เมืองจันทราดอกไม้ร่วง มหาสมุทรดอกไม้บาน 《月都花落,沧海花开》

ตอนที่ 8 : มหาเทพอิ้นเจ๋อ (บทที่ 4-1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,020
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    22 มิ.ย. 59

อุดรทิศมีสมุทร ลึกล้ำสุดแหวกว่าย

โฉมงามแห่งอุดร สูงส่งมิอาจเอื้อม

เก้าสวรรค์ทะนงมอง ข้าล้มป่วยสิ้นเรี่ยวแรง

วิญญูชนผู้หาญกล้า ย้อนคืนกลับจากพรมแดน

ฟู่เฉินจือ อุดรทิศมีสมุทร

ผานกู่แยกฟ้าดิน ก้งกงชนปู้โจว หวี่ว์วาบูรณะฟ้า โฮ่วอี้ยิงอาทิตย์...ความสะเทือนเลือนลั่นจากทุกเหตุการณ์ใหญ่ในประวัติศาสตร์ ก็ล้วนไม่อาจเทียบกับความตะลึงพรึงเพริดในใจข้าได้ เนื่องด้วยจิตใจเสมือนถูกคลื่นถาโถม ข้าจึงมีท่าเรียบนิ่งเป็นพิเศษ

"เจ้าค่ะ ท่านเทพไท่ซือ" ข้าคุกเข่าเอาหน้าผากแตะพื้นอีกครั้งอย่างนบนอบ และลุกขึ้นยืนอย่างนอบน้อม ยามนี้มาใคร่ครวญดูอีกครั้ง ครั้งแรกที่เราพบกัน เขาสามารถทำให้ผานหลงที่ดุร้ายขึ้นชื่อศิโรราบ ภายหลังยังเสกปทุมทองไร้รูปต่อหน้าข้าอีก ย่อมไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็คาดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นมหาเทพ

"ในเมื่อท่านเทพไท่ซือให้อภัยเจ้าแล้วก็ไปยืนทางโน้น" ท่านอาจารย์โบกมือไล่ข้าราวกับกำลังหลบเลี่ยงเทพแห่งโรคระบาด แล้วชี้บรรดาลูกศิษย์ที่อยู่ด้านหลัง

"ข้าก่อน" ท่านเทพไท่ซือยื่นมือออกมารั้ง "เจ้าชื่อลั่วเวยหรือ"

"เจ้าค่ะ เรียนท่านเทพไท่ซือ ผู้น้อยชื่อลั่วเวย"

เหตุใดเสียงของเขาจึงคุ้นหูนัก! ตามหลักแล้วไม่ได้ยินเสียงของเขามาหลายปี ไม่น่าจะรู้สึกคุ้นหูถึงจะถูก อีกอย่างท่าทีที่เขามีต่อข้าเหมือนจะต่างจากสองครั้งก่อนหน้า นึกย้อนถึงยามกางร่ม สายตาที่ชำเลืองมองเพียงแวบเดียวนั้น ช่างงดงามเหลือแสน ทว่าต่างจากยามนี้อย่างเห็นได้ชัด ทำให้ข้าหวั่นใจยิ่งนัก หรือว่านี่ก็คือบารมีแห่งเทพตามตำนานเล่าขาน กล่าวถึงกางร่ม ข้ามองมือของเขาอีกครั้ง กลับพบว่าเขาสวมแหวนหยกครามวงหนึ่งบนมือขวา หากข้าจำไม่ผิด บุรุษหนุ่มในภวังค์มายาผู้นั้นไม่ได้สวมเครื่องประดับใดๆ บนมือ

เทพไท่ซือกล่าวเรียก "ซวีซิง"

ซวีซิงเทียนจวินยกมือขึ้นประกบคารวะ "ขอรับ"

ข้าคิดว่าใครก็ไม่อาจบรรยายได้ ว่าภาพนั้นทั้งประหลาดและน่าขันแค่ไหน ซวีซิงเทียนจวินมีเรือนผมแซมขาว มีคิ้วขาวโพลนดุจใบหลิวหิมะ เป็นเทพเทียนจวินผู้มีบารมีสูงศักดิ์ ต้องพูดจากับเทพไท่ซือผู้งดงามเช่นนี้ ทว่ายามเทพไท่ซือพูดจา ช่างมีกลิ่นอายท่วงท่าในแบบของเทพ ช่วงระยะเวลาที่อยู่เขาชิงหง ข้าเองก็ได้ทำความเข้าใจกับนามเรียกขานของเหล่าเซียนและเทพบ้างแล้ว นามเรียกขานของเซียนนั้นซับซ้อนมาก พวกเขาบางคนบำเพ็ญจากมนุษย์จนเป็นเซียน บางคนก็ถือกำเนิดในดินแดนเซียน ข้อแตกต่างก็คือฝ่ายแรกมีสกุล ฝ่ายหลังมีเพียงนาม พวกเขาล้วนมีทั้งนามรองและฉายานาม ยามเรียกขานนามรองของพวกเขา ต้องเรียกด้วยนามรองบวกตำแหน่งขั้น อย่างซวีซิงเทียนจวิน นามรองคือซวีซิง ส่วนตำแหน่งขั้นคือเทียนจวิน ส่วนยามเรียกขานฉายานามของพวกเขาก็จะเรียกเพียงฉายานาม อย่างเช่นหรูเย่ว์เวิง ผู้ที่สนิทใกล้ชิด มักจะเรียกนามจริงของพวกเขา เซียนคนหนึ่งมีนามเรียกขานมากมายเช่นนี้ แค่คิดก็ปวดเศียรเวียนเกล้า ทว่าเมื่ออยู่ในดินแดนเทพ กฎเกณฑ์เหล่านี้ล้วนเป็นโมฆะ เทพทุกคนล้วนมีนามเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น อย่างเช่นเทพสมุทรผู้สูงสุดของซู่เจา มีนามเรียกขานว่าอิ้นเจ๋อ

