อลวนกลสลับร่าง

ตอนที่ 1 : บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,919
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 46 ครั้ง
    14 ก.ค. 60

ยามที่ข้าลอบเข้าวังหลวงของแคว้นซียางเป็นยามจื่อ[1] จันทรามืดมิดและลมกระโชกแรง นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การก่ออาชญากรรมยิ่งนัก

                    ผู้ที่ข้ากำลังจะลอบสังหารคือ รัชทายาทแห่งแคว้นซียางอู๋หมิ่นจวิน

                เมื่อครั้งยังเยาว์ ข้าร่ำเรียนวรยุทธ์กับท่านอาจารย์ ยามนั้นพวกเขากล่าวกับข้าว่า องค์หญิงน้อยต้องทรงเรียนรู้เรื่องเหล่านี้เพื่อเสริมสร้างพระวรกายให้แข็งแรงและเพื่อป้องกันพระองค์เอง ยามนี้มีศึกสงครามติดต่อกันหลายปี ฮ่องเต้ของแคว้นซียางทรงจับตามองแคว้นตงหยวนราวกับเสือจ้องตะครุบเหยื่อ ฝ่าบาทยัง กล่าวได้ว่าหากในวันข้างหน้าเกิดเรื่องไม่คาดฝัน พระองค์จะได้ไม่ถึงกับทรงไร้เรี่ยวแรงต้านทานพ่ะย่ะค่ะ

                คราที่ข้าเริ่มเรียนคัมภีร์สามอักษร[2]และอักษรานุกรมซัวเหวินเจี่ยจื้อ[3] ข้าเรียนรู้ได้ช้ามาก เสด็จพ่อมีดำริว่าข้าเป็นเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา พระองค์ไม่สนพระทัยว่าข้าเรียนรู้สิ่งใดบ้าง ผู้ใดจะรู้ แม้ข้าจะมิใช่ผู้ที่เรียนบุ๋น แต่กลับเป็นผู้ที่เรียนบู๊ได้ ขณะข้าเริ่มฝึกท่านั่งม้าก็สามารถใช้อาวุธชนิดต่างๆ ได้แล้ว ใช้เวลาฝึกเพียงแค่สิบปีเท่านั้น

                ในกาลก่อน ข้าเคยอ่านนิทานพื้นบ้านเรื่องหนึ่ง มือกระบี่ในหนังสือกล่าวว่า ข้าเริ่มฝึกกระบี่ตอนอายุเจ็ดขวบ ใช้เวลาเจ็ดปีก็ฝึกสำเร็จ จนบัดนี้ข้ายังไม่เจอคู่ต่อสู้ที่คู่ควร ยามนั้นข้ารู้สึกว่าช่างประเสริฐนัก ทว่าคาดไม่ถึงว่าวันหนึ่งตนเองจะพบเจอเรื่องเยี่ยงนั้นเช่นกัน ข้าเริ่มฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่อายุหกขวบ ใช้เวลาสิบปีจึงฝึกสำเร็จ ในวังหลวงอันใหญ่โตโอ่อ่านี้ ข้ายังไม่เคยแพ้ให้ผู้ใดมาก่อน

            วรยุทธ์ที่ล้ำเลิศของข้านั้น คราแรกที่เสด็จพ่อทรงทราบ ทรงปลื้มปีติยิ่ง ทว่านับแต่ทรงบำเพ็ญเพียรฝึกวิชาอมตะกับท่านนักพรต เสด็จพ่อก็ทรงเปลี่ยนไป ทรงหลงเชื่ออย่างงมงาย ท่านนักพรตรูปนั้นเป็นคนของฮองเฮา แต่เดิมนางทรงชิงชังข้าที่ถือกำเนิดมาจากนางรำ จึงตรัสเป็นนัยว่าเหตุที่ข้ามีวรยุทธ์ล้ำเลิศเช่นนี้ คาดว่าคงเป็นดาวกาลกิณีกลับชาติมาเกิด ภัยพิบัติและความไม่สงบที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีมานี้ ข้าต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเป็นแน่แท้

