[นิยายแปล] ปิดแผ่นฟ้า ทุบปฐพี

ตอนที่ 12 : 3.2 แรกพบลู่หลิงจวิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,018
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 107 ครั้ง
    17 มิ.ย. 62

               ซ่งหลางเซิงเห็นว่าข้ากลืนขนมอบเข้าไปทั้งชิ้นจึงเอามือปัดเศษขนมที่ติดเสื้อให้ “องค์หญิงเอาของบางอย่างของข้าไปหรือไม่”

                ข้าคิดอยู่ครู่จึงตอบ “อืม...เจ้าหมายถึงพัดใช่หรือไม่”

                ซ่งหลางเซิงแบมือออกมา ข้าหรี่ตามองเขา “ทำไม ก็แค่พัดพังๆ เล่มเดียว เอามาแล้วก็คือเอามาแล้วสิ”

                “ในเมื่อองค์หญิงบอกเองว่าเป็นเพียงพัดพังๆ เอาไปแล้วจะเป็นประโยชน์อันใด”

                ข้านึกถึงคำว่า “คนรัก” ที่ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของความทรงจำ จึงสะบัดหน้าไปอีกทางอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ให้”

                ซ่งหลางเซิงมุ่นคิ้ว เขาคงรู้สึกว่าข้าทำตัวก่อกวนไร้เหตุผล

                แม้ความทรงจำของข้าจะไม่มีเหลือ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ต้องการให้ในใจสามีตนมีหญิงอื่น

                ข้าอยากพูดเช่นนี้กับซ่งหลางเซิง

                ข้าถามว่า “พัดนี้มีเรื่องราวอะไรหรือไม่ ไยเจ้าจึงได้หวงแหนนัก”

                สีหน้าซ่งหลางเซิงเลื่อนลอยเล็กน้อย แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ชั่วขณะหนึ่ง ข้าพลันตาพร่า คล้ายเห็นเขากำลังโศกเศร้า

                ข้าจึงหยิบพัดเล่มนั้นออกมาจากในแขนเสื้อส่งคืนให้เขา ส่วนตนเองก็เดินกลับเข้าห้องนอน “ช่างเถอะ อย่างไรเสีย ข้าก็ไม่เคยเข้าใจเจ้าอยู่แล้ว”

                บางทีข้าคงไม่มีสิทธิ์อันใดไปตำหนิเขา ไม่ว่าจะด้วยความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงกับบรรดาชายบำเรอในอดีต หรือเพราะคนในใจที่เวลานี้ข้ายังมิอาจลืมก็ตาม

                ข้าค้นพบว่าอารมณ์เศร้าสร้อยกัดกินหัวใจข้าอยู่ไม่เกินครึ่งวัน

                หลังจากกินอาหารด้วยกันแล้ว ราชบุตรเขยก็กลับไปยังศาลต้าหลี่เพื่อจัดการคดีสำคัญ ข้านอนอยู่บนเตียงจนเริ่มกระสับกระส่าย

                เรื่องที่ไท่จื่อไหว้วานข้าหลุดรับปากไปแล้ว ทว่ากลับถูกหานเฝ่ยผู้นั้นปฏิเสธอย่างไม่ไว้ไมตรี เช่นนี้แล้วข้าจะเอาอะไรไปอธิบายให้น้องชายฟัง

                ครั้นนึกถึงฟังหย่าเฉินแห่งกั๋วจื่อเจียน ข้าก็กลิ้งตัวลงมาจากเตียง รู้สึกว่าควรต้องทำอะไรเสียหน่อย

                ข้าสวมชุดนักปราชญ์ เกล้ามวยสูง ติดหนวดปลอมเล็กๆ เส้นหนึ่ง เสร็จสรรพก็เดินอาดๆ ออกมา