เทพไท่ซือเอ่ยถาม "นางทำผิดอะไร ถึงต้องลงโทษให้คุกเข่าอยู่ที่นี่"

ซวีซิงเทียนจวินรีบสบตากับท่านอาจารย์ของข้า ท่านอาจารย์เองก็รีบก้าวออกไปตอบว่า "เรียนท่านเทพไท่ซือ หลายวันนี้ลั่วเวยออกเช้ากลับค่ำ ร่องรอยน่าสงสัย และไม่ตั้งใจทำงาน จึงลงโทษให้นางคุกเข่า"

เทพไท่ซือบอก "ข้อนี้อย่าได้โทษนาง หลายวันนี้นางดูแลข้าตลอด"

ถ้อยคำนั้นทำให้ผู้คนรอบข้างต่างตะลึงงัน ส่วนข้านั้นตะลึงจนคางแทบห้อย ท่านเทพไท่ซือ ข้าหลงกล่าวโทษท่านผิดไป ท่านยังคงสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เมตตากรุณา จึงได้หาข้ออ้างให้ข้าหลุดพ้น ช่วยศิษย์ให้พ้นจากอุปสรรคเภทภัยอีกครั้ง ศิษย์ซาบซึ้งตื้นตันจนน้ำตาร่วงรินเป็นสาย ชาติหน้าขอเกิดเป็นม้าเป็นโครับใช้ท่าน!

"อย่าง...อย่างนี้นี่เอง" เหงื่อของท่านอาจารย์แทบจะหยดลงไปจับตัวเป็นน้ำแข็งที่พื้น "เช่นนั้นลั่วเวยก็นับว่าเป็นเด็กกตัญญู เป็นความผิดของผู้น้อย หลงโทษนางผิดไป…"

หลังจากนั้นข้าก็ถูกเรียกตัวไปในกลุ่มลูกศิษย์ ร่วมสังเกตการณ์สำนักเล่าเรียนในดินแดนเซียนพร้อมกับอรหันต์จากดินแดนเทพอีกสามคน โหรวหลีในกลุ่มลูกศิษย์หันมาค้อนใส่ข้าเป็นระยะ คล้ายโทสะสุมทรวง เดินไปได้ระยะหนึ่ง เทพไท่ซือเหมือนจะมีธุระ พริบตาพลันเหาะเหินไปถึงยอดเขาหนึ่ง ส่วนเทพอีกสองคนก็ตรวจการณ์ต่อไป ข้าถือโอกาสที่ทุกคนไม่ทันสังเกต ลอบปลีกตัวออกไป ปีนขึ้นไปบนยอดเขาที่เทพไท่ซือมุ่งหน้าไป ยอดเขานั้นไม่สูง ทว่าชันยิ่งนัก ปีนแล้วแทบจะสังเวยชีวิตข้าได้เลย กระทั่งข้าถึงยอดเขา กลับเห็นเงาร่างของเขาไหววูบ พริบตาเดียวก็เหาะจากไปแล้ว ข้าเหยียดแขนไปข้างหน้า "ดะ...เดี๋ยวก่อน…"

ช่างเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ ความเร็วในการสาวฝีเท้าของเขา เร็วกว่าข้าเอื้อยเอ่ยวาจาเสียด้วยซ้ำ ข้านั่งแหมะที่พื้น คว้าคอของเสวียนเย่ว์ไว้ แล้วเขย่าแรงๆ "เจ้าว่า ทำไมท่านเทพไท่ซือถึงชอบเพ่นพ่านไปนั่นไปนี่นัก ทุกครั้งที่อยากพบเขา เขาก็จะกลายเป็นกลีบดอกไม้เอย แสงเอย พริบตาเดียวก็หายวับอย่างไร้ร่องรอย นี่คือการปั่นหัวข้าเล่นหรือ! อายุปูนนี้แล้ว ยังชอบลอยไปลอยมาอย่างกับผีเสื้อไม่มีผิด สูงวัยแต่ไม่น่าเคารพเอาเสียเลย…"

ใครคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น "เจ้าว่าใครสูงวัยไม่น่าเคารพ"

"แน่นอนว่าข้าสูงวัยไม่น่าเคารพอยู่แล้ว ท่านเทพไท่ซือสูงศักดิ์องอาจปานฉะนี้ จะแก่เฒ่าไม่น่าเคารพได้อย่างไร!" กล่าวจบ ข้าก็นิ่งเงียบไปชั่วครู่ พลันหันขวับไปมอง แล้วรีบเปลี่ยนจากนั่งเป็นคุกเข่า "ท่านเทพไท่ซือโปรดไว้ชีวิตด้วย ศิษย์ไม่กล้าอีกแล้ว!

พายุพัดโถมมาระลอกหนึ่ง มวลหมอกฟุ้งตลบ เดิมบนฟ้ามีมังกรเทวะบินร่อนไปมาหลายตัว ก็พากันบินมาที่ริมหน้าผาอย่างหวั่นเกรง ตัวที่นำกลุ่มตวัดศีรษะขนาดยักษ์โน้มลงมาทางด้านหลังของข้า น่าจะกำลังรอฟังคำบัญชา ดวงตาของมันใหญ่ยิ่งกว่ากะละมัง ลมหายใจแรงยิ่งกว่าลม เทพไท่ซือโบกมือให้มันเหมือนมองไม่เห็น สายตาจับจ้องมองมาที่ข้า ทว่าแม้แต่เปลือกตาก็ไม่ขยับ "ลุกขึ้น เมื่อครู่เจ้าบอกว่าข้ากลายเป็นกลีบดอกไม้ หมายความว่าอย่างไร"

