[นิยายแปล] ปิดแผ่นฟ้า ทุบปฐพี

ตอนที่ 6 : 2.1 องค์หญิงกับชายบำเรอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,925
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 127 ครั้ง
    11 มิ.ย. 62


องค์หญิงเซียงอี๋เป็นองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ที่สุดแห่งราชวงศ์ต้าชิ่ง เป็นพี่น้องร่วมอุทรกับองค์ไท่จื่อ

                อันที่จริงหากว่าตามความคิดของคนธรรมดาทั่วไป เพียงแค่องค์หญิงเล็กๆ ผู้หนึ่งจะสูงส่งได้สักเพียงใด อาศัยที่กำเนิดมาเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ จึงมีให้กินให้ดื่มสมบูรณ์พร้อม มีแพรพรรณอาภรณ์ให้สวมใส่ก็เท่านั้น หากโชคไม่ดีมีต่างแคว้นเข้ามาโจมตี ก็ยังสามารถส่งไปสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้นได้ ราษฎรต่างโบกผ้าเช็ดหน้าให้ มีเรื่องให้ขุนนางฝ่ายอาลักษณ์บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับองค์หญิงลงไป แค่นี้ก็นับว่าไม่เสียทีที่เกิดมาแล้ว

                ทว่าทุกเรื่องราวมักต้องมีกรณีพิเศษเสมอ ตอนที่หวงตี้องค์ปัจจุบันยังมิได้ขึ้นเป็นหวงตี้ เพราะพลาดพลั้งจึงเป็นเหตุให้พี่สาวที่เขาเคารพรักมากที่สุดต้องสิ้นชีพในสมรภูมิ ว่ากันว่าก่อนที่องค์หญิงใหญ่จะสิ้นใจ ได้จับมือเขาไว้แล้วบอกว่าตนจะกลับมาเกิดเป็นบุตรสาวของเขา ด้วยหวังว่าเขาจะไม่เสียใจเจ็บปวดจนเกินไปนัก ไม่ว่าใครที่ได้ยินก็รู้ว่านั่นเป็นเพียงวาจาหลอกเด็กเพื่อปลอบโยนเขาเท่านั้น ทว่าหวงตี้ซึ่งยังเยาว์กลับเชื่อเสียได้ ภายหลังเขาได้แต่งภรรยา ใจจดจ่ออยู่แต่การมีบุตรสาว แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะร่างกายของเขาดีเกินไปหรือว่าย่ำแย่กันแน่ ครรภ์ของมเหสีและสนมแต่ละนางจึงไม่มีใครยอมใคร แข่งกันมีทารกชายชิงกันกระโดดออกมาลืมตาดูโลก ขันทีเฒ่าผู้หนึ่งเล่าว่า “ช่วงเวลานั้น บางครั้งเมื่อฝ่าบาททอดพระเนตรพระโอรสของพระองค์เองที่ประสูติตามกันมาเป็นพรวน พระเนตรจะเปี่ยมไปด้วยความทดท้อพระทัย”

                แล้วองค์หญิงเซียงอี๋ก็ถือกำเนิดขึ้นเพราะคำเรียกร้องภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

                แค่คิดก็รู้ได้ว่า หวงตี้จะต้องทรงรักและทะนุถนอมนางจนทำให้ผู้คนริษยาเพียงใด ไม่เพียงแต่งตั้งมารดาแท้ๆ ของนางเป็นหวงโฮ่ว ยังแต่งตั้งพี่ชายของนางเป็นไท่จื่อด้วย แม้หลังจากนั้นจะมีสนมบางนางให้กำเนิดองค์หญิง ทว่าความสามารถในการมอบความรักของมนุษย์ล้วนมีขีดจำกัด หวงตี้โอรสสวรรค์ผู้สูงส่งก็มิใช่ข้อยกเว้น นั่นจึงเป็นเหตุให้องค์หญิงผู้นี้ไม่เคยต้องปวดเศียรเวียนเกล้ากับการช่วงชิงความรักจากบิดา

                ไม่ต้องสงสัยเลยว่าองค์หญิงที่เติบโตขึ้นมาราวกับเดือนในหมู่ดาวย่อมต้องมีนิสัยใจคอที่ไม่ดีนักอย่างเลี่ยงไม่ได้ เป็นต้นว่า ฟุ่มเฟือยอย่างที่สุด เย่อหยิ่งวางอำนาจบาตรใหญ่ นานวันเข้าชื่อเสียงเลวร้ายขององค์หญิงก็โจษจันไปทั่วนครหลวง และก็คงนับแต่นั้นมาที่พวกขุนนางในราชสำนักเริ่มเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้น

