เมืองจันทราดอกไม้ร่วง มหาสมุทรดอกไม้บาน 《月都花落,沧海花开》

ตอนที่ 7 : มังกรครามนอนทะเลสาบ (บทที่ 3-2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 942
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    17 มิ.ย. 59

มังกรตัวนี้ไม่รู้ตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ มันกำลังขยับศีรษะหันมา ลืมตามองข้า เวลานั้นท้องฟ้ามืดครึ้มสุดลูกหูลูกตา ต้นหยกล้อมทะเลสาบ ไอหมอกบังเขาสีคราม พระจันทร์ลอยเด่นเหนือฟ้าประจิม ดั่งดวงน้ำแข็งที่แช่อยู่กลางมหาสมุทรลึก นัยน์ตามังกรเองก็เปล่งประกายสีขาวเงิน เมื่อเบนสายตามองมาโดยไม่ตั้งใจก็ยังชวนให้หนาวสะท้านยิ่งกว่าเงาจันทร์ในทะเลสาบเย็น

ทักษะการปรับตัวของข้ายังนับว่าเก่งกาจพอตัว ขณะสบสายตากับมัน ข้าพลันกุลีกจอเปลี่ยนเป็นคุกเข่า ก้มศีรษะลงไปแตะพื้นเสียงดังสามครั้งอย่างว่าง่าย "ท่านมังกรเทวะโปรดไว้ชีวิต! ข้าน้อยไม่กล้าอีกแล้ว!"

เจ้ามังกรนี้กลับหันกลับไปอย่างเฉยเมย คล้ายทำเสียงฮึขึ้นจมูก โอ้โห นั่นนับว่าเป็นท่าทีแบบไหนกันนี่ ทั้งไม่ซาบซึ้ง และไม่โกรธเกรี้ยว ข้าครุ่นคิด แล้วก็รดน้ำราดบาดแผลให้มันต่อไป มันเป็นถึงมังกรแห่งดินแดนเทพ ชั่วดีอย่างไรก็คงไม่รังแกพวกเราผู้ต่ำต้อยไม่ใช่สิ ผู้น้อยต่างหาก

มังกรเองก็ไม่ขัดขืน ทว่ากลับไม่ปิดตาอีกเลย เพียงลืมตาที่เสมือนหิมะเย็นเยือกนั้น ดื่มด่ำกับการปรนนิบัติพัดวีของข้าเงียบๆ ถือโอกาสระหว่างที่ใช้วิชาเวท ข้าลอบสังเกตรูปลักษณ์ของมันอีกครั้ง เทียบกับผานหลงและมังกรปักษาที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ ใบหน้าของมังกรตัวนี้เหมือนจะอายุน้อยกว่าและงดงามกว่า——เปรียบเปรยมังกรด้วยถ้อยคำนี้ ช่างแปลกเสียยิ่งกว่าแปลก ทว่ามังกรตัวนี้งดงามจริงๆ แก้มผอมเรียว หนวดสีเงินวับวาว กระดูกเหยียดยาว กล้ามเนื้อแน่นกระชับจนขึ้นเงา ดวงตาสวยสดคู่นั้น ยิ่งเป็นประกายหยิ่งทะนง เพียงแต่น่าเสียดายที่ไม่รู้ว่าเป็นประเภทใด ไม่รู้ว่าเผ่าพันธุ์เดียวกับมันจะงดงามเช่นเดียวกันหรือไม่

ข้าโน้มเข้าไปกระซิบข้างหูเสวียนเย่ว์ "เสวียนเย่ว์ เจ้าดูสิ ท่านมังกรเทวะหน้าตาช่างหล่อเหลา ไม่รู้ว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย"

หัวของเสวียนเย่ว์เอียงไปข้างหนึ่ง คล้ายกำลังขบคิด ข้าจึงพูดอีก "แต่นิสัยไม่เหมือนมังกรน้ำเสียเลย ดุขนาดนั้นไม่ได้ถือกำเนิดเป็นมังกรไฟช่างน่าเสียดาย คาดว่าน่ายังไม่มีคู่หมายกระมัง"

ใครเล่าจะรู้ เสวียนเย่ว์ยังไม่ทันตอบ มังกรตัวนั้นกลับค่อยๆ หันศีรษะมา ดวงตาคู่นั้นเย็นเยือกจนแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง ข้าถลาลงไปคุกเข่าหมอบที่พื้นอีกครั้ง มหาเทพสมุทรช่วยด้วย เอ่ยเสียงเบาขนาดนี้มันก็ยังอุตส่าห์ได้ยิน!!

