[นิยายแปล] ปิดแผ่นฟ้า ทุบปฐพี

ตอนที่ 7 : 2.2 องค์หญิงกับชายบำเรอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,394
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 153 ครั้ง
    12 มิ.ย. 62

ไท่จื่อใช้องค์หญิงตัวปลอมมาควบคุมสถานการณ์อยู่หนึ่งปี เวลานี้จู่ๆ ก็พบตัวข้าอย่างง่ายดาย เดิมคิดว่านี่น่าจะเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง ทว่าน่าเศร้า ข้าดันความจำเสื่อมเสียนี่

                ข้าในสภาพเช่นนี้อย่าว่าแต่จัดการราชกิจเลย แม้แต่ใครหน้าตาเป็นเช่นไร ข้าก็ยังไม่รู้ อยู่ดีๆ คงจะไม่ไปยืนอยู่ในท้องพระโรง ชี้นิ้วมั่วซั่วแล้วพูดว่า เอ๋! นั่นใคร เจ้าพูดจามีเหตุผล ข้าสนับสนุนเจ้า! จะมีขุนนางคนใดเชื่อถือองค์หญิงผู้ตรวจการแผ่นดินเช่นนี้บ้าง

                ส่วนเรื่องที่จะบอกไท่จื่อว่าข้าความจำเสื่อมดีหรือไม่นั้น ซ่งหลางเซิงคิดว่าข้าควรเป็นผู้ตัดสินใจเอง

                ข้าเงยหน้ามองเพดานลายดอกบัวในห้อง พึมพำด้วยถ้อยคำที่ไม่ควรออกมาจากปากของราชนิกุล “เป็นองค์หญิงมิสู้เป็นขันทีเสียดีกว่า”

                “เป็นราชบุตรเขยก็สู้เป็นองค์หญิงไม่ได้”

                ถ้อยคำนี้ของซ่งหลางเซิงดึงข้ากลับมาสู่ความจริง

                ข้ามุ่นคิ้วถลึงตาใส่เขา เขาตีหน้าเคร่ง ไม่เอ่ยคำใดอีก

                เฮ้อ! ยังโกรธเรื่องเมื่อคืนอยู่จริงๆ ด้วย แม้แต่ตอนกินข้าวด้วยกันก็ยังไม่ทำหน้าดีๆ ให้ข้าเห็น

 

ตอนนี้ในห้องโถงมีเพียงข้าและเขานั่งอยู่ด้วยกันตามลำพัง

                พวกสาวใช้พอตั้งสำรับเรียบร้อยก็ถอยออกไป เพราะร่างกายอ่อนแอ หลายวันที่ผ่านมาองค์หญิงอย่างข้าจึงได้แต่กินโจ๊กรสอ่อนๆ ครั้นได้เห็นอาหารหลากหลายน่ากินบนโต๊ะ น้ำลายก็ไหลยืด หลังจากทดลองชิมอย่างละนิดอย่างละหน่อยแล้ว ข้าก็เริ่มสวาปามด้วยความพึงพอใจ กระทั่งกินไปจนอึ่มครึ่งท้องจึงพบว่าซ่งหลางเซิงยังไม่ขยับตะเกียบ เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านเอกสารราชการในมือ ข้าครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วคีบอาหารที่รู้สึกว่าอร่อยที่สุดวางลงในชามของเขา เอ่ยว่า “ปลาหนีอวี๋น้ำใสจานนี้รสชาติสดอร่อย เจ้าลองชิมดูสักหน่อยสิ” 

                ซ่งหลางเซิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาใสกระจ่างจ้องมองข้า “องค์หญิงรู้ได้อย่างไรว่าอาหารจานนี้ชื่อว่า ปลาหนีอวี๋น้ำใส’ ”

                ข้าอึ้งงัน

                นั่นสิ ข้ารู้ได้อย่างไรว่าอาหารจานนี้ชื่อว่าปลาหนีอวี๋น้ำใส

                “เพียงหลุดปากออกมา...” ข้ากะพริบตาปริบๆ “ก่อนหน้านี้ข้าชอบจานนี้มากเลยใช่หรือไม่”

                “องค์หญิงโปรดปรานปลาหนีอวี๋เป็นที่สุด” ซ่งหลางเซิงค่อยๆ เคี้ยวช้าๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเนิบ “องค์หญิงจำมันได้ แต่กลับจำข้าไม่ได้ คิดดูแล้วข้ายังสู้ปลาตัวเดียวไม่ได้”

