[นิยายแปล] หนึ่งใจมีไว้รักคุณ

ตอนที่ 6 : 3 ความอบอุ่นใจ (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,559
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 132 ครั้ง
    15 ธ.ค. 61

เวิงอวี่ได้ยินเพื่อนพูดถึงเหยียนเฉียวก็เงี่ยหูฟังทันทีไม่นะ เมื่อวานหลังจากที่เขาช่วยฉันขนของย้ายบ้านเสร็จแล้วก็รีบออกไปกินข้าวกับแม่ของเขา

ชะงักไปครู่หนึ่ง เวิงอวี่ถามกลับทำไมเหรอ

“เธอฟังนะ เช้ามืดวันนี้ตอนที่ฉันกับอิ้นชีไปหาจือจือที่ร้านมิ้วส์บาร์ ฉันบังเอิญเจอเหยียนเฉียวด้วย”

หญิงสาวกำมือถือไว้แน่น

แต่เพราะต้องรีบไปส่งจือจือ ฉันก็เลยไม่มีเวลาดูให้แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า แต่เธอก็รู้ใช่ไหมว่าฉันสายตา ๕.๐ มาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนนี้เองที่น้ำเสียงของเฉินหานซินเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบฉันว่าฉันเห็นไม่ผิดหรอก ผู้ชายคนที่กำลังชนแก้วกับผู้หญิงอื่นคนนั้นน่ะต้องเป็นเหยียนเฉียว ไม่ผิดแน่นอน

เวิงอวี่ตัวแข็งทื่อ คล้ายกับว่าหูดับ พลันไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น

ฮัลโหล นี่ยายปีเตอร์แพน เธอยังฟังอยู่รึเปล่า เสียงร้องถามอย่างร้อนรนของเฉินหานซินดังมาตามสาย

ฮัลโหล?!

            ...

ขณะที่เฉินหานซินยังรอฟังคำตอบจากเวิงอวี่ด้วยความเป็นห่วง ภายในสมองของเวิงอวี่กลับว่างเปล่า

เมื่อวานเย็นที่เหยียนเฉียวไม่ได้โทร.หาเธอ เป็นเพราะอยู่ที่บาร์ทั้งคืนหรอกหรือ แล้วที่เขาโทร.มาเมื่อเช้า บอกว่าเกิดเรื่องขึ้นเยอะแยะ ทั้งยังซับซ้อนวุ่นวาย ไม่รู้ว่าจะเล่าให้เธอฟังยังไงดี...

หญิงสาวพยายามสงบใจ คลี่ยิ้มน้อย ๆ แล้วฝืนตอบกลับ “คงเป็นงานเลี้ยงของเพื่อน ๆ ของเขามั้ง...”

เฉินหานซินหัวเราะเสียงแข็งออกมาครั้งหนึ่ง ปาร์ตี้กลางดึกในบาร์งั้นหรือ ฟังดูน่าสนใจนะ เวิงอวี่ เธอต้องรีบไปหาเหยียนเฉียวเดี๋ยวนี้เลย ไปถามให้รู้เรื่อง ถ้าเขากล้าทำเรื่องที่ผิดต่อเธอแบบนี้ ฉันคงต้องมองเขาให้ดี ๆ อีกครั้งซะแล้ว”

ขู่เสร็จ เวิงอวี่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะตอบกลับ เฉินหานซินที่เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองพูดเสียงเข้มไปนิดจึงลดเสียงลง ...ฉันละโกรธจือจือมาก ยายนั่นกับมู่ซีไม่เพียงสร้างเรื่องยุ่ง ยังจะพาตัวเองไปลงหลุมอีก ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าทางนี้เธอก็เกิดเรื่องเหมือนกัน ฉันยังคิดมาตลอดเลยว่าเหยียนเฉียวไม่มีทางทำแบบนี้กับเธอหรอก”