                เครื่องแต่งกายที่ใช้ปลอมตนเป็นชายเช่นนี้ ข้าเสาะหามาจนครบ ลำพังเพียงหนวดอย่างเดียวก็มีสิบกว่าแบบแล้ว หนวดอักษรแปด () เอย หนวดแบบสองเส้นเอย หรือจะเป็นเคราสองข้างแก้มล้วนมีหมด ในอดีตข้าต้องชื่นชอบการปลอมตัวไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านเป็นแน่ หรือไม่ลึกๆ ในใจก็แอบซุกซ่อนความฝันที่อยากเป็นบุรุษ หรือหากข้าเป็นบุรุษจริงๆ ก็คงจะเป็นเหม่ยหรานกง[1]ที่เปลี่ยนหนวดทุกวัน ไม่มีทางทำตัวเช่นราชบุตรเขยที่วันๆ เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เป็นระเบียบเรียบร้อยทุกอณู สวมชุดขุนนางแต่เห็นชัดว่าเป็นสุภาพชนใจทราม

 

ข้าเดินเตร่บนถนนอยู่พักใหญ่ กระทั่งเดินมาถึงโรงน้ำชาตรงประตูจูเชวี่ยทางทิศใต้ จึงเข้าไปนั่งพัก

                ที่แท้โรงน้ำชาก็ตั้งอยู่ใกล้กับหอสุราเย่ว์หยางอันเลื่องชื่อของเมืองหลวง นอกจากอาหารเลิศรสแล้วยังเป็นที่ร่ำลือเรื่องราคาแพงระยับ อย่าว่าแต่ชาวบ้านร้านช่องทั่วไปเลย แม้แต่บรรดาขุนนางก็ยังไม่กล้าเข้า ด้วยไม่อยากถูกครหาว่าเบี้ยหวัดไม่พอจึงฉ้อฉลเอาเงินมาใช้จ่ายสำเริงสำราญ ดังนั้นส่วนใหญ่จึงมีแต่พวกพ่อค้าวาณิชที่ร่ำรวยและผู้สูงศักดิ์ที่ทรงอิทธิพล

                อันที่จริงเดิมข้าตั้งใจว่าจะไปลองลิ้มรสอาหารอร่อยๆ ในหอสุราแห่งนี้ดูสักหน่อย แต่กลับมาเจอโรงน้ำชานี้เข้าเสียก่อน

                โรงน้ำชาเย่ว์ลู่

                ดูจากชื่อก็รู้ว่าเจ้าของโรงน้ำชาน่าจะเป็นผู้มีรสนิยมในเชิงศิลป์ ลองถามไถ่ผู้คนที่สัญจร จึงรู้ว่าเจ้าของร้านคือศิษย์ของกั๋วจื่อเจียน เขาเคยเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนตำแหน่งไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่หลายปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาบ้างก่อนลาออกจากราชการไปสอนหนังสือที่สำนักศึกษาเย่ว์ลู่ เวลานี้อายุมากขึ้นจึงตามบุตรหลานกลับมาเปิดโรงน้ำชาในเมืองหลวง

                ที่นี่ยังมีเรื่องเล่าขานอีกมากมาย ปัญญาชนไม่น้อยในเมืองหลวงต่างพากันมาที่นี่ ซ้ำยังดึงดูดศิษย์ของกั๋วจื่อเจียนมาเนืองๆ ทั้งคนของสภาฮั่นหลินก็ยังมาดื่มชาที่นี่ด้วย นานวันเข้าชื่อเสียงจึงไม่ด้อยไปกว่าหอสุราเย่ว์หยาง

                ลูกจ้างโรงน้ำชาแห่งนี้กระตือรือร้นยิ่ง ข้าเพิ่งจะเดินเข้าไป เขาก็ขมีขมันออกมาต้อนรับ พอรู้ว่าข้าไม่ได้จองห้องรับรองส่วนตัว ก็กุลีกุจอนำทางข้าขึ้นไปยังชั้นสอง ลูกจ้างร้านชี้ไปทางแท่นยกพื้น บอกว่า “นั่นคือคนจากหอยวนผิงที่จ้างมาขับร้องบทเพลง พอถึงเวลาก็จะมีนักเล่านิทานมา แขกที่เป็นปัญญาชนหรือมีรสนิยมหลายคนล้วนชอบมาฟังเขาเล่านิทาน”

                ข้าฟังน้ำเสียงหวานจับใจที่ขับครวญบทเพลงดังกังวาน แล้วก็อดพยักหน้ารับไม่ได้ ก่อนถามต่อว่า “ชั้นข้างบนเป็นอะไรหรือ”

                ลูกจ้างร้านตอบ “ชั้นสามเมื่อมองผ่านหน้าต่างก็จะได้ชื่นชมทัศนียภาพงดงาม เป็นสถานที่สง่างามมีระดับ เสียดายที่วันนี้ศิษย์ของกั๋วจื่อเจียนจองไว้หมดแล้ว บอกว่าจะใช้สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ หากคุณชายสนใจ เชิญนั่งฟังเพลงอยู่ที่ชั้นนี้ก่อนก็ได้ขอรับ...”

