อลวนกลสลับร่าง

ตอนที่ 4 : บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,020
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    3 ส.ค. 60

หลังจากเรียกเหล่านางกำนัลที่ตัวสั่นงันงกเข้ามาปรนนิบัติพวกเราแต่งตัวแล้ว ข้าถามพวกนางด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นแฝงคุกคามตามคำแนะนำของอู๋หมิ่นจวินว่า เมื่อครู่เกิดเรื่องอันใดขึ้น

บรรดานางกำนัลพลันขาอ่อน ไม่มีอันใดเกิดขึ้นเพคะ…”

ข้าพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ออกไปเถอะ ไปหาองค์หญิงผิงหยาง ไปขอฉลองพระองค์มา ยิ่งงดงามยิ่งดี เอาที่หลวมสักหน่อย แล้วก็ขอพวกเครื่องประดับและชาดทาหน้ามาด้วย

แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่อู๋หมิ่นจวินบอกให้ข้าพูด เขาบอกว่า คนงามเพราะเสื้อผ้า[1] ยามนี้ไม่มีทางหาเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่งดงามภายในเวลาอันสั้นได้ ได้แต่ขอยืมใช้ไปก่อน

ข้าถามอย่างสงสัยว่า ข้าจำได้ว่าเจ้ามีพี่หญิงน้องหญิงอยู่หลายองค์ เหตุใดจำเพาะต้องไปหาองค์หญิงผิงหยางด้วย

อู๋หมิ่นจวินกล่าวว่า ผิงหยางเป็นคนเรียบง่าย ไม่ชอบถามซักไซ้

เช่นนั้นเหตุใดถึงต้องเอาชุดหลวมๆ ด้วย

นางมีรูปร่างดีมาก หากเอาชุดที่รัดแน่นจนเกินไป ร่างของเจ้าก็จะยัดเข้าไปไม่ได้ดวงตาของอู๋หมิ่นจวินฉายแววหยอกเย้า

                กล่าวตามตรง ข้านับถืออู๋หมิ่นจวินอยู่เล็กน้อย ไม่ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะใหญ่โตมากเพียงใด แต่เพียงครู่เดียวเขาก็ทำเสมือนว่าไม่มีอันใดเกิดขึ้น แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเขาแสร้งทำเป็นไม่สนใจจริงๆ หรือไม่ แต่ดูจากสีหน้าที่เขาแสดงออกมา มันชวนให้งุนงงสงสัย

                ข้าพยักหน้า หน้าอกใหญ่มักไม่มีสมองเป็นกฎเกณฑ์ตายตัวนับแต่โบราณกาล

                อู๋หมิ่นจวินหัวเราะเสียงดัง เจ้าพูดเหมือนอิจฉา

ข้าถลึงตาใส่เขา

อู๋หมิ่นจวินกล่าวอย่างเหนื่อยหน่ายว่า มีหน้าอกใหญ่ แต่ไม่มีสมอง ดีกว่ามีหน้าอกเล็ก และไม่มีสมอง…”

ข้าถลึงตาใส่เขาอีกครั้ง

                อู๋หมิ่นจวินกล่าวพลางทำสีหน้าบริสุทธิ์ว่า ข้าไม่ได้หมายถึงเจ้า

                ข้าคร้านจะสนใจเขา เพียงนั่งรอให้นางกำนัลนำเสื้อผ้าขององค์หญิงผิงหยางมาส่งให้

ยามนี้อู๋หมิ่นจวินสวมเสื้อสีขาวตัวเดิมของตนเองเพียงชั้นเดียว อากาศเย็นลง เขานั่งอยู่อาจรู้สึกหนาว เขาครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะซุกตัวเข้าใต้ผ้าห่ม

