนั้นข้าสบายดีหรือไม่ หรือว่ามีแผนการร้ายอย่างอื่น”

                ซ่งหลางเซิงสีหน้าหงุดหงิด “ไยจึงฟังดูเหมือนองค์หญิงหวังให้ตนเองเป็นคนจิตใจชั่วช้า”

                แล้วไม่ใช่หรือไร แค็กๆ ต้องไม่ใช่อยู่แล้วนะสิ

                ข้าทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งมีแสงตะวันแยงตา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไมตรี “เปิ่นกงจู่ซาบซึ้งใจกับสภาพการณ์ของตนเองยิ่งนัก ช่างงดงามไร้ที่สิ้นสุดประหนึ่งดวงตะวันกลางนภา”

                ซ่งหลางเซิงยกชายแขนเสื้อขึ้นป้องปากแล้วกระแอมเบาๆ ทีหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าสำลัก ข้ารออยู่สักพักก็ไม่เห็นว่าเขาจะตอบรับ จึงเอ่ยว่า “แล้วภายหลังเหตุใดเขาจึงเข้าจวนมาเป็นชายบำเรอของข้าเล่า”

                “มิทราบได้” ซ่งหลางเซิงกล่าว “เขาเข้าจวนมาก่อนข้า และแต่ไหนแต่ไรข้าก็ไม่เคยซักไซ้เรื่องขององค์หญิง”

                หัวข้อสนทนาดำเนินมาถึงตรงนี้ก็ไม่สามารถขยายต่อไปได้อีก

                อันที่จริงข้ายังมีคำถามอีกมากมาย เป็นต้นว่า ปกติหานเฝ่ยทำอะไรตอนอยู่ในจวน ข้าเคยเรียกเขามาปรนนิบัติในห้องนอนหรือไม่... แต่ครั้นเห็นบรรยากาศเช่นนี้ก็รู้ว่ายากที่จะพูดกันต่อได้อีก เวลายังมีอีกมาก ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนหาคำตอบทันทีทันใด ดังนั้นข้าจึงวางความสงสัยเอาไว้ก่อน

 

ซ่งหลางเซิงเป็นถึงตุลาการศาลต้าหลี่ แน่นอนว่าย่อมไม่อาจสนทนาปัญหาหัวใจกับข้าได้ทั้งวี่ทั้งวัน หลังจากกินอาหารเช้าร่วมกันเสร็จ เขาก็ออกจากจวน

                ข้าอยู่ว่างๆ ก็เบื่อจึงไปขลุกอยู่ในห้องหนังสือ อ่านตำราเก่าๆ ที่ดูเหมือนถูกคนพลิกเปิดหลายครั้งเพื่อทำความเข้าใจการบ้านการเมืองของรัชสมัยนี้ ตัวอักษรเรียงเป็นพรืดเหล่านั้นเพียงแค่มองผ่านตาคร่าวๆ กลับจำได้เกือบทั้งหมด นี่ทำให้ข้าตะลึงระคนดีใจอย่างอดไม่ได้

                ว่ากันว่าองค์หญิงเซียงอี๋มีความรู้กว้างขวาง สติปัญญาเฉียบไว ดูทีจะเป็นเช่นที่เล่าลือกันจริงๆ

                ข้าพลิกอ่านบันทึกพงศาวดารสองเล่ม แล้วก็หยิบสมุดปกหนังสีแดงเล่มหนึ่งออกมาจากชั้นวาง หน้าปกไม่มีอักษรลายมือใดๆ กำลังนึกแปลกใจก็ได้ยินเสียงแจ้งเข้าพบอย่างเร่งร้อนจากสาวใช้

                เฮ้อ ไยสาวใช้จวนองค์หญิงถึงต้องทำท่าระแวดระวังเหมือนเหยียบอยู่บนชั้นน้ำแข็งบางๆ ตลอดเวลาเลยนะ

                มีแขกมาเยือนอีกครั้ง ผู้ที่มาเป็นกงกงจากในวัง



[1] คำว่าชายบำเรอในภาษาจีนคือ “เมี่ยนโซ่ว” ส่วนก๋วยเตี๋ยวคือ “เมี่ยนเถียว” นำมาล้อคำกัน

[2] คำเรียกแทนตัวของ องค์หญิง แปลว่า ข้าผู้เป็นองค์หญิง

[3] งานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่บัณฑิตจิ้นซื่อ หรือบัณฑิตที่สอบผ่านสนามสอบของราชสำนัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 127 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น

  1. #19 Karwpupu (@Karwpupu) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 19:16
    เนื้อเรื่องคล้ายหงส์ขงรัก
    #19
    1
    • #19-1 เกริด้า(๐-*-๐)v (@Monkey_D_Luffy) (จากตอนที่ 8)
      14 มิถุนายน 2562 / 00:01
      นั่นสิ ยังไม่ได้อ่านตัวอย่างเลยค่ะ แค่แนะนำก็คล้ายมากๆแล้วเนอะ
      #19-1