คำพูดของเฉินหานซินถึงแม้จะดังเข้าหู แต่กลับไม่ได้ซึมซาบเข้าไปในหัวของเวิงอวี่เลยสักนิด ยิ่งฟังก็ยิ่งปวดหัว ยิ่งทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า

ซินซิน

หลังจากเงียบไปสักพัก เวิงอวี่ก็เอ่ยเสียงกระซิบ ตอนนี้ฉันเริ่มปวดหัวแล้วละ เอาเป็นว่ารอให้ฉันกับเหยียนเฉียวคุยกันให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยโทร.หาเธออีกที ดีรึเปล่า

น้ำเสียงของเวิงอวี่เย็นเยียบ เฉินหานซินที่อยู่ปลายสายฟังแล้วก็รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ อยากจะพูดเสริมอีกสักหน่อย แต่กลับพูดไม่ออก ...ดี งั้นฉันจะรอเธอโทร.มานะ ดูแลตัวเองด้วย ระวังอย่าให้เป็นหวัดล่ะ

หลังจากหย่อนโทรศัพท์ลงในกระเป๋าถือ ก็เลี้ยวรถเข้าจอดในซองจอดรถหน้าประตูตึก เวิงอวี่จ่ายค่าจอดรถ คว้าสัมภาระมาถือแล้วเดินขึ้นบันไดไปช้า ๆ

ไขกุญแจเข้าห้องได้แล้ว เธอวางกระเป๋าเดินทางไว้ข้างประตูก่อนเดินเข้าห้องนอน ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงทันทีโดยไม่สนใจแม้แต่จะเปลี่ยนเสื้อผ้า

 

รอจนกระทั่งสมองของหญิงสาวกลับมาทำงานอย่างมีสติอีกครั้ง ถึงได้รับรู้ว่าหน้าผากของเธอนั้นร้อนผ่าว

แม้เธอจะยังคงสวมแจ็กเก็ตตัวหนาอยู่ แต่ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น กอปรกับห้องนอนหันไปทางทิศเหนือ สภาพอากาศแบบนี้ถึงไม่เปิดแอร์ก็ยังรู้สึกหนาวเหมือนจะแข็งเสียให้ได้ พอปรือตาขึ้นมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง ก็พบว่าเลยเที่ยงคืนแล้ว

เธอคงเป็นไข้แน่นอน แถมยังเป็นไข้สูงเสียด้วย

เวิงอวี่ลูบหน้าผากร้อน ๆ ของตัวเอง กระตุ้นสมองให้เรียบเรียงเรื่องราว...ตอนที่จัดกระเป๋าก่อนหน้านี้ เธอวางกล่องยาไว้ที่ไหนกันนะ

หญิงสาวพยุงตัวขึ้นจากเตียง ควานมือไปท่ามกลางความมืดเพื่อเปิดโคมไฟหัวเตียง จากนั้นก็เปิดตู้ข้างเตียงมองหากล่องพยาบาล ค้นไปค้นมาก็ยังหาไม่เจอ

หลังจากหน้ามืดไปชั่วครู่ เธอก็ค่อย ๆ เดินเกาะผนังออกไปเปิดลิ้นชักในห้องรับแขก เปิดออกดูทีละชั้น ๆ

อาการเวียนหัวยิ่งรุนแรง แถมยังมีอาการคลื่นไส้เพิ่มมาอีก เธอสะบัดหน้าขับไล่ความมึนงงพลางมองหาที่จับที่มั่นคง แต่เพราะไม่ทันระวังจึงเดินชนกระเป๋าเดินทางที่วางทิ้งไว้ก่อนหน้านี้จนล้มลงกับพื้น

ปังเสียงดังขนาดนี้ ทั้งยังดังขึ้นกลางดึกที่เงียบสงบคงจะรบกวนห้องอื่นแน่ ๆ เธอรีบก้มตัวลงจะดึงกระเป๋าขึ้นตั้ง แต่ขาเจ้ากรรมดันหมดแรง พาเธอล้มลงไปบนพื้นอีก