                เพียงเพราะคำว่า ดาวกาลกิณีกลับชาติมาเกิดเสด็จพ่อจึงทรงมีอคติกับข้าอีกครา โชคดีที่ข้าคุ้นชินกับการถูกเพิกเฉยเช่นนี้ ข้าจึงมิได้รันทดท้อแต่อย่างใด ได้แต่พยายามไม่ใช้วรยุทธ์ในเขตวังหลวงเท่านั้น

                ทว่าความทะเยอทะยานของแคว้นซียางมีมานานแล้ว หาได้เป็นเพราะข้าเป็นดาวกาลกิณีแม้แต่น้อย ฮ่องเต้ทรงหมกมุ่นฝึกวิชาเป็นอมตะ ฮองเฮาทรงมีอำนาจและอิทธิพลเหนือราชสำนัก ขุนนางใหญ่มีชีวิตสุขสบายเลิศหรู สามัญชนในแคว้นตงหยวนได้แต่เจ็บใจที่มิอาจทำอันใดได้ ทหารทัพใหญ่ของแคว้นซียางที่กรีฑาทัพมาร้อยหมื่นนายเปรียบดั่งฤดูเหมันต์ที่มาพร้อมลมตะวันตกเฉียงเหนือที่พัดโหมกระหน่ำแคว้นตงหยวนเป็นประจำทุกปี

                พวกเขาตีเมืองหลิ่วเฉิงแตกพ่ายได้อย่างรวดเร็ว เมืองหลิ่วเฉิงอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นตงหยวน ภูเขางาม น้ำใส ดินสมบูรณ์ อาหารชั้นเลิศที่พวกเรากินล้วนขนส่งมาจากเมืองหลิ่วเฉิงทุกวันมิได้ขาด เสื้อผ้า แพรพรรณ เครื่องประดับที่พวกเราสวมใส่ล้วนเป็นฝีมือของสตรีเมืองหลิ่วเฉิงแทบทั้งสิ้น

                เมืองหลิ่วเฉิงห่างจากเมืองหลวงและเมืองอวิ๋นเฉิงของตงหยวนไม่ไกลนัก ดูจากการเคลื่อนกระบวนทัพแล้วอย่างมากคงใช้เวลาหนึ่งเดือน หรืออย่างน้อยครึ่งเดือนพวกเขาถึงจะบุกประชิดเมือง

                เสด็จพ่อเสวยโอสถติดต่อกันนานหลายปี กอปรกับพระพลานามัยไม่ใคร่ดีมาโดยตลอด หลังจากทรงทราบข่าวว่าแคว้นซียางบุกโจมตีเมืองหลิ่วเฉิง จู่ๆ ก็ทรงหายพระทัยติดขัด จากนั้นเสด็จสวรรคต พระอนุชาของข้าที่ยังทรงพระเยาว์ขึ้นครองราชย์อย่างเร่งด่วน ฮองเฮาที่ทรงขึ้นเป็นไทเฮาและทรงว่าราชการอยู่หลังม่านก็ยังมิอาจหาวิธีต้านทัพของแคว้นซียางได้

ผู้นำทัพของแคว้นซียางคือ รัชทายาทอู๋หมิ่นจวิน[4] ชื่อนี้เป็นชื่อที่ไม่ใคร่ดีนัก เพราะทำให้เขาไร้มนุษยธรรมและไร้ความเมตตาต่อศัตรู

หลังเมืองหลิ่วเฉิงแตก ข่าวคราวที่อู๋หมิ่นจวินเป็นผู้นำทัพได้แพร่สะพัดไปทั่ว เหล่าขันทีต่างตกประหวั่นลนลานยามเอ่ยถึงเขา เล่าว่าเขายืนบนที่สูง ท่าทางยโสโอหัง กล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉยและน้ำเสียงเฉยชาว่า ราษฎรของแคว้นตงหยวนผู้ใดยอมจำนน ข้าจะละเว้นชีวิต แต่หากคิดต่อต้าน ไม่ว่าสตรีหรือเด็กต้องตายสถานเดียว