                ประจวบเหมาะกับปีที่องค์หญิงเข้าพิธีปักปิ่น[1] ราชสำนักถู่ปัว[2]ยกทัพเข้ารุกราน ต่อมาได้ส่งทูตเข้ามาขอปรองดองเป็นพันธมิตร ปัวหวังปรารถนาสมรสเชื่อมสัมพันธ์กับต้าชิ่ง ช่วงเวลาเช่นนี้ในราชสำนักมักต้องมีขุนนางเขลาที่ถูกวางตัวให้เป็นหมากที่เสียทิ้งได้...นั่นคือเสนาบดีกรมพิธีการ ภายใต้การยุยงชี้นำของกลุ่มขุนนาง เขาจึงโพล่งถ้อยคำปลุกเร้าว่า “หากฝ่าบาทไม่ทรงยินยอมให้มีการเสกสมรสเชื่อมสัมพันธ์ ใต้หล้าจะเกิดโกลาหลครั้งใหญ่ ประชาชนต้องเผชิญภัยพิบัติ”

                หวงตี้ไม่อาจทนฟังได้ “คำพูดของอ้ายชิง[3]มีเหตุผล ทว่าเรามิอาจตัดใจปล่อยให้ธิดาของตนไปอยู่ในสถานที่กันดารแร้นแค้นเช่นนั้นได้จริงๆ”

                เสนาบดีกรมพิธีการหมอบกราบอยู่กับพื้น น้ำตานองหน้า กราบทูลตามตรงว่า “กระหม่อมรู้ดีถึงความลำบากพระทัยของฝ่าบาท หากไม่เพราะกระหม่อมไร้บุตรี ก็คงช่วยแบ่งเบาความกังวลพระทัยของฝ่าบาทแล้ว ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”

                หวงตี้ฟังเช่นนั้นก็คลี่ยิ้ม “ความซื่อสัตย์ภักดีที่อ้ายชิงมีต่อเราและบ้านเมืองทำให้เราซาบซึ้งใจนัก เพียงแต่เจ้าไม่รู้อะไร ปัวหวังผู้นั้นชมชอบบุรุษ ครั้งนี้ยังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าหากได้สมรสกับบุรุษจะยิ่งยอดเยี่ยม เดิมเรายังกังวลว่าจะให้ชายชาตรีชาวต้าชิ่งของเราไปตกระกำลำบากอยู่ต่างบ้านต่างเมืองได้อย่างไร ในเมื่ออ้ายชิงยอมเสียสละเพื่อประชาราษฎร์เช่นนี้ เราก็ไม่คิดปฏิเสธความหวังดีของเจ้าอีก”

                ปีเดียวกันนั้น บุตรชายเพียงคนเดียวของเสนาบดีกรมพิธีการก็สวมชุดวิวาห์สีแดงสดเดินทางไปยังแคว้นถู่ปัวท่ามกลางความโศกาอาดูรน้ำตาหลั่งรินของบิดามารดา และเขาก็ไม่เคยได้หวนคืนมาตุภูมิอีกเลยตลอดชีวิต

                เลือดและน้ำตาในประวัติศาสตร์ย่อมมิอาจมองข้ามได้ ด้วยเหตุฉะนี้ จึงเป็นลางบอกให้รู้ว่าอำนาจขององค์หญิงเซียงอี๋ในราชสำนักมีแต่จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวัน

                ต่างก็พูดกันว่าวังหลวงนั้นไร้หัวจิตหัวใจ อันที่จริงแล้ว ก่อนหน้าที่องค์หญิงจะอายุครบสิบห้าปี คลื่นลมล้วนยังอยู่ในภาวะนิ่งสงบ พี่น้องชายหญิง สนมนางในล้วนกลมเกลียวกันดี ทว่าน่าเสียดายที่ช่วงเวลาดีๆ เช่นนี้อยู่ได้ไม่นาน นอกจากรุ่ยหวังผู้ชาญศึก เหลียนหวังซึ่งอยู่ห่างไกลนับพันหลี่[4] และคังหวังผู้มีอุปนิสัยแปลกประหลาดแล้ว พวกองค์ชายพระองค์อื่นๆ หากไม่ตายก็พิการ ส่วนใหญ่มักถูกสังหารข้อหากบฏ

