[นิยายแปล] ปิดแผ่นฟ้า ทุบปฐพี

ตอนที่ 20 : 4.5 คนคุ้นเคยมาเยือน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,869
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 86 ครั้ง
    22 มิ.ย. 62

กั๋วจื่อเจียนคือสำนักศึกษาสูงสุดของราชวงศ์ปัจจุบัน บรรดาซื่อจื่อทุกคนในใต้หล้าล้วนเลื่อมใสศรัทธา ในสังกัดมีกั๋วจื่อเสวีย ไท่เสวีย สำนักศึกษาก่วงเหวิน สำนักศึกษาซื่อเหวิน...เป็นต้น กั๋วจื่อเสวียมีฐานะสูงสุด ต้องเป็นบุตรหลานขุนนางขั้นสามขึ้นไปจึงจะสามารถเข้าศึกษาได้ ส่วนสำนักศึกษาก่วงเหวินและซื่อเหวินส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชาวบ้านและศิษย์ทั่วไปที่มาศึกษาหาความรู้ หากสอบติดเคอจวี่ย่อมสามารถเลื่อนขั้นเป็นขุนนาง อนาคตกว้างไกลไร้ขีดจำกัดได้เช่นกัน

                อันที่จริงหากพูดให้เข้าใจง่ายหน่อย กั๋วจื่อเสวียและไท่เสวียก็คือสถานศึกษาของบุตรหลานพวกขุนนาง ส่วนสำนักศึกษาก่วงเหวินและซื่อเหวินคือสถานศึกษาของสามัญชน มีการเรียนการสอนครบถ้วนทุกด้าน ทุกคนถือเป็นศิษย์ของกั๋วจื่อเจียนเช่นกัน แน่นอนว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ย่อมมีการชิงดีชิงเด่นกันเองทั้งในที่ลับและที่แจ้ง สามวันห้าวันเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นสักครั้งก็นับเป็นเรื่องปกติ

                ดังนั้น การที่กั๋วจื่อเจียนมีกฎระเบียบเข้มงวดจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว

                อย่างไรก็ตาม ผู้ใดที่ไม่พอใจ ต่อต้านขัดขืน สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ละเมิดกฎระเบียบ โทษสถานเบาคือโบยห้าสิบไม้ หนักขึ้นมาหน่อยก็เนรเทศไปยังดินแดนกันดาร สรุปคือใต้เท้าจี้จิ่วสั่งให้ไปทางใดก็ต้องไปทางนั้น ทว่าหากกระทำผิดร้ายแรง โทษประหารชีวิตก็ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ เป็นต้นว่าลบหลู่หมิ่นพระเกียรติองค์หญิงอะไรทำนองนี้ เอาล่ะ นี่เป็นเพียงจินตนาการของข้าเท่านั้น

                กลับเข้าเรื่อง

                เมื่อเว่ยชิงเหิงพาข้ามาที่ห้องโถงก่วงเยี่ย บรรดาศิษย์กำลังเข้าเรียนกันพอดี ในมือบัณฑิตผู้เฒ่าถือตำรากำลังเดินไปเดินมาในห้องเรียน ปากก็พร่ำพูดไม่หยุด “ลี่กงหมายยกทัพปราบซีจื้อ ซวีถงกล่าว ต้องลงมือสังหารสามซี่[1]ก่อน ตระกูลของพวกเขาใหญ่ แค้นจึงมากตามไปด้วย กำจัดตระกูลใหญ่ ย่อมตัดภัยคุกคามราชวงศ์ ปราบปรามคนที่มีความอาฆาตแค้นรุนแรง คุณงามความชอบย่อมหามาได้ง่ายลี่กงกล่าว ถูกต้อง ” ดูเหมือนว่าเขากำลังสอนตำราจั่วจ้วน[2]-เฉิงก

                เว่ยชิงเหิงเข้าไปในโถงแล้วพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับเขาเล็กน้อย ทั้งยังหันมาชี้ข้าเป็นระยะ ครู่ต่อมาบัณฑิตผู้เฒ่าก็พยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะหันไปกล่าวกับบรรดาศิษย์ที่นั่งกันอยู่เต็มห้องเรียน “วันนี้สำนักศึกษาก่วงเหวินมีก้งซื่อ[3]คนใหม่มาคนหนึ่ง เป็นจวี่เหริน[4]จากอำเภอเจียงตูมณฑลหยางโจว ก่อนหน้านี้เพราะทางบ้านมีเหตุสำคัญจึงมาไม่ทันการสอบคัดเลือกของกั๋วจื่อเจียน ได้รับการรับรองจากใต้เท้าจี้จิ่วแล้ว นับจากวันนี้ถือเป็นสหายร่วมชั้นเรียนของพวกเจ้า จงปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจ” กล่าวจบก็เหลือบมองข้าแวบหนึ่ง ข้ารีบสาวเท้าเข้าไปแล้วค้อมกายคำนับ พลางกล่าวอย่างนอบน้อม “ผู้น้อยไป๋อวี้จิง ขอให้สหายทุกท่านช่วยชี้แนะด้วย”

