[นิยายแปล] ปิดแผ่นฟ้า ทุบปฐพี

ตอนที่ 18 : 4.3 คนคุ้นเคยมาเยือน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,749
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 90 ครั้ง
    21 มิ.ย. 62

                ลู่หลิงจวินแค่นเสียงขึ้นจมูก “ไยข้าต้องบอกคนอย่างเจ้าด้วย ข้ารู้จากปากพี่ไป๋หมดแล้ว แท้จริงแล้วเจ้า...”

                ข้าผลักประตูออกไปทันใด เมื่อปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าพวกเขา ลู่หลิงจวินจึงหุบปากฉับ มองข้าอย่างอึ้งงัน “พี่ไป๋ เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร...”

                ข้ากำลังจะตอบกลับได้ยินเขาพูดขึ้นราวกับแจ้งใจ “เจ้า...หรือเจ้ากับองค์หญิงได้...”

                ข้าปาดเหงื่อเย็น “พี่ลู่ แท้จริงแล้วข้าก็คือ...”

                กระบี่เล่มยาวของลู่หลิงจวินกดลงบนลำคอของซ่งหลางเซิงมากยิ่งขึ้นอีก ดวงตาทั้งคู่เป็นประกายวาววับ “พี่ไป๋วางใจเถิด ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้ราชบุตรเขยมีโอกาสทำร้ายเจ้าเด็ดขาด!

                ซ่งหลางเซิงมุ่นคิ้ว “ข้า? เหตุใดข้าต้องทำร้ายเขา[1]ด้วย”

                ลู่หลิงจวินเปล่งเสียงหัวเราะเย็นเยียบออกมาจากลำคอ “เจ้าตอนชายบำเรอทุกคนขององค์หญิง ยังคิดว่าจะปิดบังคนอื่นได้อย่างนั้นหรือ”

                คำพูดของเขาทำเอาข้าสะอึกจนพูดไม่ออก ท่านราชบุตรเขยของข้ามิได้กินผัก[2]นะ สิ้นประโยคนี้ สันหลังข้าก็เสียววาบทันที ซ่งหลางเซิงผินหน้ามามองข้าด้วยสีหน้าเย็นเยียบจนน่าจะกะเทาะออกมาเป็นเกล็ดน้ำแข็งได้ “เขาเป็นคนบอกเจ้าเช่นนี้รึ”

                เมื่อเห็นว่าปากพล่อยๆ ของลู่หลิงจวินกำลังจะพ่นถ้อยคำสะเทือนขวัญออกมาอีกครั้ง ข้าจึงรีบสะบัดแขนเสื้อตัดบทคำพูดของเขาทันควัน “พี่ลู่! วันนี้เจ้าวู่วามเกินไปแล้ว รีบกลับไปซะ”

                ลู่หลิงจวิน “ข้าต้องช่วยเจ้าให้ได้ หาไม่แล้วเจ้าคงหนีไม่พ้นน้ำมืออำมหิตของราชบุตรเขย”

                ข้าไม่กล้าสบตาซ่งหลางเซิงตรงๆ ได้แต่เอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี “ราช...ราชบุตรเขยมิใช่คนเช่นนั้น ก่อนหน้านี้ข้าเพียงล้อพี่ลู่เล่น สรุปคือ...ก่อนที่จะมีคนแห่กันมามากกว่านี้ เจ้ารีบหนีไปซะ วันหน้า...”

                “จะมีวันหน้าที่ใดอีกเล่า!” แววตาของลู่หลิงจวินวาววับ “ข้าเอากระบี่จ่อคอราชบุตรเขยเช่นนี้ มีหรือที่เขาจะยอมปล่อยเสือกลับภูเขา”

                “ราชบุตรเขยเป็นคนเมตตาอารี ไม่มีทางถือสาการกระทำของเจ้าในวันนี้หรอก...”

                ซ่งหลางเซิงผู้เมตตาอารี “ใครว่า”

                ขณะที่เขาเอ่ยประโยคนี้ ความสนใจของลู่หลิงจวินยังอยู่ที่ตัวข้า ดังนั้นเมื่อซ่งหลางเซิงใช้ศอกโจมตีกลับไป ลู่หลิงจวินจึงเบี่ยงกายหลบตามสัญชาตญาณ ซ่งหลางเซิงปัดคมกระบี่ออกจากตัวไปได้โดยไม่เปลืองแรง จากนั้นเขาก็คลายสายคาดเอวออก เอ่ยเสียงเย็นเยียบ “เจ้าอย่าคิดว่าจะหนีไปได้”

                ลู่หลิงจวินรีบกระชับสาบเสื้อเข้าหากัน “เจ้าคิดจะทำอะไรข้า...” คิดอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาก็เริ่มสงบนิ่ง “แต่ว่าเจ้าก็ไม่มีน้ำยาหรอก...”

