[นิยายแปล] ปิดแผ่นฟ้า ทุบปฐพี

ตอนที่ 13 : 3.3 แรกพบลู่หลิงจวิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,945
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 94 ครั้ง
    18 มิ.ย. 62

              ลู่หลิงจวินตะลึงงัน จากนั้นก็กุมมือคำนับพลางหัวเราะร่า “ดูไปแล้วน้องชายช่างหลักแหลมนัก มิทราบมีนามว่ากระไร”

                ข้าเกือบจะหลุดปากว่า “เหอเฟิง” แต่ได้สติเสียก่อนว่าชื่อนี้ได้ตายไปพร้อมกับหัวใจของข้านานแล้ว ยังจะต้องพูดถึงอีกทำไม แต่จะให้บอกว่า เปิ่นกงจู่แซ่เซียว นามฉีถัง ก็เกรงว่าเพิ่งเอ่ยจบ พี่ลู่คงหงายหลังตึงแน่นอน

                ข้ามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นป้ายหอสุราเย่ว์หยางที่อยู่ตรงข้ามเขียนว่า ไป๋อวี้จิง[1]แห่งแดนสวรรค์ จึงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ผู้น้อยแซ่ไป๋ นามว่าอวี้จิง”

             ลู่หลิงจวินเชื้อเชิญให้ข้านั่ง คงคิดว่าคนเช่นข้ามิได้คร่ำครึเกินการ พอนั่งใกล้กันเช่นนี้ ข้าจึงพบว่าองคาพยพทั้งห้าของพี่ลู่ประณีตงดงามราวหยกสลัก ตลอดทั้งร่างเขาแผ่กลิ่นอายของความฉลาดเฉลียวมีชีวิตชีวา เป็นความงามที่มีแววเป็นราชบุตรเขยได้ เคราะห์ดีที่ยามนี้ข้าเป็นคนความจำเสื่อม หาไม่แล้วบุรุษรูปงามเบื้องหน้าย่อมหนีไม่พ้นเงื้อมมือมารของข้าเป็นแน่

                ลู่หลิงจวินจิบชาอึกหนึ่ง “ถ้อยคำของพี่ไป๋ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว อันที่จริงข้ามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าจริงๆ ว่าจะได้เป็นชายบำเรอขององค์หญิงเซียงอี๋”

               หางตาข้ากระตุกเล็กน้อย เอ่ยอมยิ้ม “มิทราบว่าเหตุใดพี่ลู่จึงมีความคิดเช่นนี้ ว่ากันว่าองค์หญิงเซียงอี๋โอหังเอาแต่ใจ แม้แต่ราชบุตรเขยของนางก็ยังขื่นขมจนมิอาจเอ่ย นับประสาอะไรกับชายบำเรอคนหนึ่ง”

                ลู่หลิงจวินยิ้มพราย “พี่ไป๋รู้หรือไม่ว่าชายบำเรอแต่ละคนขององค์หญิงเซียงอี๋มีบทลงเอยเช่นไร”

                แต่ละคน? เอาเข้าจริง จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่รู้เลยว่าตนมีชายบำเรอกี่คนกันแน่

                ลู่หลิงจวินกางห้านิ้วออกมาไล่นับ “คนแรกเว่ยชิงเหิง เป็นอดีตเส้าซือก่อนที่องค์หญิงจะถึงวัยปักปิ่น เส้าซือคือตำแหน่งอะไรคิดว่าพี่ไป๋น่าจะรู้ดี ทว่าเขาอยู่ในจวนองค์หญิงเพียงครึ่งปี ออกมาก็ได้เป็นบัณฑิตสภาขุนนาง เวลานี้ยิ่งควบตำแหน่งจี้จิ่ว[2]ของกั๋วจื่อเจียนเรา ผู้คนล้วนพูดกันว่า มิใช่จิ้นซื่อ[3]เข้าสภาฮั่นหลินไม่ได้ มิใช่คนของสภาฮั่นหลินเข้าสภาขุนนางไม่ได้ เมื่อเข้าสภาขุนนางได้ แต่ละก้าวที่เดินอยู่ในราชสำนักล้วนมุ่งไปสู่จุดสูงสุดทั้งสิ้น แต่หากเข้าไปอยู่ในจวนองค์หญิง การแก่งแย่งชิงดีหลายสิบปีที่ต้องประสบล้วนรวบยอดในคราวเดียว เพียงก้าวเดียวก็ถึงตำแหน่ง”