พื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ แต่เวิงอวี่กลับรู้สึกร้อนวาบไปทั้งตัว เธอยื่นมือออกไปยันพื้นไว้ แล้วค่อย ๆ สงบจิตใจ

ก๊อก ๆ”

เธอยังคงนั่งมึนงงอยู่บนพื้นตอนที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น

กลางดึกแบบนี้ใครมาเคาะประตูกันนะ คงไม่ใช่เหยียนเฉียวหรอกมั้ง

รอสักครู่นะคะ

หญิงสาวยันตัวขึ้นจากพื้น แล้วค่อย ๆ เดินไปที่ประตู

ผมเองจนเธอเดินเกือบจะถึงประตูอยู่แล้ว ก็พลันได้ยินเสียงทุ้มต่ำของผู้ชายคนหนึ่ง ฟู่อวี้

หา...เป็นเพื่อนบ้านสุดหล่อหรอกเหรอ

เวิงอวี่คิดสะระตะในหัว หลังจากเปิดประตูแล้วก็เห็นฟู่อวี้ในชุดอยู่บ้านแถมยังสวมแว่น ยืนอยู่หน้าประตูห้อง

ผมอยู่ในห้อง ได้ยินเสียงบางอย่างจากห้องคุณ ก็เลยสงสัยว่ามีปัญหาอะไรรึเปล่า”

ฉัน... เธอกำลังคิดว่าควรจะตอบเขายังไงดี ก็รู้สึกเหมือนมีพายุหมุนเกิดขึ้นในท้องจนแทบทนไม่ไหว อาการปวดศีรษะและคลื่นไส้ยิ่งนานก็ยิ่งหนักขึ้น

ฟู่อวี้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอขมวดคิ้ว มองแก้มแดง ๆ และหน้าผากที่มีเหงื่อเกาะพราวก็รู้ได้ทันทีว่าเธออยู่ในสภาพไม่ปกติ คุณไม่สบายใช่ไหมครับ

ค่ะ...เธอตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ปรือตามองดูเขา ฉันกำลัง...เอ่อ หากล่องยาอยู่น่ะค่ะ

ฟู่อวี้จ้องหน้าเธอชั่วขณะ ดันประตูให้เปิดกว้างขึ้นพลางประคองหญิงสาวให้ไปนั่งที่โซฟาโดยไม่ยอมให้เธอปฏิเสธ

จากนั้นก็หันไปมองหากล่องพยาบาลรอบห้องที่ถูกรื้อจนรกแล้วก็เห็นว่ากล่องพยาบาลวางอยู่ตรงมุมห้องด้านซ้าย

เมื่อเปิดออกดูก็พบว่าภายในไม่มีแผ่นลดไข้หรือยาแก้ปวดเลย เขาหันกลับมามองเธอที่นั่งทำหน้าพะอืดพะอมอยู่ตรงโซฟา แล้วตัดสินใจทันที

เวิงอวี่ ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ พลางก้มตัวลงเพื่อให้เธอได้ยินสิ่งที่เขาจะพูดอย่างชัดเจน คุณรอผมอยู่ตรงนี้สักครู่ ผมจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วจะขับรถพาคุณไปโรงพยาบาลนะครับ”

“ค่ะ...เธอตอนนี้แทบจะไม่มีสติแล้ว เป็นเพียงการตอบรับโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะตอนที่เขากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือตอนที่หยิบกุญแจห้องของเธอที่อยู่ในกระเป๋าถือมาล็อกห้อง แล้วพาเธอลงลิฟต์ไปขึ้นรถด้านล่างนั้น เธอก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทนอีกนิดนะ เดี๋ยวก็ถึงโรงพยาบาลแล้ว