                “...”

                ซ่งหลางเซิงสะบัดข้อมือดึงสายคาดเอวออกมากลายเป็นกระบี่อ่อนเล่มหนึ่ง มือขวาของเขาจับกระบี่ ตวัดแขนยื่นไปข้างหน้าเป็นท่าเตรียมโจมตี ไม่ทันให้ข้าเอ่ยห้าม กระบี่ก็แทงออกไปแล้ว

                ราชบุตรเขยผู้นี้มีฝีมือทัดเทียมจ้วงหยวนฝ่ายทหาร เขาเคยร่ำเรียนวิชายุทธ์มาก่อน เรื่องนี้ใครต่อใครล้วนรู้กันทั่ว ลู่หลิงจวินเอ๋ย เหตุใดเจ้าถึงไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเอาเสียเลย

ขณะที่ข้ากำลังจะถลันเข้าไปขวางหน้าพวกเขาไว้ คนทั้งสองก็ปะทะกันไปแล้วหลายกระบวนท่า ข้ามองลู่หลิงจวินที่เคลื่อนไหวร่างกายได้พลิ้วไหวจนตาค้าง เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงคำกล่าวที่ว่าคนเราไม่อาจตัดสินกันที่ภายนอกได้

                ทั้งสองเจ้ารุกข้ารับอยู่นับร้อยกระบวนท่า ต่างฝ่ายต่างเผยสีหน้ายิ่งรบยิ่งห้าวหาญ ว่ากันว่ายามที่ยอดฝีมือมาพบกันมักจะต้องเปิดฉากต่อสู้กันสามวันสามคืนแล้วจึงจะนับถือชื่นชมกันในภายหลัง ขณะที่ข้ากำลังคิดว่าควรจะเตรียมสุราอาหารมารอท่าให้พวกเขาร่วมฉลองกันดีหรือไม่นั้น ซ่งหลางเซิงพลันกระโดดผลุงออกมายืนอยู่ด้านข้าง ครั้นแล้วก็ดีดนิ้วด้วยสีหน้าเรียบเฉย พริบตาเดียวองครักษ์เงาในจวนก็กรูกันออกมาจากทุกมุมไม่ว่าจะเป็นบนหลังคา พุ่มไม้ หลังต้นไม้...แล้วพุ่งเข้าโอบล้อมลู่หลิงจวินเอาไว้

                ข้ารั้งตัวราชบุตรเขยที่กำลังจะหมุนกายจากไป “ไยเจ้าไม่สู้ต่อแล้วเล่า”

                “ถึงเวลาอาหารเย็น หิวแล้ว”

                “...” ก็บอกแล้วว่าคนผู้นี้จะใช้หลักการทั่วไปมามองไม่ได้ ไม่รู้จักจำบ้างเลย

                ครั้นเห็นว่าลู่หลิงจวินตกอยู่กลางวงต่อสู้อีกครั้ง หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ช้าเร็วเขาต้องถูกจับกุมตัว ข้าจึงเอ่ยว่า “ปล่อยเขาไปเถิด”

                ซ่งหลางเซิงกล่าวอย่างไม่อนาทร “องค์หญิงบอกให้พวกเขาหยุด พวกเขาก็ย่อมต้องหยุดมืออยู่แล้ว”

                หากทำเช่นนั้น ลู่หลิงจวินก็ต้องสงสัยว่าเหตุใดองครักษ์เงาในจวนองค์หญิงถึงได้ยอมเชื่อฟังคำสั่งจากชายบำเรอคนหนึ่งนะสิ

                แม้เมื่อครู่ข้าจะอยากบอกความจริงกับลู่หลิงจวิน ทว่าตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว

                ข้าคว้าตัวซ่งหลางเซิงเอาไว้ “มิสู้เจ้าให้เขาพาตัวข้าไป”

                ซ่งหลางเซิงเหมือนได้ยินไม่ชัด “เจ้าว่าอะไรนะ”

                ข้ากระแอมให้คอโล่ง “เจ้าให้เขาพาตัวข้าไปก่อน แล้วเดี๋ยวข้าจะกลับมาอธิบายให้เจ้าฟัง”