                ข้าคลึงเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ ข้างขมับ ที่แท้ชายบำเรอคนแรกของเปิ่นกงจู่มีนามว่าเว่ยชิงเหิง

                ลู่หลิงจวินพูดจ้อไม่หยุด “คนที่สองจางเสี่ยนหยาง เดิมเป็นบุตรของขุนนางต้องโทษประหารทั้งตระกูล องค์หญิงพามาอยู่ในจวนหนึ่งปี เวลานี้ได้เป็นผู้ตรวจการเจ้อเจียง ควบตำแหน่งผู้ว่าการ ขุนนางฝ่ายเจียงไหฺวมีหลี่กั๋วจิ้วเป็นผู้นำ ส่วนเขาเป็นรอง ในบรรดาขุนนางท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง เขาคือคนที่อายุน้อยที่สุด อนาคตกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด”

                จางเสี่ยนหยาง...ชื่อนี้คุ้นหูจริงๆ อ้อ ใช่แล้ว อุทกภัยที่เจียงเจ้อจำต้องหาคนไปช่วยเหลือผู้ว่าการเจ้อเจียง ข้า...ข้าก็ว่าแล้วเชียวว่าเหตุใดไท่จื่อถึงยิ้มชั่วร้ายเช่นนั้น ที่แท้ก็จะให้ชายบำเรอคนปัจจุบันของข้าไปช่วยอดีตชายบำเรอนี่เอง!

                “คนที่สามคือบุตรชายของอดีตต้าซือหม่าฟังเหลียง ฟังหย่าเฉิน ตระกูลฟังตกต่ำเพราะคดีของฟังเหลียง ตามหลักแล้วฟังหย่าเฉินต้องติดร่างแหไปด้วย ไม่ต้องพูดถึงที่เขาเป็นขุนนาง ตัวฟังเหลียงเองยังมีศัตรูมากมาย เพียงเท่านี้ก็เกรงว่าคงเอาชีวิตไม่รอดแล้ว ทว่าเป็นเพราะองค์หญิงอีกนั่นเอง” ลู่หลิงจวินยกยิ้มมุมปาก “เวลานี้เขาดำรงตำแหน่งเป็นบัณฑิตของสำนักศึกษาก่วงเหวินในสังกัดกั๋วจื่อเจียน ควบคุมดูแลจิ้นซื่อและบรรดานักศึกษาของกั๋วจื่อเจียน”

                ข้าปาดเหงื่อบนหน้าผากเงียบๆ เอ่ยถาม “ฟังหย่าเฉินคือบัณฑิตที่สอนหนังสือให้พวกเจ้าหรือ”

                ลู่หลิงจวินพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า “ข้าใช่ พวกเขามิใช่ กลุ่มคนเมื่อครู่คือศิษย์ของกั๋วจื่อเจียน เป็นบุตรหลานขุนนางขั้นสามขึ้นไป ส่วนใหญ่มีแต่พวกคุยโวโอ้อวด แต่ข้าน่ะ ไม่เหมือนพวกเขาหรอก”

                ข้ายิ้มรับ “พี่ลู่คือเจียนหยวนของปีนี้ ผู้น้อยเลื่อมใสยิ่งนัก”

                ลู่หลิงจวินเบือนหน้าไปด้านข้างอย่างขัดเขินเล็กน้อย “มิกล้าๆ” หยุดไปครู่ก็หันกลับมากล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “อันที่จริง ข้าเองก็เลื่อมใสในตัวเองมากเช่นกัน”

                “...”

                “ส่วนคนที่สี่หานเฝ่ย...” ลู่หลิงจวินมุ่นคิ้ว “ว่ากันตามจริงแล้ว ด้วยความสัมพันธ์ของคนตระกูลหานที่เป็นขุนนางมาหลายชั่วอายุคน อนาคตของเขาจึงกว้างไกลราบรื่น ภายหลังยังกราบฟังเหลียงเป็นอาจารย์ ตามหลักแล้วเขาควรจะเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานอย่างง่ายดาย แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงทำลายอนาคตตนเองเสียได้”

                ข้าเห็นด้วยกับความคิดของเขายิ่งนัก หานเฝ่ยทำลายอนาคตตัวเองจริงๆ แต่ครั้นลองใคร่ครวญเรื่องวุ่นวายเหลวแหลกเหล่านี้อีกที อายุน้อยแค่นี้ก็อ้าแขนรับชายบำเรอเป็นโขยง ไม่ว่าคิดอย่างไรเหมือนว่าข้าต่างหากที่ทำลายอนาคตตัวเอง

                ถึงตรงนี้ข้าก็ให้รู้สึกว่าลู่หลิงจวินผู้นี้นิสัยไม่เลว กับคนแปลกหน้าก็ยังพูดคุยถึงความคิดของตนเองอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา เดิมนึกว่าจิตใจของเขาบิดเบี้ยว ยามนี้ดูๆ ไปแล้ว ปณิธานของเขาก็สมเหตุสมผลไม่น้อย เสียดายที่ข้ามีราชบุตรเขยแล้ว และที่น่าเสียดายยิ่งกว่าคือ ข้าตัดสินใจจะกลับตัวกลับใจ ไม่ทำตัวไร้ศีลธรรมเช่นที่ผ่านมาอีกต่อไป หาไม่แล้วคงเก็บความปรารถนาอันงดงามของเขาไปพิจารณาเป็นแน่

                ลู่หลิงจวินเท้าคางมองข้า “ดูเหมือนว่าพี่ไป๋เองก็สนใจเรื่องที่ข้าพูดอยู่ไม่น้อย หรือว่าเป็นผู้มีปณิธานเดียวกัน”

                ข้าโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “พี่ลู่พูดตลกแล้ว” ลู่หลิงจวินหัวเราะลั่น “พี่ไป๋ เจ้าน่าสนใจยิ่งนัก ข้าเพียงพูดเล่น แต่เจ้ากลับหน้าแดงเสียได้ บ้านคุณชายไป๋อยู่ที่ใดหรือ ดูจากการแต่งกายของเจ้าไม่เหมือนพวกนักศึกษา”

                “บ้านข้าอยู่ในเมืองหลวง ไม่อาจเรียกว่าเป็นผู้เล่าเรียนหนังสือ ที่บ้านพอมีอันจะกินอยู่บ้าง เป็นแค่พวกว่างงานไม่มีอะไรทำเท่านั้น”

                ลู่หลิงจวินพยักหน้ารับ “ที่แท้พี่ไป๋ก็เป็นพวกคนรวยว่างงานนี่เอง นี่คือขอบเขตสูงสุดที่ข้าแสวงหาเชียวนะ ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก”

                ข้าและลู่หลิงจวินกำลังสนทนากันอย่างถูกคอ ชั้นล่างพลันมีเสียงเอะอะดังขึ้นมา ลู่หลิงจวินชะโงกดูที่หน้าประตู ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยว่า “ที่แท้นักเล่านิทานก็มาถึงแล้ว หากข้ายังไม่กลับอีกเกรงว่าคงกลับไปไม่ทันประตูปิด”

ข้าพยักหน้ารับ “พี่ลู่เดินทางปลอดภัย มื้อนี้ข้าเป็นเจ้ามือเอง”

ลู่หลิงจวินโบกมือให้ข้าด้วยท่าทางดีอกดีใจ “เช่นนั้นก็ขอบคุณพี่ไป๋มาก ไว้พบกันคราวหน้า” จากนั้นเขาก็เดินหายเข้าไปในกลุ่มคนอย่างรวดเร็ว

                ข้าฟังนักเล่านิทานอยู่พักหนึ่งก็คิดได้ว่าสมควรแก่เวลากลับจวนแล้ว จึงเดินออกจากโรงน้ำชา แยกแยะทิศทางอยู่ชั่วครู่ก็ค่อยๆ เดินไปทางจวนองค์หญิง ยิ่งเดินความรู้สึกก็ยิ่งหนักอึ้ง พูดถึงปัญหาใหญ่ในจวนองค์หญิง ข้าก็ปวดศีรษะมากพอแล้ว ไหนจะยังมีเรื่องชายบำเรอที่ลู่หลิงจวินเอาออกมาตีแผ่เรียงตัวเมื่อครู่อีก คนพูดสนุกปาก แต่คนฟังอย่างข้ากลับยิ่งร้อนรนไม่เป็นสุข ข้าถึงขั้นคิดว่า เช่นนี้มิสู้ให้ข้ากลับไปเป็นเหอเฟิง ความทรงจำไม่ต้องหวนกลับมาตลอดชีวิตยังจะดีเสียกว่า จะได้ไม่ต้องจำได้ว่าตนคือองค์หญิงผู้มักมากในกาม ที่ทำลายชีวิตวัยหนุ่มของคนบริสุทธิ์ไปมากมาย