หญิงสาวนั่งพิงเบาะข้างคนขับ ขณะครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ ก็รู้สึกว่ามีมือมือหนึ่งยื่นมาลูบศีรษะของเธออย่างอ่อนโยน

 

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลแล้ว ชายหนุ่มรีบจัดการทำประวัติ พบหมอ รับใบสั่งยา ลงทะเบียนเข้าหอผู้ป่วย...กระทั่งย้ายเวิงอวี่ที่นอนให้น้ำเกลือบนเตียงคนไข้เข้าห้องพัก เขาถึงโล่งใจ

เพราะเพิ่งกลับมาจากอังกฤษได้ไม่นาน และสองวันมานี้ชายหนุ่มก็เข้านอนค่อนข้างดึก ผนังห้องเองก็ไม่ได้หนาหรือกันเสียงได้สักเท่าไหร่ จึงได้ยินเสียงของเธอที่กำลังค้นของอยู่อีกฟากหนึ่งได้อย่างชัดเจน

โชคดีจริง ๆ ที่พาเธอมาส่งโรงพยาบาลได้ทันก่อนที่จะหมดสติอยู่ในห้อง

เขาก้มลงดูนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้ตีสองกว่าแล้ว เขายกมือขึ้นลูบใบหน้า กำลังคิดว่าจะพักสักครู่ ก็ถูกสะกิดเบา ๆ ที่ไหล่

พอหันกลับไปมองก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดกาวน์สีขาว

ผู้ชายคนนั้นมองเขายิ้ม ๆ พลางเอ่ยทัก อาอวี้

ฟู่อวี้ที่ไม่คิดว่าจะเจอคนรู้จักที่นี่ตอนนี้ ยกมือขึ้นทำท่าทางให้ผู้ชายคนนั้นออกไปคุยกับเขาข้างนอก

ทั้งสองพากันเดินออกจากห้องผู้ป่วยมาที่โถงทางเดิน คนเป็นหมอยิ้มพลางกวาดตามองเขา ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอนายที่นี่

นายแพทย์คนนี้คือไต้จงหรู เป็นเพื่อนที่เขาสนิทที่สุดสมัยเรียนมัธยมปลาย ปัจจุบันเป็นสูตินรีแพทย์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของโรงพยาบาลรุ่ยจิน ถึงแม้จะอยู่ที่อังกฤษ แต่เขาและเพื่อนก็ยังคงติดต่อกันตลอด และเมื่อเขากลับมาที่จีน ทั้งสองก็จะนัดเจอกันเสมอ

ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ชายหนุ่มตบบ่าไต้จงหรูเบา ๆวันนี้เข้าเวรดึกเหรอ

เปล่า ไม่ได้เข้าเวร พอดีมีผ่าตัดยาว กำลังจะกลับแล้วละหมอหนุ่มพยักพเยิดไปทางหอผู้ป่วย นายล่ะ ทำไมไม่บอกว่าจะกลับมาช่วงคริสต์มาส

ยังกลับมาไม่ถึงสองวันเลย อยากพักก่อนแล้วค่อยโทร.หานาย เขาเอ่ยเรียบ ๆ

ฉันอยู่ตรงทางเดินตอนที่เห็นนายประคองผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา ยังนึกว่าตัวเองเบลอเพราะยืนผ่าตัดนาน ตอนหลังลองถามพยาบาลดู ถึงได้รู้ว่าเป็นนายจริง ๆไต้จงหรูมองเขาพลางส่งยิ้มล้อเลียนมาให้ แฟนเหรอ ไม่เจอกันแค่ปีเดียว ดูเหมือนว่าฉันจะตกข่าวเรื่องนายไปซะแล้ว

ฟู่อวี้ส่ายหน้า มองไปทางห้องผู้ป่วย ไม่ใช่แฟนหรอก เพื่อนบ้านน่ะ

เพื่อนบ้านเหรอคนเป็นเพื่อนได้ฟังแล้วก็คิดว่าแปลก ฉันฟังไม่ผิดใช่ไหม คนที่ไม่ใส่ใจคนอื่นอย่างนายนี่นะ จะหันมาสนใจเรื่องของเพื่อนบ้าน”

