[นิยายแปล] ปิดแผ่นฟ้า ทุบปฐพี

ตอนที่ 29 : 6.3 เค้าลางและหนังสือหย่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,518
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 78 ครั้ง
    28 มิ.ย. 62

          “คุณชายหาน ไยข้าต้องยั่วยุเจ้าด้วยเล่า จริงอยู่ที่เดิมข้ามาถามเจ้าเพราะองค์ไท่จื่อทรงเป็นผู้ไหว้วาน ภายหลังเพียงแค่ต้องการจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้น จึงได้วางแผนบีบให้เจ้าเป็นผู้ตรวจการ กระทั่งเมื่อครู่นี้ข้าจึงได้รู้สึกว่ามันช่างน่าขันนัก เจียงเจ้อเกิดอุทกภัยไม่หยุดหย่อน ในราชสำนักก็มีคนใจคดคิดฉวยโอกาส ประชาชนผู้บริสุทธิ์มากน้อยเพียงใดต้องตกระกำลำบาก พวกเราต้องการเลือกคนผู้หนึ่งที่มีความกล้าหาญ มีสติปัญญา มีคุณธรรมเพื่อแบกรับภาระสำคัญนี้ ให้เขาช่วยคลี่คลายภัยพิบัติ ส่งเสบียงอาหาร ต่อกรกับกลุ่มอิทธิพล ประมือกับคนชั่ว สู้กับโจร ปลอบใจไพร่ฟ้า มิใช่ไปเพื่อหาประสบการณ์ความสนุก ทั้งยิ่งมิใช่ใช้กลอุบายมาทำศึกสงครามที่ไม่มีอยู่จริง หากจะให้ไล่เป็ดขึ้นเกาะคอน[1] คนที่ส่งไปไม่ตายก็คงเป็นพวกเอาแต่ตัวรอด หรือไม่ก็ไปสมคบคิดกับคนชั่ว แล้วงานครั้งนี้จะยังจำเป็นต้องเลือกเจ้าอีกทำไม”

                หานเฝ่ยกัดริมฝีปากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงแล้วกล่าวอย่างฉุนเฉียว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดองค์หญิงยังต้องรับสั่งให้มากความ”

                ข้าเห็นเขามีท่าทีเช่นนี้ก็พยักหน้า กล่าวว่า “อันที่จริงเปิ่นกงก็ไม่มีอะไรให้พูดอีกแล้ว” คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยต่อ “ใช่แล้ว เมื่อครู่เจ้าถามว่าข้าจำเรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเจ้าได้บ้าง ตอบตามตรง เรื่องราวระหว่างเจ้ากับข้า ข้าลืมไปสิ้นแล้ว แต่ข้ายังจำได้ว่า ในงานเลี้ยงฉยงหลินปีนั้น บัณฑิตทุกคนที่ผ่านการสอบระดับราชสำนักล้วนวางตนประหนึ่งเดือนในหมู่ดาว มีเจ้าผู้เดียวที่ไม่เอ่ยคำใด มองแล้วคล้ายเย่อหยิ่งจองหอง ทว่าเมื่อพระบิดาทรงถามถึงปณิธานของพวกเจ้าทีละคน เจ้าตอบเพียงว่า ขอเพียงไม่ผิดต่อฟ้าดิน เป็นขุนนางที่ดีเรื่องเก่าเช่นนี้บางทีเจ้าอาจลืมไปนานแล้วกระมัง แต่ข้ายังจำได้ เจ้าในยามนั้นเป็นเพียงบัณฑิตธรรมดาคนหนึ่ง ทว่ากลับโดดเด่นเหนือผู้ใด”

                กล่าวจบข้าก็หมุนกายกลับโดยไม่ลังเล ก้าวเดินไม่เร็วไม่ช้า ในใจนับก้าวอยู่เงียบๆ กระทั่งถึงก้าวที่หนึ่งร้อย ในที่สุดก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง

                “องค์หญิง” หานเฝ่ยเบ้ปาก “แม้จะรู้ดีว่านี่เป็นแผนการขององค์หญิง แต่ว่า...การเดิมพันครั้งนี้ องค์หญิงทรงชนะแล้ว”

                ข้าหันกลับไป ในดวงตาดำขลับของหานเฝ่ยเริ่มทอประกายเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น

                ข้าคลี่ยิ้ม

                หานเฝ่ยเอ่ยเสริมว่า “มิใช่ไล่เป็ดขึ้นเกาะคอนแน่”

                ไม่นึกว่าเขาจะยังจำคำนี้ได้ ข้าไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ข้าเข้าใจแล้ว”

                หานเฝ่ยเห็นว่าข้าจ้องเขาเขม็งจึงหลุดหัวเราะ “องค์หญิงยังทรงคิดถึงเรื่องที่ผู้ใดเป็นคนวางยาพิษพระองค์ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

                ข้ากระแอมเบาๆ ทีหนึ่ง “เมื่อรู้แล้วก็ย่อมป้องกันได้ แต่หากเจ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร”

                หานเฝ่ยขยับเข้ามาใกล้สองก้าวแล้วเอ่ยชื่อคนผู้หนึ่งเบาๆ

                ข้าเกือบจะนึกว่าตนเองหูฝาดไปเสียแล้ว จำต้องถามย้ำอย่างไม่อยากเชื่อ “ใครนะ...เจ้าบอกว่าใคร ไหน...ไหนลองพูดอีกที...”

                “องค์ไท่จื่อ”

                ข้าเบิกตาอ้าปากค้างอยู่เป็นนาน ในที่สุดก็ปรบมือฉาด “คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเขา!

                หานเฝ่ยหรี่ตา ยกมุมปาก “นี่คือท่าทีตอบสนองอะไรขององค์หญิง”

                ข้าเอาฝ่ามือทาบหน้าผาก กะพริบตาถี่ๆ เอ่ยกลั้วหัวเราะ “เจ้าไม่รู้อะไร นับตั้งแต่ข้ากลับเข้ามาในราชสำนักก็เป็นกังวลมาโดยตลอดว่าเจ้าน้องไท่จื่อของข้าเป็นคนจิตใจดีงามถึงเพียงนี้ วันหน้าจะทำการใหญ่ได้อย่างไร เพียงข้าหันหลังให้ เขาจะถูกคนกำจัดทันทีหรือไม่ ในที่สุดวันนี้ก็วางใจลงได้เสียที ที่แท้เขายังมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง ทั้งยังวางแผนได้แยบยล แม้แต่ข้าก็ยังถูกเขาเล่นงานไปด้วย เด็กคนนี้สอนได้”

                “...องค์หญิงทรงอยู่ห่างๆ กระหม่อมสักหน่อยดีกว่า กระหม่อมเกรงจะระงับใจล่วงเกินเบื้องสูงไม่ไหว...”

                ข้าถอยหลังไปสองก้าวอย่างรู้ความ “เอาน่า เจ้าก็รู้ว่าข้ากำลังปลอบใจตนเอง พยายามมองเรื่องราวจากอีกมุมหนึ่ง เจ้าไม่คิดว่านี่คือการมองชีวิตในแง่ดีอย่างหนึ่งหรอกหรือ”

                “นี่ไม่เรียกว่ามองโลกในแง่ดี แต่เรียกว่าตาขาว[2]...”

                ก็ตาขาวจริงๆ นั่นแหละ 

                ไท่จื่อ

                คำตอบนี้อยู่เหนือการคาดเดา แต่กลับสมเหตุสมผล

 

ฤดูเหมันต์เมื่อสองปีก่อน พระบิดาประชวร ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากขุนนางทั้งราชสำนัก เซียวจิ่งเยี่ยนผู้มีอายุเพียงสิบสี่ปีได้ก้าวเข้าสู่ท่ามกลางคลื่นลมแห่งอำนาจ