                ไม่เพียงเท่านี้ ขณะที่พี่น้องมากมายจับจูงมือกันเดินไปยังแดนน้ำพุเหลือง[5]เพราะพยายามช่วงชิงบัลลังก์มังกรมาครอบครอง ไท่จื่อผู้มีชื่อเสียงดีงามที่สุดกลับสละฐานันดรเพราะสตรีผู้เป็นที่รัก ออกท่องไปทั่วหล้า พระพลานามัยของหวงตี้ไม่ดีเช่นแต่ก่อน เรื่องราชกิจแม้มีพระทัยแต่ไร้กำลังจะจัดการ หลังจากดำริหลายตลบจึงออกราชโองการสองข้อ

                หนึ่ง แต่งตั้งเซียวจิ่งเยี่ยน พระโอรสองค์ที่สิบเอ็ดซึ่งมีอายุเพียงสิบสี่ปีเป็นไท่จื่อพระองค์ใหม่ สอง แต่งตั้งองค์หญิงเซียงอี๋เซียวฉีถังเป็นผู้ช่วยตรวจการแผ่นดิน

                ราชโองการเพิ่งป่าวประกาศออกไปได้ไม่ทันถึงสองวัน เหล่าขุนนางที่ได้รับราชโองการยังไม่ทันร่างฎีกาคัดค้าน ขณะที่พวกเขากำลังปลุกใจตนเองเตรียมเข้ากราบทูลอย่างตรงไปตรงมาด้วยความภักดี ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ หวงตี้จะหมดพระสติแล้วลุกไม่ขึ้นอีกเลย นับแต่นั้นมาองค์หญิงเซียงอี๋จึงถูกผลักให้เข้าไปอยู่ท่ามกลางกระแสลมปากแหลมคมของผู้คนในสังคม เป็นเช่นนี้มาครึ่งปี คำที่ว่า หนึ่งหัตถ์ปิดแผ่นฟ้าจึงได้มาด้วยประการฉะนี้

 

เรื่องราวข้างต้นคือสิ่งที่ข้าพอจะเข้าใจได้คร่าวๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ว่ากันว่าเรื่องจริงซับซ้อนยิ่งกว่านี้มากนัก หากพลาดเพียงนิดก็อาจพาตัวตกไปอยู่ในหายนะที่มิอาจฟื้นคืน คนที่เล่าเรื่องเหล่านี้ให้ข้าฟังก็คือราชบุตรเขย หลังจากที่เขายอมรับเรื่องที่ข้าสูญเสียความทรงจำได้อย่างไม่ง่ายนัก เขาก็มักจะพูดขู่ให้ข้ากลัวเสมอ ฟังเขาเล่าเรื่องมากมายในอดีต ข้าก็ได้แต่พูดว่าตัวข้าเองก็จนใจเช่นกัน

                อันที่จริงเรื่องที่ตัวข้าคือองค์หญิงจริงๆ นี้ ข้าเองก็ครุ่นคิดอยู่เป็นนาน จึงเป็นเหตุให้ถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่อาจยอมรับได้ทั้งหมด

 

                ครั้งก่อนเรื่องที่ข้าแอบอ้างเป็นองค์หญิงไปขึ้นศาลแล้วถูกผู้ว่าการจับได้ หลังจากถูกราชบุตรเขยบังคับกอดแล้วเรื่องก็จบลงเสียดื้อๆ อันที่จริงจะโทษข้าก็ไม่ได้ อีกอย่างก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรี่ยวแรงไม่มีหรือเพราะสะเทือนอารมณ์มากเกินไป ลงท้ายคือข้าหมดสติไปหลังจากนั้น เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็มานอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ ในจวนองค์หญิงแล้ว

                ได้ยินว่าผู้ว่าการตกใจจนหัวทิ่ม สถานการณ์ตอนนั้นยังไม่ถึงขั้นวุ่นวายจนคลี่คลายไม่ได้ ยังดีที่ละครยอดแย่เรื่องนี้สามารถจัดการกับนายน้อยหลิงได้สำเร็จ พวกหวังฉี่สองสามีภรรยาก็ได้ล้างมลทิน ทวงความยุติธรรมให้บุตรชายสมปรารถนา

                ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะความฉลาดหลักแหลมในการแยกแยะถูกผิดของศาลต้าหลี่[6] ตัวข้าซึ่งนอนพักรักษาตัวอยู่ในจวนไม่ได้ทำอะไรเท่าใดนัก แต่แน่นอนว่าในเมื่อซ่งหลางเซิงซึ่งเป็นตุลาการศาลต้าหลี่คือสามีข้า ดังนั้นก็นับว่าข้ามีความดีความชอบอยู่บ้าง