พลั้งปากชั่ววูบ ต้องเสียใจสุดคณานับ จากนั้นทั้งราตรีกาล ข้าก็แทบกลายเป็นเบ๊ ผลัดเปลี่ยนกับเสวียนเย่ว์ ช่วยกันรดน้ำให้ท่านมังกรเทวะราวกับรดน้ำดอกไม้ ข้ายังใช้เวทบังคับวารีได้ เสวียนเย่ว์นั้นลำบากแล้ว ได้แต่บินคาบถ้วยน้ำขึ้นลง ท่านมังกรเทวะเองก็หน้าหนาเอาการ ข้ากับเสวียนเย่ว์ยังไม่โตเต็มวัยกันทั้งคู่ ใช้งานเราทั้งสอง มันเหมือนจะไม่รู้สึกถึงความไม่เหมาะสมใดๆ เลย กลับนั่งเสวยสุขราวกับเป็นไท่หวงไท่โฮ่ว[1]ก็ไม่ปาน บางครั้งคำสอนของบรรพบุรุษช่างเปี่ยมไปด้วยปรัชญาชีวิต คุ้มค่าที่เราจะใช้เวลาทั้งหมดเพื่อลิ้มรส อย่างเช่นด้ายรุงรังยากจะสาง หญิงปากร้ายยากเยียวยา ข้ากล้าเอาก้นนุ่มๆ ของเสวียนเย่ว์เป็นเดิมพัน ท่านมังกรเทวะผู้นี้ต้องเป็นมังกรตัวเมียสูงอายุที่ยังไม่ได้ออกเรือนแน่นอน นิสัยถึงได้พิลึกเช่นนี้ ไม่ขบคิดใคร่ครวญเรื่องใหญ่หลวงในชีวิตของตน สักแต่รังแกสาวน้อยกับลูกพยัคฆ์ตัวหนึ่ง

คิดถึงเรื่องนี้ ข้าก็แอบถลึงตาใส่มันอีกแวบหนึ่ง อันที่จริงก็กล่าวโทษมันไม่ได้เต็มปากนัก สตรีไม่กลัวเจ้าเนื้อ กลัวก็แต่บึกบึน แม้จะงดงาม แต่กลับบึกบึนทรงพลังราวกับเทพธรณีลู่อู่บนเขาคุนหลุน เวลามันแช่กายอาบน้ำนั้น น้ำในทะเลสาบแทบจะแห้งขอด มังกรหนุ่มแสนสง่าตระกูลใดเล่าจะกล้าตบแต่งพากลับรัง อีกทั้งคราวนี้ยังได้รับบาดเจ็บ เรียกได้ว่าเจ็บปวดทั้งกายใจ ช่างเถอะ น่าสงสาร อยู่กับมันให้มากเข้าไว้ดีกว่า ด้วยเหตุนี้ข้ากับเสวียนเย่ว์จึงง่วนอยู่กับภารกิจจนถึงเที่ยงคืน จึงเตรียมขอตัวลากลับ ก่อนไปข้าเอ่ยลาว่า "ท่านมังกรเทวะ ข้าน้อยขอตัวกลับพักก่อน พรุ่งนี้เช้าจะมาหาท่านใหม่ ท่านเองก็พักผ่อนให้สบาย ข้าน้อยขอตัว"

เช้าตรู่วันถัดมา ข้าตื่นนอนแต่เช้า สะพายตะกร้าเปล่าไปยังป่าต้นหยก ป่าต้นหยกไม่ได้อยู่ในยอดเขาบำเพ็ญเพียรที่ข้าพำนักอาศัย ฉะนั้นจึงยังต้องไปจุดพักเดินทางเป็นการเฉพาะ แล้วขี่วิหคหลากสีไปยังป่าต้นหยกที่อยู่บนเขาฝั่งตรงข้าม จุดพักเดินทางสร้างอยู่บนยอดเขา ซึ่งค่อนไปทางทิศเหนือ ห่างจากอาณาเขตประกอบกิจของเหล่าศิษยานุศิษย์ค่อนข้างไกล ด้วยเหตุนี้ผู้ที่จะใช้จุดพักเดินทางแห่งนี้ส่วนมากก็เป็นครึ่งเซียนที่ยังบินเหินได้ไม่คล่อง หรือไม่ก็เซียนที่ออกเดินทางไกล ช่วงเวลารุ่งอรุณพวกเขาต่างกำลังบากบั่นบำเพ็ญอย่างหนัก ดังนั้นจุดพักเดินทางจึงว่างเปล่าไร้ผู้คน ข้ามองสัตว์ประหลาดนานาชนิดเหินเมฆเลาะหมอก บินมาจากรอบทิศ แล้วหยุดรอครู่หนึ่ง เมื่อเห็นข้าไม่มีท่าทีจะขี่โดยสารก็บินจากไป บนยอดเขามีป้ายประกาศทำจากหยกงามแกะสลักแผ่นหนึ่ง ด้านบนเขียนอย่างชัดเจนว่า

มัจฉาเหินทะเลตะวันตกเขาคุนหลุนลำน้ำดำเมืองฟั่นเย่เขาเจาเหยา

วิหคสามขาทะเลตะวันออกเกาะเผิงไหลแคว้นเซ่าเฮ่าแคว้นเทียนตู๋

ผาวเซียว[2]ทะเลเหนือเขากูตานเขาปู้โจวแคว้นฉางจิ่ง

วิหคทวิเพศสวรรค์ซีกเหนือศาลาซวนหยวน

วิหคอสรพิษสวรรค์ซีกเหนือดาวเหยากวง[3]

ด้านหน้าสุดคือนามของสัตว์ประหลาด ลำดับที่สองคือเส้นแบ่งเขตแดนของสัตว์ประเภทนั้นๆ ถัดมาคือจุดสัญจรผ่าน จุดสัญจรผ่านเป็นสถานที่ทั่วไปในใต้หล้าเสียส่วนใหญ่ ในดินแดนเซียนนั้น โดยทั่วไปจะไปเพียงสถานที่เดียว สิ่งที่น่าประหลาดก็คือจุดหมายปลายทางดินแดนแห่งเซียนบางแห่ง ยังมีคำลงท้ายอย่าง 'เปลี่ยนหงส์เพลิงไปแดนมรณะแห่งดินแดนเทพ' 'เปลี่ยนมังกรวายุไปเขาพยัคฆ์ขาวในดินแดนเทพ' หรือ 'เปลี่ยนมังกรธารารอบนอกอาณาเขตลำน้ำเทพมาร' ครั้งแรกที่เห็นตัวอักษรเหล่านั้น ปฏิกิริยาแรกของข้าคือ แม่เจ้า ลำน้ำเทพมารเป็นเส้นทางที่เชื่อมระหว่างดินแดนเทพกับดินแดนมาร ที่นั่นมักมีพวกมารสัญจรไปมากันให้ขวักไขว่ ผู้ใดเล่าจะกล้าไปที่แบบนั้น!

