[นิยายแปล] ปิดแผ่นฟ้า ทุบปฐพี

ตอนที่ 31 : 6.5 เค้าลางและหนังสือหย่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,076
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 73 ครั้ง
    29 มิ.ย. 62

ตอนสุดท้ายของทดลองอ่านนะคะ


                ลู่หลิงจวินถลึงตาใส่ทั้งสองคนอีกครั้ง “จะแนะนำตัวก็ต้องให้ข้าเป็นคนแนะนำสิ...หึๆ น้องไป๋ พวกเขาสองคนเรียนห้องเดียวกับข้า ภายหน้าหากมีธุระอะไรก็เรียกใช้พวกเขาได้เลย พวกเขาต่อให้ตายหมื่นครั้งก็ไม่มีทางปฏิเสธแน่...”

                หลี่เวิ่นหรี่ตามอง ตู้เฟยกลอกตาใส่ เห็นชัดว่าเหยียดหยามในคำพูดของลู่หลิงจวิน ข้าทุบกำปั้นลงไปที่ไหล่เขาเบาๆ พลางหัวเราะร่า ลู่หลิงจวินมุ่นคิ้วฉับ “เจ้าหัวเราะอะไร”

                “นี่ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าชื่อของเราห้าคนมีปัญหาอะไรบางอย่าง” ข้าชี้ไล่ไปทีละคน “หลี่ ตู้ ซู ลู่ ไป๋”

                คิ้วที่ขมวดเข้าหากันแน่นของลู่หลิงจวินค่อยๆ คลายออกแล้วเลิกขึ้นสูง เอ่ยกลั้วหัวเราะ “น่าสนใจๆ” พอเขาหัวเราะ หลี่เวิ่นและตู้เฟยก็หัวเราะพรืดออกมาเช่นกัน เหลือเพียงซูเฉียวที่ยังยืนงง “มีปัญหาอะไรรึ”

                หลี่เวิ่น “หลี่ไป๋[1] ตู้ฝู่[2] ซูซื่อ[3] ลู่โหยว[4] ไป๋จวีอี้[5] ตู้เฟยกล่าว “ก็พวกเราใช้แซ่เดียวกับบุคคลยิ่งใหญ่มากพรสวรรค์ด้านการแต่งกวีนับตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันอย่างไรเล่า”

                ลู่หลิงจวินหรี่ตา “ในเมื่อบังเอิญเช่นนี้ นับจากนี้เราก็เปลี่ยนชื่อเรียกกันดีหรือไม่ ไม่ต้องเรียกพี่เรียกเรียกน้องอะไรให้วุ่นวาย ให้เรียกว่าหลี่ต้า ตู้เอ้อร์ ซูซาน ลู่ซื่อ ไป๋อู่[6] เช่นนี้ดีหรือไม่...อืม ดูเหมือนว่าจะเรียงตามอายุพอดีด้วย...”

                หลี่เวิ่น อ้อไม่สิ หลี่ต้าพูดอย่างไม่พอใจ “ไยชื่อข้าฟังแล้วประหลาดที่สุดเลย...”

                ตู้เอ้อร์ “ข้าไม่ชอบคำว่าเอ้อร์[7]

                ลู่หลิงจวิน “ข้ายังได้ตัวเลขที่ไม่เป็นมงคลที่สุดเลย[8] พวกเจ้าก็จงพอใจเสียเถอะ...”

                ข้าแบมือ “อู่คืออู๋สั่วเว่ย[9]

                รอจนพวกเราหัวเราะเฮฮากันถ้วนหน้าแล้ว จู่ๆ ซูเฉียวที่ยืนอยู่ด้านข้างก็หัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง พูดไปขำไป “ฮ่าๆๆๆ ไยจึงบังเอิญเช่นนี้ แซ่ของพวกเราเหมือนของกวีเทพเลย...ฮ่าๆๆๆ น่าสนใจจริงๆ ...”

                คนอื่นๆ หันมามองซูซานผู้ความรู้สึกช้าโดยพร้อมเพรียงกัน “...”