                ข้าจงใจหยุดมือที่กำลังโบกพัด แสร้งทำสีหน้าทั้งประหลาดใจทั้งแจ้งใจ “ที่แท้พวกเขาก็อยู่ที่นี่ด้วย...” ครั้นเห็นลูกจ้างร้านมีสีหน้าสงสัย ข้าจึงหุบพัดแล้วโบกไปมา “บอกน้องชายตามตรง ผู้น้อยคือนักศึกษาที่เพิ่งเข้ามาใหม่ของกั๋วจื่อเจียน นับว่ายากนักที่จะบังเอิญพบสหายร่วมสำนักที่นี่...” ลูกจ้างร้านจึงผายมือนำทางให้ข้าอย่างรู้งาน “เช่นนั้นเชิญคุณชายทางด้านนี้ขอรับ”

                ยิ่งก้าวขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ ก็เริ่มได้ยินเสียงคนพูดคุยกันแว่วๆ กระทั่งแหวกม่านประตู เสียงก็ดังชัดขึ้นมาทันที ลมพัดมาปะทะหน้า ประโยคแรกที่ได้ยินคือ “เดิมคิดว่าองค์หญิงเซียงอี๋จะสำรวมตนบ้างแล้ว คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะเริ่มเข้ามาแทรกแซงเรื่องการบ้านการเมืองอีกครั้ง ได้ยินว่าคนที่ถูกขัดขวางยังเป็นคนที่จ้าวเก๋อเหล่าเสนอด้วย”

                “เจียงเจ้อเป็นพื้นที่สำคัญในการเก็บภาษีที่นาและอากรทุกชนิด เกิดเรื่องเช่นนี้ย่อมต้องรีบปลอบขวัญประชาชน จะมามัวประวิงเวลาได้อย่างไร”

                “กลัวก็แต่องค์หญิงเซียงอี๋จะส่งคนของตนเองไปทำหน้าที่นี้ หากไท่จื่อทรงเห็นชอบ ใครยังจะกล้าพูดมากอีก”

                ข้าหลับตาลงด้วยความสะท้อนใจ

                ไม่คิดว่าหัวข้อที่ปัญญาชนกลุ่มใหญ่มารวมตัวกันยามกลางวันแสกๆ เพื่อวิพากย์วิจารณ์กันนี้จะเป็นเรื่องของเปิ่นกงจู่

                สำหรับชื่อเสียงในหมู่ชาวบ้าน ข้าพอจะรู้มาบ้าง แต่ก่อนยามที่อยู่ไกลจากเมืองหลวงก็ยังได้ยินนักเล่านิทานยกเรื่องขององค์หญิงเซียงอี๋มาเล่า เพียงแต่ตอนนั้นข้ามิได้ใส่ใจฟัง ต่อมาช่วงที่ต้องระหกระเหินมายังเมืองหลวง จึงได้รู้ว่าแม้องค์หญิงผู้นี้จะมีอำนาจ ทว่าในสายตาของประชาชน โดยเฉพาะพวกปัญญาชนล้วนมองนางเป็นตัวร้าย ท่ามกลางการแก่งแย่งชิงดีของราชสำนักที่ไร้ซึ่งความจริงใจต่อกัน มือหนึ่งของนางพลิกเมฆกลบฝน อีกมือบดบังแสงสว่างแห่งฟ้าดิน

                แน่นอนว่าในความคับแค้น ผู้คนยังคงมีใจวาดหวังถึงความฝันอันงดงาม พวกเขาเชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ใต้หล้านี้ สรรพสิ่งล้วนเวียนว่ายตายเกิด ย่อมมีวันหนึ่งที่คนชั่วช้าสามานย์เช่นเปิ่นกงจู่จะถูกกรรมตามสนอง