                ตอนนี้เอง มีคนเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “พี่ไป๋รูปโฉมเทียบเคียงได้กับพานอาน[5]เสียจริง เช่นนี้คนบางคนคงไม่กล้าเรียกตนเองว่าเป็นยอดบุรุษแห่งกั๋วจื่อเจียนอีกแล้ว”

                ทุกคนที่ได้ยินวาจานั้นต่างหันไปมองคนผู้หนึ่งโดยมิได้นัดหมาย ข้าเองก็หันมองตามสายตาของพวกเขาด้วย แล้วก็สบเข้ากับดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นตะลึง รวมไปถึง...ขอบตาที่ดำคล้ำของลู่หลิงจวิน

                แย่แล้ว! ข้าลืมเจ้าหมอนี่ไปเสียสนิท เมื่อคืนกลับไปไม่เจอข้า ประกอบกับในกั๋วจื่อเจียนตามจับมือสังหารกันให้วุ่น เขาคงนอนไม่หลับด้วยความกังวลทั้งคืน ยามนี้ได้มาพบข้าที่นี่ในสภาพเช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะตกใจจนมีอาการผิดปกติไปแล้วหรือไม่

                ลู่หลิงจวินอึ้งไปพักใหญ่ กระทั่งสีหน้าผ่อนคลายลงจึงได้โพล่งออกมาว่า “เหลวไหล เขาจะหล่อเหลาสง่างามเยี่ยงข้าได้อย่างไร!

                ทุกคน “...”

                เห็นทีข้าคงกังวลไปเอง

                แนะนำตัวเองเสร็จข้าก็เล็งหาที่นั่ง ทว่าบัณฑิตผู้เฒ่ากลับเรียกข้าไว้แล้วถามว่า “เจ้าเคยอ่านจั่วจ้วน-เฉิงกงปีที่สิบเจ็ดหรือไม่”

                ข้าพยักหน้ารับโดยไม่รู้ตัว

                เขาถามอีกว่า “ตอนที่กงลี่จะยกทัพไปปราบปราม ซี่จื้อตอบรับเช่นไร”

                ข้าเหลือบมองไปทางเว่ยชิงเหิงโดยไม่รู้ตัวอีกครั้ง เขาพยักหน้าให้ข้าน้อยๆ พลางยิ้มอ่อน

                นี่ เจ้าคนแซ่เว่ย รอยยิ้มอ่อนนั่นหมายความเช่นไร หรือการที่ให้ข้าตอบคำถามข้อนี้เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้วกระนั้นหรือ

                ว่าไปแล้วแปลก เพียงมองดวงหน้าสงบนิ่งเยือกเย็นของเว่ยชิงเหิง พลันรู้สึกว่าคำถามข้อนี้คุ้นหูยิ่งนัก ผ่านเข้าหูไหลสู่หัวใจ ในสมองมีภาพเหตุการณ์มากมายไหลบ่าขึ้นมาฉับพลัน...

                ข้ายามเยาว์วัยกำลังนั่งสงบเสงี่ยมเรียบร้อย เว่ยชิงเหิงในวัยหนุ่มถือไม้บรรทัดเดินกลับไปกลับมาข้างกายข้า “องค์หญิง คำถามข้อนี้กระหม่อมเคยกล่าวไปแล้ว ไยเพียงชั่วประเดี๋ยวก็ทรงลืมอีกแล้วเล่า”

                “ลืมแล้วก็ลืมสิ เจ้าจะทำอะไรข้าได้”

                เขาโบกไม้บรรทัดในมือ “กระหม่อมจะลงโทษองค์หญิง”

ข้าแบมือให้พลางยกยิ้ม “เจ้าไม่กล้าหรอก”

เขาเลิกคิ้วสูง ก่อนจะใช้ไม้บรรทัดฟาดลงมากลางฝ่ามือข้าเต็มแรง

ข้าร้องโวยวาย “ข้าจะฟ้องพระบิดากับพระมารดา!