                ก่อนหน้านี้เคยมีไท่จื่อนามว่าเซียวจิ่งหลาน เขาได้รับความรักและความไว้วางพระทัยจากพระบิดา ได้รับความเคารพนับถือจากขุนนางนับร้อย ความโสมมในราชสำนักถูกชำระล้าง ประชาชนร่มเย็นเป็นสุข กล่าวได้ว่าเขาคือองค์ชายที่เป็นที่จับตามองที่สุด

                ต่อมา องค์หญิงเซียวฉีถังผู้เป็นเอกในปฐพีของแคว้นชิ่งซึ่งเคยติดตามอดีตไท่จื่อดั่งเงาได้กลายมาเป็นผู้ช่วยตรวจการแผ่นดินของเซียวจิ่งเยี่ยนไท่จื่อพระองค์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโสวฝู่ชื่อฝู่แห่งสภาขุนนาง สี่ตระกูลใหญ่ หรือบรรดาราชนิกุลหวังและกงล้วนเห็นแก่พระพักตร์องค์หญิง

                ข้าลืมไปเลยว่าไท่จื่อใกล้จะอายุครบสิบเจ็ดปีแล้ว และข้าก็ได้ครอบครองลัญจกรประจำแผ่นดินตอนอายุสิบเจ็ด

                หานเฝ่ยขัดจังหวะความคิดข้า “องค์หญิงดำริสิ่งใดอยู่พ่ะย่ะค่ะ”

                ข้าหลับตาแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง “จู่ๆ ก็มีเรื่องมากมายวาบผ่านเข้ามา เห็นทีข้าจำต้องถูกกระตุ้นให้มากหน่อยจึงจะฟื้นตัวได้เร็ว หานเฝ่ย เจ้ารู้เรื่องที่ไท่จื่อวางยาพิษข้าได้อย่างไร เจ้ามีหลักฐานแน่ชัดหรือไม่”

                หานเฝ่ยยกมือขึ้นกอดอก “องค์หญิงทรงจำเรื่องระหว่างพระองค์กับราชบุตรเขยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

                ข้าส่ายหน้า

                “กระหม่อมรู้เพียงว่า กว่าครึ่งปีนับจากทรงอภิเษกสมรสกับราชบุตรเขย ก็แทบไม่เคยมีรับสั่งอันใดกับกระหม่อมเลย จนกระทั่งวันหนึ่งจู่ๆ ก็เสด็จมาหากระหม่อมถึงที่พัก นำยาเม็ดหนึ่งมาให้กระหม่อมสืบหาว่ามันมีที่มาเช่นไร”

                ข้าครุ่นคิด “ยาลืมวิญญาณ?”

                หานเฝ่ยผงกศีรษะรับ “กระหม่อมสืบจนพบว่ายาเม็ดนั้นมาจากที่ใด รวมทั้งสรรพคุณคร่าวๆ ของตัวยา สืบรู้ว่าหลังจากสูญเสียความทรงจำไปสองปี ยานั้นจะทำให้ตายหรือไม่ และได้คำตอบว่ายาเม็ดนั้นไม่ร้ายแรงถึงชีวิต”

                ข้าเอ่ยตะกุกตะกัก “เป็น...ยาของซ่งหลางเซิง? แสดงว่าข้ารู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว?”

                หานเฝ่ยยิ้มรับ “องค์หญิง พระองค์ทรงพระปรีชาจนแทบไม่มีผู้ใครทัดเทียมได้เสมอ แม้ราชบุตรเขยจะเป็นคนเงียบขรึมเย็นชา แต่กลับเป็นคนยึดมั่นดื้อรั้น พอทำเรื่องน่าละอายใจจึงเผยพิรุธอย่างชัดเจน แล้วมีหรือที่องค์หญิงจะทอดพระเนตรไม่ออก ทว่าเวลานั้นราชบุตรเขยยังมิได้วางยาพิษองค์หญิง ดูเหมือนว่าเขายังลังเลใจ องค์หญิงยังทรงเจตนาเปิดโอกาสให้เขาหลายต่อหลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่าสุดท้ายราชบุตรเขยจะล้มเลิกความคิดไปเสียแล้ว ดังนั้นตอนนั้นองค์หญิงจึงดีพระทัยยิ่งนัก ถึงขั้นจัดเตรียมฉลองวันเกิดให้เขา ที่กระหม่อมทูลพระองค์อย่างมั่นใจว่าพิษในพระวรกายองค์หญิงมิใช่ฝีมือราชบุตรเขย ก็เพียงเพราะยาของเขาถูกพระองค์ทรงสับเปลี่ยนเสียนานแล้ว ยาพิษจริง องค์หญิงทรงซ่อนมันไว้กับพระองค์ตลอดเวลา”