ครั้นเมื่อเขาทราบข่าวว่าเสด็จพ่อทรงฝึกวิชาเป็นอมตะ หากกลับมีพระชนมายุสั้น เขายังร่ายบทกวีด้วยความคะนองว่า หลงมัวเมาในวิชาอมตะ แต่หาได้เป็นผู้อมตะ

ด้วยถ้อยคำสั้นๆ เพียงสองประโยคถึงกับทำให้คนในราชวงศ์ของแคว้นตงหยวนมิกล้าเงยหน้า ข้าก็จนปัญญาอยู่บ้าง แต่มิได้เสียใจมากเท่าใด ข้าไม่มีความรู้สึกใดๆ ต่อแคว้นตงหยวน กับเสด็จพ่อก็เช่นกัน ความทรงจำที่ข้ามีต่อเขาคือ ยามที่เขามีรับสั่งให้ท่านแม่ฆ่าตัวตายเมื่อครั้งข้ายังเยาว์ แล้วทิ้งข้าไว้กับพระสนมที่ไม่ได้รับความโปรดปรานเป็นผู้เลี้ยงดู แต่หลังจากพระสนมผู้นั้นป่วยตายก็มิได้ทรงเหลียวแลข้าอีก

                ทว่าราษฎรของแคว้นตงหยวนต่างต้องเอาตัวรอด แม้บางคนขอยอมแพ้แต่ก็ยังถูกฆ่าตายอย่างทารุณ ถึงเชื้อพระวงศ์ของตงหยวนจะอ่อนแอ ไร้ความสามารถ หากเหล่าราษฎรกลับห้าวหาญ ยามที่แคว้นซียางยกทัพมาตี หลายครั้งราษฎรของแคว้นตงหยวนผนึกกำลังป้องกันการโจมตี ดังนั้นทหารซียางจึงเกลียดชังชาวบ้านที่ไร้อาวุธเหล่านี้และดูถูกว่าป่าเถื่อน

                ทหารของแคว้นซียางยกทัพมาถึงแล้ว แต่เพราะราชวงศ์ตงหยวนยังคงอยู่ อีกทั้งยังมิได้ยอมแพ้และมิได้ย่อยยับ ย่อมไม่นับว่าสูญสิ้นเอกราช หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้คงต้านได้อีกไม่นาน

กระทั่งไม่กี่วันก่อน ไทเฮาที่คล้ายจะทรงชราลงมีรับสั่งเรียกหาข้า ทรงถามข้าว่า องค์หญิงฉางอี้ เจ้าเกลียดข้ากับเสด็จพ่อของเจ้ามากใช่หรือไม่

เสด็จพ่อเสด็จแม่ทรงเลี้ยงดูหม่อมฉันมา หม่อมฉันมิกล้า ข้าทูลไปตามตรง

                แต่ก็ไม่มีความรู้สึกใดๆ ใช่หรือไม่ นางหัวเราะอย่างจนใจ ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้…’

นางคุกเข่าเบื้องหน้าข้า

ข้ากลับมิได้ตกใจ เพราะข้ารู้ว่านางคุกเข่าด้วยเหตุใด เมื่อเทียบกับข้าที่คุกเข่าอยู่เช่นกัน ค่าตอบแทนก็ไม่นับว่าสูงนัก

นางตรัสว่า องค์หญิงฉางอี้ ทั่วทั้งตงหยวนน้อยคนนักที่จะมีวรยุทธ์ทัดเทียมเจ้า เพียงเจ้าใช้ความสามารถนี้ลอบสังหารอู๋หมิ่นจวิน แก้แค้นให้เสด็จพ่อของเจ้าและแคว้น…’