“กระหม่อมมิได้ตีถูกองค์หญิงเสียหน่อย”

ข้าก้มหน้าลงมองก็ไม่รู้สึกเจ็บดังเขาว่า จึงเอ่ยอย่างแปลกใจ “แต่ข้ารู้สึกชานี่นา” ข้ากล่าว

“นั่นเพราะดวงตาองค์หญิงมองเห็นไม้บรรทัด จิตใต้สำนึกจึงสั่งให้หวาดกลัว ร่างกายจึงมีปฏิกิริยาตอบสนอง และเกิดความเข้าใจผิด”

ข้าแย่งไม้บรรทัดของเขามาแล้วทำท่าหวดใส่เขาอย่างแรง แต่สีหน้าของเขากลับไม่เปลี่ยน ข้าจึงเอ่ยถาม “ไยเจ้าจึงไม่กลัว”

เขาไพล่พูดเรื่องอื่น “ปุถุชนยืนหยัดได้ด้วยความเชื่อมั่น สติปัญญา และความกล้าหาญ”

...

                ความทรงจำท่อนนั้นหยุดลงกลางคัน ข้าคิดอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ยตอบบัณฑิตผู้เฒ่า “ซี่จื่อกล่าว ปุถุชนยืนหยัดได้ด้วยความเชื่อมั่น สติปัญญา และความกล้าหาญ เชื่อมั่นว่าไม่คิดคดต่อกษัตริย์ มีสติปัญญาพึงรู้ว่าห้ามทำร้ายประชาชน มีความกล้าหาญไม่ก่อความเดือดร้อน หากไร้สามข้อนี้ ใครเล่าจะอยู่ด้วยข้า ตายไปยิ่งเพิ่มความแค้น แล้วจะมีประโยชน์อันใด เจ้าเหนือหัวมีขุนนางแต่สังหารพวกเขา แล้วจะทำอันใดเจ้าเหนือหัวได้ ข้ามีความผิด รู้ละอายเมื่อตาย หากเจ้าเหนือหัวเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ สูญเสียประชาชนของตน หมายสร้างความสงบสุข จะกระทำได้หรือ รอฟังคำสั่งจากนายเถิด

                บัณฑิตผู้เฒ่ายอมรับในคำตอบ “นั่งลงเถิด”

                หลังจากเว่ยชิงเหิงไปแล้ว บัณฑิตผู้เฒ่าก็สอนบันทึกพงศาวดารจั่วซื่อชุนชิวอย่างเนิบช้าต่อไป การเรียนครึ่งวันนี้เป็นไปอย่างมึนงงเพราะข้าไม่มีตำราเรียน หลังเลิกเรียน ขณะที่กำลังครุ่นคิดว่าควรจะไปขอตำราจากขุนนางผู้ช่วยในกั๋วจื่อเจียนดีหรือไม่นั้น ด้านหลังก็มีเสียงคนเดินสาวเท้ายาวๆ เข้ามาทักทาย

                ข้าจำได้ว่าเขาคือศิษย์คนที่ตะโกนว่าข้ารูปโฉมเหมือนพานอัน นั่นทำให้ข้ารู้สึกเป็นมิตรกับเขาเพิ่มขึ้นหลายส่วนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาบอกว่า “ข้าชื่อซูเฉียว เป็นคนหลูโจว แต่แม่ข้าเป็นคนหยางโจว นางมักพูดบ่อยๆ ว่าดินน้ำหยางโจวให้กำเนิดคนงาม ทีแรกข้าก็ไม่เชื่อ วันนี้เมื่อได้พบพี่ไป๋จึงรู้ว่านางมิได้โป้ปดแม้แต่น้อย”

                ข้ากำลังจะเอ่ยถ่อมตัวสักคำสองคำ กลับมีมือสอดเข้ามาระหว่างพวกเราพร้อมกับร่างลู่หลิงจวินที่แทรกตัวเข้ามาตรงกลาง เขาหันไปถลึงตาใส่ซูเฉียว “ไป๋อวี้จิงเป็นคนของข้า เจ้าอย่าฝันว่าจะได้แตะต้อง”

                ซูเฉียวพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ทุกคนล้วนเป็นสหายร่วมสำนักกัน เจ้ามาแบ่งพรรคแบ่งพวกเช่นนี้ได้อย่างไร”