อย่าพูดเหมือนกับว่าฉันเป็นคนใจร้ายและเย็นชากับคนอื่นแบบนั้นสิ เขาตบไหล่เพื่อนสนิทก่อนบอก เธอไข้ขึ้น ฉันก็แค่ช่วยพามาโรงพยาบาลเท่านั้น

อ้อ... ไต้จงหรูส่งเสียงว่าเข้าใจ แต่ตอนที่เห็นผู้หญิงคนนั้น ฉันว่ารู้สึกคุ้นหน้าอยู่นะ เหมือนเคยเห็นที่ไหน ไม่ใช่ว่าหน้าโหลนะ แต่รู้สึกคุ้นหน้าจริง ๆ”

ฟู่อวี้พึมพำนายอาจจะเคยเห็นในงานแต่งงานของเฉินหานซินกับเคออิ้นชีก็ได้ เธอเป็นเพื่อนเจ้าสาว

ใช่! ฉันนึกออกแล้ว นายแพทย์หนุ่มตบมือฉาดใหญ่ เธอเป็นเพื่อนสนิทของซินซินใช่ไหม

อืม

แปลกจริง แล้วนายกับเธอไปรู้จักกันตอนไหน ทำไมกลายเป็นเพื่อนบ้านกันได้

เพิ่งรู้จัก ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วว่า ก็ตอนที่ฉันกลับมาครั้งนี้แหละ เพิ่งรู้ว่าเธอย้ายมาอยู่ห้องข้าง ๆ”

“อยู่ห่างกันตั้งไกล ก็ยังมาเจอกันได้นะ ไต้จงหรูทำหน้ามีเลศนัย บังเอิญจริง ๆ ฉันต้องกลับไปเล่าให้เมียฟังสักหน่อยว่านายบังเอิญมาเป็นเพื่อนบ้านกับคู่หูของซินซิน

“อาอวี้ อายุนายก็ไม่น้อยแล้วนะ อย่ามัวแต่นั่งจ้องตัวเลขทั้งวันสิ ควรมองหาผู้หญิงสักคนมาช่วยนายสร้างครอบครัวได้แล้ว” ไต้จงหรูทอดถอนใจอยู่หลายประโยค แล้วพูดต่อไปอีก

เฮ้!  ฟู่อวี้ส่งเสียงขัดพลางยักไหล่ ทำไมนายเปลี่ยนไป เหมือนกับแม่ของฉันเข้าไปทุกทีแล้วนะ

ไต้จงหรูหัวเราะ เอ่ยเสริมว่า นี่ เด็กคนนี้ก็ดูน่ารักดี นายไม่ลองจีบดูล่ะ ฉันจะบอกอะไรให้นะ...โบราณเขาว่าไว้ ญาติที่อยู่ห่างไกลก็สู้เพื่อนที่ใกล้ชิดไม่ได้[1]หรอก”

เธอมีแฟนแล้ว เขาตอบ

ไต้จงหรูดูสีหน้าของเพื่อนอยู่ชั่วครู่แล้วพูดเสียงเย็น อาอวี้ ไม่ใช่ว่านายกำลังคิดถึงเซี่ยเซี่ยอยู่หรอกนะ

ฟู่อวี้ฟังคำพูดของเพื่อนแล้วเหลือบตามองคนตรงหน้าพลางยิ้ม เซี่ยเซี่ยใกล้จะแต่งงานแล้ว ฉันจะไปคิดถึงเธอทำไม เรื่องมันจบไปแล้ว ฉันว่าเดี๋ยวนี้นายยิ่งเหมือนป้าแก่ ๆ เข้าไปทุกที”