                พวกเขานั่งจับกลุ่มกันโต๊ะละสองสามคน แสดงความคิดเห็นของตนกันอย่างเจ็บแค้น นอกจากถ้อยคำโจมตีข้าที่ฟังแล้วออกจะรุนแรงไปสักหน่อย ก็ยังมีข้อคิดเห็นที่ค่อนข้างเป็นความจริง ยิ่งเป็นเช่นนี้ข้าก็ยิ่งมองพวกเขาด้วยใจหวาดหวั่น ศิษย์ของกั๋วจื่อเจียนส่วนใหญ่ล้วนเป็นบุตรหลานขุนนาง ไม่แน่ว่าอาจมีใครจำข้าได้ แล้วคำเล่าลือที่ว่า “องค์หญิงเซียงอี๋ทรงลอบปลอมพระองค์มาสืบความ พระทัยยากแท้หยั่งถึง” ก็อาจจะแพร่ออกไปอีกครั้ง

                โต๊ะหลายตัวมีคนจับจองแล้ว ข้าหมายไปที่มุมหนึ่งซึ่งไม่สะดุดตา ครั้นนั่งลงแล้วจึงสังเกตเห็นว่าที่ม้านั่งด้านข้างมีคนผู้หนึ่งนอนทอดกายอยู่ บนหน้ามีตำราวางปิดไว้ ดูเหมือนจะหลับอยู่ ลูกจ้างร้านเดินมารินชาให้ข้า พร้อมวางของว่างแล้วจึงถอยออกไป

                ได้ยินเสียงพัดรวบปิดดังฟึ่บ ศิษย์ชุดน้ำเงินคนหนึ่งซึ่งนั่งเงียบมาตลอดพลันเอ่ยขึ้น “องค์หญิงครองลัญจกรหยกประจำแผ่นดินไว้ในมือ จะบอกว่ายื่นมือแทรกแซงการปกครองได้อย่างไร ต่อให้พวกเจ้าไม่พอใจ ก็ไม่ควรพูดเช่นนี้!

                ดวงตาข้าเป็นประกาย โอ๊ะ ไม่นึกว่ายังมีคนช่วยออกหน้าแทนข้าด้วย

                แต่แล้วก็เห็นศิษย์ชุดน้ำเงินผู้นั้นเลิกคิ้วสูง กุมมือคำนับแล้วกล่าวอย่างฮึกเหิมว่า “ตามความเห็นข้า ควรให้ปัญญาชนทั่วหล้าลงรายนามร่วมกันเขียนฎีกาบรรยายความประพฤติอันมิชอบขององค์หญิงเซียงอี๋ ชักนำให้เหล่าขุนนางร่วมกันกราบทูลขอร้องให้องค์หญิงยอมมอบลัญจกร สละอำนาจการปกครองบ้านเมืองแก่องค์ไท่จื่อ นี่ต่างหากจึงจะเป็นแผนการอันยอดเยี่ยม”

                ข้า “...”

                พี่น้องทั้งหลาย เกรงว่าแผนการนี้ยังไม่ทันได้นำมาใช้ พวกเจ้าก็คงถูกเล่นงานไปก่อนแล้ว

                ข้าก้มหน้าจิบชาเงียบๆ พลันได้ยินเสียงฟึ่บอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เสียงหุบพัด แต่เป็นเสียงตำรากระแทกใส่ศีรษะของศิษย์ชุดน้ำเงินคนนั้น

                ทุกสายตาหันขวับมามอง ข้ากะพริบตาปริบๆ อย่างงงงัน แน่นอนว่ามิใช่ฝีมือข้า แม้ข้าจะมีแรงจูงใจก็ตาม

                คนที่นอนอยู่บนม้านั่งลุกขึ้นมาพลางหาวหวอด เขาเป็นคุณชายหนุ่มที่หน้าตานับว่าหล่อเหลาเอาการ “เจียนเสวียนชิง สมองใช้การไม่ได้ก็อยู่เงียบๆ ไปเถิด มิใช่อ้าปากที เดี๋ยวก็อ้างวิถีสวรรค์ เดี๋ยวก็อ้างใจประชา”