จุดพักเหนื่อยที่เขาชิงหงมีสวัสดิการไม่เลว สามารถขี่วิหคหลากสีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย วิหคหลากสีของที่นี่เคลื่อนไหวเฉพาะในเขตบำเพ็ญเพียรเท่านั้น ข้าไปถึงป่าต้นหยกอย่างง่ายดาย ข้านั่งอยู่บนม้านั่งที่สร้างด้วยรากไม้เก่าแก่อายุนับพันปี บิดร่างยืดเส้นยืดสายอย่างสบาย รอวิหคหลากสีกลับมา คาดไม่ถึงว่ามือจะโดนคนคนหนึ่งเข้า เมื่อหันไปมอง นั่นเป็นศิษย์เซียนคิ้วหนาตาโตผู้หนึ่งหนึ่ง เขาถามข้า "เจ้าเป็นใคร เมื่อก่อนไม่เคยเห็นเจ้าเลย"

ข้ายังไม่ได้ตอบ เสียงของสาวน้อยที่คุ้นหูก็ดังขึ้น  "นางเป็นศิษย์ที่ท่านเกาหยางหลิงเหรินรับมาใหม่ ตอนนั้นหมดสติอยู่ที่เชิงเขา พวกเราเป็นคนช่วยนางไว้เอง"

มองตามเสียงไป ผู้มาเยือนก็คือศิษย์สามคนที่ช่วยข้าไว้ ศิษย์ผู้มีตาโตคิ้วหนามองสำรวจข้ารอบหนึ่งก่อนกล่าวว่า "หน้าตาเจ้าแตกต่างจากคนทั่วไป เป็นครึ่งเซียนหรือ"

สาวน้อยถากถาง "ครึ่งเซียนอะไรกัน ศิษย์พี่รองเลอะเทอะแล้ว ต้องเป็นครึ่งปีศาจแน่นอน เซียนที่ไหนมีรูปร่างหน้าตาเช่นนี้กัน"

ข้าแย้ง "ข้าไม่ใช่ปีศาจ ท่านอาจารย์ลุงซวีซิงบอกแล้ว ข้าไม่มีไอปีศาจ"

"อย่าเอาอาจารย์มาข่มพวกเรา ท่านอาจารย์จิตใจเมตตา แม้แต่มดที่เกาะชามข้าวก็ยังทำทานปล่อยไปได้ พวกเราไม่ได้หลอกง่ายเช่นนั้น เจ้าบอกว่าเจ้าไม่ใช่ปีศาจ เช่นนั้นเจ้าลองบอกมาว่าเจ้าเป็นอะไร" สาวน้อยผู้นั้นเดินรี่มาหาข้า ท่าทางวางอำนาจไม่ยอมใคร

ศิษย์พี่รองปราม "ศิษย์น้องโหรวหลี อย่าทำนิสัยคุณหนูวางอำนาจ"

โหรวหลียอกย้อน "ทำนิสัยคุณหนูแล้วทำไม พ่อข้าเป็นถึงคหบดีอันดับหนึ่งในเมืองสวี่ชาง หากไม่ใช่เพราะแต่งงานกับแม่ข้าแล้วบำเพ็ญเซียนขึ้นสวรรค์ เดิมข้าก็เป็นคุณหนูตระกูลเศรษฐี"

เจ้าอ้วนว่า "ศิษย์น้องร้ายกาจจริงๆ เหอะๆ เหอะๆ..."

ยอดเยี่ยม แค่บุตรีของคหบดีอันดับหนึ่งของเมืองเล็กๆ ในใต้หล้า ถึงกับกล้าเอ่ยปากอวดฐานะคุณหนูกับองค์หญิงเล็กแห่งซู่เจาเชียว คุณหนูหรือ ข้าเป็นถึงองค์หญิงด้วยซ้ำ อยากเอาน้ำทั้งหมดทั้งมวลบนยอดเขาหิมะมาล้างสมองของนางให้สะอาดจริงๆ หากการสนทนานี้เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อน คุณหนูคหบดีผู้นี้คงได้คุกเข้าอ้อนวอนไปแล้ว น่าเสียดายที่ตอนนี้องค์หญิงเช่นข้าตกอับถึงขีดสุด! แต่ข้าจะทน!