                เอาอีกแล้ว

                ข้ายิ้มเจื่อน “แม้แต่ตัวเองข้ายังจำไม่ได้ แต่กลับจำชื่อของราชบุตรเขยได้ เช่นนี้พอเทียบดูแล้ว ราชบุตรเขยสำคัญยิ่งกว่าตัวข้าเองเสียอีก”

                อันที่จริงที่ข้าจำชื่อเขาได้ก็เพราะชื่อเสียงของเขาโด่งดังเหลือเกิน หากพูดเช่นนี้แล้วทำให้เขายิ้มได้ก็น่าจะดี ใครจะคิดว่าเขาจะชะงักมือ สีหน้าไม่สบอารมณ์ดุจเดิม ข้าจึงจำต้องล้มเลิกความคิดเพ้อเจ้อนี้ไป

                เจ้าหนุ่มนี่ หน้าตาก็ดูเป็นคนอารมณ์ดีโอนอ่อนว่าง่าย ยกตัวอย่างเช่นเขามีดวงตาดำขลับเป็นประกาย ราวกับหยกสีนิลที่แช่อยู่ในน้ำ ยามหลุบตาลงจะเห็นแพขนตายาวอ่อนนุ่ม ยามเบิกตากว้างก็ดูทึ่มซื่อ ให้กลิ่นอายเหมือนต้นไม้บางชนิดที่มีลักษณะพิเศษในตัวเอง

                ดังนั้นยิ่งเขาทำสีหน้าเย็นชามากเท่าใด กลับกลายเป็นยิ่งดูเหมือนเด็กชายที่ถูกขัดใจ ไม่มีบารมีน่าเกรงขามเลยสักนิด ข้าอดคิดไม่ได้ว่าเขามาเป็นตุลาการศาลต้าหลี่ได้อย่างไร

                “องค์หญิงกำลังคิดอะไรอยู่”

                ข้ารีบเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “มิได้คิดอันใด แล้วก็คิดอะไรไม่ออกด้วย”

                ซ่งหลางเซิงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง คีบเนื้อดอกเบญจมาศชิ้นหนึ่งใส่ในจานแบ่งของข้า เอ่ยว่า “องค์หญิงจำเรื่องในอดีตไม่ได้ แม้แต่เรื่องหลังจากที่หายตัวไปก็จำไม่ได้ด้วยอย่างนั้นหรือ เท้าทั้งคู่ขององค์หญิงมีตุ่มน้ำพุพอง เห็นได้ชัดว่าเดินมาเป็นระยะทางไกลมาก แผ่นหลังมีรอยแผลถูกลูกธนู แสดงว่าคงเสี่ยงอันตรายมาแสนสาหัส ตอนไปอยู่กับชาวบ้าน เจ้าตกระกำลำบากมามากน้อยเพียงใด เผชิญเรื่องราวมากมายเท่าใด เหตุใดจึงไม่เคยเล่าให้ข้าฟังแม้แต่ครั้งเดียว”

                ลึกลงไปในใจพลันมีร่างสีน้ำเงินเข้มวูบขึ้นมา ค่ำคืนหนาวเหน็บนั้นประหนึ่งคมมีดกรีดแทงใจข้าอีกครั้ง ข้าเบือนหน้าหนีด้วยอาการแข็งทื่อ กล่าวว่า “มิใช่ความทรงจำที่งดงามอะไร พูดหรือไม่พูดล้วนไม่สำคัญ...”

                “ไม่สำคัญ?” ซ่งหลางเซิงตบโต๊ะดังปัง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าช่วงเวลาที่เจ้าไม่อยู่...”