                ซ่งหลางเซิงหน้าบึ้ง “เจ้าไม่พูดให้ชัดเจนแล้วเหตุใดข้าต้องเชื่อเจ้าด้วย”

                “เพราะว่าข้าเป็นองค์หญิง”

                ซ่งหลางเซิงตะลึงงัน

                “ข้าต่างหากถึงจะเป็นนายของจวนแห่งนี้ หรือว่าไม่จริง”

                ซ่งหลางเซิงคงคาดไม่ถึงว่าข้าจะใช้ความเป็นองค์หญิงมาข่มเขาในเวลานี้ สีหน้าเขาแปรเปลี่ยน ก่อนเอ่ยต่อ “นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าพูดเช่นนี้กับข้าหลังจากความจำเสื่อม”

                ข้ามิได้ต่อปากต่อคำ เขามองไปยังลู่หลิงจวินที่ยังคงรับมือกับองครักษ์เงา “เป็นเพราะเขา หรือเพราะสัญญาที่เขาพูดถึง”

                ข้าส่ายหน้า “ข้ามีเหตุผลของข้า และรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ดังนั้น...หวังว่าราชบุตรเขยจะเชื่อข้า”

                ซ่งหลางเซิงเลิกคิ้ว นัยน์ตามีประกายวูบไหวแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปบอกให้พวกองครักษ์เงาถอยไปแล้วโบกมือพูดกับลู่หลิงจวิน “ในเมื่อองค์หญิงทรงประสงค์ให้ปล่อยตัวเจ้า ข้าก็จะไม่ขัดพระประสงค์ เจ้าก็เอาตัวให้รอดแล้วกัน”

                เขาโกรธข้าจริงด้วยๆ พูดจบก็เดินจากไปทันที ชุดคลุมยาวสีแดงโบกสะบัดคล้ายปลาที่สะบัดหางหายวับไป

                ลู่หลิงจวินใช้กระบี่ยันพื้นดินหอบหายใจฮักๆ พอได้ยินประโยคนั้นก็ปรี่เข้ามาถามข้า “องค์หญิงรับสั่งเช่นนั้นจริงๆ รึ” แล้วก็ชะโงกหน้ามองเข้าไปในเรือน ก่อนจะเอ่ยอย่างผิดหวัง “ในเมื่อองค์หญิงทรงจำข้าได้ เหตุใดจึงไม่ยอมออกมาพบข้าเล่า”

                ข้ากลัวจะถูกจับได้จึงรีบลากเขาออกไป “เจ้ามีคำพูดอะไร สักวันย่อมมีโอกาสได้ทูลพระองค์ ไปเถิด”

                แล้วข้ากับลู่หลิงจวินก็หนีตามกัน...เอ่อ ไม่ใช่ ก็เดินออกไปพร้อมกัน

                เขาเตรียมม้าไว้แล้วตัวหนึ่ง เราสองคนหนีไปได้ระยะหนึ่งก็ลงจากม้า เขาใช้แส้หวดลงบนหลังม้าอย่างแรงจนเลือดซิบเพื่อให้มันวิ่งห้อตะบึงไปด้วยตัวเอง ก่อนจะลากข้าเดินเร็วๆ ไปยังทิศทางตรงกันข้าม เห็นได้ชัดว่ากลัวราชบุตรเขยจะเปลี่ยนใจไล่ตามมา

                ข้าเห็นว่าเขามีท่าทีเซื่องซึมไม่ร่าเริง จึงลองถามหยั่งเชิง “พี่ลู่ ไม่เคยได้ยินเจ้าเล่าให้ฟังมาก่อนเลยว่าเจ้าเคยมีสัญญาในวัยเยาว์กับองค์หญิงด้วย”

                ลู่หลิงจวินถอนหายใจ “เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันกับทั้งชีวิต แต่ถึงอย่างไรข้าก็ช้าไปก้าวหนึ่ง”

                ข้ากลั้นลมหายใจ ความหมายในถ้อยคำนี้เหมือนจะสอดคล้องกับเนื้อความในสมุดใจถังโดยมิได้ตั้งใจ “ไม่ทราบว่าพี่ลู่เกิดปีใดหรือ”

                ลู่หลิงจวินถามอย่างแปลกใจ “เจ้าถามไปทำไม”