                เพราะใจลอยไม่ได้ดูทางตอนที่เดินเลี้ยวตรงหัวมุมจึงชนกับคนผู้หนึ่งจนล้มลง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าเป็นผู้เฒ่ามีอายุพอสมควร ผู้เฒ่าตวาดด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวว่าไม่รู้หรือว่าเขาเป็นใคร ข้ารีบลุกขึ้นประคองเขาพร้อมละล่ำละลักเอ่ยคำขอโทษ กระทั่งใกล้จะถึงจวนองค์หญิงจึงฉุกคิดขึ้นได้ว่า ข้าคือองค์หญิงเซียงอี๋ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ข้าก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัวมิใช่หรือ

                ดังนั้นข้าจึงรู้สึกว่า ตัวข้ามิใช่คนหยิ่งผยองโอหังเช่นที่ทุกคนโจษจัน แก่นแท้ของข้ายังเป็นคนอ่อนโยนน่าคบหา

                ทว่าน่าระอาที่มนุษย์บนโลกช่างโง่เขลา ไม่ถ่องแท้ในความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ เปิ่นกงจู่จึงไม่อยากลดตัวไปเกลือกกลั้วกับพวกเขา

                คิดได้เช่นนี้ข้าก็อารมณ์ดีขึ้นมาก ขนาดกลับถึงจวนเห็นราชบุตรเขยก็ยังรู้สึกว่าเขาหน้าตาหล่อเหลาคมคายประหนึ่งต้นหยกต้องลม

                เอาล่ะๆ เมื่อครู่นี้เป็นเพียงความคิดแต่งเติมที่แสดงให้รู้ว่าข้าอารมณ์ดีเท่านั้น อันที่จริงข้ากลับจวนมาก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของราชบุตรเขย เขาส่งคนมาแจ้งว่ามีคดีต้องสะสาง เย็นนี้ไม่กลับจวนมากินอาหารเย็น

                มื้อเย็นที่ไม่มีราชบุตรเขยอยู่ด้วยช่างน่าเบื่อ แม้ตัวราชบุตรเขยจะเป็นคนที่น่าเบื่อมากก็ตาม แต่อย่างน้อยอยู่กับเขาก็ไม่หดหู่ใจ

 

ข้ามองสระน้ำที่สะท้อนแสงจันทร์อยู่เพียงลำพัง ประหวัดคิดถึงคืนวันในอดีต ยามนี้ข้าจะต้องนั่งชมจันทร์กับซวี่ฟังในลานบ้านเล็กๆ เขาน่าสนใจกว่าราชบุตรเขยเป็นไหนๆ ทั้งเล่าเรื่องเก่ง ทั้งรู้จักพูดเรื่องตลก ไหนจะยังเป่าเซียวเป็น ที่สำคัญที่สุดคือ ปล่อยให้ข้ากลั่นแกล้งเขาอย่างไรก็ได้ ยามอยู่กับเขา หัวใจทั้งดวงของข้าจะสงบสุข ทั้งรื่นรมย์ทั้งสบายใจ

                คิดไปคิดมา ขอบตาของข้าก็เริ่มรื้นน้ำตาอีกจนได้ หัวใจเจ็บแปลบวูบโหวง ดูทีการคิดว้าวุ่นคนเดียวคงมิใช่เรื่องดี ข้าตบศีรษะตัวเองเบาๆ ตัดสินใจว่าจะกลับไปห้องหนังสือเพื่อหาอะไรมาเบี่ยงเบนความสนใจ

                เมื่อกลับมาที่ห้องหนังสือ ข้าก็นึกถึงสมุดปกหนังสีแดงที่เห็นคราวก่อนขึ้นมาได้ เพราะเฉิงกงกงมาหาเสียก่อนจึงยังไม่ทันได้พลิกดูด้านใน ยามนี้จู่ๆ ก็เกิดนึกสนใจ จึงให้สาวใช้ชงชามาหนึ่งป้าน ส่วนตัวข้าก็นั่งลงค่อยๆ เปิดอ่านช้าๆ