 

แน่นอนว่าในเวลานี้ ข้าไม่มีทางคาดการณ์ได้เลยว่าการปรากฏตัวของข้าจะสร้างผลลัพธ์อะไรต่อชีวิตของคุณชายที่มาเล่าเรียนในสำนักศึกษาก่วงเหวินของกั๋วจื่อเจียนเหล่านี้ รายละเอียดยังไม่ขอพูดถึง มาเล่าไปทีละเรื่องตามลำดับปกติดีกว่า

                หลังจากที่ข้ากลับมา...เอาเถอะ ความตั้งใจเดิมของข้าเพียงแค่อยากจะมาตรวจดูผ้านวมผืนนั้นเท่านั้น ยังดีที่ราชโองการยังคงอยู่ในผ้านวม ข้าเก็บราชโองการไว้เรียบร้อยก็ถูกพวกลู่หลิงจวินลากไปร่ำสุราด้วยกัน จนกระทั่งทั่วร่างมีแต่กลิ่นสุราคลุ้งจึงได้กลับมากั๋วจื่อเจียน จากนั้นเราก็มานอนกองระเกะกะกันอยู่บนพื้น ต่างคนต่างหลับกรนคร่อกๆ กระทั่งยามสาม[10]ข้าจึงนึกได้ว่า ได้ของมาแล้วก็ควรกลับจวนองค์หญิง ยังมาทำอะไรอยู่ที่นี่

                ข้าคิดจะจากไป นึกไม่ถึงว่าเพียงแค่หมุนกายเตรียมออกจากห้อง ลู่หลิงจวินที่เมาเละตุ้มเป๊ะก็กอดขาข้าเอาไว้แน่น ปากก็พูดงึมงำ “พี่ไป๋เจ้าอย่าเอาแต่เลี่ยงไม่ยอมดื่มสิ...”

                คำพูดที่ดังขึ้นกะทันหันนี้ทำให้ข้าอึ้งงัน

                ข้าหันกลับไปมองหลายคนที่นอนเกลื่อนบนพื้นห้อง พวกเขาล้วนเป็นเพียงชาวบ้านสามัญชนที่มุมานะเข้ามาเป็นศิษย์ของกั๋วจื่อเจียน มีอุดมคติและปณิธานยิ่งใหญ่ยาวไกล บางทีวันหน้าอาจกลายเป็นศัตรูที่ห้ำหั่นกันในราชสำนักเพราะจุดยืนที่แตกต่าง แต่อย่างน้อยยามนี้พวกเขาล้วนเป็นสหายที่จริงใจต่อกัน

                ข้าบิดข้อเท้าออกจากการกอดรัดของลู่หลิงจวินแล้วย่องออกจากห้อง ลมราตรีที่พัดโชยมาค่อนข้างเย็น ข้าเอาเสื้อนอกคลุมไหล่แล้วเดินทอดน่องอย่างไร้จุดหมาย

                สหายเป็นเพียงแค่คำคำหนึ่งที่ธรรมดาอย่างที่สุด แต่เหตุใดจึงทำให้ข้าหนาวสะท้านในหัวใจยิ่งนัก ยามเป็นเหอเฟิง สหายของนางมีใครบ้าง ยามเป็นเซียวฉีถังเล่า นางมีสหายเป็นใคร

                ไม่มีการวางแผน ไม่มีการหยั่งเชิง มีเพียงการคบหาสมาคมกันอย่างบริสุทธิ์ใจ คนเช่นนี้จะหาไม่พบเลยสักคนเชียวหรือ

                เงาร่างหนึ่งวูบผ่านต้นไม้ใต้แสงจันทร์อ่อนจาง ข้าเบี่ยงกายหลบโดยอัตโนมัติ เมื่อยื่นหน้าออกไปมองอีกครั้ง ก็อดแปลกใจไม่ได้ ในเวลาเช่นนี้ฟังหย่าเฉินจะรีบร้อนไปที่ใดกัน

                ความสงสัยฆ่าแมวตายได้ แต่ข้าคือองค์หญิงไม่ใช่แมว จึงได้แต่ปล่อยให้ใจที่อยากรู้อยากเห็นบงการโดยการทำลับๆ ล่อๆ สะกดรอยตามเขาไป

                ฟังหย่าเฉินมุ่งหน้าไปทางเหนือ พอออกจากประตูหลังก็ตรงดิ่งขึ้นเขาที่อยู่ข้างกั๋วจื่อเจียน ข้าตามเขาไปด้วยความยากลำบาก หลายครั้งที่คิดจะถอดใจ เคราะห์ดีที่เมื่อเดินมาถึงช่วงกลางเขา เขาก็หยุดลงเสียก่อน ข้าเพ่งตามอง ที่แท้นั่นคือบ่อน้ำพุร้อน พอข้าเพ่งมองไปอีกครั้ง ฟังหย่าเฉินก็เริ่มเปลื้องเสื้อผ้าแล้ว

...