มังกรเทวะคำรามทุ้ม เรียงแถวเหินสู่เวหา ชั่วพริบตาก็หายลับขอบฟ้า เขายังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เรียกขานและเชิญสัตว์เทพโบราณเหล่านั้นได้ เมื่อขบคิดรวมกับตำแหน่งขั้นของเขาด้วย ข้าอดสะท้านใจไม่ได้ "ท่านเทพไท่ซือจำไม่ได้แล้วหรือ หลายเดือนก่อน บ้านของศิษย์เกิดการเปลี่ยนแปลง โศกเศร้าเจียนขาดใจ ท่านเทพไท่ซือเป็นผู้มาจำแลงปทุมทองไร้รูปให้ผู้น้อยดู ผู้น้อยจึงหยุดร้องไห้…" เห็นเขาหน้านิ่วคิ้วขมวด ข้าจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "แล้วก็ ภายหลังผู้น้อยมาหมดสติกลางหุบเขาหิมะ ท่านเทพไท่ซือช่วยชี้นำถนนต้นท้อให้ ผู้น้อยจึงคลำทางตามไปพบเขาชิงหง…"

"กี่เดือน"

"ประมาณสามเดือนเจ้าค่ะ"

"เจ้าต้องฝันไปแน่นอน เกือบสามสิบปีมานี้ ข้าไม่เคยออกจากดินแดนเทพแม้แต่ก้าวเดียว"

"เกือบสามสิบปีหรือ" ข้าตอบพร้อมกะพริบตาปริบๆ "เช่นนั้นสามสิบปีก่อน ข้าเองก็เคยพบท่าน! บนหน้าผาทางทะเลเหนือ ผานหลงเกือบจับข้าไปเป็นยาบำรุงครรภ์ ท่านเป็นคนช่วยข้าไว้"

เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ระบายยิ้มดุจลมราตรีฝนรัตติกาล "ที่แท้เจ้าก็คือเจ้าภูตวารีน้อยคนนั้นนี่เอง โตขนาดนี้แล้วหรือ"

ริมหน้าผา แผ่นฟ้าเชื่อมคลื่นเมฆและหมอกอรุณ เมื่อเขาแย้มยิ้ม แม้นจะเป็นเพียงรอยยิ้มบางตามอารมณ์ และปราศจากความยินดี กลับบดบังแสงแห่งรุ่งอรุณให้หม่นหมองทันตา ในหัวของข้าขาวโพลนไปชั่วขณะ ข้าสะบัดศีรษะ จึงเริ่มเข้าใจวาจาของเขา "ภูตวารี? อะไรคือภูตวารีหรือ" จำได้ว่าตอนนั้นเขาก็เรียกข้าเช่นนี้

"ผ่านไปหลายปีดีดักแล้ว เจ้าก็ยังไม่เข้าใจ" เทพไท่ซือคล้ายจะไม่มีความอดทนนัก "ไปถามอาจารย์เจ้าเอง"

"ท่านเทพไท่ซือ โปรดเห็นแก่วาสนาที่เราได้พบกันสามครั้ง!"

"ข้าเคยเจอเจ้าแค่ครั้งเดียว" เขากล่าวอย่างไม่เกรงใจ

"วาสนาแค่ครั้งเดียวก็ได้ ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าตัวเองเป็นอะไร พวกเขาต่างเรียกพวกเราว่าปีศาจวารี ข้าเป็นปีศาจจริงหรือ ปีศาจที่ถือกำเนิดจากน้ำหรือ" ข้าลุกขึ้นยืน

"ไม่ใช่ สรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ รวมถึงต้นไม้ใบหญ้า ก้อนหินดินทราย หากดูดซับเอาลมปราณแห่งฟ้าดินเป็นจำนวนมาก ก็จะจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ ซึ่งในนั้น ลมปราณสวรรค์บริสุทธิ์ทว่าง่ายต่อการสลาย ก่อให้เกิดภูต ส่วนลมปราณพิภพขุ่นหมองทว่าง่ายต่อการหลอมรวม ก่อให้เกิดปีศาจ ด้วยเหตุนี้สิ่งมีชีวิตมากมายล้วนบำเพ็ญเป็นปีศาจ หากปราศจากความช่วยเหลือจากเทพเซียน ภูตแห่งลมปราณบริสุทธิ์ยากจะจำแลงกายในร่างมนุษย์ได้ สาเหตุที่เจ้าจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ ก็เพราะเจ้าเป็นภูตแห่งลำน้ำลั่ว"

ที่แท้เป็นอย่างนี้นี่เอง ชนเผ่าซู่เจาของเราไม่ได้เป็นอนุชนแห่งเทพสมุทร แต่เป็นเพียงภูตเล็กๆ แห่งลำน้ำลั่วเท่านั้น มิน่าเล่า ตอนเผชิญหน้ากับการรุกรานของเซียน จึงอ่อนแอไม่อาจต้านรับการโจมตี  ฟังเขาพูดจบ ข้าก็แทบร่ำไห้ "ขอบคุณท่านเทพไท่ซือที่ชี้แนะ ข้าเสียใจเหลือเกิน ตอนนั้นหากข้าถ่อมตัวได้สักนิด ขอคำชี้แนะท่านเทพไท่ซือให้มากกว่านี้ ก็คงไม่ตกที่นั่งลำบากจนไร้บ้านให้กลับเช่นนี้…"

คงได้แต่เพียงกล่าวว่าเทพไท่ซือช่างเป็นคนประหลาดน่าสนใจ หากคนทั่วไปฟังคำข้าแล้ว ตามปกติอย่างน้อยก็ควรจะถามว่า 'เพราะเหตุใด' สักคำ ทว่าเขาเพียงเบนสายตาไปยังมวลเมฆช้าๆ ก่อนเอ่ยเพียงว่า "ผู้ขัดขืนข้าย่อมพินาศ"

คำตอบนี้ช่างยอดเยี่ยม ข้าไร้วาจาจะกล่าว ข้ายอมแล้ว ครั้นเห็นเขาทำท่าจะลงจากเขา ข้าจึงรีบละล่ำละลัก "ท่านเทพไท่ซือ โปรดรอก่อน"