                เมื่อถือสมุดเล่มนี้อยู่ในมือ หัวใจพลันรู้สึกหนักอึ้งพิกล

                พลิกมาหน้าแรก เห็นตัวอักษรยึกยือโย้เย้สามตัว สมุดใจถัง

                ข้าอ้าปากค้างจนขากรรไกรแทบหลุด อักษร “ถัง” นี่คงมิได้หมายถึงตัวข้ากระมัง พลิกหน้าถัดไปก็เห็นตัวอักษรเขียนว่า วันนี้อาถังฝึกเขียนอักษร พระบิดาตรัสชมว่าลายมือของอาถังพลิ้วไหวงามสง่า เป็นระเบียบน่ามอง

                ลาย...ลายมือเด็กๆ น่าเกลียดเหมือนลูกอ๊อดเช่นนี้นะหรือที่เรียกว่าพลิ้วไหวงามสง่า พระบิดาจะทรงปดหน้าตาเฉยเช่นนี้ไม่ได้ จริงๆ นะ พระองค์ไม่ควรตามใจเด็กหญิงตัวน้อยส่งเดช นานวันเข้าก็ทำให้นางไม่รู้กฎไม่รู้ระเบียบ เป็นเหตุให้มีเซียงอี๋ในวันนี้อย่างไรเล่า...

                ข้าคลึงหว่างคิ้ว ความหมายของสมุดใจถังก็คงจะเป็น...สมุดบันทึกความในใจของอาถังกระมัง

                น่าสนใจไม่น้อย

                คราวนี้ข้าจึงพลิกอ่านหน้าต่อๆ ไปด้วยอารมณ์คึกคัก...

 

                ท่านพี่ไท่จื่อซื้อถังหูหลุกับขนมอบพุทราน้ำผึ้งให้อาถัง อาถังตัดใจกินไม่ลง เก็บไว้จนถึงเมื่อวานเพิ่งจะกินหมด เมื่อคืนรู้สึกไม่สบาย หมอหลวงบอกว่าข้ากินของสกปรก พระบิดากริ้วมาก ตำหนิท่านพี่ไท่จื่ออย่างหนัก ทั้งยังทรงลงโทษให้เขาคัดคัมภีร์เต้าเต๋อจิง[4]สิบจบ ตอนที่ข้าไปหาท่านพี่ไท่จื่อ เห็นเขาคัดจนตาแดงก่ำ ทั้งยังบอกว่าต่อไปจะไม่ซื้ออะไรให้ข้ากินอีกแล้ว

 

                ครรภ์ของพระมารดานับวันก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ พระมารดาตรัสถามข้าว่าชอบน้องชายหรือน้องสาว ข้าบอกว่าชอบน้องสาว ท่านพี่ไท่จื่อบอกว่าชอบน้องชาย เราเลยทะเลาะกัน สุดท้ายท่านพี่ไท่จื่อยอมขอโทษ ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่สนใจเขาอีกเลย

 

                พระมารดาทรงให้กำเนิดน้องชายจริงๆ ท่านพี่ไท่จื่อภาคภูมิใจนักหนา ต่อไปข้าต้องแกล้งน้องเล็กให้มากๆ

                ...

                น้องเล็กที่กล่าวถึงนี่คงจะหมายถึงไท่จื่อองค์ปัจจุบัน

                ทว่าดูทีแล้วยามวัยเยาว์ ข้าคงติดท่านพี่ไท่จื่อยิ่งนัก แทบทุกหน้าล้วนเขียนถึงเรื่องของเขา น่าเสียดายที่ตอนข้าอายุสิบสี่ปี อดีตไท่จื่อเซียวจิ่งหลานก็หนีไปไกลสุดหล้าพร้อมกับสตรีผู้เป็นที่รัก หาไม่แล้วภาระดูแลบ้านเมืองก็คงไม่ต้องตกมาถึงข้า อ่านคำบรรยายถึงความรักใคร่ชื่นชมที่มีต่อพี่ชายผ่านตัวอักษร ทันใดนั้นความรู้สึกตื้นตันก็เอ่อท้นในใจข้าอย่างยากจะพรรณนา ข้าคิดว่าหากตนมิได้สูญเสียความทรงจำ คงต้องคิดถึงเขาบ่อยๆ เป็นแน่