                “พี่ลู่ช่วยเหลือข้าโดยไม่หวั่นเกรงอันตราย นับแต่นี้ถือว่าเป็นพี่น้องกับผู้แซ่ไป๋แล้ว พอคิดเช่นนี้ ข้ายังไม่รู้เลยว่าเราสองคนใครเป็นพี่ จะได้ไม่เสียแรงที่สนิทสนมเป็นสหายรู้ใจกันอย่างไรเล่า”

                ลู่หลิงจวิน “เกิดปลายปีมะโรงธาตุน้ำ อายุยี่สิบเอ็ดปี”

                “ผู้น้องอ่อนกว่าหนึ่งปี”

                ลู่หลิงจวินคลี่ยิ้ม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ต่อไปข้าจะเรียกเจ้าว่าน้องชาย ส่วนเจ้าก็เรียกข้าว่าพี่ใหญ่ลู่ก็แล้วกัน ข้ารับได้”

                ข้าทางหนึ่งพยักหน้ารับ ทางหนึ่งแอบคิดว่า หากยามเด็กเรียกคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันว่าพี่ชายใหญ่ เห็นทีสมองข้าคงถูกผึ้งต่อยจนเลอะเลือนไปแล้ว

                ข้าถาม “แล้ว...ตอนที่เจ้าสัญญากับองค์หญิง เจ้าอายุประมาณเท่าใดหรือ”

                “อืม...ตอนนั้นข้าสิบขวบเห็นจะได้”

                สิบขวบ? ข้าแต่งงานกับราชบุตรเขยตอนอายุสิบแปด ต่อให้ในสมุดใจถังบอกว่าเป็นการแต่งงานหลังจากที่หานเฝ่ยหนีสมรสไปแล้วก็ตาม ทว่าหากย้อนกลับไปสี่ปี อย่างน้อยเขาก็ต้องอายุสิบสี่แล้วมิใช่หรือ เขาไม่ใช่พี่ชายใหญ่จริงๆ ด้วย ก็จริงนะ หากเป็นพี่ชายใหญ่ ตอนเจอหน้าข้ามีหรือจะจำข้าไม่ได้

                ข้าผ่อนลมหายใจเฮือกหนึ่ง พอจะสูดลมหายใจเข้าอีกครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดข้าจึงต้องถอนหายใจอย่างโล่งอกเช่นนั้นด้วย ราวกับข้าไม่ยินยอมเชื่อว่าเขาคือพี่ชายใหญ่ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แล้วหากลู่หลิงจวินเป็นพี่ชายใหญ่จะมีอะไรไม่ดีเล่า หน้าตาหล่อเหลา มีอารมณ์ขัน เลือดร้อนบ้าระห่ำ เก่งทั้งอักษรและการต่อสู้ นับเป็นบุรุษมากความสามารถ แต่จะว่าไป ตอนข้าเก้าขวบเคยไปสัญญาอะไรกับเขาไว้นะ แล้วเหตุใดเขาจึงคิดว่าองค์หญิงเซียงอี๋จะต้องใช้สัญญานี้มาแลกกับตัวไป๋อวี้จิงเล่า

                ลู่หลิงจวินสังเกตเห็นว่าข้าลอบมองเขาตลอดเวลา จึงหันมาสบตากับข้า “ทำไมรึ เพิ่งค้นพบใช่หรือไม่ว่าข้าช่างหล่อเหลาองอาจ สง่างาม มีราศี เลยรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นที่สุด...”

                “เหตุใดเจ้าจึงช่วยข้า” ข้าถาม “อันที่จริงข้ากับพี่ลู่รู้จักกันเพียงผิวเผินเท่านั้น ไม่จำเป็นที่เจ้าจะต้องใช้สัญญาที่สำคัญต่อเจ้ามาแลกเปลี่ยน มิใช่ว่าเจ้า...อยากเข้าไปเป็นชายบำเรอในจวนองค์หญิงมาตลอดหรอกหรือ”

                ลู่หลิงจวินโคลงศีรษะพลางครุ่นคิด “ชีวิตคนสำคัญนี่นา...”

                “ข้าก็ไม่ได้ต้องเอาชีวิตไปทิ้งเสียหน่อย...”