"มีอะไรอีก" เขาไม่แม้แต่จะหันมามอง

"ตอนนั้นข้าถามนามของท่านเทพไท่ซือ ท่านบอกว่าท่านไม่มีนาม หรือว่าท่านเทพไท่ซือมีนามว่าเทพไท่ซือ แซ่เทพ นามคือไท่ซืองั้นหรือ หรือว่ามีแซ่ไท่ซือ นามว่าเทพ"

เขาเหมือนใกล้จะรำคาญข้าเต็มทน จึงตอบพลางถอนใจเบาๆ "ข้าไร้แซ่ มีนามว่าอิ้นเจ๋อ" ขาดคำ เขาพลันกลายเป็นไอน้ำ หายลับไปจากริมหน้าผา

อิ้นเจ๋อ?

อิ้นเจ๋อ!!!

ข้าเข่าอ่อนยวบ ร่างเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง คราวนี้ต้องคุกเข่าแล้วจริงๆ มหาเทพอิ้นเจ๋อท่านเทพไท่ซือคือมหาเทพอิ้นเจ๋อ! ท่านพ่อท่านแม่ ข้ากำลังจะไปพบพวกท่านแล้วใช่ไหม ข้าถึงได้เจอเทพสมุทรเข้าแล้ว

ความจริงกับจินตนาการมักต่างกันสุดขั้วเสมอ ลานสักการะเหนือวังจื่อเฉาของเราก็มีเทวรูปแกะสลักของเทพสมุทร ในใจของชาวซู่เจา เขาน่าจะเป็นผู้เฒ่าอาวุโสท่าทางมีเมตตาธรรม ผมขาวยาวสยาย ไม่คาดคิดว่าจะยังหนุ่มแน่นเช่นนี้ เมื่อครุ่นคิดให้ดี บุคคลในดินแดนเทพมีพลังเวทไร้ขอบเขต อายุขัยเทียมฟ้าดิน เลือกสรรรูปลักษณ์ที่งดงามให้ตัวเองใช้ ก็เหมือนจะมีเหตุผล เพียงแต่ระหว่างทางกลับ ข้าขบคิดเช่นไรก็ไม่เข้าใจ มหาเทพอิ้นเจ๋อบอกว่าสามสิบปีมานี้ เขาไม่เคยออกจากดินแดนเทพ เช่นนั้นผู้ที่ข้าพบสองครั้งสองคราในภายหลังคือใคร หรือเพราะเพียงแรกพบในยามเด็ก ความทรงจำฝังตรึง อันที่จริงแล้วส่วนลึกในใจข้าคะนึงห่วงหาเขามาก จนทำให้เกิดภวังค์หลอนในยามวิกฤตคับขัน หรือเป็นวิชาลวงตาของปีศาจ ข้อนี้เหมือนจะอธิบายได้สมเหตุผลมากกว่า

ในที่สุดก็หาโอกาสหนึ่งได้ ข้าแจ้นกลับไปอาบน้ำ ผลัดเปลี่ยนชุดที่สะอาด พลันสดชื่นปลอดโปร่งขึ้นทันใด จากนั้นจึงย้อนกลับมายังกลุ่มศิษย์อีกครั้ง มหาเทพอิ้นเจ๋อไม่ได้ปรากฏกายอีก มีเพียงหลิงอินเสินจวินที่ยังคงลาดตระเวนพร้อมกับเหล่าผู้อาวุโส ข้ากลับถูกโหรวหลีเพ่งเล็งเข้าอีกแล้ว นางชำเลืองมาทางข้าด้วยสายตาแปลกพิลึก และเริ่มซุบซิบกับเหล่าศิษย์พี่น้องบุรุษข้างๆ ข้ายังได้ยินนางกล่าวเสียงเบาว่า "คาดว่าบางคนคงไม่เคยพกความสามารถ ไปถึงไหนก็ประจบสอพลอถึงนั่น แม้แต่ท่านเทพไท่ซือก็ไม่เว้น นั่นอย่างไร ไปประจบอีกแล้ว"

ในที่สุดข้าก็กล่าวด้วยทนไม่ไหว "ศิษย์พี่หญิงงามจนจันทร์หลบบุปผาอาย ไม่ต้องประจบสอพลอ ใครเห็นใครก็รัก"

โหรวหลีตอบ "เจ้ารู้ก็ดีแล้ว อย่างไรข้าก็ดีกว่าเจ้า"

ศิษย์พี่รองขัดจังหวะพวกเราอย่างระอาใจ "พอแล้วๆ พวกเจ้าสองคนช่างไม่รู้จักจบจักสิ้นจริงๆ ศิษย์น้องโหรวหลี เจ้าช่วยอย่าเป็นฝ่ายหาเรื่องก่อนได้ไหม"

"ใช่ว่าข้าจะทะเลาะกับนาง ท่านก็ดูกิริยาของนางที่เจอใครก็ถลันเข้าไปสอพลอสิ ไม่รู้ว่าถ้าศิษย์พี่สามกลับมาแล้ว นางจะมีแผนอะไรอีก"

ข้ายอกย้อน "ใครจะรู้ว่าศิษย์พี่สามของท่านเป็นใคร ผู้ที่ท่านเห็นเป็นแก้วตาดวงใจ ใช่ว่าผู้อื่นก็จะเห็นสำคัญไปด้วยเสียหมด"

"เจ้าพูดเองนะ ศิษย์พี่สามกลับมาแล้ว ห้ามเจ้าพูดกับเขาเด็ดขาด"

"ขอเพียงท่านเลิกตอแยข้า ข้ารับรองว่าจะไม่พูดด้วย"

โหรวหลีโกรธขึ้งจนกระทืบเท้าเร่า "ใครตอแยเจ้ากัน!"