                วันนั้นตอนที่ข้าฟื้นขึ้นมาก็เห็นเขานั่งอยู่ที่โต๊ะ บนโต๊ะมีเอกสารราชการวางกองเป็นตั้ง ดวงตาคมจ้องนิ่งอยู่บนเอกสารเหล่านั้น บางครั้งก็มุ่นคิ้ว บางครั้งก็อมยิ้มน้อยๆ โครงหน้าด้านข้างที่หันมาทางข้าถูกย้อมด้วยแสงจากเปลวเทียนประหนึ่งวาดด้วยลายเส้นทอง ขับเน้นให้ใบหน้าของเขาดูอบอุ่นอ่อนเยาว์ดุจฤดูวสันต์

                คนเช่นนี้หากแย้มยิ้มคงเหมือนดั่งสายลมเย็นฉ่ำน่าหลงใหลที่พันรัดหัวใจไม่จางหายไปเนิ่นนาน

                ตอนนั้นข้ายังมึนๆ งงๆ นึกว่าตนเองไปเยือนยมโลกแล้ว จึงหลุดปากถามไปโดยไม่รู้ตัวว่า “เจ้าคือพั่นกวน[7]หรือ”

                ภายหลังซ่งหลางเซิงบอกข้าว่าตอนนั้นเขาเกือบจะคิดว่าข้าเสียสติไปแล้ว ทำเอาเขาตกใจจนแทบบ้าเหมือนกัน

                ข้าเดาว่าแต่ก่อนข้าคงชื่นชอบราชบุตรเขยผู้นี้ยิ่งนัก เขาไม่เพียงมีรูปโฉมหล่อเหลาจนน่าตะลึง ทั้งยังคอยดูแลเอาใจใส่ข้าอย่างดีจนไม่มีข้อให้ตำหนิ เว้นเสียก็แต่นิสัยของเขาที่ออกจะชอบกลไปสักเล็กน้อย

                เป็นต้นว่า แม้หลายวันมานี้เราจะนอนร่วมเตียงกัน เขาเองก็คงเห็นว่าร่างกายข้าอ่อนแอจึงไม่มีทีท่าจะล่วงเกิน ทว่ากลางดึกของเมื่อคืน จู่ๆ เขาก็โน้มตัวลงมาหมายจุมพิตข้า ข้าตกใจจึงผลักเขาออก ครั้นเห็นเขาชะงักค้าง ข้าจึงรีบเอ่ยว่า “ข้า...ตอนนี้ข้ายังความจำเสื่อม สำหรับข้าแล้วเจ้ายังถือเป็นคนแปลกหน้า ดังนั้น...”

                ดังนั้นข้ายังไม่ทันพูดจบ เขาก็ค่อยๆ ก้าวลงจากเตียง ฉวยเสื้อคลุมมาสวมแล้วเดินออกจากห้อง ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดว่า “ข้ากลับห้องของข้าก็ได้ ไม่ทำให้องค์หญิงลำบากใจแล้ว” ข้าครุ่นคิดด้วยความกระวนกระวายว่าทำให้เขาไม่พอใจหรือไม่ ใครจะไปคิดว่าผ่านไปไม่ทันไรเขาก็ย้อนกลับมายืนข้างเตียงข้าอีกครั้ง ก่อนจะชี้นิ้วมายังหมอนบนเตียงข้าด้วยท่าทีไม่เต็มใจ “นั่นน่ะ ข้านอนจนติดแล้ว”

                ข้าอึ้งไปพักใหญ่กว่าจะเข้าใจ แล้วหยิบหมอนส่งให้เขา ครั้นแล้วเขาก็จากไปโดยไม่พูดไม่จา ข้าจึงค่อนข้างมั่นใจว่าเขาโกรธเข้าแล้วจริงๆ

                ตัววุ่นวายนอกจากราชบุตรเขยแล้วยังมีไท่จื่ออีกคน หลังจากที่เขารู้ว่าข้ากลับมา คืนนั้นเขาก็แล่นออกจากวังมาที่จวนข้า พอเห็นข้ายังไม่ฟื้นคืนสติเสียที ก็เรียกหมอหลวงมาอีกแปดคนสิบคน พวกหมอหลวงต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าข้าเพียงกินน้อยเกินไป พักผ่อนไม่เพียงพอจึงเป็นเหตุให้ร่างกายอ่อนแรง พักรักษาตัวสักระยะก็ดีขึ้นแล้ว ทว่าไท่จื่อกลับยังดึงดันไม่ยอมไป หากไม่เพราะราชบุตรเขยเอ่ยเกลี้ยกล่อม พวกหมอหลวงคงยังต้องทำงานกันหัวหมุนเป็นแน่