                ลู่หลิงจวินแค่นเสียงขึ้นจมูก “เช่นนั้นเจ้าก็ไปหาคนของไท่เสวียมาเป็นคนของตัวเองเสียสิ” กล่าวจบก็ลากข้าให้เดินเร็วๆ ออกไป จนกระทั่งเดินมาได้ช่วงหนึ่งข้าจึงเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ “พี่ลู่ เจ้าพูดเช่นนี้ฟังดูแล้งน้ำใจเกินไป”

                ลู่หลิงจวินส่ายหน้าติดๆ กัน “เจ้าไม่เข้าใจ กลิ่นอายความเป็นชายชาตรีในกั๋วจื่อเจียนของเราพลุ่งพล่านมากเกินไปจึงทำให้ไฟในกายของคนบางคนลุกโชติช่วงแต่ไร้ที่ระบาย คนประเภทนี้อยู่ให้ห่างไว้เป็นดี”

                ข้าหัวเราะร่าทันที “เจ้าคงไม่ได้ถูกทำมิดีมิร้ายมาแล้วหรอกนะ”

                “ข้าองอาจผ่าเผยเช่นนี้ มองอย่างไรก็เหมือนคนที่ไปทำมิดีมิร้ายคนอื่นเสียมากกว่า...” ลู่หลิงจวินหันกลับมา “น้องไป๋ อย่าเพิ่งพูดเรื่องอื่น เจ้าตอบข้ามาก่อนว่านี่มันเรื่องอะไรกัน”

                “คือ...อันที่จริงข้ากับใต้เท้าจี้จิ่ว...อืม...เป็นญาติห่างๆ กัน แล้วเราก็เคยเห็นอกเห็นใจกันมาก่อนก็เลย...เอ่อ เขาก็เลยรับข้าไว้”

                ลู่หลิงจวินเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “เหตุใดเจ้าไม่บอกข้าตั้งแต่แรก

                ข้า “เฮ้อ” ใส่เขาทีหนึ่ง “ก็เจ้าไปชิงตัวข้ามาปุบปับ ข้าไม่ทันได้บอกนี่นา”

                ลู่หลิงจวิน “ใต้เท้าจี้จิ่วไม่กลัวว่าจะผิดใจกับองค์หญิงเพราะเจ้าหรือ”

                “มิใช่เจ้าแลกตัวข้ามาด้วยเงื่อนไขข้อนั้นหรอกหรือ องค์หญิงคงไม่ทรงเอาความแล้วกระมัง...อีกอย่าง” ข้าเอามือกอดอก “ข้ารู้สึกว่าอันที่จริงใต้เท้าจี้จิ่วก็ดูไม่ค่อยเกรงกลัวองค์หญิงสักเท่าใด...”

                ลู่หลิงจวิน “เจ้าไปรู้มาจากที่ใดกัน”

                ข้าโบกมือตัดบท “ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว อ๊ะ ถามหน่อยสิ เมื่อไรจึงจะมีวิชาเรียนของฟังหย่าเฉิน”

                ลู่หลิงจวินคิดอยู่ครู่หนึ่ง “วันก่อนเพิ่งจะเรียนวิชาคำนวณไป อย่างน้อยก็ต้องรอจนถึงวันมะรืนนู่นแหละ ทำไมหรือ”

                ข้าถาม “แล้วเวลาอื่นๆ เขาไปอยู่ที่ใด”

                “ถามเรื่องนี้ไปทำไม”

                ข้ารุนหลังลู่หลิงจวิน เอ่ยกลั้วหัวเราะ “พาข้าไป เดี๋ยวค่อยอธิบายให้เจ้าฟังระหว่างทาง”

 

ฟังหย่าเฉินอาศัยอยู่ในเรือนทางฝั่งทิศใต้ของกั๋วจื่อเจียน ว่ากันว่าเมื่อก่อนที่นั่นคือห้องหนังสือ ภายหลังองค์หญิงประกาศว่าให้ใช้เป็นที่พักพิงหลบหนีความวุ่นวายของเขา จึงมิใคร่มีผู้ใดรบกวน

                เดินอ้อมกำแพงเข้าไปในลานเรือน มีชั้นวางต้นไม้ปลูกต้นตีนตุ๊กแก ในบ่อปลาเล็กๆ ด้านข้างมีบัวสายชูช่อสลอน ทิวทัศน์งดงามเป็นพิเศษ ลู่หลิงจวินบอกว่าที่นี่มีชื่อว่าหอฉางหย่า[6] องค์หญิงเป็นผู้ตั้งนามนี้ให้ ฟังมาถึงตรงนี้ข้าก็ขบฟันจนปวดกราม  