                “ความเป็นชายของบุรุษนั้นสำคัญยิ่งกว่าชีวิต...อีกอย่าง” ลู่หลิงจวินส่งยิ้มน้อยๆ ให้ข้า “น้องไป๋ก็ไม่เหมือนผู้ใด ข้าเองก็บอกไม่ถูกเช่นกัน แต่พอคิดว่าเจ้าต้องประสบความทุกข์ทรมานเช่นนั้น ในใจข้าก็สงสาร นี่คงเป็นเพราะข้าถูกชะตากับเจ้าราวกับรู้จักกันมานานกระมัง”

                “ดีเหลือเกินที่เจ้าถูกชะตากับข้าราวกับรู้จักกันมานาน เพียงแต่ไม่รู้ว่าพี่ลู่จะจัดการกับน้องชายอย่างข้าที่เหมือนรู้จักกันมานานเช่นไร”

                ลู่หลิงจวินชะงักฝีเท้า ก่อนชี้ไปยังซุ้มประตูที่ตั้งตระหง่านเบื้องหน้า “ที่นี่ น้องชายสนใจหรือไม่”

                ลู่หลิงจวินพาข้ามาที่นี่ดังที่คาดไว้จริงๆ

                ข้าพยายามเกร็งหน้าไม่ให้ผุดยิ้ม เหลือบมองไปยังอักษรตัวใหญ่สีทองอร่ามสามตัวในกรอบสีฟ้า... กั๋วจื่อเจียน

                ลู่หลิงจวินมาอยู่ในเมืองหลวงตัวคนเดียว ไม่มีญาติมิตรที่ใด เมื่อเกิดความคิดจะช่วยเหลือข้า ไม่ว่าหลังจากนี้เขามีแผนการเช่นไร แต่ด้วยนิสัยของเขาย่อมมองสถานที่ที่อันตรายที่สุดเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด

                ดังนั้นกั๋วจื่อเจียนจึงเป็นสถานที่ที่ลอดหูลอดตาผู้คนได้ดีเยี่ยมที่สุด

 

กั๋วจื่อเจียนมีการป้องกันอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียน หอนอน การกินการอยู่ล้วนมีข้อห้ามบัญญัติเอาไว้ ยามนี้เลยเวลาที่จะเข้าออกอย่างอิสระแล้ว ตามทางเดินค่อนข้างเงียบกริบ เราจึงไม่เป็นที่ดึงดูดความสนใจจากผู้คนมากนัก

                ข้าถาม “เราจะเข้าทางประตูหลักรึ”

                ลู่หลิงจวินยิ้มน้อยๆ “น้องไป๋ช่างมีอารมณ์ขันเสียจริง”

                น้องไป๋ผู้มีอารมณ์ขัน “...”

                ด้วยเหตุนี้ลู่หลิงจวินผู้มีวิชาตัวเบาจึงพาข้าเหาะข้ามกำแพง เดินผ่านเส้นทางเล็กๆ อ้อมประตูไท่เสวีย ตรงดิ่งไปยังหอนอนของศิษย์กั๋วจื่อเจียน เขาพาข้ามาถึงที่นี่ได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค ไม่ต้องจินตนาการให้มากความก็รู้ว่าวันปกติเขาคงไม่ชอบเข้าตามตรอกออกตามประตูเท่าใดนัก แต่เพลิดเพลินกับอุปนิสัยแบบมือสังหารมากกว่า

                ที่ทำให้ข้าประหลาดใจก็คือตลอดเส้นทางนี้แทบจะไม่ได้พบเจอใครเลย ตามหลักแล้ว ต่อให้บรรดาศิษย์ต้องกระทำกิจต่างๆ ตามเวลาก็คงไม่ถึงกับไม่พบเจอผู้ใดแม้แต่พวกบัณฑิต อาจารย์ หรือผู้ช่วยสอนกระมัง

                ลู่หลิงจวินพาข้าเข้าไปในห้อง งับประตูปิด ค้นชุดคลุมยาวสีฟ้าของศิษย์กั๋วจื่อเจียนชุดหนึ่งออกมาจากตู้เสื้อผ้า ก่อนจะผลัดเปลี่ยนชุดพลางเอ่ยว่า “วันนี้ยามจอ[3] มีพิธีมงคลในตำหนักปี้ยง ทุกคนล้วนไปชุมนุมกันที่นั่น เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ก่อน อย่าเที่ยวเดินสะเปะสะปะไปทั่ว ข้าจะรีบไปร่วมงาม เสร็จพิธีแล้วจะไปพูดคุยเรื่องของเจ้ากับใต้เท้าจี้จิ่ว ส่วนเรื่องอื่นๆ ไว้ค่อยว่ากัน”

                ข้าพยักหน้ารับ ลู่หลิงจวินสั่งความอย่างรวบรัดอีกเล็กน้อย สวมหมวกนักปราชญ์แล้ววิ่งตื๋อออกไป

                ข้ากำลังจะปิดประตูทว่ากลับมีมือสีดำสอดเข้ามาตรงที่จับประตูแล้วรั้งเอาไว้ เอาล่ะ ความจริงมือนี้มิใช่สีดำหรอก แต่เพราะค่ำคืนมืดมิด เงามืดทึบทึม มองไม่ออกว่าผู้ที่มาเยือนหน้าตาเป็นเช่นไร ข้าถอนหายใจ “ราชบุตรเขย เจ้ามาเร็วจริงๆ...”

                ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเขาคงตามมาเพราะไม่วางใจ โดยที่ลู่หลิงจวินไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย เพียงเท่านี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าวิชาตัวเบาของราชบุตรเขยนั้นเหนือชั้นกว่า

                ซ่งหลางเซิงคว้าตัวข้าได้ก็ดึงให้ตามเขาไปอย่างไร้ความเกรงใจ ข้ามึนงงไปกับการกระทำของเขา “นี่” พอเห็นว่าเขาไม่สนใจ ข้าจึงพูดว่า “เจ้าคงไม่คิดจะพาข้ากลับไปกระมัง”

                ซ่งหลางเซิงยอมปล่อยมือจากแขนเสื้อข้า หยุดฝีเท้าแล้วหันมาพูดในที่สุด “องค์หญิงก่อเรื่องวุ่นวายพอแล้วกระมัง”

                “ข้ามิได้ก่อเรื่อง”

                ซ่งหลางเซิงหัวเราะเสียงเย็น “หรือเจ้าคิดจะนอนร่วมห้องกับเจ้าศิษย์กั๋วจื่อเจียนผู้นั้น”

                “นี่เจ้า ข้า...” ข้าชี้จมูกเขา “ห้ามพูดกับข้าด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเช่นนี้ มันทำให้ข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังหึงหวงข้า”

                ซ่งหลางเซิงหลุดปากออกมาว่า “เดิมทีข้าก็...” จากนั้นก็หุบปากฉับ ก่อนจะกระแอมเบาๆ “องค์หญิงต้องมีคำอธิบายให้ข้า ตอนนี้ไม่มีใคร พูดมา เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุอันใด”

                “ไท่จื่อต้องการให้หานเฝ่ยรับผิดชอบเป็นผู้ตรวจการเจียงเจ้อในครั้งนี้ ทว่าเขาปฏิเสธ ไม่ได้บอกเหตุผลที่ปฏิเสธ แต่กลับเป็นเพราะฟังหย่าเฉิน และฟังหย่าเฉินก็เป็นบัณฑิตที่กั๋วจื่อเจียน”

                สีหน้าซ่งหลางเซิงฉายความคลางแคลง “หากเจ้าคิดจะลงมือกับฟังหย่าเฉินก็ไปพบเขาตรงๆ เสียเลยสิ ไยต้องหาเรื่องยุ่งให้ตนเอง”

                ข้ายักไหล่ตอบ “ข้าไม่รู้จักฟังหย่าเฉินผู้นี้ หากพบหน้ากันควรต้องพูดเช่นไรเล่า ถามมากไปก็จะเผยเรื่องที่ข้าความจำเสื่อม ได้ไม่คุ้มเสีย เรื่องบางอย่างต้องประจักษ์ด้วยตา เมื่อมั่นใจแล้วจึงค่อยลงมืออย่างรัดกุมอย่างไรเล่า”



[1] สรรพนามบุรุษที่ ๓ ของผู้หญิง () และผู้ชาย () ในภาษาจีนอ่านออกเสียงเหมือนกันคือ “ทา” ดังนั้นในบริบทนี้ผู้ฟังจึงเข้าใจว่า “ทา” ที่ผู้พูดหมายถึงเป็นผู้ชาย

[2] หมายถึง พวกถือศีลไม่รู้จักเข่นฆ่า

[3] “ยามซวี” อยู่ระหว่างเวลา ๑๙.๐๐-๒๑.๐๐ นาฬิกา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 90 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น

  1. #32 LizaKeng (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 12:29
    ราชบุตรเขย คือ พระเอกแน่แท้
    #32
    0
  2. #31 U-235 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 10:19
    พร้อมจะลงเรือราชบุตรเขยแล้วว ไม่รู้ว่าปมเรื่องยังมีอีกรึเปล่าาา จะอดใจรอตอนต่อไปนะคะ
    #31
    0