คิดไม่ถึงว่าศิษย์น้องคุณหนูได้คืบจะเอาศอก นางชำเลืองมองข้า แววตาจับผิด "นี่ เจ้าน่ะ ในหกภพภูมิ เทพ เซียน มนุษย์ ผี มาร เจ้าไม่เหมือนอย่างไหนเลย เหมือนแต่ปีศาจ ดีไม่ดี อาจเกิดจากมนุษย์กับปีศาจก็ได้"

บังอาจเหยียดหยามถึงบิดามารดาของข้าเชียวหรือ! ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ! ข้าแอบขว้างน้ำแข็งเป็นหมื่นลูกใส่นางในใจ ทว่าก็ยังปั้นหน้ายิ้มแย้ม "ศิษย์พี่หญิงพูดเช่นนี้ไม่เป็นการดี"

"นางยังบอกอีกว่าข้าพูดผิด" โหรวหลีไม่สนใจข้า ออดอ้อนกับศิษย์พี่รอง "ศิษย์พี่รองดูนางสิ ขาวถึงเพียงนี้ ท่าทางเหมือนปีศาจ ดีไม่ดีอาจเป็นปีศาจหิมะแปลงกายมาก็ได้"

เจ้าอ้วนย้อน "ศิษย์น้อง เจ้าเองก็ชอบให้คนอื่นชมว่าเจ้าขาวมากเลยไม่ใช่หรือ"

โหรวหลีตวาด "หุบปาก!"

"ศิษย์พี่หญิงพูดเช่นนี้ย่อมไม่ดีแน่ ท่านคิดดู ท่านงดงามออกเช่นนี้ ในเขาชิงหงแห่งนี้ย่อมไม่ขาดคนชื่นชม ท่านระแวงว่าข้าเป็นปีศาจ หากเดาถูก ก็ไม่มีผลต่อความชื่นชมของพวกเขา อย่างไรเสียศิษย์พี่งามดั่งบุปผา มิต้องเสริมแต่ง หากเดาผิด น่ากลัวว่าจะทำให้คนเห็นว่างามนอกกลวงใน" ข้ามองออกไปนอกหน้าผา วิหคหลากสีบินมาแล้ว จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "ศิษย์พี่หญิงว่าจริงหรือไม่"

โหรวหลีนิ่งไป คล้ายโทสะเบาบางลงแล้ว "ข้าไม่ใช่คนที่ตื้นเขินเช่นนั้น ขอเพียงศิษย์พี่สามชอบข้าก็พอ เจ้านั่นแหละ อย่าเบี่ยงประเด็น เรายังคุยกันอยู่ว่าเจ้าเป็นอะไร!"

"ข้าเป็นเด็กกำพร้า ฉะนั้นจึงไร้หนทางถามบิดามารดาว่าตัวข้าเป็นผีหรือคน แต่เรื่องที่ศิษย์พี่หญิงสนใจ ข้าสนใจยิ่งกว่า ดังนั้นหากวันหนึ่งข้าสืบรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ต้องบอกศิษย์พี่หญิงเป็นคนแรกแน่นอน หากเป็นปีศาจจริง ถึงตอนนั้นศิษย์พี่หญิงค่อยลงโทษข้าก็ไม่สาย"

ศิษย์พี่รองช่วยเสริม "ศิษย์น้องเล็กพูดจามีเหตุผล"

วิหคหลากสีบินมาได้เวลา เห็นนางมีทีท่าคิดจะกล่าวต่อ ข้าจึงรีบกระโดดขึ้นขี่บนหลังวิหค แล้วโบกมือลาพวกเขาตลอดทางไปป่าต้นหยก ข้ามองมวลเมฆยามสนธยา รู้สึกคิดไม่ตก โลกภายนอกต่างจากข้าคิด ตั้งแต่เล็กจนโต ซู่เจาอยู่ในดินแดนเหนือสุด แทบจะเหมือนเมืองเทพไปแล้ว พวกเรามีพระจันทร์ที่สวยสดงดงามที่สุด สุรารสเลิศที่สุดในใต้หล้า บรรดาปีศาจเอย ปุถุชนเอยที่อยู่ใกล้เคียง ต่างปรารถนาจะเยือนมาตุภูมิของเรากันทั้งสิ้น ชาวซู่เจาเองก็เป็นชนเผ่าที่งดงามที่สุดในสายตาของเหล่าชาวปีศาจ แม้แต่ปีศาจจิ้งจอกผู้แสนมีเสน่ห์ยวนยั่ว ก็ยังชอบลอกเลียนหญิงสาวชาวซู่เจา ด้วยการทาผิวของตัวเองให้ขาวดั่งหิมะ ในบทกวีของท่านอ๋องซีเจี้ยน มีท่อนหนึ่งที่เลื่องลือ 'อดีตชนร้างลานับหมื่นลี้ แขกหน้าใหม่ย้อนกลับมาเยือนใต้หล้า' ก็สะท้อนให้เห็นภาพแล้วว่าแขกต่างแดนผู้มาเยือนด้วยกิตติศัพท์มีมากมายเพียงใด ข้าคิดอย่างไรก็ไม่ได้คำตอบ เหตุใดเมื่อข้ากลายเป็นแขกต่างแดน กลับมีความเป็นอยู่ลำบากยากเข็ญเช่นนี้ ทอดถอนใจให้กับความกว้างใหญ่ของโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งแปลกใหม่ ยามนี้มองไปทางทิศเหนือก็คิดถึงบ้านเกิดขึ้นมา เฮ้อ เพียงแค่หวนคิดถึงก็เศร้าใจเสียแล้ว

เดี๋ยวก่อน ข้านี่เจ็บไม่จำจริงๆ ทั้งหมดก็เพราะพี่หญิงบ้าที่ไม่รู้จักแยกแยะผิดถูก คิดว่าข้ากับพี่ชายมีสัมพันธ์ลับอะไรกัน ข้าถึงถูกทำร้ายเช่นนี้ ซ้ำร้ายยังเกือบเอาชีวิตน้อยๆ มาทิ้งด้วยเหตุนี้ หากไม่ใช่ว่าข้าอายุน้อย น่ากลัวว่าตอนนี้คงได้มีแผลเป็นเต็มกายเป็นริ้วราวกับหนังพยัคฆ์ไปแล้ว ท่านพ่อท่านแม่กับท่านพี่ล้วนไม่อยู่แล้ว จะกลับไปทำไมอีก พี่หญิงนี่น่าอายนัก ปากบอกว่าไม่ต้องการไคเซวียนจวิน แต่ใจกลับไม่ซื่อสัตย์เลยสักนิด ฮึ สองเดือนมานี้ข้าแอบร้องไห้ในห้องเก็บฟืนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ไม่เห็นมีใครมาตามหาข้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ชาตินี้ข้าจะไม่กลับไปอีกแล้ว!