                เดินเข้าไปด้านในได้ยินเสียงพิณแผ่วพลิ้วแว่วมา เป็นเพลงหิมะขาวกลางอาทิตย์วสันต์[7] ขับให้เรือนแห่งนี้บริสุทธิ์สูงส่งและเดียวดาย ข้าบุ้ยใบ้ให้ลู่หลิงจวินหยุดเดิน มองลอดระแนงไม้เข้าไปก็เห็นเพียงคนผู้หนึ่งนั่งก้มหน้าตั้งใจดีดพิณอยู่ตรงประตู

                มองผาดๆ นัยน์ตาของคนผู้นี้ดั่งบ่อน้ำลึก ชุดสีเทาดูเรียบง่ายสง่างาม ทว่าเมื่อพิศมองอย่างละเอียดกลับสัมผัสถึงเสน่ห์อันเปี่ยมล้นอย่างยากจะใช้ถ้อยคำมาพรรณนา ให้ความรู้สึกตรงกันข้ามอย่างลุ่มลึกซับซ้อน ข้าถอนหายใจแผ่วเบา บุรุษหนุ่มผู้ที่สวรรค์ประทานความความเย้ายวนมาให้เช่นนี้จะไม่ทำให้สตรีอย่างเราๆ หวั่นไหวได้อย่างไร

                ฟังหย่าเฉินบรรเลงจบเพลงหนึ่ง บทเพลงต่อมาก็บรรเลงขึ้นทันที ลู่หลิงจวินกำลังรอจังหวะก้าวเข้าไป ข้ากลับยกมือห้าม บอกเป็นนัยให้เขาหยุดฟังต่ออีกครู่หนึ่ง

                ท่วงทำนองเพลงนี้ช่างคุ้นหูยิ่งนัก

                คล้ายทั้งลำนำเรือไม้สน[8]ในคัมภีร์ซือจิง และคล้ายทั้งเพลงใจยากสงบ

                ใจยากสงบมิใช่เพลงที่หานเฝ่ยบรรเลงในวันนั้นหรอกหรือ

                ข้าเหลือบมองพิณหางไหม้ดอกหลีนั้นก็พบว่าเป็น “พิณชั้นยอด” เช่นเดียวกับของหานเฝ่ย ข้ามองใบหน้าสงบนิ่งสูงส่งของฟังหย่าเฉิน ฟังเสียงดนตรีที่แว่วอยู่ในอากาศ ชวนให้นึกถึงครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ข้าท่องบทกวีอยู่ที่ลานเรือนแห่งนี้ “เรือไม้สนลอยล่องบนผิวน้ำ ไหลเคลื่อนตามกระแสธารพลิ้วไหว ใจกังวลหลับไม่ลงตรมทรวงใน ทุกข์ลึกล้ำจารไว้กลางอุรา มิใช่ข้าไร้สุราให้ดื่มร่ำ ขับลำนำทัศนาพาท่องไป” ข้ามองเขา “เจ้าตัดใจได้จริงๆ หรือ”

                เขายิ้มบางๆ “มนุษย์เราก็เช่นนี้ ข้าตัดไม่ลง เขาอาลัย ข้าอาลัย เขาก็ตัดใจไม่ได้ ในเมื่อสุดท้ายชะตากำหนดให้ไร้ผลลัพธ์ เหตุใดใจยังต้องดึงดัน หากนับแต่นี้ไม่มีสิ่งใดติดค้างต่อกัน สำหรับเราแล้วไฉนเลยจะมิใช่เรื่องดี” 

                “เปิ่นกงทำให้เจ้าสมหวังได้ แต่หากความแค้นเคืองในใจมิจางหายก็เป็นดั่งผ้าสกปรกที่ยังไม่ได้ซัก สุดท้ายก็ได้แต่หลอกตนเอง หากใจไม่ยินยอมก็ควรจะถามให้รู้ชัด มิใช่หลีกลี้หนีหน้าจนไม่มีวันได้พบกันอีก”

                ฟังหย่าเฉินยกมุมปากขึ้น มองข้าด้วยสายตาเป็นประกายแวววาว “ฟังรับสั่งเช่นนี้ก็ทำให้เชื่อว่าองค์หญิงทรงเป็นคนดีจริงๆ” ...