                ข้าผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าอีกที “แล้ว...เรื่องไท่จื่อที่เจ้าพูดถึงเล่า เป็นมาอย่างไร”

                “ตอนนั้นกระหม่อมพบว่า จู่ๆ ในเรือนของคังหลินเจ้าของร้านถงอานถังก็มีทองเพิ่มขึ้นมาหลายหีบ จำนวนพอๆ กับตั๋วเงินที่ราชบุตรเขยจ่ายไป มีความเป็นไปได้แปดเก้าส่วนว่ามีผู้อื่นสั่งให้เขาหลอมยาลืมวิญญาณ กระหม่อมจึงถือโอกาสตรวจสอบพร้อมกันทีเดียว เพราะถึงอย่างไรองค์หญิงก็เป็นคนวาจาสร้างศัตรูอยู่แล้ว หากมีศัตรูตัวฉกาจคิดเล่นงานพระองค์เล่า แม้ว่าตราประทับบนผิวทองคำจะถูกลบเลือนจนมิอาจยืนยันได้ว่ามาจากที่ใด ทว่าฝีมือการทำแม่กุญแจบนหีบไม้ที่บรรจุทองนั้นกลับคุ้นตาไม่น้อย เมื่อตรวจสอบตามเบาะแสนี้จึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วนั่นเป็นฝีมือของช่างไม้ที่ทำงานในวังหลวงโดยเฉพาะ ภายหลังสายลับในวังรายงานว่าคนที่ติดต่อกับช่างไม้บ่อยที่สุดคือเฉิงกงกงผู้รับใช้ข้างกายองค์ไท่จื่อ ดังนั้นองค์ไท่จื่อจึงเป็นผู้ต้องสงสัยที่เป็นไปได้มากที่สุด”

                ข้าปาดเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก “น่ากลัวเกินไปแล้ว”

                หานเฝ่ยเอามือไพล่หลัง “พ่ะย่ะค่ะ องค์ไท่จื่อช่างเป็นน้ำนิ่งไหลลึกจริงๆ”

                “ข้าหมายถึงเจ้า”

                หานเฝ่ย “...”

                “เรื่องยิบย่อยเช่นนี้ เจ้าก็ยังสืบพบได้ ควรต้องอยู่ให้ห่างเจ้าไว้เป็นดี”

                “องค์หญิง” หานเฝ่ยกล่าว “อย่าได้เดินห้าสิบก้าวหัวเราะร้อยก้าว[3]

                ข้าถอนหายใจยาว ไม่พูดเล่นอีก “ถ้าเช่นนั้นก็คงพูดได้เพียงว่า ไท่จื่อเคยซื้อยาลืมวิญญาณจริง แต่มิได้หมายความว่าเขาเป็นผู้วางยาพิษเปิ่นกง”

                “ไม่ใช่ราชบุตรเขยก็มีเพียงไท่จื่อเท่านั้น แน่นอนว่ายังมีความเป็นไปได้ข้อที่สาม”

                “อะไรหรือ”

                “คังหลินอย่างไรเล่า” หานเฝ่ยทำหน้าเหมือนจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม “เขาจะหลอมยามากน้อยเพียงใดก็ย่อมได้ ไม่แน่ว่าเขาเองก็อาจเป็นหนึ่งในกลุ่มบุรุษที่เคยถูกพระองค์ทำร้ายมาก่อน เพราะใจเคียดแค้นจึงลงมือวางยาพิษ เพื่อปกปิดความผิดของตนเองจึง...”