ถึงอย่างไรเขาก็คำนึงถึงร่างกายของข้า ข้าจึงมิได้คัดค้าน พวกเราทั้งสองนั่งเงียบๆ เช่นนี้ชั่วครู่ อู๋หมิ่นจวินพลันเปิดปากพูดว่า จริงสิ ข้ายังต้องสอนสิ่งที่เจ้าต้องทำเมื่อไปเยี่ยมเสด็จพ่อ อย่างแรก ยามที่เจ้าเข้าไปใกล้เตียงมังกรในตำหนักของเสด็จพ่อ เจ้าต้องค่อยๆ ย่างเท้า ร่างกายต้องสั่นเทา ถ้าร้องไห้ได้ก็ร้องออกมา จากนั้นคุกเข่าหน้าเตียงบรรทมของเสด็จพ่อ แล้วพูดว่า เสด็จพ่อประชวรและทรงได้รับความทรมานถึงเพียงนี้ ลูกแค้นใจนักที่ไม่สามารถเป็นแทนได้!’ จำไว้ว่าต้องพูดด้วยเสียงสะอื้น พร้อมแสดงความจริงใจ ทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกสะเทือนใจจนหลั่งน้ำตา…”

                ข้าขัดจังหวะเขา “…ช่างเสแสร้ง

                อู๋หมิ่นจวินยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ถ้าเสด็จพ่อของเจ้าสวรรคตเร็วเช่นนี้ และถ้าเขาอยู่ในลักษณะครึ่งตาย เจ้าก็จะเป็นเยี่ยงนี้เช่นกัน

                ข้าส่ายหน้า หลังจากเสด็จพ่อข้าสวรรคต ข้าไม่แม้แต่จะหลั่งน้ำตา ข้าไม่ผูกพันกับเขา และเสด็จพ่อมิได้มีพระประสงค์ให้ข้าเสแสร้ง

อู๋หมิ่นจวินพยักหน้า นั่นคือความแตกต่าง ข้าก็ไม่ผูกพันกับเสด็จพ่อ แต่เขามีพระประสงค์ให้ข้าเสแสร้งและข้าเองก็ต้องการเช่นนั้น เสด็จอาของข้าและข้า พวกเรากำลังแข่งกันว่าผู้ใดจะหลั่งน้ำตาได้มากกว่ากัน

ข้าลังเลอยู่บ้าง แต่ข้ามิอาจร้องไห้เสียงดังได้

                อู๋หมิ่นจวินครุ่นคิดชั่วขณะ แล้วล้วงถุงผ้าใบหนึ่งออกมาจากใต้หมอน ด้านในมีเข็มอยู่สองสามเล่ม หากทำไม่ได้จริงๆ ก็เอาไว้ทิ่มตนเอง

                “…”

                ข้ารับเข็มมา ข้าเอามาทิ่มเจ้าจนตายดีหรือไม่

                “…”

                ผู้ใดจะรู้ เสื้อผ้าอาภรณ์ของผิงหยางยังไม่ทันมาถึงก็ได้ยินคนด้านนอกตะโกนขึ้นว่าท่านหญิงเซิ่งอันมา สีหน้าของอู๋หมิ่นจวินพลันอึมครึม กล่าวอธิบายว่า นางเป็นธิดาของเสด็จอาของข้า นางหลงรักข้ามาโดยตลอด…”

                พอข้าได้ยินก็รู้สึกว่าแย่แล้ว

                คราแรก ข้าคิดว่าคงดี หากนางจะยืนรอข้างนอกชั่วครู่ ผู้ใดจะไปคิดว่าท่านหญิงผู้นี้จะดื้อด้าน นางอาละวาดมาตลอดทาง ยังไม่ทันได้รายงานการมาถึงของนาง นางก็เข้ามาเองแล้ว ข้ากับอู๋หมิ่นจวินได้แต่มองหน้ากันไปมา ช่องว่างตรงกลางระหว่างพวกเรามีเข็มอยู่หลายเล่ม เมื่อได้ยินเสียงจากข้างนอก ข้ารีบซ่อนเข็มไว้ใต้หมอนเป็นเวลาเดียวกับที่ประตูเปิดเข้ามา

                ครั้นแล้ว เซิ่งอันก็เห็นท่าทางอันใกล้ชิดของข้ากับอู๋หมิ่นจวิน

นางกรีดร้อง สาวเท้าก้าวใหญ่เข้ามาคว้าแขนข้า ชิงเกอเกอ[2] เหตุใดท่านถึงปล่อยให้หญิงผู้นี้นอนบนเตียงของท่าน?!