                ซ่งหลางเซิงบอกว่าคนที่รู้ว่าข้าหายตัวไปหนึ่งปี นอกจากเขาก็คือไท่จื่อ ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของข้า

                ข้าถามว่า “ช่วงเวลาที่ข้าไม่อยู่ก็ได้เจ้ากับไท่จื่อช่วยกันปกปิดนะหรือ”

                “มิผิด” ราชบุตรเขยตอบ “หาสตรีที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนองค์หญิงมาคนหนึ่ง ให้นางแต่งกายเป็นองค์หญิงออกว่าราชกิจทุกวัน พอเอาฉากกั้นมาบังไว้ พวกขุนนางก็แยกแยะไม่ออกแล้ว”

                “เหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้น”

                “เพื่อรักษาความมั่นคงของสถานการณ์ในราชสำนัก และเพื่อปกป้ององค์หญิงให้ปลอดภัย” ซ่งหลางเซิงกล่าว “เพราะพระอาการประชวรของหวงตี้ การต่อสู้แย่งชิงในราชสำนักนับวันจึงยิ่งทวีความรุนแรง การแก่งแย่งชิงดีระหว่างขุนนางฝ่ายหลิ่งหนานที่มีจ้าวโสวฝู่เป็นหัวหอก กับฝ่ายเจียงไหฺวซึ่งนำโดยชื่อฝู่[8]หลี่กั๋วจิ้ว[9] ไม่จำเป็นต้องพูดก็เห็นแจ่มแจ้ง แม้ภายนอกรุ่ยหวังและคังหวังจะแสดงท่าทีว่าไม่ยุ่งเกี่ยว ทว่าโดยส่วนตัวกลับเป็นที่สงสัยว่าคบค้าสมาคมกับคนเหล่านี้ สกุลเนี่ยและสกุลหลิงที่เป็นสองในสี่สกุลใหญ่ก็มีท่าทีว่าจะเข้าร่วมกับสภาขุนนาง ส่วนอีกสองสกุลแม้จะบอกว่าไม่เคลื่อนกำลังทหาร แต่เกรงว่าก็คงนั่งภูดูเสือกัดกันคอยฉวยโอกาสลงมือเสียมากกว่า ยามนี้สถานการณ์วุ่นวาย และองค์หญิงก็คือจุดศูนย์กลางในการถ่วงดุล”

                ได้ฟังเช่นนั้น ข้าก็สะท้านไปถึงกระดูก “ข้า?

                “จ้าวโสวฝู่เคยเป็นเส้าซือ[10]ขององค์หญิง มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์หญิงไม่น้อย หลี่กั๋วจิ้วย่อมเห็นแก่พระพักตร์หวงโฮ่วยอมถอยให้องค์หญิงสามส่วน รุ่ยหวังและคังหวังเองก็เห็นองค์หญิงมาตั้งแต่เยาว์วัย พวกเขาต่างรักใคร่เอ็นดูองค์หญิงยิ่งนัก องค์ไท่จื่อยังทรงพระเยาว์ ที่พึ่งของเขาก็คือองค์หญิง ดังนั้น...”

                อันที่จริงคำสาธยายยาวเหยียดของราชบุตรเขยสรุปความได้ง่ายๆ ว่า เวลานี้ราชสำนักมีหลายขั้วอำนาจกำลังต่อสู้กัน โดยหลักแล้ว คนเหล่านั้นได้แก่อาจารย์ของข้า ท่านลุงของข้า ท่านอาของข้า พี่ชายข้า และน้องชายข้า เดิมคนที่ออกหน้าจัดการเรื่องเหล่านี้คือบิดาข้า ทว่าท่านผู้อาวุโสสุขภาพไม่แข็งแรง ทั้งประจวบเหมาะที่โดยส่วนตัวแล้วข้ามีความสัมพันธ์อันดีกับคนเหล่านี้ ดังนั้นภารกิจลำบากยากยิ่งและหนักหน่วงนี้จึงตกมาที่ข้าโดยปริยาย