                เขาหุบปากฉับไม่เอ่ยต่อ ส่วนข้าก็มองเขาอย่างงงงัน “ทำไมหรือ”

                ซ่งหลางเซิงกลอกตาใส่ข้าด้วยท่าทีฮึดฮัด ทว่าน้ำเสียงกลับเรียบเฉย “ข้าจะยั่วให้องค์หญิงอยากรู้บ้าง เจ้าไม่พูด ข้าก็ไม่พูดเช่นกัน”

                ...ราชบุตรเขยผู้นี้ ไม่อาจใช้หลักการทั่วไปมาตัดสินได้จริงๆ

                “แต่ว่านะราชบุตรเขย เจ้ามาเป็นราชบุตรเขยได้อย่างไรกัน เป็นการแต่งงานทางการเมืองหรือว่า...” ข้ากลืนน้ำลายอึกหนึ่ง “สองฝ่ายต่างยินยอมพร้อมใจ”

                เขามองข้าโดยไม่เอ่ยคำ

                บรรยากาศพลันเปลี่ยนมาเป็นเงียบสงัด

                ครู่หนึ่งดวงตาคู่งามของเขาก็เผยแววยั่วเย้า “ยินยอมฝ่ายเดียว”

                ข้าตะลึงไปทันใด นี่คือคำตอบที่คาดไม่ถึงจริงๆ “เจ้า...ยินยอมฝ่ายเดียว? แต่หากข้าไม่ชอบเจ้า หวง...เอ่อ พระบิดาจะทรงรับตัวเจ้ามาเป็นราชบุตรเขยได้อย่างไร พระองค์โปรดข้ามากมิใช่หรือ”

                “ข้าว่าองค์หญิงคงเข้าใจผิดแล้ว” ซ่งหลางเซิงกล่าวด้วยท่าทีสนุกสนาน “ความหมายของข้าคือ เป็นองค์หญิงที่เห็นชอบต่างหาก”

                “...”

                เขาเอ่ยพร้อมอมยิ้ม “แรกก็หลงรักข้าตั้งแต่แรกพบ ครั้นพบกันอีกคราก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จากนั้นก็บีบบังคับพาตัวข้าเข้าจวน พอข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกก็บีบให้ข้าไปกราบทูลขอพระราชทานสมรสจากฝ่าบาท หาไม่แล้วจะใช้โทษล่วงเกินองค์หญิงมาประหารข้า พอข้าคัดค้านไม่ยินยอม องค์หญิงก็ใช้ชีวิตของคนในตระกูลข้ามาบีบข้า ดังนั้นสุดท้ายข้าจึงต้องยอมประนีประนอม”

                “...”

                เขายักไหล่บอกให้รู้ว่าพูดจบแล้ว

                ข้าละล่ำละลัก “เจ้า...เจ้า...เจ้าล้อข้าเล่นใช่หรือไม่”

                เขายกชามขึ้นแล้วมองข้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย “สำหรับข้าแล้ว นี่มิใช่เรื่องที่มีเกียรติอะไร เหตุใดข้าต้องปดองค์หญิงด้วย”

                ข้ามองเขาตาค้าง “ถ้าถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ต้องชิงชังข้ายิ่งนักนะสิ”

                เขาพยักหน้ารับอย่างไม่อินังขังขอบ “แน่นอน”

                “...”

                “แต่ว่า” ซ่งหลางเซิงทำทีครุ่นคิดคล้ายกำลังใคร่ครวญว่าควรจะเอ่ยเช่นไร “หลังจากเราแต่งงานกัน องค์หญิงก็ปฏิบัติต่อข้าอย่างโอนอ่อนผ่อนตาม พูดอะไรก็เชื่อฟังว่าง่าย นานวันเข้าข้าเองก็เริ่มรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่บ้าง”

                “...”

                เขาแทะเนื้อไก่อย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเสริมอีกประโยค “นี่แหละหนาที่เขาว่ารักและเกลียดนั้นอยู่ที่ใจ...”

                ข้าไร้ความสามารถในการคิดไปแล้ว “ดังนั้นเจ้า...เปลี่ยนจากเกลียดมาเป็นรักข้า?

                ซ่งหลางเซิงซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ทั้งรักทั้งชัง”

                “...”