                “นี่ๆ” ข้าตัดบท มองประเมินเขาเสียใหม่ “เปิ่นกงจำได้ว่าวันแรก อ่อ ก็คือวันแรกที่พบเจ้าในโถงใหญ่หลังสูญเสียความทรงจำ ราชบุตรเขยเพียงเอ่ยแดกดันเจ้าคำสองคำ เจ้าก็เงียบกริบไม่ตอบโต้แล้ว ข้านึกว่าเจ้าเป็นพวกทึ่มทื่อโดยธรรมชาติ ไม่นึกว่าจะปากคอเราะรายไม่เบา...”

                หานเฝ่ยได้ยินก็หน้าบึ้งทันที “พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็โมโห เพื่อปกปิดสาเหตุแท้จริงที่กระหม่อมเข้ามาอยู่ในจวนแห่งนี้ เพื่อรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับองค์หญิง จึงได้แต่แสร้งทำเป็นคนไร้สามารถและถูกบังคับให้มาเป็นชายบำเรอ นึกไม่ถึงว่าราชบุตรเขยจะชังน้ำหน้ากระหม่อม พูดกันทีไรก็ต้องเหน็บแนมทุกครั้งไป องค์หญิง กระหม่อมขอทูลตามตรง ทุกครั้งราชบุตรเขยชอบกล่าวถ้อยคำเข้าใจยากและมีพฤติกรรมชวนให้ผู้คนงุนงง คนอื่นอาจงงงันจนพูดไม่ออก แต่อันที่จริงแล้วกระหม่อมรู้สึกว่าเขา...” พูดมาถึงตรงนี้หานเฝ่ยก็ยกมือเกาศีรษะตนเอง “เขาค่อนข้างจะชอบคิดว่าคำพูดคำจาของตนเองคมกริบเชือดเฉือน ไม่มีผู้ใดต่อกรได้...”

                ข้าลองใคร่ครวญดูก็รู้สึกว่าที่เขาพูดมาก็ใช่จะไร้เหตุผลเสียทีเดียว จึงพยักหน้ารับช้าๆ “ที่แท้เจ้าก็เคยถูกราชบุตรเขยพาลใส่เช่นกัน...เอาเช่นนี้ เปิ่นกงอนุญาตให้เจ้าล้างแค้นเขาก่อนจากไปได้ แต่จำไว้ว่าระวังเขาจะขยับมือไม่ขยับปาก เจ้าเองก็ยังบอกว่าเขาพูดจาไม่ตรงประเด็น เหตุผลไม่แจกแจง”

                หานเฝ่ยหัวเราะ ก่อนจะกลับมาทำสีหน้าทอดถอนใจอีกครั้ง “องค์หญิงทรงรู้ความจริงแล้ว ยังจะทรงยืนกรานทำตามพระประสงค์ขององค์ไท่จื่อ ให้กระหม่อมไปเป็นผู้ตรวจการที่เจียงเจ้ออีกหรือ เห็นได้ชัดว่าองค์ไท่จื่อมีเจตนาแยกกระหม่อมออกจากองค์หญิง ทั้งเวลานี้ผู้ที่องค์หญิงไว้วางพระทัยได้และขุมอำนาจที่ทรงใช้ได้มีมากน้อยเพียงใด แม้แต่พระองค์เองก็ยังไม่ทรงทราบ อาจจะถูกลิดรอนอำนาจ หรืออาจมีแผนการอื่น ตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินนี้ก็เป็นเพียงชั้นวางที่ว่างเปล่าเท่านั้น...”