ชินเกอเกอ[3] เอ๊ะ พวกเขามิใช่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน...

                หรือนางเรียกเขาว่า ฉิงเกอเกอ[4] เอ่อ น่ากลัวเกินไปแล้ว

                อู๋หมิ่นจวินถลึงตาใส่ข้า แต่มิได้พูดอันใด เขารีบหลับตาและแกล้งทำเป็นอ่อนแอเปราะบาง 

                เซิ่งอันยังคงดึงแขนเสื้อของข้าพลางส่งเสียงโวยวาย ชิงเกอเกอ บอกสิว่าเกิดอันใดขึ้น!”

ข้ากล่าวว่า เซิ่งอัน เจ้าปล่อยแขนเสื้อของข้าก่อน…”

                เซิ่งอันตะโกนอย่างไม่พอใจว่า ชิงเกอเกอ เมื่อก่อนท่านเรียกข้าว่าโยวเอ๋อร์ เหตุใดยามนี้ถึงเรียกข้าว่าเซิ่งอันเล่า?!”

ข้าจะรู้ได้อย่างไร อู๋หมิ่นจวินไม่เคยบอกข้ามาก่อน!

ศีรษะของข้าเต็มไปด้วยเหงื่อ อืม เจ้าปล่อยข้าก่อน…”

ข้าไม่ปล่อย!” เซิ่งอันเป็นคนดื้อรั้นมาก ตวัดตาค้อนข้าอย่างดุดัน พลางดึงแขนเสื้อของข้าแล้วหันมามองอู๋หมิ่นจวิน ประจวบกับอู๋หมิ่นจวินแอบลืมตาขึ้นมองและเห็นสายตาฆ่าคนของนางเข้าพอดี จึงหลับตาลงด้วยความตกใจข้าอยากจะฟาดเขาเสียจริง เขาเปลี่ยนบทบาทได้เร็วเหลือเกิน

                เจ้าเป็นผู้ใดกัน เห็นข้าแล้วยังไม่คำนับอีก?” เซิ่งอันกล่าวอย่างโอหังว่า อย่าคิดว่าชิงเกอเกอรักเจ้าเพียงคืนเดียวแล้วเจ้าจะเป็นคนพิเศษ ข้าจะบอกให้ เจ้าไม่ได้เป็นอันใดทั้งสิ้น!”

อู๋หมิ่นจวินนิ่งเงียบ

ข้าก็นิ่งเงียบ

เซิ่งอันพูดจบ แต่ไม่มีผู้ใดตอบ นางรู้สึกเสียหน้าจึงตะโกนขึ้นมาอีกครั้งว่า อันใดกัน ข้าให้เจ้าคำนับข้า! ไฉนเจ้ายังอยู่บนเตียงของชิงเกอเกอของข้าอีก?!”

พูดจบก็สะบัดฝ่ามือออกมาทันที

นั่นมันหน้าของข้านะ!

                ข้ารีบดึงมือของนางไว้ โยวเอ๋อร์ มีอันใดก็พูดกันดีๆ…”

โยวเอ๋อร์อันใดกัน เมื่อครู่ท่านมิใช่เรียกข้าว่าเซิ่งอันหรอกหรือ?!” เซิ่งอันหันหน้ามามองข้าอย่างกรุ่นโกรธ 

เอ่อ เซิ่งอันข้ายังพูดเช่นเดิมว่า มีอันใดก็พูดกันดีๆ…”

                จู่ๆ อู๋หมิ่นจวินก็หัวเราะออกมา ข้าเหลือบมองเขา แปลกใจว่าเขามีอันใด ทันใดนั้น เซิ่งอันผลักข้าออกไป เฟิงชิงเหยียน ท่านทำเกินไปแล้วนะ!”