                ขณะที่ข้ากำลังคิดไม่ตกว่าเขาพูดเรื่องจริงหรือกำลังล้อข้าเล่นอยู่นั้น สาวใช้คนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในโถงข้างด้วยท่าทีเร่งร้อน “องค์หญิง ท่านราชบุตรเขย ใต้เท้าหานมาขอเข้าเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูเพคะ”

                ซ่งหลางเซิงไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง “บอกเขาว่าเรากำลังกินอาหาร ไม่มีเวลามาสนใจเขา”

                สาวใช้ผู้นั้นกล่าวว่า “บ่าวบอกไปแล้วเพคะ แต่ใต้เท้าหานยืนกรานว่าครั้งนี้จะต้องเข้าเฝ้าองค์หญิงให้ได้ และเขาก็จะยืนรออยู่อย่างนั้นเพคะ”

                “เช่นนั้นก็บอกให้เขารอไปจนถึงพรุ่งนี้เช้าแล้วค่อยไปท้องพระโรงเข้าประชุมเช้าพร้อมกับข้าเลยก็แล้วกัน”

                สาวใช้ผู้นั้นมองข้าด้วยความหวั่นเกรง นัยน์ตาเต็มไปด้วยแววอ้อนวอน คิดๆ ดูแล้วใต้เท้าหานผู้นั้นก็คงมิใช่คนที่รับมือได้ง่ายนัก ข้าจึงโบกมือ “รู้แล้ว อีกประเดี๋ยวข้าจะออกไปพบเขา ให้เขารอก่อนเถิด”

                สาวใช้จึงถอยออกไป

                ข้าถาม “ใต้เท้าหานผู้นี้คือใคร ฟังจากคำพูดของนางดูเหมือนจะไม่ได้มาพบข้าแค่ครั้งเดียว เจ้ารู้จุดประสงค์ที่เขามาหรือไม่”

                “เขาคือเสนาบดีกรมขุนนาง มิได้มีธุระด่วนอันใดหรอก มาเพราะต้องการตัวคนผู้หนึ่ง นับตั้งแต่องค์หญิงหายตัวไปกระทั่งถึงตอนนี้ เขามาไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแล้ว ทุกครั้งล้วนถูกข้าไล่กลับไป”

                ข้าจ้องจอกสุราในมือเขา “เขาต้องการผู้ใด ไยจึงต้องมาขอจากข้า”

                ซ่งหลางเซิงยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก แต่แล้วก็วางลงไปอีก “ในเมื่อองค์หญิงประสงค์จะรู้ถึงเพียงนี้ ออกไปพบเขาก็ได้รู้แล้ว”

 

เสนาบดีหานผู้นี้รออยู่ในโถงกลาง เขาไม่แม้แต่จะแตะน้ำชาที่วางบนโต๊ะ ครั้นเห็นข้าและราชบุตรเขยเดินออกมา เขาก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาใกล้สองสามก้าว ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อแล้วคุกเข่าเอาศีรษะโขกพื้นดังตึง ทำเอาข้าใจหายใจคว่ำ “เจ้า...ทำอะไรน่ะ”

                เขาไม่เงยหน้า หน้าผากแนบพื้นเย็นเฉียบ “ขอองค์หญิงโปรดทรงพระเมตตา”

                ข้าเงียบงัน

                เดิมข้าคิดจะตอบรับว่า ใต้เท้าหานมีอะไรก็พูดจากันดีๆ เถิด แต่ก็รู้สึกว่าเช่นนี้ดูไม่สมกับเป็นองค์หญิงผู้สูงศักดิ์เท่าใดนัก หรือจะให้พูดว่า ท่านลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้นเถิด ก็เกรงว่าจะเป็นการรับปากอีกฝ่ายทางอ้อม จึงได้แต่นิ่งเฉย

                ครั้นเห็นว่าข้าไม่เอ่ยปาก เขาก็ได้แต่หมอบนิ่งอยู่เช่นนั้นไม่ยอมขยับ น่าสงสารช่วงเอวและแผ่นหลังนั่นนัก ดูแล้วคงจะเคลื่อนไหวได้ไม่คล่องนัก “องค์หญิง กระหม่อมรู้ดีว่าการกระทำของเจ้าลูกสารเลวทำร้ายพระองค์ กระหม่อมเองก็ซาบซึ้งในพระเมตตาขององค์หญิงที่ทรงละเว้นชีวิตเจ้าลูกสารเลวนั่น ทว่าเรื่องก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว ถึงอย่างไรเจ้าลูกเนรคุณนี้ก็เป็นบุตรชายคนเดียวที่สืบเชื้อสายรุ่นที่สามของสกุลหานของกระหม่อม ขอองค์หญิงโปรดทรงเห็นแก่ใจที่ภักดีต่อราชสำนักของกระหม่อม ปล่อยเขาไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