                ศิษย์นามว่าเจียนเสวียนชิงผู้นั้นกล่าว “ที่ข้าพูดถึงคือแผนการใหญ่ที่เกี่ยวพันถึงความเป็นอยู่ของไพร่ฟ้า เจ้าจะไปรู้อะไร”

                คุณชายหนุ่มยกชาขึ้นดื่ม ดวงตาทั้งโตทั้งดำสนิทจ้องเขม็งไปที่เจียงเสวียนชิง “ข้ารู้เพียงว่าการให้องค์หญิงเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินคือการตัดสินพระทัยอันปราดเปรื่องของหวงตี้ วาจาจาบจ้วงของพวกเจ้าล้วนเป็นการล่วงเกินเบื้องสูง หากข้าไปร้องเรียน อย่าว่าแต่การสอบเอินเคอ[2]ปีนี้เลย เกรงว่าท้องพระโรงในวันหน้าก็คงไม่ได้เห็นแม้แต่เงาคนโง่เง่าเช่นพวกเจ้า”

                จบคำ ทุกคนที่นั่งอยู่พากันหน้าเปลี่ยนสี เจียงเสวียนชิงพยายามสงบอารมณ์ “คำพูดของเจ้าคนเดียว ใครจะเชื่อ”

                คุณชายหนุ่มลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ข้าจึงเห็นว่าชุดสีม่วงที่เขาสวมใส่ดูเจิดจ้ายิ่งนัก ไม่มีกลิ่นอายของนักศึกษาเลยแม้แต่น้อย เสียงหัวเราะของเขาฟังดูครึ้มอกครึ้มใจเต็มที่ “คำพูดของข้าไม่มีใครเชื่อ รอจนติดสามอันดับแรกคงมีคนยอมเชื่อกันกระมัง หากพวกเจ้าไม่พอใจก็จงแย่งอันดับจ้วงหยวนมาเบ่งบารมีสิ อ๊ะ! มิใช่สิ เจียนหยวน[3]ปีนี้คือนายน้อยเช่นข้า หากกั๋วจื่อเจียนจะมีจ้วงหยวนขึ้นมาจริงๆ ก็ย่อมต้องเป็นข้า ส่วนพวกเจ้าก็ต้องหมดหวัง”

                ดูท่าหากเทียบกันในเรื่องคะแนนคงไม่มีใครมั่นใจว่าตนจะสู้คุณชายหนุ่มผู้นี้ได้ เจียงเสวียนชิงลืมภาพลักษณ์ของปัญญาชนไปโดยสิ้นเชิง เขาขึ้นเสียงสูง “คนแซ่ลู่ ความคิดโสมมนั่นของเจ้า ทั้งกั๋วจื่อเจียนมีใครไม่รู้บ้าง หากคนเช่นเจ้ายังกลายมาเป็นขุนนางกับเขาได้ ทั้งราชสำนักมิโสโครกกันไปหมดหรือ”

                คุณชายหนุ่มยกยิ้มมุมปาก ทำทีสนอกสนใจ “ไหนเจ้าลองว่ามาสิ ความคิดข้าโสมมเช่นไร”

                เจียงเสวียนชิงโกรธจนหน้าเขียว ยกมือสั่นๆ ชี้หน้าเขา “เจ้า เจ้า เจ้า...”

                คุณชายหนุ่มยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบบนม้านั่ง สะบัดชายชุดคลุม กะพริบตาปริบๆ คล้ายหยอกล้อสามส่วนไม่ยี่หระสามส่วน “แค่จะพูดให้จบความยังพูดออกมาไม่ได้ พวกเจ้าช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี ข้าลู่หลิงจวิน หนึ่งไม่ขอเป็นขุนนางบุญหนักศักดิ์ใหญ่ สองไม่ปรารถนาให้ชื่อเสียงขจรไกลไปร้อยชาติ ปณิธานสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตนี้คือได้เป็นชายบำเรอขององค์หญิงเซียงอี๋ แค่พูดออกมามันจะเป็นอะไรนักหนา!

