[นิยายแปล] ปิดแผ่นฟ้า ทุบปฐพี

ตอนที่ 24 : 5.4 พิษลืมวิญญาณที่ไร้ทางรักษา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,412
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 80 ครั้ง
    25 มิ.ย. 62

                คังหลินส่ายศีรษะ “ข้อนี้ข้าน้อยยากจะตอบได้ การซื้อขายเช่นนี้มักกระทำอย่างลับๆ มักให้คนที่ไม่สะดุดตานักเป็นตัวแทนในการแลกเปลี่ยน มีหรือที่ผู้ซื้อตัวจริงซึ่งอยู่เบื้องหลังจะยอมเผยตัวตนง่ายๆ เพียงแต่ตามความเห็นของข้าน้อย ลักษณะการจัดการเรื่องราวของผู้ซื้อทั้งสองครั้งนี้มีความแตกต่างกันเล็กน้อย ยาที่ซื้อไปก็ต่างกันด้วย”

                “เอ๋? หมายความว่าอย่างไร”

                “ผู้ซื้อรายแรกจ่ายเงินมือเติบ ส่งทองคำมาให้สามหีบโดยตรง แท่งทองไร้ตราประทับใดๆ คล้ายเจตนาไม่เปิดเผยตัวตน ส่วนผู้ซื้อรายที่สองให้ตั๋วเงินมาปึกใหญ่ ตั๋วเงินมีทั้งเก่าทั้งใหม่ มีทั้งของโรงเงินฮุ่ยฝู มีทั้งของโรงเงินถงอวี้ คล้ายสะสมมา แน่นอนว่านี่อาจเป็นวิธีอำพรางตัวตนอีกอย่างหนึ่ง ส่วนเรื่องยา รายแรกเป็นพิษร้ายที่ถึงแก่ชีวิต รายหลังกลับพยายามให้แน่ใจว่าไม่ร้ายแรงถึงตาย ทั้งยัง...ขู่ข้าน้อยด้วยว่าหากเกิดข้อผิดพลาด หัวของข้าน้อยจะหลุดออกจากบ่า”

                ข้าหรี่ตาลงน้อยๆ “คือม่านถัวหลัวกับเทียนซานม่านถัว?”

                คังหลินเหลือบตามองโจวเหวินอวี๋แวบหนึ่ง “แม้แต่เรื่องนี้ศิษย์พี่ก็ทูลองค์หญิงด้วยรึ” ก่อนจะหันกลับมามองข้า “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

                โจวเหวินอวี๋ได้ยินมาถึงตรงนี้ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงตกตะลึง “นี่...นี่ก็คงวิเคราะห์เป็นอื่นไม่ได้แล้ว...”

                ถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีความเป็นไปได้มากที่ข้าจะทั้งถูกพิษชนิดแรก และทั้งอาจถูกพิษชนิดหลัง...

                ทว่าที่ทำให้ข้ารู้สึกไม่เป็นสุขก็คือ นอกจากคิดจะจัดการกับข้าแล้ว ใครกันที่ยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อพิษชนิดนี้ แล้วจุดประสงค์ของพวกเขาคืออะไร ช่วงเวลาที่ผ่านมามีบุคคลสำคัญคนใดสูญเสียความทรงจำอีกหรือไม่...

                ช้าก่อน คงจะไม่ใช่...

                “หมอหลวงโจว คังเหลาป่าน พวกเจ้าล้วนเป็นศิษย์ของเย่าหวังกู่ ใต้หล้านี้ผู้ที่มีวิชาแพทย์สูงส่งคงมีน้อยยิ่ง ข้ามีข้อสงสัยข้อหนึ่ง หวังว่าพวกเจ้าจะตอบตามจริง” เห็นพวกเขาสองคนพยักหน้ารับ ข้าจึงปรับน้ำเสียงของตนให้เป็นปกติ “เป็นไปได้หรือไม่ที่เมื่อกินยาลืมวิญญาณเข้าไปแล้ว จะทำให้คนหลงลืมความทรงจำส่วนหนึ่ง...อย่างเช่น ความทรงจำในช่วงหนึ่งปี”

                โจวเหวินอวี๋และคังหลินสบตากันด้วยอาการอึ้งงันทั้งคู่ ก่อนที่โจวเหวินอวี๋จะกล่าวว่า “ฤทธิ์ของยาลืมวิญญาณก็คือทำให้ลืมความทรงจำในอดีตจนสิ้น ลืมไปทีละวัน เหมือนคนหลงลืมจิตวิญญาณตนเอง จนกระทั่งตายไปเมื่อความทรงจำฟื้นคืนกลับมา มิใช่ลืมไปเพียงหนึ่งปี อีกอย่าง...”