                ลู่หลิงจวินโบกมือไหวๆ ตรงหน้าข้า เอ่ยถามแผ่วเบา “ยืนเหม่ออะไรของเจ้า” ข้ากะพริบตาปริบๆ ไม่ได้เข้าไปหาฟังหย่าเฉิน กลับหมุนตัวเดินจากไปช้าๆ

                ลู่หลิงจวินสาวเท้าเร็วๆ ตามมา “เจ้าเป็นอะไรกันแน่”

                “เดิมคิดจะทำความเข้าใจเรื่องบางอย่าง แต่นับวันก็ยิ่งรู้สึกสับสน ข้าต้องคิดให้มากเสียหน่อย”

                ลู่หลิงจวินฉงนสนเท่ห์ “หมายความว่าอย่างไร”

                ข้ายิ้ม “ไม่มีอะไรหรอก”

ลู่หลิงจวินไม่ซักไซ้อะไรอีก เราไปรับอุปกรณ์ตำราเรียนกับข้าวของเครื่องใช้ประจำวันจากขุนนางผู้ช่วยด้วยกัน ข้าหอบผ้านวมฝ้ายเก่าๆ มาผืนหนึ่ง สภาพของผ้าผืนนี้ชวนให้รู้สึกห่อเหี่ยว “ยามนอนข้าชอบซุกหัวครึ่งหนึ่งใต้โปงผ้าห่ม”

                ลู่หลิงจวินถอนหายใจ “ของดีๆ ถูกพวกคนของกั๋วจื่อเสวียกวาดไปหมดแล้ว มีหรือจะตกมาถึงพวกเรา เช่นนั้นเราออกไปซื้อผืนใหม่มาดีหรือไม่”

                ข้าเห็นด้วยจึงตอบตกลงและกำลังจะเอาของไปเก็บ ทว่าพอเดินมาถึงหน้าห้องกลับเห็นเด็กรับใช้คนหนึ่งปูเตียงไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ทั้งยังจุดเตาอุ่นเสร็จสรรพ จึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความแปลกใจ “ใต้เท้าจี้จิ่วสั่งให้เจ้ามาหรือ”

                เด็กรับใช้ส่ายหน้า “คุณชายท่านหนึ่งสั่งข้าน้อยมาขอรับ”

                ข้าเหลือบมองผ้านวมที่ปูไว้บนเตียง แล้วถามว่า “คุณชายท่านนั้นเล่า”

                “เขาเพิ่งกลับไป น่าจะยังไปได้ไม่ไกล”

                ข้าหมุนกาย แต่คิดได้เสียก่อนจึงหันมาเอ่ยกับลู่หลิงจวิน “เดี๋ยวข้ากลับมา” กล่าวจบก็ก้าวเร็วๆ มุ่งตรงไปยังประตูใหญ่ของกั๋วจื่อเจียน

                ระยะทางจากหอนอนถึงประตูใหญ่ไม่นับว่าไกลกันมากนัก โชคดีที่ตอนไล่ตามไปยังพอเห็นแผ่นหลังของคนผู้นั้นไวๆ ข้าจึงผ่อนฝีเท้าหอบหายใจ ก่อนจะเอ่ยเรียกเขา “ราชบุตรเขย!

                ซ่งหลางเซิงหันกลับมา

                บุปผาข้างทางผลิดอกบานสะพรั่ง บนพื้นยังมีกลีบดอกไม้ร่วงดารดาษ บนชุดขุนนางสีแดงของซ่งหลางเซิงมีกลีบดอกไม้แต่งแต้มอยู่ไม่น้อย เขาดูเหมือนดอกไห่ถังยามราตรีของวสันตฤดูที่งดงามเลิศล้ำ ทว่าด้วยบุคลิกสุขุมเยือกเย็นของเขา แม้จะสวมเสื้อผ้าสวยสดงดงาม กระนั้นความสะอาดบริสุทธิ์ในตัวก็ทำให้กลีบดอกไม้ที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าแปรเปลี่ยนเป็นความสุขสงบ

                เหมือนเขาจะประหลาดใจเล็กน้อยตอนที่เห็นข้า ทว่าสีหน้ากลับยังคงเดิม บรรยากาศคล้ายจะเปลี่ยนมาเป็นอ่อนโยนละมุนละไม

                ข้ายิ้มตาหยีกล่าว “เมื่อครู่ข้าเห็นผ้านวมและหมอนก็รู้แล้วว่าเจ้าเป็นคนนำมาให้ ไยไม่บอกกล่าวกันสักคำก็จะกลับแล้วเล่า”