                ข้ายอมรับปาก แม้ข้าไม่มีความรู้สึกใดต่อพวกเขา ถึงอย่างไรข้าก็เป็นถึงองค์หญิงของแคว้นตงหยวน ข้ามีชีวิตมาสิบหกปี เสด็จพ่ออาจมิใช่ผู้เลี้ยงดู หากก็อาศัยราษฎรแคว้นตงหยวนเป็นผู้เลี้ยงดู อาหารที่ข้ากินได้มาจากชาวนาในชนบท เสื้อผ้าแพรไหมที่ข้าสวมใส่ได้มาจากหญิงทอผ้าตามท้องตลาด ตำหนักที่ข้าพำนักได้มาจากหยาดเหงื่อเลือดเนื้อของชาวบ้านนับไม่ถ้วน

                นอกจากวรยุทธ์แล้ว ข้าไม่มีความสามารถอื่นใด หากอยู่รวมกับชาวบ้านสามัญชนเกรงว่าจะใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แม้นข้าไม่ได้รับความโปรดปราน แต่กลับมีชีวิตความเป็นอยู่ไม่เลวทีเดียว ทั้งหมดนี้ล้วนได้มาจากภาษีที่ราษฎรแคว้นตงหยวนเป็นผู้จ่าย

ข้าได้แต่จำต้องอาศัยวรยุทธ์ที่เป็นความสามารถเพียงหนึ่งเดียวของข้าตอบแทนราษฎรแคว้นตงหยวน

ข้ารู้ดีว่า การไปในครานี้อาจจะไม่ได้กลับมาอีก

 

บัดนี้ อู๋หมิ่นจวินกลับแคว้นซียางแล้ว เพราะฮ่องเต้ซีเฉิงแห่งแคว้นซียางประชวรหนัก ด้วยสถานะรัชทายาทเพียงองค์เดียวและยังเป็นแม่ทัพหนุ่มที่มีความดีความชอบสูง แน่นอนว่าผู้ที่เหมาะสมกับการสืบทอดบัลลังก์มากที่สุดก็คือ อู๋หมิ่นจวิน และเป็นเพราะสถานการณ์วุ่นวายภายในแคว้นตงหยวน เขาจึงไม่จำเป็นต้องนำทัพด้วยตนเอง

ยามนี้การยืนเคียงข้างฮ่องเต้ซีเฉิงในวาระสุดท้ายย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขา

หลังจากเตรียมการมาหลายวัน ข้ารู้ว่าอู๋หมิ่นจวินพำนักที่ตำหนักจ่างเฉียน

เพียงได้ยินชื่อก็รู้ว่าคนผู้นี้หยิ่งยโสยิ่งนัก เพราะชื่อตำหนักจ่างเฉียนมีความหมายว่าผืนฟ้าปฐพีอยู่ในอุ้งมือ

ภายใต้ความมืดมิดของตำหนักจ่างเฉียนอันใหญ่โต ข้าค่อยๆ ยกแผ่นกระเบื้องหลังคาออกอย่างระมัดระวังมิให้เกิดเสียง ครั้นข้าแนบหูฟังก็ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบาแต่สม่ำเสมอ คงเป็นอู๋หมิ่นจวินที่หลับไปแล้ว หากเขาตื่น เสียงลมหายใจจะต้องสับสนอยู่บ้าง

ข้าเหินร่างลงไป จัดการองครักษ์สองสามนายให้สลบก่อนที่พวกเขาจะทันโต้ตอบ ทุกอย่างเป็นไปตามที่ข้าคาดการณ์ ราบรื่นไร้อุปสรรค ข้าเปิดประตู ก้าวเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็วด้วยฝีเท้าแผ่วเบา ไร้สุ้มเสียง ข้าเดินเข้าไปใกล้เตียงของอู๋หมิ่นจวิน

เพราะความมืดจึงยากที่จะมองเห็น ข้าเห็นเพียงรางๆ ว่ามีชายร่างสูงนอนหันข้าง ข้าชักกริชออกมาแล้วจ้วงแทงลงไป ขณะกำลังลงมือ ผู้ที่ข้าคิดว่าเขาสมควรจะหลับสนิท พลันพลิกร่างทันใด ข้าใช้แรงมากเกินไปและกริชคมมาก เมื่อเขาหลบ กริชจึงปักลงบนที่นอน ดึงออกมาไม่ได้