มันต้องแบบนั้น คนเราต้องก้าวไปข้างหน้า!” ไต้จงหรูทำท่ายิงลูกศรใส่ฟู่อวี้ ที่รักของฉันยังรออยู่ ไม่ยอมเข้านอน ฉันคงต้องไปแล้ว อีกสองสามวันค่อยนัดเจอกันนะ

ชายหนุ่มโบกมือให้ไต้จงหรูก่อนหันกลับเข้าไปในห้องผู้ป่วย

 

ฟู่อวี้นั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงคนไข้มองเวิงอวี่ที่กำลังนอนหลับไม่รู้ตัว ยกมือขึ้นจัดผ้าห่มให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ แล้วเอื้อมมือไปวัดไข้ที่หน้าผากของเธออีกครั้ง

ให้น้ำเกลือแล้ว ไข้คงจะลดลงในไม่ช้า

เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้พลางจ้องมองหญิงสาวโดยไม่ละสายตา

ตอนกำลังหลับแบบนี้ เธอช่างดูน่ารักและสงบสุขเหลือเกิน ไม่เหมือนกับตอนตื่นที่จะดูตื่น ๆ และพร้อมจะทำสิ่งที่ผิดพลาดได้ตลอดเวลา

เขายังจำตอนที่เจอเธอครั้งแรกในงานแต่งงานของเฉินหานซินได้ เธอดูจะเดินบนรองเท้าส้นสูงไม่ค่อยถนัดนัก สุดท้ายก็เดินสะดุดชายกระโปรงจนล้มลงหน้าห้องจัดเลี้ยงจนทุกคนหัวเราะขบขัน

แล้วชายหนุ่มก็พลันนึกไปถึงตอนที่เขานั่งกินข้าวกับเธอเมื่อวันก่อน เธอพูดและร้องไห้กับเขา ในตอนแรกเขาคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ทั้งเชื่องช้าทั้งงุ่มง่าม แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะมีความรู้สึกแบบนี้จริง ๆ ดูถูกตัวเอง เศร้าสร้อย และเก็บกด ปกติแล้วเธอคงจะข่มอารมณ์พวกนี้เอาไว้ภายใต้ท่าทางเรียบเฉย ไม่อยากให้ใครเห็น

และเพราะแบบนี้ เขาจึงสนใจติดตามอยากรู้เรื่องราวของเธอมาตลอดสองวัน ไม่ยังงั้นเขาคงไม่มาปรากฏตัวที่หน้าห้องของเธอทันทีที่ได้ยินเสียงดังมาจากห้องของเธอหรอก

จนถึงตอนนี้ หญิงสาวยังไม่รู้เลยว่าเขาเคยรู้จักเธอมาก่อนหน้านี้แล้ว

ฟู่อวี้รู้สึกว่าถ้าเขาไม่ดูแลให้ดี เธออาจจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้คนรอบข้างไม่มีหนทางอื่น ทำได้เพียงกังวลและคอยตามดูแลอยู่เสมอ

ดูคล้ายกับเจ้ากระต่ายน้อย เขาคิดได้แบบนี้ก็ยิ้มพลางส่ายหัวน้อย ๆ

ก็เหมือนที่ไต้จงหรูพูดไว้ เขากลายเป็นคนที่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ


 



[1]เปรียบเปรยว่า ให้คว้าทุกสิ่งที่อยู่ใกล้มือ ถึงแม้สิ่งนั้นจะมาจากคนที่ไม่รู้จักหรือไม่สนิทสนมก็ตามที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 132 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

67 ความคิดเห็น

  1. #49 vpcok_a (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 08:56
    ขอได้ไหมผู้ชายคนนี้~~
    #49
    0
  2. #19 Theoneintheworld (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 19:07
    ปู้ชายอบอุ่นนน
    #19
    0
  3. #10 jineping (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 11:08

    น่าสงสารเวิงอวี่

    #10
    0