                ซ่งหลางเซิงตอบอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว “เวลานี้องค์หญิงคือไป๋อวี้จิงมิใช่หรือ หากถูกพบว่าสนทนากับข้าจะอธิบายกับพวกเขาอย่างไร”

                “ก็บอกว่าเราเป็นคนรู้จักกันสิ ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อันใด”

                ซ่งหลางเซิงรับว่าอ้อคำหนึ่ง ก่อนถามว่า “คิดจะอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน”

                ข้าเม้มปาก “ข้าเพิ่งมาอยู่ที่นี่วันเดียวเอง แค่นี้ก็คิดถึงข้าแล้วหรือ”

                ซ่งหลางเซิงเบือนหน้ากลับไปโดยไม่แม้แต่จะมุ่นคิ้ว “องค์ไท่จื่อทรงส่งคนมาตามองค์หญิง ประชุมเช้าไม่ได้มีทุกวัน ยามที่ต้องการองค์หญิง องค์หญิงจะไม่เข้าร่วมไม่ได้”

                ข้าพยักหน้ารับ “เข้าใจแล้ว”

                ซ่งหลางเซิงทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่หยุดไปเสียก่อน สุดท้ายก็กล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ดูแลตตัวเองดีๆ ข้ากลับก่อน” กล่าวจบก็หมุนกายมุ่งหน้าไปยังรถม้า

                ข้ามองตามแผ่นหลังของเขา จู่ๆ ก็ตะโกนขึ้นมา “อันที่จริงใจข้าก็เร่งร้อนอยากกลับบ้านเหมือนลูกธนูพุ่งออกจากแล่งเช่นกัน”

                ฝีเท้าของเขาชะงักกึก จากนั้นก็เดินหน้าต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะหายเข้าไปในรถม้า รถม้าค่อยๆ ขับห่างไปไกลโดยที่เขาไม่หันกลับมามองแม้แต่ครั้งเดียว

                ยังดีที่ใบหูแดงก่ำนั้นฟ้องอาการของเขาออกมาหมดแล้ว

                ข้าสะบัดเสื้อเดินตัวลอยกลับไปอย่างเบิกบานตลอดทาง

                ทว่าตอนที่เดินเลี้ยวโค้งกลับเจอใบหน้าของลู่หลิงจวินโผล่มาขวางกะทันหัน ทำเอาข้าสะดุ้งโหยง “ทำอะไรของเจ้า”

                ลู่หลิงจวินบ่นพึมอย่างเจ็บใจ “เมื่อครู่ขุนนางผู้ช่วยมาแจ้งว่าใต้เท้าซือเยี่ยคนใหม่มาถึงแล้ว”

                ตำแหน่งซือเยี่ยนี้...ก็คือตำแหน่งที่ใหญ่เป็นอันดับสองของกั๋วจื่อเจียน ข้ายักไหล่ “มาก็มาสิ”

                ลู่หลิงจวินกล่าวด้วยความเสียดาย “ตอนนี้เรียกให้เราไปรวมตัวกัน ข้ายังอยากออกไปเที่ยวเล่นกับเจ้าอยู่นะ”

                ข้าอมยิ้ม “อย่างไรก็ได้ผ้านวมมาแล้ว นี่ตะวันก็ใกล้จะตกดินเต็มที คงออกไปไม่ได้อยู่ดี เขาบอกให้ไปตอนนี้หรือ เช่นนั้นก็รีบเข้าเถิด ชักช้าประเดี๋ยวก็ถูกลงโทษหรอก”

                เราวิ่งผลักๆ ดันๆ กันไปตลอดทาง กระทั่งมาถึงตำหนักปี้ยง ก็พบคนมารอกันเต็มแล้ว ศิษย์ของกั๋วจื่อเจียนทั้งหกสำนักล้วนมารวมอยู่ภายในห้องโถง บรรยากาศคึกคัก ทำเอาข้ามองข้ามไอสังหารสารพัดรูปแบบที่บรรดาศิษย์ส่งให้กันไปชั่วขณะ

                มีคนบอกว่า “ได้ยินว่าใต้เท้าซือเยี่ยผู้นี้มีภูมิหลังยิ่งใหญ่ไม่น้อย”

                มีคนรับต่อ “แม้แต่ใต้เท้าจี้จิ่วยังต้องยอมให้เขาสามส่วน จะดูแคลนได้หรือ”

                ลู่หลิงจวินมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยท่าทีเสียดายไม่หาย คาดว่าคงกำลังอาลัยอาวรณ์ความครึกครื้นของโลกภายนอก ขณะที่ข้ากำลังจะเอ่ยหยอกเขา เสียงประตูก็ดังแอ๊ด ตามมาด้วยร่างหนึ่งเดินเข้ามา