                ข้ารีบยกมือขึ้นมาปิดตา นี่เขาลำบากลำบนเดินมาถึงนี่เพื่อแช่น้ำพุร้อนหรอกหรือ เสียงน้ำดังจ๋อมแว่วมา เฮ้อ ดูท่าเขาคงถอดเสื้อผ้าออกหมดแล้ว คิดมาถึงตรงนี้ใบหน้าของข้าก็ร้อนผ่าว หมุนกายกลับแต่ก็หันกลับไปอีกครั้ง แอบคิดว่าในเมื่อเขาเคยเป็นชายบำเรอของข้ามาก่อน มองสักหน่อยจะเป็นอะไรไป

                ขณะที่ข้าหันตัวกลับไปกลับมาอย่างละล้าละลังจึงได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของฟังหย่าเฉิน

                ไม่ได้ดูผิด คำว่าเรือนร่างเปลือยเปล่าที่ข้าใช้นั้นมีนัยแอบแฝง เพราะข้าเห็นทรวงอกอวบอิ่มและเอวคอดงาม

                ใช่แล้ว...ไม่ผิด...

                ไม่ ไม่ได้เข้าใจผิด...ฟังหย่าเฉินคือผู้หญิง!

                ข้าเอามือข้างหนึ่งปิดปากอีกข้างกุมหัวใจ ที่แท้องค์หญิงเซียงอี๋ก็เคยกินทั้งชายและหญิงกระนั้นรึ...

                เอาล่ะ ไม่ล้อเล่นแล้ว ข้ากลับมามีสีหน้าจริงจัง ถอนหายใจใส่ม่านรัตติกาล แท้จริงแล้วหานเฝ่ยมิใช่ชายรักชาย ดังนั้นนอกจากปริศนาเกินคาดคิดอย่างข้อที่ว่าเหตุใดข้าถึงมีชายบำเรอที่เป็นหญิงแต่ปลอมตัวเป็นชายแล้ว หลายๆ เรื่องก็พอจะอธิบายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

                ข้านั่งคุดคู้อยู่ในมุม รอให้ฟังหย่าเฉินแช่น้ำพุร้อนเสร็จ เช็ดกายจนแห้ง สวมเสื้อผ้าแล้วพลิ้วกายจากไป ข้าจึงค่อยเดินมาหยุดอยู่ข้างบ่อน้ำพุร้อน สัมผัสไอร้อนของน้ำที่พวยพุ่งขึ้นมา กลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก

                ในเมื่อมาถึงแล้ว ทั้งบนร่างยังมีกลิ่นสุราคละคลุ้ง ก็ไม่มีเหตุผลให้มาเสียเที่ยว

                ดูเหมือนว่าบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้จะไหลมารวมกันจากธารน้ำบนยอดเขา ผิวน้ำมีไอร้อนลอยกรุ่น ไม่ลึกมากนัก เมื่อแช่ตัวลงไปในน้ำก็รู้สึกถึงไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมาปะทะใบหน้า รู้สึกราวกับมีมือนับพันนับหมื่นกำลังบีบนวดเบาๆ ไปทั่วเรือนร่าง ผ่อนคลายสบายตัวยิ่งนัก

                ฟังหย่าเฉินที่ดูเหมือนเป็นคนเก็บตัวเงียบขรึม แท้แล้วกลับเป็นคนที่เข้าใจเสพสุขกับชีวิตยิ่งนัก

                ข้ามองเงาของจันทร์เสี้ยวที่ส่องสะท้อนบนผิวน้ำ ยื่นมือออกไปกระทุ่มผิวน้ำจนสาดกระเซ็นดังต๋อมๆ รู้สึกเพียงว่าความเหนื่อยล้าบนร่างถูกพัดพาไปตามคลื่นน้ำที่กระเพื่อมหายไป ปลอดโปร่งอย่างที่สุด

                ดื่มสุราเลิศรส ดื่มด่ำท่ามกลางธรรมชาติงดงาม หากในเวลาเช่นนี้มีเสียงดนตรีเสนาะหูคลอด้วย ทุกอย่างก็สมบูรณ์แบบ

                ไม่รู้ว่าเป็นเพราะดื่มสุรามาหรือฟ้ามืดเกินไป จู่ๆ ข้าก็รู้สึกง่วงงุนขึ้นมากะทันหันจึงเอนกายพิงก้อนหินด้านข้าง ขณะที่กำลังเคลิ้มหลับก็คล้ายได้ยินเสียงเซียวดังแว่วมาจริงๆ