                “อีกอย่าง” คังหลินรับต่อ “ที่บอกว่าลืมไปหนึ่งปีอะไรนั่น บนโลกนี้เกรงว่าคงไม่มียาใดที่ทำได้...”

                ข้าสะท้านไปทั้งร่าง “ไม่มียาประเภทนี้อยู่จริง?”

                คังหลินพยักหน้า “อาการความจำเสื่อมสามารถแบ่งได้หลายประเภท และสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเช่นนี้ก็มีหลายประการ อาจเพราะศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนรุนแรง หรือไม่ก็เพราะถูกทำร้ายจนสูญเสียความทรงจำในอดีตไปบางส่วน คนที่อาการสาหัสอาจถึงขั้นลืมวิธีใช้ชีวิตประจำวันอันเป็นพื้นฐานไปเลยก็เป็นได้ และหากว่ากันตามมุมมองด้านฝีมือของมนุษย์ การทำให้คนผู้หนึ่งสูญเสียความทรงจำทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่าง่าย”

                โจวเหวินอวี๋กล่าวต่อ “ทั้งสามารถวางยาพิษ หรือไม่ก็ฝังเข็ม เพราะตามหลักทั่วไปแล้วก็ล้วนเป็นการทำให้เส้นลมปราณที่เกี่ยวข้องกับการเก็บความทรงจำในสมองของคนเกิดอาการชา ทว่าเชื่อว่าใต้หล้านี้คงไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมให้ความทรงจำในช่วงปีใดปีหนึ่งของคนคนหนึ่งหายไปได้อย่างพอเหมาะพอดี ยกตัวอย่างเช่น หากกระหม่อมคิดจะปิดผนึกความทรงจำในวันนี้ขององค์หญิงก็เป็นเรื่องที่กระทำไม่ได้แน่นอน”

                คังหลินเหลือบตามอง “ศิษย์พี่จะปิดผนึกความทรงจำขององค์หญิงไปทำไม”

                โจวเหวินอวี๋โบกมือปฎิเสธเป็นพัลวัน “อ๋า ข้าเพียงยกตัวอย่างเท่านั้น...องค์หญิงโปรดอย่าทรงถือสา...”

                ข้าไม่ได้ยินเสียงถกเถียงเอะอะระหว่างพวกเขาศิษย์พี่ศิษย์น้องอีกแล้ว นับตั้งแต่ที่คังหลินบอกว่ายาประเภทนั้นไม่มีอยู่จริง ข้าก็เหมือนคนที่ร่วงดิ่งลงไปยังอุโมงค์น้ำแข็ง ทุกรูขุมขนล้วนมีไอเย็นแผ่ซ่าน

                หากใต้หล้านี้ไม่มีหมอที่สามารถปิดผนึกความทรงจำบางส่วนได้ ถ้าเช่นนั้นก็ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถหลงลืมความทรงจำเฉพาะช่วงหนึ่งไปเพียงชั่วข้ามคืน

                ทว่าเรื่องนี้กลับเกิดขึ้นกับข้าแล้ว

                ถ้าเช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว

                โกหก!

                คนผู้นั้นไม่เคยสูญเสียความทรงจำ เขายังคงจดจำเรื่องราวระหว่างซวี่ฟังกับเหอเฟิงได้เป็นอย่างดี

                ทั้งๆ ที่เขาจำได้ แต่กลับพูดอย่างหน้าตาเฉยว่า แม่นาง เจ้าคือใคร

                ทั้งๆ ที่เขาจำได้ แต่กลับถามข้าด้วยน้ำเสียงหนักว่า เจ้ามีจุดประสงค์อะไร

                ทั้งๆ ที่เขาจำได้ แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกรากกลับพูดว่า ช่างเป็นหญิงใจดำอำมหิต

                นี่คือละครตบตาฉากหนึ่ง

ตั้งแต่แรกเริ่ม ซวี่ฟังก็...ไม่สิ มิใช่ซวี่ฟัง ซวี่ฟังผู้นี้คือบุคคลที่เนี่ยหรานสร้างขึ้นมา เขาไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง

                หาเงินอย่างยากลำบากเพื่อซื้อเนื้อกลับมา เสียงเซียวแผ่วพลิ้วที่บรรเลงอย่างสนิทชิดเชื้อ คำมั่นที่จะอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าซึ่งจารจำอยู่ในใจ ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงละคร

                คนที่ยอมตามใจเหอเฟิงทุกเรื่อง คนที่ทำทุกอย่างเพื่อเหอเฟิงโดยไม่สนใจสิ่งใด คนที่อดตาหลับขับตานอนคอยดูแลเหอเฟิงยามป่วยไข้ คนที่อ่อนโยนดุจแสงตะวันอบอุ่น คนคนนั้นเป็นเพียงจันทราในวารีกลางห้วงฝันอันหวานชื่นของเหอเฟิงเท่านั้น

                และความฝันนี้ เนี่ยหรานคือผู้ที่แต่งขึ้นมาเองกับมือ

                นี่ก็คือ...ความจริงทั้งหมดอย่างนั้นหรือ

                ไม่ ตราบใดที่ยังไม่ได้คำตอบยืนยันด้วยตนเอง ข้าจะคิดเหลวไหลไม่ได้ จะด่วนสรุปส่งเดชไม่ได้

                ข้ายกถ้วยชาศิลาดลบนโต๊ะขึ้นมา คิดจะดื่มชาเพื่อสงบใจตนเอง แต่เพราะมือที่สั่นเทาจึงทำให้ถ้วยหลุดมือตกแตกกระจายบนพื้น เสียงเพล้งดังกังวาน ตัวถ้วยเหมือนก้นบึ้งในใจข้าที่ปริร้าว แหลกสลาย

                โจวเหวินอวี๋และคังหลินหน้าเผือดสี รีบรุดเข้ามา กลัวว่าข้าจะถูกเศษกระเบื้องเคลือบบาดจนได้แผล คังหลินหันมามองข้า “เหตุใดจู่ๆ องค์หญิงจึงมีสีพระพักตร์ทุกข์ตรมเช่นนี้”

                ข้าเหม่อมองเขาด้วยสีหน้าซึมเศร้า นานพักใหญ่กว่าจะตั้งสติได้ว่าเขากำลังพูดอะไร เนิ่นนานกว่าข้าจะถามว่า “หากมองด้วยตา จะแยกแยะม่านถัวหลัวกับเทียนซานม่านถัวได้หรือไม่”

                “แม้มองดูแล้วจะคล้ายคลึงกัน ทว่าผู้ที่เชี่ยวชาญย่อมแยกแยะได้ เหมือนข้าน้อยกับศิษย์พี่ที่...”

                “นั่นก็หมายความว่า” ข้าตัดบทคำพูดของเขา “เป็นไปได้มากว่าคนทั่วไปจะเข้าใจผิด?”

                “เอาของชั้นรองมาสับเปลี่ยน ในตลาดใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

                ข้ามองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หากพูดเช่นนี้ คังเหลาป่านก็อาจพลาดได้เช่นกัน?”

                โจวเหวินอวี๋เริ่มฟังไม่เข้าใจ “องค์หญิง หากเป็นคนอื่นก็ไม่แน่ แต่กระหม่อมกับศิษย์น้องย่อมไม่มีทาง...”

                “คังเหลาป่าน” ข้าไม่สนใจโจวเหวินอวี๋ ทำเพียงจ้องคังหลินเขม็งแล้วเอ่ยเสียงเย็น “ตอนที่เจ้าปรุงยาลืมวิญญาณก็อาจนำของชั้นรองมาทำเป็นเทียนซานม่านถัวขายให้ผู้ซื้อได้ ใช่หรือไม่”

                คังหลินจ้องข้านิ่งๆ นัยน์ตาฉายแววฉงน ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกยิ้ม “องค์หญิงรับสั่งว่ามี นั่นก็ย่อมมี ไม่แน่ว่าครั้งใดที่สั่งเทียนซานม่านถัวเข้ามา อาจมีคนเข้าใจผิด คิดว่าม่านถัวหลัวคือเทียนซานม่านถัว”

                โจวเหวินอวี๋ผลักคังหลินด้วยความตกใจ “พูดเหลวไหลอะไรของเจ้า เจ้าจะทำความผิดพลาดต่ำช้าเช่นนี้ได้อย่างไร”

                คังหลินเมินศิษย์พี่ของเขา แต่หันมาส่งยิ้มบางๆ ให้ข้า “หากคิดจะให้ข่าวนี้เล็ดลอดออกไปนั้นไม่ยาก เพียงให้ลูกค้าที่ซื้อเทียนซานม่านถัวมาทะเลาะกันในร้านสักรอบ ให้เรื่องใหญ่โตลามไปถึงจวนว่าการ ชื่อเสียงฉาวโฉ่ย่อมระบือไปไกล ทว่าร้านยาของข้าน้อยจะต้องเสียหายเป็นเงินเกือบพันตำลึง...”