หลังจากปลงตก ข้าก็สบายใจขึ้น ธุระสำคัญเร่งด่วนในเวลานี้ คือไปเยี่ยมท่านมังกรเทวะผู้น่ากลัวก่อน

กลับไปที่ทะเลสาบเซียงเอ๋ออีกครั้ง ท่านมังกรเทวะหมอบกายอยู่ในน้ำ โดยไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถเสียด้วยซ้ำ มันตื่นอยู่แท้ๆ แต่กลับไม่สนใจไยดีข้าเลย ขี้คร้านถึงเพียงนี้ เป็นเทพก็ไม่อาจเยียวยาได้ คืนก่อนพลังศักดิ์สิทธิ์ของข้าถูกใช้เกินจำกัด ไม่สามารถฝืนใช้พลังรดน้ำให้มันได้จริงๆ ข้าเอ่ยอรุณสวัสดิ์ทักทายมัน แล้วช่วยกันความสะอาดริมทะเลสาบกับเสวียนเย่ว์ ปัดกวาดริมทะเลสาบเรียบร้อยแล้ว ข้าชำเลืองมองแผ่นหลังของท่านมังกรเทวะ ก่อนเอ่ยทัก "ท่านมังกรเทวะ อาการบาดเจ็บของท่านดีขึ้นบ้างหรือยัง ให้ข้าเช็ดรอบบาดแผลให้ท่านดีหรือไม่ จะได้สบายตัวขึ้น"

มันมองข้าแวบหนึ่ง ไม่เอ่ยตอบ ข้ารู้ว่านั่นเป็นการยอมรับเงียบๆ อะฮ่า นี่เป็นโอกาสงามที่จะได้ขี่มังกรเชียวนะ! ข้าลอบมองหางของมันที่วางพาดอยู่บนฝั่ง แล้ววิ่งเข้าไปด้วยความยินดี คว้าขนสีเงินด้านบน ก่อนจะปีนกระดึ้บขึ้นไปเหมือนหนอนไต่ต้นไม้

ใครจะรู้ว่าเหตุการณ์น่าหวาดเสียวพลันอุบัติขึ้น

ท่านมังกรเทวะส่งเสียงคำรามแหบทุ้มในลำคอ สะเทือนจนน้ำในทะเลสาบไหวกระเด็น ข้าตะลึงลานจนไม่กล้าขยับเขยื้อน จากนั้นร่างกายของมันก็สั่นกระตุก ฉับพลันแผ่นดินสะเทือนเขาสั่นไหว มันตวัดยกหางขึ้น เหวี่ยงข้าออกไปสุดหล้าฟ้าเขียว

ขณะตัวลอยคว้างออกไป ข้าเหยียดแขนออกไปด้านหน้า "เพราะอะไร!!!"

แค่จับหางเท่านั้นเอง จำเป็นต้องทำเช่นนี้ด้วยหรือ

ข้อได้เปรียบสูงสุดในการเลี้ยงสัตว์อสูรโบราณตัวหนึ่ง ก็คือต่อให้พลังเทพถูกสะกด ปฏิกิริยาก็ยังต่างระดับชั้นกับพยัคฆ์น้อยทั่วไป ขณะกำลังจะดิ่งลงสู่พื้น เสวียนเย่ว์ก็กัดคอเสื้อด้านหลังของข้า จึงทำให้ข้าหล่นกระแทกไม่รุนแรงนัก เพียงแค่สะโพกกระแทกพื้นเป็นส่วนแรก มีรอยฟกช้ำเป็นวงใหญ่ ข้าคลานอยู่กลางพงหญ้ารกครึ้ม พบว่าตนช่างฉลาดหลักแหลม ตอนนั้นเดาว่ามันเป็นเพศเมียนั้นถูกต้องจริงด้วย มีแต่อิสตรีเท่านั้นที่จะขี้อายเช่นนี้ ถูกลูบจับแค่ทีสองทีก็โกรธเกรี้ยวปานฉะนี้ จากนั้นข้าก็ค้นพบความลับที่อยู่มานานสี่สิบกว่าปี บิดามารดาไม่เคยบอกกล่าวมาก่อน นั่นก็คือข้าเป็นพวกชอบถูกทรมาน ถูกปฏิบัติด้วยเช่นนี้แล้ว ยังใคร่จะวิ่งกลับไปดูสถานการณ์ของท่านมังกรเทวะด้วยน้ำใจอันกว้างใหญ่