                จนกระทั่งศีรษะสัปหงกวืดลงมาจึงได้สะดุ้งตื่น รู้สึกว่าตนงีบหลับไป จึงพยายามฝืนลืมตา เล่นตลกอะไรเนี่ย หากแช่น้ำร้อนจนหลับก็อย่าได้หวังเลยว่าพรุ่งนี้จะได้เห็นดวงตะวันอีกครั้ง

                ตื่นๆ! ข้าร้องบอกตนเองเช่นนี้ ทว่าร่างกายกลับไม่เชื่อฟัง ไม่ว่าทำเช่นไรก็ไร้เรี่ยวแรง ข้าพยายามต่อสู้กับตนเองอยู่ในใจ หวังเหลือเกินว่าเวลานี้จะมีอะไรบางอย่างปลุกให้ข้าสะดุ้งตื่น

                ภายหลังทุกครั้งที่ข้านึกถึงเรื่องนี้ก็ได้ข้อสรุปว่า ตนเองมีคุณสมบัติแฝงเร้นข้อหนึ่ง...ใจคิดเรื่องร้าย เรื่องร้ายบังเกิดสมปรารถนา

                ข้าได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลังไม่ไกล ไม่สิ ใกล้มากเลยต่างหาก ใกล้จนแทบจะอยู่เหนือศีรษะข้าเลยด้วยซ้ำ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนของบุรุษดังคลอมากับสายลมเย็นฉ่ำ “เจ้าคือศิษย์สำนักใด เหตุใดดึกดื่นค่ำคืนถึงมาอยู่ที่นี่”

                ข้าแข็งค้างไปทั้งร่างราวกับเป็นก้อนน้ำแข็งแกะสลัก พลันรู้สึกว่าบ่อน้ำพุที่อุ่นร้อนกลายเป็นบ่อน้ำพุน้ำแข็งไปในพริบตา

                เสียงนี้ช่างคุ้นหูเหลือเกิน

                มิใช่ใครอื่น แต่เป็นเนี่ยหราน

 



[1] กวีสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. ๗๐๑-๗๖๒)

[2] กวีสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. ๗๑๒-๗๗๐)

[3] หรือ ซูตงพัว (ค.ศ. ๑๐๓๗-๑๑๐๑) กวีสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ

[4] กวีสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ (ค.ศ. ๑๑๒๕-๑๒๑๐)

[5] กวีสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. ๗๗๒-๘๔๖)

[6] หลี่ต้า ตู้เอ้อร์ ซูซาน ลู่ซื่อ ไป๋อู่ อักษรตัวแรกคือแซ่ของแต่ละคน อักษรตัวหลังนับไล่ลำดับตามอายุ ต้าแปลว่าใหญ่ หลังจากนั้นก็เรียงลำดับตามตัวเลขสอง สาม สี่ ห้า

[7] แปลว่า สอง และเป็นคำด่าว่าโง่ก็ได้

[8] คำว่า “ซื่อ” ที่แปลว่า สี่ ในภาษาจีนออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า “สื่อ” ที่แปลว่า ตาย ดังนั้นหมายเลข ๔ จึงเป็นหมายเลขอัปมงคลสำหรับชาวจีน

[9] “อู่สั่วเว่ย” แปลว่า อย่างไรก็ได้

[10] “ซานเกิง” ช่วงเวลาระหว่าง ๒๓.๐๐-๑.๐๐ นาฬิกา เป็นการแบ่งเวลาในช่วงเวลากลางคืนออกเป็น ๕ ยาม ยามละ ๒ ชั่วโมง เรียกว่า “เกิง” โดยเริ่มที่ช่วงเวลา ๑๙.๐๐-๒๑.๐๐ นาฬิกา เรียกว่ายามหนึ่ง (อีเกิง) แล้วไล่ไปเรื่อยๆ ช่วงยามละ ๒ ชั่วโมง จนกระทั่งถึงยามห้า (อู่เกิง) ที่เวลาระหว่าง ๓.๐๐-๕.๐๐ นาฬิกา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 73 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น

  1. #57 อวิ๋นเซียง (@bam82) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 19:05
    เข้าใจตัดจบจริงๆ จบค้างจนอยากอ่านต่อออออ
    #57
    0
  2. #56 Linlij (@Linlij) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 18:37

    ToT อยากอ่านอีกง่าา
    #56
    0