                ภายนอกมองดูเหมือนข้ากุมอำนาจชี้เป็นชี้ตาย เรียกลมเรียกฝนได้ แต่อันที่จริงแล้วข้าก็เหมือนน้ำเย็นที่เอาไว้สาดใส่หน้าคนอื่น ทุกครั้งที่ฝ่ายใดใกล้จะกดดันอีกฝ่าย ข้าก็จะต้องกระโดดออกหน้ามาผสานรอยร้าวทำนองว่า นี่! พี่น้องทั้งหลาย อย่าทำลายความสมานฉันท์ที่เรามีอยู่เลย มาๆๆ มานั่งดื่มชาด้วยกันสักหน่อยเถิด สุดท้ายก็ไม่มีใครเอาชนะใครได้ นานวันเข้าไฟโทสะที่สุมแน่นทรวงไร้ทางระบายก็มักปะทุใส่คนกลางเสมอ

                นี่จึงเป็นสาเหตุที่ในหน้าประวัติศาสตร์มีเรื่องเช่นการเข่นฆ่ากษัตริย์ การแย่งชิงบัลลังก์ปรากฏให้เห็นอยู่เนืองๆ แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มักกริ่งเกรงในตัวตนของผู้ที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย มิเช่นนั้นแล้ว หากบัลลังก์มังกรหมุนเวียนผลัดมือเร็วเกินไป ต่อให้ได้ขึ้นไปนั่งก็ไร้ความหมาย

                ย้อนกลับมาเข้าเรื่อง ตามคำบอกเล่าของซ่งหลางเซิง ในอดีต ข้าทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยนี้ได้ไม่เลวนัก อย่างน้อยเมื่อมองดูใต้หล้าสี่สมุทรก็สงบสุขราบรื่นดี มีข้าให้ความช่วยเหลือประคับประคองไท่จื่อ ตำแหน่งว่าที่หวงตี้ของเขาก็นับว่ามั่นคง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่พอรู้ว่าข้าหายตัวไป สิ่งแรกที่ไท่จื่อทำคือปิดบังเรื่องนี้ไว้ ลองคิดดู หากให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าองค์หญิงผู้ตรวจการแผ่นดินหายตัวไป ใครจะขึ้นเป็นคนช่วยปกครองย่อมกลายเป็นเรื่องใหญ่ ในช่วงเวลานั้นไม่ว่าจะเป็นรุ่ยหวังหรือคังหวังก็ล้วนสามารถคุกคามไท่จื่อได้ และหากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีก ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ สุดท้ายเกรงว่า


[1] เป็นหนึ่งในพิธีช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ที่แสดงถึงการเข้าสู่วัยสาวของเด็กหญิง และพร้อมออกเรือน มักทำขึ้นเมื่อเด็กสาวมีอายุครบ ๑๕ ปี

[2] ชื่อโบราณของทิเบต

[3] เป็นคำที่จักรพรรดิใช้เรียกข้าราชบริพารในเชิงให้เกียรติ

[4] ๑ หลี่/ลี้ เท่ากับ ๕๐๐ เมตร

[5] คำเรียก ยมโลก ในทัศนะของชาวจีน

[6] “ต้าหลี่ซื่อ” หน่วยงานตัดสินโทษขั้นสูงสุด หรือศาลสูงสุดในสมัยโบราณ

[7] ผู้พิพากษาในยมโลก

[8] รองหัวหน้าขุนนาง

[9] “กั๋วจิ้ว” คือบรรดาศักดิ์ที่แต่งตั้งให้แก่พี่ชายหรือน้องชายของไท่โฮ่วหรือหวงโฮ่ว

[10] ตำแหน่งอาจารย์และที่ปรึกษารองจากตำแหน่งไท่ซือหรือราชครู (ซึ่งเป็นอาจารย์และที่ปรึกษาของจักรพรรดิ)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 127 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น

  1. #16 DjLin (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 13:58
    ปม เยอะ ไม่รู้จะดราม่าหนักมากมั้ย จะถอยหรือจะไปต่อดี รอ อ่านตัวอย่างว่าดีมั้ย
    #16
    0
  2. #14 reflection (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 14:22

    สนุกกก ชอบเรื่องที่เล่าแล้วมีความตลกแทก

    ติดตามค่า

    #14
    0
  3. #13 tedsuka (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 13:50
    รอเล่ม อยากอ่านแล้ว
    #13
    0
  4. #12 U-235 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 10:03
    ท่านราชบุตรเขยยยยยย
    #12
    0