ศิษย์พี่รองดูปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งนัก "เอาละๆ ก็แค่ฟู่เฉินจือคนเดียว จำเป็นต้องทะเลาะกันเช่นนี้ด้วยหรือ"

อะไรนะ เมื่อครู่เขาเอ่ยชื่อของใคร เดิมข้าคิดว่าตัวเองหูฝาด ใครจะรู้ว่าศิษย์พี่รองจะกล่าวต่อ "ศิษย์น้องโหรวหลี ถ้อยคำสัตย์จริงย่อมระคายหู เจ้าฟังข้าสักคำ ฟู่เฉินจือคนนั้นก็คือท่อนไม้ที่แข็งทื่อเฉยเมย น่าเบื่อเป็นที่สุด เจ้าตามหลังเขาแจทุกวัน เขากลับไม่สนใจความรู้สึกของเจ้า เช่นนี้จะมีความหมายอะไร"

"ข้าชอบความน่าเบื่อของเขานี่ละ!"

เด็กหนุ่มคล้ายลิงผอมเบ้ปาก "ก็เพราะหน้าตานั่นแหละ…"

"เดี๋ยวก่อน พวกท่านว่าอะไรนะ" ข้าเดินหน้าไปก้าวหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว "ฟู่เฉินจือหรือ ฟู่เฉินจือคนไหน"

"ดูสิ เจ้ายังบอกว่าจะไม่พูดกับเขา ตอนนี้หางจิ้งจอกโผล่มาแล้วสิ" โหรวหลีเขย่าแขนของศิษย์พี่รอง ท่าทางตอแยไม่เลิก "ศิษย์พี่รอง ท่านดูสิ นางสนใจศิษย์พี่สามแล้ว ท่านรีบไล่นางไปเขาชิงหงเร็วๆ ข้าไม่อยากเห็นหน้านางอีก!"

ทันใดนั้นข้าก็นึกขึ้นได้ว่าโหรวหลีบอกว่านางคุ้นหน้าข้า เช่นนั้น เมื่อครั้งพิธีฉลองการเป็นผู้ใหญ่ของพี่หญิง พี่ชายเคยกลับมาครั้งหนึ่ง ยามนั้นเขาพาศิษย์น้องผมดำมาด้วยคนหนึ่ง ข้าเห็นหน้าตรงไม่ชัดเจนนัก หรือว่าจะเป็นโหรวหลี หรือว่าพี่ชายอยู่ที่เขาชิงหงจริงๆ นั่นสินะ ไยข้าจึงเลินเล่อเช่นนี้ เขาเป็นเซียน อีกทั้งกำลังฝากตัวเป็นศิษย์ฝึกฝนวิชากับอาจารย์ นั่นย่อมเป็นที่นี่ ขณะข้าคิดจะถามสักหน่อย ก็เห็นลูกศิษย์วิ่งมาพร้อมบอกว่า "ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ ใต้ยอดเขาล่าพยัคฆ์มีปีศาจจำนวนมากปรากฏตัว กินคนไปนับไม่ถ้วน ศิษย์พี่หลายคนไปรับศึกจนบาดเจ็บสาหัสกันแล้ว ขอท่านอาจารย์โปรดไปช่วยเหลือด้วย!"

อาจารย์ลุงถาม "ยอดเขาล่าพยัคฆ์สงบเงียบตลอดมา เหตุใดจึงมีปีศาจได้ แล้วปีศาจนั้นรูปร่างหน้าตาเช่นไร"

ลูกศิษย์คนนั้นตอบ "คล้ายอินทรีแต่มีเขา เสียงเหมือนทารก"

"ดูท่าน่าจะเป็นกู่เตียว...กู่เตียวชอบน้ำ ดินแดนที่พวกมันอาศัยห่างไกลจากที่นี่มาก ตามหลักแล้วไม่น่าจะปรากฏตัวในอาณาเขตเขาชิงหง" อาจารย์ลุงพึมพำ "ชิงอวิ๋น เจ้ารีบพาพรรคพวกไปดูเร็ว"

ศิษย์พี่รับคำ "ขอรับ!"

ข้าอยากถามศิษย์พี่รองเกี่ยวกับเรื่องของฟู่เฉินจือ ย่อมไม่มีคลาดสายตาแน่ ฉวยโอกาสขณะที่เขาพาบรรดาลูกศิษย์ลงจากเขา ข้าเองก็ลอบตามไปด้วย แน่นอน ที่นี่ไม่ใช่ซู่เจา ทุกพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ดีว่าข้าคุ้นเคยกับเส้นทางจุดพักเดินทางของเขาชิงหงเป็นอย่างดี จึงรีบขี่วิหคหลากสีบินไปบริเวณใต้ยอดเขาล่าพยัคฆ์ เมื่อมาหยุดตรงจุดพักเดินทางบนยอดเขา ข้าก็ได้ยินเสียงกรีดร้องนับไม่ถ้วนของชาวบ้านตรงเชิงเขา เมื่อมองตามเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เบื้องล่างมีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีวิหคตัวใหญ่ยักษ์สีดำทะมึนกลุ่มใหญ่บินโฉบอยู่เหนือหมู่บ้าน พวกมันบินร่อนลงยังเบื้องหน้า ลัดเลาะโฉบเฉี่ยวท่ามกลางฝูงชน  แทงหน้าอกของชาวบ้านด้วยเขาแหลมคมบนศีรษะ แล้วช้อนคาบร่างของพวกเขาไปกัดกินข้างทาง มีลูกศิษย์แห่งเขาชิงหงหลายคนต่อสู้กับพวกมัน แต่ก็กินเรี่ยวแรงมากเหลือเกิน