                “สองเท่า เปิ่นกงจะชดเชยให้คังเหลาป่าน”

                “หากผู้ที่ซื้อยาลืมวิญญาณสูตรเทียนซานม่านถัวมาหาเรื่องข้าน้อย...”

                “ข้อนี้ คังเหลาป่านยังต้องเป็นกังวลอีกหรือ”

                คังหลินก้มหน้ายิ้ม

                โจวเหวินอวี๋มองซ้ายทีขวาที ก่อนจะกระทืบเท้าอย่างขัดใจ “ทั้งสองพูดเรื่องอะไรกัน เหตุใดข้าผู้เฒ่าฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด”

                ข้ารวบแขนเสื้อ เอ่ยกับคังหลิน “จบเรื่องแล้ว เปิ่นกงไม่รั้งอยู่ต่อ”

                คังหลินกุมมือร้องเสียงดัง “น้อมส่งองค์หญิง”

 

ในหัวของข้าสับสนอลหม่าน จดจำได้เพียงใบหน้า ชุดสีฟ้า รอยยิ้มจางๆ และความอ่อนโยนเหล่านั้น ความงดงามที่ดูเหมือนสงบสุขปรองดองกำลังค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความโหดร้ายหมายเอาชีวิต

                เมื่อลากเท้าอย่างเชื่องช้ากลับมาหยุดอยู่หน้าสะพานในจวน ก็มองเห็นซ่งหลางเซิงยืนอยู่ข้างสระน้ำท่ามกลางแสงยามสนธยา ชุดคลุมขุนนางสีแดงเพลิงสะบัดพลิ้วตามลม ราวกับก้อนเมฆบนนภาที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟ แดงจนเจิดจ้าบาดตา... ขอบตาของข้าพลันแสบร้อน ไม่ว่าในราชสำนักมีการช่วงชิงของกี่เหล่ากี่ฝ่าย ไม่ว่าจะมีคลื่นใต้น้ำก่อตัวอยู่มากน้อยเพียงใด ไม่รู้ว่ายังมีเรื่องจริงเท็จอีกเท่าใด อย่างน้อยก็ยังมีคนผู้หนึ่งรอข้ากลับมา...กลับมาบ้าน

                ซ่งหลางเซิงเห็นข้ากลับมาก็ก้าวยาวๆ เข้ามาหา มุ่นคิ้วกล่าว “ร่างกายเจ้ายังไม่หายดี ไปเถลไถลที่ไหนมาอีกเล่า”

                “ข้า...” ข้าเค้นรอยยิ้ม “ข้าออกไปผ่อนคลายจิตใจ...”

                ซ่งหลางเซิงโน้มตัวลงน้อยๆ ใช้ฝ่ามือทาบบนหน้าผากข้า เมื่อแน่ใจว่าไม่มีไข้จึงผ่อนลมหายใจ ข้าเห็นท่าทีเช่นนี้ของเขา ส่วนลึกในใจพลันบังเกิดคลื่นความร้อนท่วมท้นขึ้นมา ทั้งยังถึงขั้นเกิดเป็นความกังวลใจอย่างน่าประหลาด หากวันหนึ่งวันใด ข้าตายไปจริงๆ แล้วเจ้าจะทำเช่นไร

                ราตรีหนึ่งผ่านไปอย่างเงียบสงบ

เพียงแต่ว่าเช้าวันต่อมา ในเมืองหลวงกลับเกิดความวุ่นวายไม่เล็กไม่ใหญ่

                ร้านขายยาถงอานถังอันดับหนึ่งในเมืองหลวงตกเป็นที่สงสัยว่าขายยาปลอมหลายชนิด เจ้าของร้านจึงถูกจวนว่าการของเมืองหลวงคุมตัวไป ลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่เคยมาซื้อยาที่นี่ต่างพากันมาโวยวายสร้างความอลหม่านอยู่หน้าประตูร้าน ไม่นานเรื่องนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกหัวระแหง

                ช่วงสองวันนี้ข้าเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเพื่อรักษาตัว แทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากจวนเลย

                จนคืนวันที่สาม ข้าตื่นขึ้นยามดึก แล้วเดินออกจากประตูหลังมาเพียงลำพัง เดินไปเรื่อยจนมาถึงหน้าเรือนหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนถนนจวินผิงประตูซีหฺวา คนรับใช้ของเรือนนั้นเปิดประตูให้ข้า ข้าเดินตามระเบียงทางเดินไปจนถึงห้องนอนของเจ้าบ้าน ก่อนจะไปนั่งหลังฉากบังตา