                ไม่รู้ว่าเหตุใดพอเห็นหานเฝ่ยที่เคยมีท่าทีเฉยชาเป็นนิตย์พร่ำบ่นไม่ขาดปากเช่นนี้ ในใจของข้ากลับรู้สึกอบอุ่น

                ในที่สุดใต้หล้านี้ก็ยังมีคนที่เป็นห่วงข้าโดยไม่คำนึงถึงเหตุและผล

                “เพราะเจ้าคือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด” ข้ายิ้มอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “พูดเช่นนี้คงดูเสแสร้งเกินไปใช่หรือไม่ แต่ว่าเจียงเจ้อต้องการเจ้า ประชาชนต้องการเจ้า”

                นัยน์ตาของหานเฝ่ยทอประกาย

                “ส่วนไท่จื่อ...หากคนที่วางยาพิษเป็นเขาจริงๆ เช่นนั้นยาพิษที่ข้าได้รับก็คือพิษมรณะ ชีวิตนี้ไม่อาจรักษาไว้ได้แล้ว จะเป็นชั้นวางที่ว่างเปล่าหรือไม่สำคัญที่ใด” ข้าคลายหัวคิ้ว “แต่...ข้ายังคงยินดีเชื่อว่าเขาไม่ได้เป็นคนวางยาพิษข้า”

                หานเฝ่ยมุ่นคิ้ว “องค์หญิงไม่ทรงเชื่อกระหม่อม?”

                “ข้าไม่อาจเชื่อใจใครได้ง่ายดายนัก ขอกล่าวคำไม่น่าฟัง ตั้งแต่ซ่งหลางเซิง ไท่จื่อ คังหลิน โจวเหวินอวี๋ เจ้า หรือแม้กระทั่งเฉิงกงกงที่อยู่ข้างกายไท่จื่อ ขอเพียงใครคนใดคนหนึ่งโป้ปด ก็จะได้บทสรุปที่แตกต่าง บางทีซ่งหลางเซิงอาจเป็นผู้บงการเบื้องหลัง หรือไม่คังหลินก็มิได้หลอมยาออกมาเพียงสองเม็ด บางทีโจวเหวินอวี๋อาจเป็นสายที่ไท่จื่อส่งมาเพื่อชี้นำให้ข้าเข้าใจผิด บางทีเจ้าอาจเป็นคนที่ฝ่ายจ้าวโสวฝู่ หรือคังหวังเยียส่งมายุแยงความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับไท่จื่อก็เป็นได้ ทั้งยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างคือ เฉิงกงกงอาจปิดบังไท่จื่อ ลอบสมคบคิดกับกลุ่มอิทธิพลอื่น ไม่ว่าข้อใดก็ล้วนไม่เป็นผลดีกับข้าทั้งสิ้น”

                หานเฝ่ยใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้ารับตามไปด้วย

                ข้ากลั้นหัวเราะไม่อยู่ “ข้ากำลังสงสัยเจ้าอยู่นะ”

                “องค์หญิงรับสั่งมีเหตุผล ขอเพียงกระหม่อมไม่มีเรื่องให้ต้องละอาย จะเป็นเรื่องใหญ่เพียงใดกันเชียว”

                “นั่นเพราะคนที่สงสัยเจ้ามิใช่คนที่เจ้าใส่ใจที่สุดกระมัง หากเป็นฟังหย่าเฉินเล่า”

                หานเฝ่ยสะท้านไปทั้งร่าง หน้าเผือดสีเล็กน้อย “องค์หญิง...ทรงจำได้แล้ว?”



[1] เป็นสำนวน หมายถึง บีบให้ทำในสิ่งที่เกินความสามารถของคนผู้นั้น

[2] เป็นคำสแลง แปลว่า คนโง่งม เบาปัญญา

[3] เป็นสำนวน หมายถึง ตัวเองก็ยังไม่ดีแต่ไปหัวเราะผู้อื่น ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 78 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น

  1. #54 Hupja (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 23:19

    แต่ละตอนยาวสะใจจริงๆ ว่าแต่ทำไมหนังสือไม่ออกทีเดียวสามเล่มจบไปเลยคะ.

    #54
    0
  2. #53 lhunsal (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 19:59

    สนุกมาก...
    #53
    0
  3. #52 Linlij (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 17:28
    คู่รักกัน?? เพื่อนรัก??
    #52
    0