และที่วิกฤติยิ่งกว่านั้นคือ ข้าทำเช่นนั้นจริงๆ ข้าย้อนกลับมายังริมทะเลสาบอีกครั้ง มันกลับมาสงบเช่นเดิมแล้ว ทว่าน้ำในทะเลสาบถูกย้อมเป็นสีแดงบางส่วน ที่แท้จากการดิ้นเร่าเมื่อครู่ ทำให้บาดแผลของมันเปิดอีกครั้ง แต่มังกรเทวะก็คือมังกรเทวะ แม้กระนั้นมันก็ไม่ปริปากส่งเสียงโอดโอยสักนิด ยังคงสงวนท่าทีสูงศักดิ์ ภาคภูมิไร้เทียมทาน แม่นางผู้นี้องอาจดั่งบุรุษ ข้าตัดสินใจเปิดใจเจรจากับมันอย่างวิญญูชน ข้ากำหมัด "ท่านมังกรเทวะ พวกเรามาตกลงกัน ข้าคอยดูแลท่าน ต่อให้เผลอไปจับเกล็ดของท่านโดยไม่ทันระวัง ท่านเองก็ไม่ควรใช้กำลังกับข้า มิเช่นนั้นข้าไม่ทำแล้ว!"

ข้ากำหมัด รอก้อนเมฆลอยผ่านไปก้อนแล้วก้อนเล่า เอาเถอะ มันไม่ได้ฟังสักนิด

จากนั้นข้ากับเสวียนเย่ว์จึงแบ่งหน้าที่ทำงาน มันเก็บฟืน ข้าปรนนิบัติท่านมังกรเทวะ เมื่อหิว พวกเราก็ไปเด็ดลูกท้อเซียนในป่าข้างๆ มากินเหมือนวานร เราใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยาม เด็ดลูกท้อได้เต็มตะกร้า มอบให้ท่านมังกรเทวะ จากนั้น มันก็อ้าปากใหญ่ยักษ์ กัดขอบตะกร้า แล้วแหงนหน้าเทลูกท้อทั้งหมดเข้าปาก ไม่แม้แต่จะเคี้ยว ข้ากับเสวียนเย่ว์เบิกตากว้างพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งตะลึงและปวดใจราวกับเห็นเทพแห่งน้ำกินเด็กในหมู่บ้านที่เป็นเครื่องเซ่นบูชายัญอย่างไรอย่างนั้น หลังจากนั้น ท่านมังกรเทวะก็ยืดลำคอยาวระหงและงามสง่า วางตะกร้าสานกลับคืนฝั่ง ก่อนจะยอบร่างลง มองพวกเราอย่างท้าทาย ข้าเข้าใจ ข้าจิ้มไหล่ของเสวียนเย่ว์ "ไปกันเถอะ ตะกร้าที่สอง"

"โฮก! โฮก! โฮก!!!" ได้ยินเสวียนเย่ว์กระพือปีกโวยวายอย่างไม่พอใจ ข้าจึงคว้าหางของมัน แล้วลากมันกลับป่าต้นท้อเซียน

จนกระทั่งเวลาย่ำอัสดง มวลเมฆเจิดจรัส ตวัดทอดเกี่ยวไม่ขาดสาย พวกเราจึงกล่าวลากับท่านมังกรเทวะอย่างโงนเงนเพื่อกลับไปพักผ่อน นับจากวันนั้น ทุกวันข้าได้สร้างนิสัยอันดีด้วยการพาเสวียนเย่ว์ไปดูแลท่านมังกรเทวะ ค่ำคืนหนึ่ง ม่านราตรีดุจมหาสมุทร จันทร์เสี้ยวโค้งตวัด ข้ากลับจากกินมื้อเย็น พบว่าอาการบาดเจ็บของท่านมังกรเทวะฟื้นตัวพอสมควรแล้ว พลันปลื้มปีติจนอุ้มเสวียนเย่ว์หมุนตัวไปหลายรอบ "ท่านมังกรเทวะ! อาการบาดเจ็บของท่านหายแล้ว! คราวนี้ท่านก็ข้ามประตูมังกรอย่างกระโดดโลดเต้นได้เหมือนปลาไนแล้ว!"

เห็นได้ชัดว่า เป็นการประจบสอพลอที่ไม่เอาไหนนัก ท่านมังกรเทวะเพียงกลอกตา แล้วก็หาได้สนใจข้าอีก เห็นมันตอบสนองเช่นปกติ ข้ากลับรู้สึกปลงอนิจจัง กอดเสวียนเย่ว์พลางทอดถอนใจ "เฮ้อ คนมีทั้งสุขทุกข์และพลัดพราก เช่นพระจันทร์ยังมีวันมืด สุกสว่าง หรือกลายเป็นเสี้ยว ใต้หล้าไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา ท่านมังกรเทวะคงจะไปจากที่นี่เร็วๆ นี้ พวกเราจะไม่ได้เห็นเขาแล้ว"

ทะเลสาบไกลลิบ ผืนฟ้าใสคราม เสียงของบุรุษหนุ่มดังสะท้อนอยู่กลางหุบเหวริมฝั่งสองด้าน "เจ้าอยากได้อะไร ว่ามา"

น้ำเสียงของเรียบเย็น ทว่าเสียงทุ้มต่ำ เนิบช้า นุ่มนวล ไพเราะจนทำให้ข้านึกถึงท่วงทำนองกู่ฉิน[4]ในหุบเหวของเทือกเขาสูง ข้าสะท้านกึกด้วยความหนาวเยือกอย่างอดไม่อยู่ ชาดิกตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทว่าหลังอาการชา ข้าก็พบความไม่ชอบมาพากล รีบลนลานคุกเข่า ก้มศีรษะลงไปแตะพื้นสามครั้ง "เทพสายฟ้าโปรดไว้ชีวิต! ข้าน้อยไม่กล้าอีกแล้วเจ้าค่ะ!"