ขณะข้าพยายามดึงกริช คนผู้นั้นก็ทะยานร่างขึ้นด้วยวิชาตัวเบา ใช้มือแทนดาบจู่โจมเข้าหาข้าอย่างไร้ความปรานี ข้าก้มตัวหลบ รู้สึกได้ถึงลมหอบใหญ่พัดผ่านข้างหูข้าไป พลังฝ่ามือของอู๋หมิ่นจวินมากปานนี้ ถึงกับทำให้ข้าคาดไม่ถึง

ข้าไม่สามารถดึงกริชออกได้ จึงจำต้องสละมันทิ้ง ข้าและเขาต่อสู้ด้วยมือเปล่าท่ามกลางความมืดมิด แม้จะเคยกล่าวไว้ว่าข้ายังไม่เคยเจอะเจอคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือทัดเทียมกับตนเอง แต่ดูเหมือนอู๋หมิ่นจวินจะเป็นคนแรกที่คู่ควรเป็นคู่ต่อสู้ของข้า

ท่าร่างของเขาว่องไวปราดเปรียว ไม่มีอาการเชื่องช้าเยี่ยงคนที่เพิ่งตื่นเลยแม้แต่น้อย เขาทั้งแข็งแรงและไม่โง่ ในความมืดเขาอาศัยเพียงแค่เสียงยังสามารถโจมตีจุดสำคัญที่ทำให้ข้าถึงแก่ชีวิตได้อย่างแม่นยำ นับแต่ข้าลอบเข้าวังหลวงของแคว้นซียาง กำลังกายก็ถดถอยลงทีละน้อยและกำลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ช่างเถิด แม้นไม่อาจแก้แค้นให้แว่นแคว้นได้ หากยังพลีชีพเพื่อชาติได้

ข้ารู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง

นั่นคือสิ่งที่ข้าคิด ทว่าสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดยังคงสั่งให้ข้าเพียรต่อสู้กับเขา ในที่สุดเขาก็เผยช่องโหว่ ข้ารีบขัดขาเขา อู๋หมิ่นจวินหลบไม่พ้น ล้มลง ทว่าได้คว้าจับชายเสื้อของข้าไว้ พวกเราสองคนจึงล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกัน ช่างโชคร้ายที่พวกเราต่างเอาศีรษะลงพื้น

เมื่อข้าฟื้นขึ้นมา ท้องฟ้าเริ่มสว่าง ข้าปวดศีรษะยิ่งและงุนงงสับสน ข้าตายไปแล้วหรือไม่ เหตุใดถึงรู้สึก เจ็บปวด เช่นนี้ได้

แต่เมื่อข้าลืมตาขึ้นก็ต้องตกตะลึงนิ่งค้าง เพราะข้าเห็น ตนเอง ที่สวมชุดดำอำพรางชุดนั้น กำลังจ้องข้าด้วยสีหน้าไม่น่าดูนัก ทั้งยังมีคราบเลือดติดศีรษะของ ข้า คาดว่าเป็นเพราะถูกกระแทกเมื่อคืนนี้

นี่

ข้าค่อยๆ ก้มหน้าลง กลับเห็นตนเองสวมเสื้อผ้าของรัชทายาทแห่งแคว้นซียาง เสื้อคลุมสีดำเข้ม แขนกว้าง แขนเสื้อและคอเสื้อปักลวดลายก้อนเมฆมงคลที่แสนประณีตและงดงาม

มองมือและเท้าที่เรียวยาว ขาวสะอาด และผิวหนังด้านจากการจับอาวุธมานานปี นี่คือแขนขาของบุรุษ

ข้าอ้าปากค้างมอง ตนเอง พูดอันใดไม่ออกแม้แต่ถ้อยคำเดียว

ข้า องค์หญิงฉางอี้แห่งแคว้นตงหยวน คิดไม่ถึงว่าจะมาสลับร่างกับองค์รัชทายาทที่เป็นศัตรูของบ้านเมืองตนเองไปเสียได้



                 ยามจื่อเท่ากับเวลา ๒๔.๐๐ น.