                ข้าหันไปมองซ่งหลางเซิงด้วยความมึนงง

                เขากระแอมเบาๆ ทีหนึ่งแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มหนัก “ใต้เท้าหาน เจ้าเองก็พูดแล้วว่าโทษของบุตรชายเจ้าไม่สมควรให้อภัย เพราะองค์หญิงทรงพระเมตตา จึงได้ละเว้นชีวิตเขา ยามนี้เจ้ากลับได้คืบจะเอาศอก แม้ใต้เท้าจะมีตำแหน่งสำคัญ ทั้งคนในตระกูลยังเป็นขุนนางกันทุกรุ่น แต่จะให้ละเมิดกฎด้วยเรื่องส่วนตัวนั้นมิได้”

                ข้าคิดว่าตนเองพอจะเข้าใจเรื่องราวคร่าวๆ ได้แล้ว ข้าค่อนข้างสนใจว่าบุตรชายของเสนาบดีหานผู้นี้ทำร้ายข้าเช่นไร น่าเสียดายที่ไม่อาจเอ่ยถามตรงนี้ได้

                เสนาบดีหานเห็นว่าซ่งหลางเซิงยืนกรานหนักแน่นจึงหันเหความสนใจมาที่ตัวข้า เขาเอ่ยต่อว่า “หากองค์หญิงทรงยินยอม ก็ให้ลงโทษตามกฎเถิดพ่ะย่ะค่ะ จะโบยก็ดี เนรเทศก็ช่าง ถึงอย่างไรย่อมดีกว่าอยู่ในจวนขององค์หญิง...”

                ดีกว่าอะไรเล่า ข้ารอให้เขาพูดต่อ ทว่าเขากลับทำอึกๆ อักๆ ไม่พูดออกมา ข้าจึงเริ่มไม่สบอารมณ์ขึ้นมาแล้ว “ความหมายของใต้เท้าหานคือ การให้เขาอยู่ในจวนข้าเป็นการสร้างความอึดอัดใจให้เขากระนั้นรึ”

                ซ่งหลางเซิงเหลือบมองข้าเล็กน้อย ข้าเองก็แปลกใจยิ่งนักที่ตนเองเอ่ยวาจาวางอำนาจได้คล่องปากถึงเพียงนี้ ยังดีที่เสนาบดีหานไม่เอะใจอันใด เขายังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ในเมื่อองค์หญิงทรงมีท่านราชบุตรเขยอยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่ทรงยินยอมปล่อยลูกสารเลวของกระหม่อม เขา...อย่างไรเขาก็ทำให้องค์หญิงทรงผิดหวังไปแล้ว เก็บไว้ในสายพระเนตรรังแต่จะเพิ่มความเจ็บปวดให้พระองค์เท่านั้น”

                ข้าถูกวาจาของเขาดึงเข้าไปอยู่ในเมฆหมอกแห่งความฉงนสนเท่ห์อีกครั้ง “อันใดคือข้าไม่ยอมปล่อยเขา...”

                ดูเหมือนเขาจะฟังน้ำเสียงคลางแคลงใจของข้าผิดไป จึงได้เงยหน้าขึ้นมาราวกับตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้ว ก่อนจะเอ่ยเสียงดังฟังชัด “ในเมื่อในพระทัยองค์หญิงไม่มีที่ว่างให้เจ้าลูกทรพีของกระหม่อม เช่นนั้นขอพระองค์โปรดทรงปล่อยเขาออกจากจวน ขาดชายบำเรอเช่นเขาไปเพียงคนเดียวไม่นับเป็นอันใดได้!

                ข้าคิดว่าข้ามิได้ฟังผิดไป

                เสนาบดีหานพูดว่า...ชายบำเรอ

                ความหมายของชายบำเรอก็คือ ก็คือ...เลี้ยงดูผู้ชายกระนั้นหรือ

                ใจของข้าสั่นไหวตามถ้อยคำนี้อย่างมิอาจควบคุม พลันไม่รู้ว่าควรเอ่ยตอบเช่นไร เสนาบดีหานคงคิดว่าข้าตกใจในการกระทำของเขา ดังนั้นอาการอึ้งงันเช่นนี้จึงมิใช่เรื่องแปลก เขาฟุบลงกับพื้น ร่างสั่นเทา เอ่ยว่า “ขอองค์หญิงโปรดทรงเห็นแก่ความรักที่กระหม่อมมีต่อบุตรชายด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 153 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น