                เฟิงคือราชสกุลของแคว้นซียาง อู๋หมิ่นจวินมีนามเดิมว่าเฟิงชิงเหยียน มิน่าเล่าเซิ่งอันถึงได้เรียกเขาว่า ชิงเกอเกออยู่ตลอด

ข้ามองเซิ่งอันที่ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้ายอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าตนเองทำเรื่องอันใดเกินไป  

อู๋หมิ่นจวินพยายามกลั้นเสียงหัวเราะ ทว่าร่างยังคงสั่นไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าเขาอดกลั้นหนักมาก เซิ่งอันเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งโมโห คิดจะเข้าไปผลักเขา

                ก่อนที่ข้าจะทันยับยั้ง นางก็เหยียบพื้นกระเบื้องที่เคยมีรอยเลือดของข้ากับอู๋หมิ่นจวิน เมื่อเช้าพวกเราเพิ่งทำความสะอาดไป ยามนี้ยังคงแฉะ เห็นนางลื่นพรืดล้มลงไป อู๋หมิ่นจวินรีบหลบไปด้านข้าง แต่บังเอิญชายเสื้อกลับปัดหมอนออก จึงเห็นเซิ่งอันล้มลงในจุดที่ข้าซ่อนเข็ม

ข้าและอู๋หมิ่นจวินไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวหลังจากที่นางล้มลง ข้าเห็นดวงตาทั้งคู่ของนางปิดสนิทและบนหน้าผากเต็มไปด้วยเข็มหลายเล่ม

ช่างน่าสยองขวัญ น่ากลัว และร้ายกาจนัก

  

 



[1] คนงามเพราะเสื้อผ้า อาชางามเพราะอาน ตรงกับสุภาษิตไทยที่ว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง

[2] เซิ่งอันต้องการเรียกอู๋หมิ่นจวินว่า พี่ชายแซ่ชิง แต่อวิ๋นเจี่ยวเข้าใจผิดคิดว่า เซิ่งอันเรียกว่า พี่ชายที่รักเพราะคำว่า ชิง ()  หมายถึง ที่รัก เป็นคำเรียกที่แสดงความรักระหว่างสามีภรรยาหรือคู่รักที่ใกล้ชิดกันมาก

[3] ชินเกอเกอ (哥哥) หมายถึง พี่ชายบังเกิดเกล้า 

                [4] ฉิงเกอเกอ (哥哥) หมายถึง พี่ชายจ๋า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

80 ความคิดเห็น

  1. #69 ฺBedroom (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กันยายน 2560 / 19:50
    ชื่อจริงกับฉายานี่ไปคนละเรื่องกันมาก แต่ว่าท่านหญิงคนนั้นจะตายไหมเนี่ย ไม่คิดว่าฮ่องเต้จะบังเอิญปัดยังไงไม่รู้เเฮะ
    #69
    0
  2. #50 A0bb1e (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 02:31
    ขำมากอ่ะ
    #50
    1
  3. #49 amm4747 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 08:04
    สรุปตายใช่ไหม
    #49
    0
  4. #48 maneerat1083 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 22:10
    5555ขำแรง
    #48
    0
  5. #47 2OOS (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 21:58
    rip 55555555
    #47
    1
  6. #46 benjawun708 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 21:48
    5555555555 ชอบจัง
    #46
    0
  7. #45 ROSALENE (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 21:14
    นี่นิยายตลกสินะ55555
    #45
    1
    • #45-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 4)
      11 สิงหาคม 2560 / 20:09
      มันก็จะขำมากๆ หน่อย
      #45-1