ไร้อัสนีบาตฟาดเปรี้ยง ข้านี่ช่างหลักแหลมเสียนี่กระไร ทว่าเสียงของบุรุษผู้นั้นเอ่ยอีกว่า "โวยวายอะไร ลุกขึ้น"

ก้มศีรษะแนบพื้นอยู่ครู่หนึ่ง ข้าก็พบต้นตอของเสียง ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น "ทะ...ท่านมังกรเทวะ?"

"ทำไม"

"ท่านเป็นตัวผู้หรือนี่?! ท่านพูดได้ด้วย!!!"

มันไม่สนใจคำถามทั้งสองข้อของข้า "เจ้าเองก็ดูแลปรนนิบัติข้าที่นี่ได้ระยะหนึ่งแล้ว คงหวังอะไรเช่นกัน ว่ามา เจ้าอยากได้สิ่งใด"

"มีๆๆ! บ้านเกิดของข้า"

พูดถึงกลางคันข้าก็สะอึก นึกถึงเรื่องที่หวงเต้าเซียนจวินกับหรูเย่ว์เวิงกระทำ ไม่มีใครรู้ว่าท่านมังกรเทวะกับพวกเขาเป็นชาวแคว้นเดียวกันหรือไม่ ต่อให้ไม่ใช่แคว้นแดนเดียวกัน มันเองก็คงไม่เป็นปรปักษ์กับเซียนมากมายเช่นนั้น เพียงเพราะการดูแลปรนนิบัติแสนธรรมดาไม่กี่วัน ดังนั้นข้าจึงเปลี่ยนคำ "บ้านเกิดของข้าไม่มีมังกร ท่านมังกรเทวะช่วยพาข้าเหาะเหินสักครั้งได้หรือไม่"

ไม่คาดคิดว่าการเป็นคนดีประเสริฐศรีมาตั้งหลายวัน ถูกมันทารุณกรรมสารพัด มันตอบกลับถ้อยคำประโยคสุดท้ายของข้าเพียงสามคำ ขาดคำมันก็เหาะขึ้นจากทะเลสาบ ทันใดนั้นคลื่นยักษ์พลันโถมซัดเกล็ดหิมะ สะเทือนฟ้าสะท้านดิน ชั่วพริบตาพลันเหาะขึ้นไปเหนือมวลเมฆ และสามคำที่มันพูดก็คือ "ฝันไปเถอะ"

รุ่งเช้าของวันที่สอง ข้าว่างงานไร้ธุระ จึงรี่ไปที่ห้องเก็บตำราแล้วค้น ตำราเทพเซียนสัตว์ประหลาด ฉบับมังกร จึงรู้ซึ้งอย่างแท้จริงว่าอะไรคืออัสนีบาตวสันต์ หนึ่งเสียงสะท้านคนประการแรก สีสันแดงชาดครามเข้มงามตา เหมือนกับท่านมังกรเทวะไม่มีผิดเพี้ยน ด้านบนมีอักษรตัวใหญ่สองตัวตวัดเขียนว่ามังกรคราม คำอธิบายสังเขปวรรคแรกบรรยายไว้ว่า มังกรคราม เทพแห่งบูรพาทิศ หนึ่งในสัตว์เทพทั้งสี่ ดำรงใต้อาณัติแห่งเทพ บารมีทั่วหกภพ ไม้หยินหยางแห่งบูรพาทิศนั้น คือธาตุโลหะสีเงิน[5] กรองไม่ใส กวนไม่ขุ่น ใกล้ไม่อาจจับต้อง ไกลไม่อาจละทิ้ง เร้นการเปลี่ยนแปรไร้สิ้นสุด…’

เราเคยร่ำเรียนในตำรามาตั้งแต่เล็ก สัตว์เทพทั้งสี่นั้นไซร้ มังกรคราม วิหคแดง เต่าดำ พยัคฆ์ขาว หรือก็คือเจ้ามังกรแสนจุกจิก จู้จี้ เรื่องมากและน่ารำคาญนี้ ก็คือมังกรคราม! ข้าไม่เชื่อ!!! ตำราเล่มนี้คัดลอกผิดแน่นอน!!!

เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังข้า  "ศิษย์น้องเล็ก?"

ข้าหันไปมอง ผู้ที่อยู่ด้านหลังคือศิษย์พี่รอง ข้ารีบปิดตำรา "อ้อ อรุณสวัสดิ์ศิษย์พี่รอง"

ศิษย์พี่รองกล่าว "ศิษย์น้องช่างมีอารมณ์สุนทรีย์ มาอ่านตำราที่นี่แต่เช้าเชียว"

"ฮ่าๆๆ นั่นสิๆ ไม่กินข้าวก็จะหิว ไม่อ่านตำราก็จะเขลานี่นา" ข้าเหลียวมองโดยรอบ "ปกติเวลาผ่านที่นี่ ผู้คนในห้องตำราเหมือนจะมีมากกว่าวันนี้"

ศิษย์พี่รองตอบ "นั่นเพราะหลายวันก่อน ท่านเทพไท่ซือเก็บตัวรักษาอาการ สองวันนี้ออกมาแล้ว กำลังสนทนากับท่านอาจารย์อยู่"

"อย่างนี้นี่เอง"