                เจ้าของเรือนหลังนี้ก็คือคังหลิน ยามกุน[1]คืนนี้ ผู้ว่าการเมืองหลวงจะปล่อยตัวเขาออกมาเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ คังหลินมีเรือนพักในเมืองหลวงสามแห่ง เมื่อออกมาจากจวนว่าการจำต้องผ่านถนนหลักสายหนึ่งจึงจะแยกแยะได้ว่าคืนนี้เขาจะไปพักที่เรือนไหน

                หรือก็หมายความว่า หลังจากแน่ชัดแล้วว่าคืนนี้คังหลินจะไปพักที่ใด จากระยะทางมาถึงที่นี่ เร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาครึ่งชั่วยาม

                ข้านั่งรอเงียบๆ

                นี่คือการเดิมพันของข้า

                ข้าเดิมพันว่าคนที่สองซึ่งซื้อยาลืมวิญญาณจะมาพบคังหลินทันทีเพื่อถามว่ายาเม็ดนั้นใส่ม่านถัวหลัวหรือเทียนซานม่านถัวกันแน่

                เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตคน เขาต้องร้อนใจราวไฟลน ต้องมายืนยันคำตอบด้วยตนเอง

หรืออาจถึงขั้นมารอก่อนที่คังหลินจะกลับมาถึงด้วยซ้ำ

เพียงแต่ว่า ต่อให้เขามาเร็วเพียงใดก็ยังไม่เร็วไปกว่าข้า

นับตั้งแต่แรกเริ่ม ปริศนาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ข้าบอกให้ผู้ว่าการเป็นผู้ปล่อยข่าวออกมา

หากคนผู้นี้เป็นคนที่ข้าไม่เคยรู้จักมาก่อน ถ้าเช่นนั้นก็อาจเป็นไปได้ถึงแปดเก้าส่วนที่พิษที่ข้าได้รับจะเป็นม่านถัวหลัว

หากคนผู้นี้...

เพิ่งจะคิดมาถึงตรงนี้ หน้าต่างด้านข้างก็มีคนผลักเปิดออกมาดังแอ๊ด ก่อนที่เงาดำร่างหนึ่งจะพลิ้วกายเข้ามา

มาเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก!

ข้ากลั้นลมหายใจ ฟังเสียงฝีเท้าแผ่วเบาของคนผู้นี้ สัมผัสได้ว่าเขาเข้ามาใกล้ข้ามากขึ้นเรื่อยๆ

หัวใจข้าเต้นรัวเร็วราวกับตีกลอง ลมหายใจหนักหน่วงขึ้นสองจังหวะโดยไม่รู้ตัว

คนผู้นั้นพลันชะงักฝีเท้า “ใคร”

ข้ากัดริมฝีปากแน่น ชักกระบี่เล่มยาวที่ถือรอไว้ในมือนานแล้วออกมา ก่อนจะก้าวออกมาช้าๆ จากหลังฉากบังตา

คนผู้นั้นคลุมหน้าด้วยผ้าสีดำ ในมือถือกระบี่เช่นกัน เขาพลิกข้อมือครั้งเดียว ปลายกระบี่แหลมคมก็ชี้มายังข้า “เจ้าเป็นใคร”

                ข้าเดินขึ้นหน้าไปสองก้าว ขยับเข้าไปยังจุดที่แสงจันทร์สาดส่องถึง เผยโฉมหน้าที่แท้จริงต่อหน้าเขา

                คนผู้นั้นตกตะลึงอย่างรุนแรง ถอยหลังกรูดไปสองก้าว ไม่รอให้ข้าพูดอะไร เขาก็หมุนกายหมายจะจากไป

                “ที่นี่ล้วนมีองครักษ์เงาของข้าล้อมอยู่อย่างแน่นหนา” ข้าชี้กระบี่ยาวในมือไปยังเชือกปอเส้นหนึ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศในมุมมืด ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่อนาทรร้อนใจ “เชือกเส้นนี้ร้อยระฆังทองแดงเอาไว้ เพียงเจ้าก้าวออกจากประตูนี้ไปก้าวเดียว ข้าจะตัดเชือกขาดให้ระฆังร่วงลงมาเกิดเสียงดัง องครักษ์เงาทุกคนจะปรากฏกาย ถึงเวลานั้นต่อให้เจ้ามีปีกก็ยากจะบินหนีไปได้”



[1] “ยามไฮ่” อยู่ระหว่างเวลา ๒๑.๐๐-๒๓.๐๐ นาฬิกา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 80 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น

  1. #41 Linlij (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 23:17

    โอ้ยย ตัดจบแบบละครไทย
    #41
    0
  2. #40 reflection (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 22:18

    ใครอะะ

    #40
    0