ศพเกลื่อนกระจาย เลือดนองสุดเลวร้าย ไม่นาน ศิษย์พี่รองก็นำลูกศิษย์คนอื่นมาถึง เปิดศึกกับกู่เตียวกลางอากาศ ทว่ากู่เตียวตัวที่ใหญ่ที่สุดราวกับกินยาอายุวัฒนะม่วงทองมาเป็นเวลานาน ดวงตาส่องแสงสีเขียว ดุร้ายเหี้ยมเกรียม ว่องไวปราดเปรียว วิชาเวทมีผลกับมันน้อยมาก ต่อให้เป็นเซียนก็ยากจะไล่ตามมันทัน มีมันนำทัพอยู่ศูนย์กลาง กู่เตียวตัวอื่นจึงยังสังหารและกัดกินผู้คนต่อไป

ศิษย์พี่รองเหาะไปยังกลางวงล้อมของลูกศิษย์ ชูนิ้วข้างขวาขึ้นสองนิ้ว สองฝ่ามือกอบกุมเข้าด้วยกัน อัญเชิญศิลาบินจากหุบเขา ก่อนจะตวัดมือไปทางพวกมัน ก้อนหินพุ่งกระหน่ำตกลงมา แล้วกระจายออกดุจคมมีดกระบี่กลางฝูงปีศาจ โจมตีกู่เตียวร่วงลงมาในคราวเดียวถึงเจ็ดแปดตัว เวลานี้กู่เตียวตัวหัวหน้าตัวนั้นบินกลับมา แผดเสียงคำราม กู่เตียวที่เหลือรับคำสั่ง พากันบินพุ่งไปโจมตีศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่รองร่ายเวทเสกกำแพงตระหง่านคุ้มภัย พวกมันถูกกันไว้ด้านนอก จึงใช้เขาแหลมบนศีรษะชนกระแทกกำแพงคุ้มภัยของศิษย์พี่รอง ไม่ว่าศิษย์คนอื่นจะโจมตีพวกมันอย่างไร ก็ไม่อาจหยุดยั้งการพุ่งชนของพวกมันได้ และแล้วหน้าผากของศิษย์พี่รองก็ค่อยๆ มีเม็ดเหงื่อผุดพราย ท่าทางดูสกัดกั้นจวนตัวแล้ว แม้กระนั้นกู่เตียวพวกนั้นก็ยังคงผลัดเข้าโจมตีอย่างไม่เอาชีวิตระลอกแล้วระลอกเล่า โหรวหลีร้อนรนจนกรีดร้องอยู่ด้านหลัง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

ข้าเองก็ร้อนใจจนเดินวนเป็นเสือติดจั่นอยู่กับที่ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าบนยอดเขาฝั่งตรงข้ามมีหิมะทับถม เวลานี้ กำแพงคุ้มภัยเปราะลงเรื่อยๆ แล้ว ศิษย์พี่รองตวัดแขนขึ้นทีหนึ่ง ทะลายกำแพงคุ้มภัยจนแหละละเอียด โจมตีกู่เตียวร่วงลงสิบกว่าตัว ทว่าเขาไม่มีเวลาสร้างกำแพงคุ้มภัยหนที่สอง จึงได้แต่เหินขึ้นกลางเวหา เหล่ากู่เตียวกลายร่างเป็นใบมีดสีดำ พุ่งตามขึ้นไปด้วย

เวลานี้ ตรงเชิงเขามีเด็กคนหนึ่งเลาะผ่านบริเวณหุบเขา และร้องเรียกมารดาเสียงดัง วิ่งไปยังร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่ง กู่เตียวตัวใหญ่เห็นเขาแล้ว พลันเอี้ยวร่างทันที หมายจะกินเด็กคนนั้นเสีย ไวเท่าความคิด ข้าร่ายเวทเสกหิมะบนยอดเขาให้เป็นหนามน้ำแข็ง ให้มันร่วงดิ่งลง กระแทกกู่เตียวตัวนั้นอย่างแรงไปทีหนึ่ง จากนั้นก็อุ้มเสวียนเย่ว์ซ่อนตัวอยู่กลางหินผาและทิวไผ่ เห็นชัดว่ากู่เตียวตัวใหญ่ถูกโจมตีจนเจ็บ ส่งเสียงกรีดร้องคล้ายทารก ก่อนจะบินมาทางข้า มันสอดส่ายมองหาผู้ที่ลอบกัดมัน พร้อมทั้งใช้เขาแหลมคมชนกระแทกก้อนหินจนแตกละเอียดไปหลายก้อน หิมะฟุ้งกระจาย ข้าหลบอยู่ในบริเวณที่ค่อนข้างมิดชิด เดิมทีนั้นปลอดภัยไร้กังวล ใครจะรู้เล่าว่าในช่วงเวลาสำคัญ เสวียนเย่ว์ดันจามไปหนึ่งที อีกทั้งเสียงยังก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขา

กู่เตียวตัวใหญ่นั้นได้ยินเสียง พลันเปลี่ยนทิศทางทันที ดวงตาสีเขียวหรี่ลง เหยียดเขาแหลมคม พุ่งตรงเข้ามา เสวียนเย่ว์ตะลึงลานจนตะกุยเล็บพัลวัน แผดเสียงอุทานตกใจ คล้ายอยากจะดิ้นรนบินหนี ข้ารัดตัวมันไว้อย่างสุดแรงเกิด มองกู่เตียวตัวใหญ่บินเข้ามาด้วยใจอกสั่นขวัญผวา