                ราวกับอ่านบทละครเรื่องหนึ่ง ข้าพบว่าลายมือในช่วงหลังๆ ของข้าเปลี่ยนเป็นมีระเบียบและสวยงามขึ้นมาก แตกต่างจากลายมือที่ลอกเลียนมาจากซวี่ฟังในยามนี้โดยสิ้นเชิง ดูมีความพลิ้วไหวสง่างามอยู่บ้างจริงๆ พระบิดาสมแล้วที่เป็นพระบิดา ที่แท้พระองค์ก็มีสายพระเนตรกว้างไกลในเรื่องต่างๆ เป็นข้าที่เข้าใจพระบิดาผิดไปเอง

 

                ไม่กี่วันก่อนไปแหย่รังผึ้ง ผึ้งเป็นโขยงบินฮือมาต่อยข้า ท่านพี่ไท่จื่อกอดข้าไว้ในอ้อมอก ทั้งร่างของเขาปูดบวมเพราะถูกผึ้งต่อย ทว่าใบหน้าของข้าก็บวมตุ่ยเหมือนกัน เราเป็นไข้พร้อมกัน พระมารดาทรงส่งเราออกนอกวังไปพักรักษาตัวที่คฤหาสน์บนเขาอวี้หลง ท่านพี่ไท่จื่อบอกข้าว่านี่คือโชคดีที่แฝงมาในโชคร้าย ข้าเสียใจมาก หน้าข้ามีตุ่มเล็กๆ บวมเป่งเต็มไปหมด นี่เรียกว่าโชคดีที่ใดกัน

 

                อ่านมาถึงตรงนี้ข้าก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ทว่าปลายนิ้วที่พลิกเปิดหน้าต่อไปกลับชะงักค้าง

 

                ที่แท้ท่านพี่ไท่จื่อก็มิได้ปด ในความโชคร้ายยังมีโชคดีอยู่จริงๆ ข้าได้รู้จักพี่ชายใหญ่คนหนึ่ง

               

                ‘พี่ชาย่ใหญ่ไม่รู้ว่าข้าคือองค์หญิง ทั้งยังเข้าใจว่าข้าเป็นเพียงนางกำนัลน้อยของท่านพี่ไท่จื่อ

                ’พี่ชายใหญ่บอกว่าข้าคือเด็กหน้าตาขี้ริ้วที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น แล้วก็เป็นเด็กที่น่ารักที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาด้วยเช่นกัน‘

                ข้าคิดว่าข้าคงชอบพี่ชายใหญ่เข้าให้แล้ว

                    ...

        

[1] แปลว่า นครหยกขาว เป็นชื่อของเขตปกครองทางขอบตะวันตกของมณฑลซื่อชวน ติดกับเขตปกครองตนเองทิเบต

[2] เป็นชื่อตำแหน่ง มีความหมายว่าหัวหน้า หรือผู้อาวุโส ในที่นี้คือตำแหน่งอธิการบดีของราชวิทยาลัย

[3] บัณฑิตชั้นสูง ผู้ผ่านระบบการสอบเข้ารับราชการ เทียบเท่าดุษฎีบัณฑิตในปัจจุบัน

[4] เป็นคัมภีร์โบราณที่ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง แม้จะเชื่อว่าเหลาจื่อ (๕๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช) แต่เนื้อหาบางส่วนมีมาตั้งแต่ ๔๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติและปรัชญา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 94 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น

  1. #27 U-235 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 10:05
    รอซื้อเล่มแน่นอนค่ะ อยากอ่านแล้วว หนังสือจะออกช่วงไหนหรอคะ
    #27
    0
  2. #24 Gift (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 16:00

    ลงซ้ำกับตอนที่ 12 รึเปล่าคะ

    รออ่านอยู่ค่ะ


    เรื่องนี้วางขายพร้อมกันทีเดียว 3 เล่มเลยรึเปล่าคะ

    #24
    1
    • #24-1 Baanarun_editor(จากตอนที่ 13)
      18 มิถุนายน 2562 / 17:31
      แก้ไขให้แล้วค่ะ

      เรื่องนี้เล่ม 1 จะออกก่อนนะคะ
      #24-1