                เป็นเว่ยชิงเหิง ตอนที่เขาเข้ามา ทั้งห้องโถงพลันเงียบกริบในบัดดล ทุกคนต่างหันไปทำความเคารพเขาอย่างพร้อมเพรียง

                เงียบจริง

                เว่ยชิงเหิงพูดถึงภาระหน้าที่ของซือเยี่ยคนใหม่ที่จะมารับช่วงต่อเล็กน้อย จากนั้นร่างสีฟ้าก็เข้ามา

                ลู่หลิงจวินยังคงใจลอย ข้าใช้ศอกถองเขา วิญญาณของเขายังคงล่องลอยออกไปเที่ยวไกลพันหลี่ ข้าจึงคร้านจะสนใจแล้วหันหน้ากลับมา ก็เห็นใต้เท้าซือเยี่ยที่มาใหม่อย่างชัดเจน

                เขาสวมชุดคลุมยาวผ้าไหมสูจิ่น[9]สีฟ้ารูปแบบเรียบง่าย ทุกทบทุกจีบล้วนแผ่กลิ่นอายของความสุภาพเรียบร้อย สีหน้าของเขานิ่งสงบดุจขุนเขาสูงตระหง่านที่ผู้คนต้องแหงนมอง ทำให้ศิษย์ทุกคนในห้องโถงแสดงท่าทีเคารพเลื่อมใสอย่างมิอาจควบคุมได้

                น้ำเสียงของเขาก้องกังวานราวกับลอดผ่านออกมาจากหุบเขาลึก “เปิ่นกวน[10]คือซือเยี่ยคนใหม่ นับจากวันนี้จะมาช่วยใต้เท้าจี้จิ่วควบคุมดูแลด้านการเรียนการสอนของกั๋วจื่อ ไท่เสวีย ก่วงเหวิน ซื่อเหวิน กฎหมาย ตำรา การคำนวณ รวมทั้งหมดเจ็ดฝ่าย”

                “ข้าแซ่เนี่ย นามอักษรเดียวว่าหราน”

 

 



[1] กลุ่มขุนนางเรืองอำนาจในแคว้นจิ้นกลางยุคชุนชิว ประกอบด้วยแกนนำหลัก ๓ คนได้แก่ ซี่ฉี ซี่โชว และซี่จื้อ

[2] จั่วจ้วน หรือพงศาวดารของจั่วชิวหมิง เป็นบันทึกประวัติศาสตร์จีนยุคชุนชิว (๗๗๑-๔๗๖ ก่อนคริสต์ศักราช) ซึ่งเป็นผลงานของนักประวัติศาสตร์เลื่องชื่อจั่วชิวหมิง (๕๕๖-๔๕๑ ก่อนคริสต์ศักราช) เป็นชาวแคว้นหลู่ในยุคชุนชิว

[3]  แปลตามตัวอักษรคือ “บัณฑิตบรรณาการ” เป็นผู้ที่ผ่านการสอบระดับเมืองหลวง ที่จัดสอบทุกสามปี หากบัณฑิตคนใดสอบได้เป็นก้งชื่อ จะมีสิทธิ์ได้รับคัดเลือกจากกษัตริย์ให้เป็นผู้ถวายการรับใช้ ดังนั้นการสอบได้เป็นก้งชื่อ จึงนับว่าเป็นการก้าวสู่เส้นทางการเป็นขุนนาง

[4] บัณฑิตที่สอบผ่านสนามสอบระดับมณฑลซึ่งจัดขึ้นทุกสามปี

[5] ๑ ใน ๔ บุรุษรูปงามสมัยโบราณ ได้แก่ พานอาน หลานหลิงหวัง ซ่งอวี้ และเว่ยเจีย

[6] “ฉางหย่า” ในที่นี้หมายถึงเรือนอันเป็นที่ซ่อนตัวของฟังหย่าเฉิน

[7] ลำนำหยางชุนไป๋เสวี่ย หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ White Snow in the Spring Sunlight

[8] ชื่อจีนคือ ไป่โจว

[9] “สูจิ่น” คืองานฝีมือผ้าไหมทอดิ้นแห่งแคว้นสู่ มีต้นกำเนิดจากมณฑลซื่อชวน

[10] คำเรียกแทนตน มีความหมายว่า ข้าผู้เป็นขุนนาง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 86 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น