                หลังจากที่คุณชายหนุ่มนามลู่หลิงจวินโพล่งความคิดสะท้านโลกานี้ออกไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ข้ายังคงถือถ้วยชาค้างในท่าเดิมโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี ดูเหมือนว่าระดับความใจกว้างของเปิ่นกงจู่ได้เลื่อนไปสู่ขอบเขตใหม่อีกขั้นหนึ่งแล้ว

                เห็นได้ชัดว่าคนอื่นๆ ในที่นี้ไม่ได้เปิดกว้างเช่นนั้น โดยเฉพาะเจียงเสวียนชิงที่หายใจฟึดฟัดด้วยความโมโหจนรูจมูกพะเยิบพะยาบ ทำท่าจะอ้าปากพูดหลายครั้งแต่ก็หุบปากไปดังเดิม สุดท้ายจึงพาลถีบโต๊ะตัวหนึ่งพลิกคว่ำแล้วสะบัดแขนเสื้อจากไป ทิ้งให้คนที่เหลือมองหน้ากันไปมาด้วยความงงงัน ก่อนจะทยอยกันจากไปอย่างไม่สบอารมณ์

                ทั้งชั้นจึงเหลือเพียงข้ากับลู่หลิงจวินสองคน

                เรามองตากันเงียบๆ ไม่มีใครเอ่ยคำ

                อันที่จริงเป็นเพราะข้าไม่รู้ว่าควรจะเริ่มพูดจากที่ใด ในใจร่างบทเอาไว้สองสามประโยค จะพูดว่า พี่ชายช่างมีปณิธานยิ่งใหญ่นัก น้องชายรู้สึกเลื่อมใส หรือจะพูดว่า ความเห็นของท่าน ผู้น้อยมิกล้าเห็นด้วยจริงๆ แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ล้วนไม่อาจกลบเกลื่อนความจริงที่ว่าจิตใจของคุณชายหล่อเหลาผู้นี้บิดเบี้ยวได้เลย

                ยังดีที่อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน “เจ้าคือใคร”

                ...

                ข้ากระแอมค็อกแค็ก ก่อนจะกุมมือคำนับพลางส่งยิ้มให้ “เดิมผู้น้อยฟังเพลงอยู่ในร้าน ได้ยินว่าศิษย์ของกั๋วจื่อเจียนมาสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กันที่นี่ ด้วยความใคร่รู้จึงตามมาดู หากถือวิสาสะไปต้องขออภัยพี่ชายด้วย”

                ลู่หลิงจวินพลันทำท่ากระจ่างแจ้ง ถามว่า “มิทราบว่าเจ้าคิดเช่นไรกับคำพูดของข้าเมื่อครู่”

                ความคิดของข้าคือ...อันที่จริงชายบำเรอที่บ้านข้ามีเยอะพอแล้ว

                ข้ารวบพัด ตอบกลับว่า “ดูทีแล้วพี่ชายไม่เหมือนคนที่จะเข้าร่วมงานชุมนุมอะไรเช่นนี้เลย เมื่อครู่เกรงว่าเพื่อตัดบทสหายร่วมสำนักจึงได้เอ่ยออกมาเช่นนั้น ดังคำว่าหายนะล้วนเกิดจากปาก หากผู้น้อยเดาไม่ผิดละก็ พี่ชายกำลังช่วยพวกเขา”



[1] แปลว่า พระเจ้าหนวดงาม เป็นฉายาของโจวทง ซึ่งเป็นตัวละครในสุ่ยหูจ้วน หนึ่งในสี่วรรณกรรมอมตะของจีน เป็นผู้มีหนวดเครายาวงดงามมีเสน่ห์

[2] เหมือนการสอบเคอจวี่ (การสอบเข้ารับราชการ) แต่จะจัดขึ้นเฉพาะในโอกาสพิเศษที่มีเรื่องน่ายินดี เช่น หวงตี้รับพระสนม องค์รัชยาทดำรงตำแหน่ง วันเกิดไท่โฮ่ว เป็นต้น

[3] ผู้ที่สอบติดอันดับหนึ่งของราชวิทยาลัยกั๋วจื่อเจียน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 107 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น

  1. #23 Wawa (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 17:47

    เรื่องนี้ฮาเร็มมั้ยคะ

    #23
    1