ในที่สุด ขณะที่มันอยู่ห่างจากข้าเพียงไม่กี่นิ้ว ข้าก็อุ้มเสวียนเย่ว์ถลาออกจากทิวไผ่ ได้ยินเพียงเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเสียดแก้วหู กู่เตียวตัวนั้นออกแรงพุ่งตัวมากเกินไป ฉะนั้นเขาของมันจึงเสียบทะลุติดคาอยู่ในก้อนหิน ถอนออกมาไม่ได้ในทันทีทันใด มันกระพือปีกตวัดขาเตะอย่างบ้าคลั่ง ดึงเขาแหลมคมออกมาทีละน้อย เศษหินดินทรายกระจายปลิวฟุ้ง ข้าอยากลืมตาก็ลืมไม่ขึ้น หิมะทับถมที่อยู่ใกล้ๆ ถูกกู่เตียวน่าตายตัวนี้สั่นสะเทือนจนร่วงกระจาย ไม่อาจใช้เวททะยานฟ้าได้ ข้าลองบังคับหิมะบนยอดเขาที่ไกลออกไป ทว่าด้วยระยะที่ห่างไกลเกินไป จึงไม่อาจทำอะไรได้เลย สุดท้ายข้าก็เกิดความคิด ข้าเขย่าตัวเสวียนเย่ว์ "เสวียนเย่ว์ ข้าจะกระโดดหน้าผาแล้ว เจ้าทำเหมือนเดิมอย่างครั้งที่แล้วนะ ดึงคอเสื้อของข้าในเวลาสุดท้าย เช่นนี้ข้าถึงจะไม่ตาย เข้าใจไหม"

ดวงตากลมโตของเสวียนเย่ว์เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ร้องงึมงำทว่าไม่ตอบรับ มันยังพรั่นพรึงหวาดกลัว ข้าอุ้มมันวิ่งไปที่ริมหน้าผา มองเหวเบื้องล่างแวบหนึ่ง สูงเสียจนข้าวิงเวียน ทั้งยังรู้สึกอยากอาเจียน ยามนี้กู่เตียวตัวใหญ่นั้นถอนเขาแหลมคมออกมาแล้ว เสียงข้าสั่นเครือ "ข้ากระโดดแล้วนะ!"

"โฮก!" แม้จะบอกว่าสัตว์ร้องไห้ไม่ได้ แต่ข้ารู้สึกว่าเสวียนเย่ว์ร้องไห้แล้ว

ในช่วงเวลาแสนคับขัน กระบี่เล่มหนึ่งดิ่งลงจากฟ้า เสียบร่างของกู่เตียวตัวใหญ่ตัวนั้นตั้งแต่ศีรษะทะลุหน้าท้อง พร้อมทั้งยึดมันไว้บนก้อนหินอย่างแน่นหนา ทันใดนั้นโลหิตพลันสาดกระเซ็น ซึมผสมเข้ากับดิน กู่เตียวตัวใหญ่สิ้นใจตายโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้องเสียด้วยซ้ำ กู่เตียวที่เหลือผ่านไปครู่หนึ่งจึงรู้สึกตัว เมื่อรู้ว่าหัวหน้าตายแล้ว พวกมันก็รวมกลุ่มยกพวกบินถลาลง หมายจะโจมตีข้า ครานี้กระโดดลงหน้าผาก็ไร้ประโยชน์เสียแล้ว ข้ากอดเสวียนเย่ว์อย่างทำอะไรไม่ถูก แต่ทว่ามีกระบี่มากมายพุ่งลงมา! ปักตรึงร่างพวกมันเสียงดังเคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

จากนั้นเงาร่างหนึ่งก็เหินลงจากฟ้า แล้วรั้งเอวอุ้มร่างข้าขึ้น เหาะเหินตัดทะลุเมฆหมอก บินขึ้นกลางฟ้า เขาตวัดกระบี่ในมือ ใช้วิชาเซียนเสกเงากระบี่ออกมานับร้อย พริบตาเดียวก็กวาดล้างกู่เตียวที่เหลือจนสิ้นซาก ระหว่างนั้น เขาสุขุมและเยือกเย็น ข้ายังตั้งสติไม่ทัน แต่กลับมองใบหน้าด้านข้างของเขาอย่างนิ่งงัน ร้องเรียกเสียงเบา "ท่านพี่"

กำจัดกู่เตียวที่เหลือแล้ว พี่ชายตวัดกระบี่ฟัน อุ้มข้ากลับไปยังยอดเขา ทันทีที่โหรวหลีเห็นเขาก็ตื่นเต้นจนใบหน้าแดงปลั่ง ทำตัวไม่ถูก แม้กระทั่งมือไม้ก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ใด ทว่าครู่เดียวนางก็เห็นข้าอยู่ข้างพี่ชาย ดวงหน้าเล็กๆ นั้นก็บูดบึ้งทันที ศิษย์พี่รองเหลือบมองโหรวหลีแวบหนึ่งอย่างรวดเร็ว พลางกระแอม "ศิษย์น้อง เจ้ากลับมาแล้ว"

พี่ชายทำความเคารพอย่างนอบน้อม "คำนับศิษย์พี่รอง"

"ยามนี้เจ้าไม่ได้อยู่ใต้สำนักท่านอาจารย์แล้ว ไม่จำเป็นต้องมากพิธี" รอยยิ้มของศิษย์พี่รองดูฝืนใจ "เพียงแต่จู่ๆ ก็มีปีศาจมากเช่นนี้ปรากฏตัวที่ยอดเขาล่าพยัคฆ์ เรื่องนี้น่าสงสัยนัก"

"เมื่อครู่ข้าผ่านทางหุบเขาหลอมปีศาจ พบว่าที่นั่นมีแสงสีแดงเสียดฟ้า ทิวทัศน์ผิดปกติ ไม่รู้ว่าเขตอาคมของหุบเขาหลอมปีศาจมีรูรั่วหรือไม่…" พี่ชายหันไปมองยอดเขาที่ข้าซ่อนตัวเมื่อครู่นี้แวบหนึ่ง "เดี๋ยวก่อน ข้าไปตรวจดู"

สิ้นคำ พี่ชายก็กระโดดลงไป เริ่มตรวจดูศพของกู่เตียว ระหว่างนั้นเจ้าลิงผอมก็เดาะลิ้น "เวลานี้ศิษย์พี่สามช่างเก่งกล้า ขนาดกระโดดลงจากที่สูงเช่นนั้น ก็ไม่ต้องใช้วิชาเซียนแล้ว เทียบกับวันวานไม่ได้แล้ว อาจารย์เลื่องชื่อย่อมมีศิษย์เก่งกล้า"