คัมภีร์สามอักษรเป็นแบบเรียนขั้นพื้นฐานสำหรับหัดอ่านเบื้องต้น ตามจารีตโบราณ เด็กชาวจีนล้วนศึกษาเรียนรู้ตัวอักษรและคุณธรรมผ่านการท่องคัมภีร์สามอักษร

อักษรานุกรมซัวเหวินเจี่ยจื้อหรือศัพทานุกรม ประพันธ์โดยสวี่เซิ่น ถือว่าเป็นหนังสือเล่มแรกในประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ฮั่นที่วิเคราะหตัวอักษรจีนและให้คำอธิบายเกี่ยวกับที่มาของตัวอักษรอย่างเป็นระบบ

อู๋ หมายถึง ไม่มี หมิ่น หมายถึง สูญสิ้นมนุษยธรรม และ จวิน หมายถึง กษัตริย์ ราชา พระเจ้าแผ่นดิน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 46 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

80 ความคิดเห็น

  1. #63 ต้อง (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 22:09
    ยามจื่อ มันเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ 23.00-01.00 นะคะ ไม่ใช่เที่ยงคืน

    #63
    1
  2. #59 Aajung So Cool (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 09:18
    โอย...จะตายเเล้วววว555
    #59
    1
    • #59-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 1)
      30 สิงหาคม 2560 / 18:51
      อีกนิดเดียว กลางเดือนนี้พบกันน้า
      #59-1
  3. #13 snowflake (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2560 / 15:23
    น่าติดตามมาก
    #13
    1
  4. #12 Doyyly (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2560 / 09:47
    เอ๊ะ....สนุกนะ..ตามๆๆๆๆค่า
    #12
    1
  5. #11 RDP. (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 / 23:39
    เนื้อเรื่องน่าสนใจมากค่ะ
    #11
    1
    • #11-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 1)
      20 กรกฎาคม 2560 / 19:14
      ติดตามไปเรื่อยๆ น้า
      #11-1
  6. #10 patchyta (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 / 23:09
    รอครับ^w^
    #10
    1
  7. #9 Pimlp_xy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 / 18:53
    น่าติดตามๆ ^^
    #9
    0
  8. #8 ผู้อ่าน~~ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 / 13:35
    เห้ยย เราชอบอะ>\\\< ปูเสื่อรอแปบบ
    #8
    1
    • #8-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 1)
      20 กรกฎาคม 2560 / 19:13
      เย้ ดีใจที่ชอบน้า
      #8-1
  9. #7 pim monta (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 / 12:27
    รอติดตามจ้า
    #7
    1
  10. #5 ohio.sk (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 20:55
    แต่ขึ้นเรื่องมาก็น่าสนุกแล้ว จะรอติดตามนะคะ
    #5
    1
  11. #4 flowerdevilrose (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 19:53
    เนื้อเรื่องน่าสนใจมากค่ะ รอติดตามนะคะ
    #4
    1
  12. #3 Loggel (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 12:03
    น่าติดตามคะ รอคะ
    #3
    1
  13. #2 pooh (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 23:16
    สะดุดนิดค่ะ ตรงประโยคที่ว่า แล้วทิ้งข้าไว้กับให้พระสนม น่าจะเป็น แล้วทิ้งข้าไว้ให้กับพระสนม มากกว่านะคะ
    #2
    1
    • #2-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 1)
      19 กรกฎาคม 2560 / 22:08
      แก้เรียบร้อยค่า ขอบคุณนะคะ
      #2-1
  14. #1 Tuu (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 21:04
    ลงชื่อเข้าชมค่ะ เริ่มก็สนุกแล้วค่ะ
    #1
    1
    • #1-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 1)
      19 กรกฎาคม 2560 / 22:08
      5 ตอนจ้า ทุกวันพฤหัสฯ น้า
      #1-1