สีหน้าของศิษย์พี่รองดูย่ำแย่เหลือทน โหรวหลีกลับยังเชิดคางอย่างภาคภูมิ "เมื่อก่อนตอนที่ศิษย์พี่สามยังอยู่กับท่านอาจารย์ ทั้งที่ฝากตัวเป็นศิษย์ในเวลาสั้นที่สุด กลับเป็นคนที่โดดเด่นที่สุด เดิมทีเขาก็เป็นนกกระเรียนในฝูงไก่อยู่แล้ว"

เอ่ยถึงตรงนี้ พี่ชายก็กระโดดลงมาแล้ว ในมือมีลูกแก้วเปล่งแสงสิบกว่าลูก "เป็นอย่างที่คิด เจ้ากู่เตียวตัวใหญ่นั่นมีไอปีศาจอยู่ในกายนับร้อยชนิด ยาพลังภายในอีกสิบกว่าเม็ด ดูพวกนี้ ล้วนเป็นยาพลังภายใน มันน่าจะสังหารปีศาจในหุบเขาหลอมปีศาจไปมากมาย ซึ่งในนั้นย่อมมีปีศาจที่บำเพ็ญเพียรมาเป็นพันปี ฉะนั้นกู่เตียวตัวนั้นจึงได้มีพลังแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ จนทะลวงเขตอาคมของหุบเขาหลอมปีศาจจนเสียหาย พาพวกเดียวกันมาก่อเภทภัย"

"อย่างนี้นี่เอง หุบเขาหลอมปีศาจเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ภยันตรายนั้นเหมือนเหยียบหางเสือ ก้าวย่างอยู่บนน้ำแข็งในฤดูใบไม้ผลิอันเปราะบาง ลำบากเจ้าแล้ว พวกเราจะนำเรื่องนี้ไปรายงานท่านอาจารย์  เชิญทุกท่านตามข้ากลับเขาชิงหงด้วยกัน…" กล่าวถึงตรงนี้ ศิษย์พี่รองเพียงมองโหรวหลีแวบหนึ่ง ก่อนจะชี้ข้าแล้วบอก "จริงสิ ศิษย์น้องสาม เจ้ารู้จักศิษย์น้องลั่วเวยหรือไม่"

พี่ชายตอบ "รู้จัก"

พวกเรารออยู่พักใหญ่ก็ไม่มีคำพูดต่อจากนั้น คำตอบนั้นไม่ขยายความเลยสักนิด เพียงแต่ในเมื่อเขาตอบเช่นนั้น ศิษย์พี่รองเองก็ไม่สะดวกจะถามต่อไป หลังจากนั้นพวกเราทั้งหมดก็กลับขึ้นไปที่ยอดเขา ข้ากับบรรดาลูกศิษย์ครึ่งเซียนที่เหาะไม่เป็นขี่วิหคหลากสีขึ้นไป ส่วนลูกศิษย์แสนหยิ่งหลายคนของอาจารย์ลุงนั้นเหินกระบี่เหาะกลับไป หรือไม่ก็ขี่เมฆเหาะเหิน โหรวหลีตามหลังพี่ชาย ระหว่างทางก็ซักไซ้สารพัดคำถามกับเขา และคำตอบของเขาก็ไม่เกินสามคำเสมอ อีกทั้งยังมีแต่ 'ใช่' 'ไม่' กับ 'ไม่รู้' อาจเพราะเป็นเด็กที่ถูกรับอุปการะ พี่ชายจึงมีนิสัยเช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก เข้มงวดกับตัวเองสูง สุขุมพึ่งพาได้ ไม่เคยเป็นฝ่ายร้องขอกับผู้อื่นก่อน ไม่ว่าเรื่องใดก็จะเก็บงำซ่อนไว้ในใจ เป็นเด็กดีที่รู้จักคิดที่สุดในสายตาของท่านพ่อท่านแม่เสมอ เขาไม่เคยประจบใคร แม้จะมีใครไม่ชอบ ก็จะไม่คิดเปลี่ยนแปรประนีประนอม เทียบกับข้าที่มีนิสัยเอาเปรียบชาวบ้านแล้วยังหวังให้เขาชอบนั้น ไม่มีส่วนที่คล้ายคลึงกันเลย ดังนั้นในอดีตเมื่อครั้งที่เขายังอยู่ซู่เจา ก็มีผู้คนมากมายกริ่งเกรงไม่กล้าเข้าใกล้เขา ทว่าโหรวหลีกลับไม่สะทกสะท้าน ยังคงกุลีกุจอเข้าไปพะเน้าพะนอ ซักนั่นถามนี่โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นางยังกล่าวว่าจะทำขนมซวนเหมยซู[1]ให้พี่ชาย หารู้ไม่ว่าอาหารที่เขาไม่ชอบกินมากที่สุดก็คืออาหารที่มีรสชาติเปรี้ยว




[1] ขนมลักษณะคล้ายเค้กสอดไส้ลูกพลัมดอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #32 แวะมาอ่าน (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 18:44
    ประโยคที่ว่า"แล้วก็ภายหลัง ถ้าตัด..ก็..ทิ้งไปไม่ได้ทำให้เสียความหมายแต่กระชับขึ้น

    มังกรเทวะคำรามทุ้ม..หากเปลี่ยนเป็นมังกรเทวะคำรามก้อง จะดูโอเคกว่ามั้ยคะ
    #32
    0
  2. #31 WaBi (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 00:35
    สนุกมากๆเลย ขอบคุณค่ะ
    #31
    0
  3. #29 chu (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 21:39
    มาแล้วๆ ขอบคุณค่า เปิดดูทุกวันเลย อยากอ่านเป็นเล่มแล้วค่า
    #29
    0