ข้าสนทนากับศิษย์พี่รองด้วยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวพักหนึ่งก็รีบร้อนขอตัว ช่วยไม่ได้ หัวใจดวงน้อยๆ ของข้ายากจะสงบลงได้ มังกรเทวะไม่ได้เป็นเพียงท่านมังกรเทวะ แต่มันเป็นท่านมังกรครามอีกต่างหาก นั่นน่าตะลึงยิ่งกว่าท่านเทพไท่ซือเป็นมหาเทพเสียอีก หากรู้เช่นนี้แต่แรก คืนก่อนหน้านั้นมันถามข้าว่าปรารถนาอะไร ข้าก็ควรบอกไปตามตรงว่า 'กองเงินกองทอง บุรุษงามคู่กาย' เจ็บปวดเหลือแสน ข้าส่ายศีรษะไปมา เมื่อเดินออกจากห้องเก็บตำรา กลับเห็นเงาร่างของโหรวหลีไหววูบตรงหน้าประตู ทว่าข้าไม่ได้ใส่ใจ เพียงกลับไปหยิบตะกร้าสานที่ห้องเก็บฟืน พาเสวียนเย่ว์มุ่งหน้าไปป่าต้นหยก

เป็นดังคาด ท่านมังกรเทวะไม่ปรากฏกายที่ทะเลสาบเซียงเอ๋ออีกเลย นั่นไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย เรื่องที่คาดไม่ถึงคือพวกเราเก็บฟืนอยู่สองชั่วยามก็ย้อนกลับทางเดิม ตั้งใจจะเก็บฟืนให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยมาอีก แต่กลับเหยียบกับดักกลางทางเข้าจนร่วงตกลงในหลุมลึก ระหว่างดิ้นรนข้าไม่อยากนึกถึงมันนัก เอาเป็นว่าเสวียนเย่ว์ใช้พละกำลังสุดแรงเกิดก็ยังยกร่างข้าขึ้นได้ไม่ถึงหนึ่งนิ้ว ข้าให้มันออกไปช่วยตามหาท่านอาจารย์ ใครจะรู้ว่าทันทีที่มันขึ้นไปก็ส่งเสียงร้องโหยหวน จากนั้นก็มีคนจับเสวียนเย่ว์ใส่ในถุง แล้วแกว่งไปมาตรงปากหลุมด้านบน "ไม่สั่งสอนเจ้าสักหน่อย เจ้าคงไม่ทิ้งลายปีศาจจริงๆ"

ข้าเงยหน้า "ศิษย์พี่หญิง"

เสวียนเย่ว์มุดไปมาในย่าม ดิ้นไปมาราวกับปลารากกล้วย โหรวหลีทำเสียงฮึขึ้นจมูก "ลั่วเวย ข้ารู้สึกมาตั้งนานแล้วว่าเคยเห็นเจ้าที่ไหน เจ้าก็คือปีศาจ ปีศาจวารีแห่งซู่เจา หว่านเสน่ห์พี่ชายก็แล้วไป ตอนนี้ยังมาหว่านเสน่ห์ศิษย์พี่รอง อยู่ในนี้ไปเถอะ!"

"เดี๋ยวก่อน! ศิษย์พี่หญิง ท่านเข้าใจผิดแล้ว! มีอะไรเราค่อยๆ พูดกันสิ!" ข้าร้องอยู่ใต้โพรงถ้ำ ทว่าไร้คนตอบรับ เหมือนนางจะห่างออกไปไกลแล้ว

กลางดึกคืนนั้น หิมะตกหนักระลอกใหญ่ เมื่อมีน้ำจากหิมะ ในที่สุดข้าก็ขึ้นจากหลุมที่ทั้งสกปรกและเหม็นเน่า ทว่าก็สกปรกเลอะเทอะและเหม็นไปทั้งตัว ไม่มีข้าวสักเม็ดน้ำสักหยดตกถึงท้องมาทั้งวัน ข้าเร่งกลับไปยังยอดเขาบำเพ็ญเพียรอย่างอ่อนระโหยโรยแรง ทว่ายังไม่ทันได้หย่อนร่างลงนั่งบนเก้าอี้ ก็มีศิษย์มาบอกว่าท่านอาจารย์ลงโทษให้ข้าคุกเข่าอยู่นอกประตูทิศเหนือของตำหนักอี้เย่า และไม่ได้ให้เหตุผล แต่ข้าคิดว่าน่าจะเป็นเพราะโหรวหลีไปฟ้องเขาเป็นแน่ อย่างไรเสียอธิบายไปก็ไม่มีใครฟัง มาเลย คุกเข่าก็คุกเข่า!

ผ่านไปหนึ่งคืน ข้าเสียใจภายหลังอย่างมากกับความทระนงอันน้อยนิดของตัวเอง

หิมะหนาปกคลุมเขาชิงหง เชื่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับยอดเขาหิมะขาวโพลนที่อยู่ไกลห่าง ข้าคอตก เนื้อตัวมีแต่ดินโคลน สะบักสะบอมเหลือจะกล่าว กองหิมะหนาวเหน็บเย็นเยือกจนกระดูกแทบแตกร้าว เทพสมุทรเอ๋ย! บรรพบุรุษแห่งข้า ท่านล้มหน้าคะมำพื้นระหว่างทางที่คุ้มครองข้าแล้วหรือ ส่วนเหล่าศิษย์แห่งเซียนทั้งหลายกลับเหาะเหินเดินอากาศ ไม่มีแม้กระทั่งสายตาแสดงความเห็นใจให้ข้าด้วยซ้ำ ทุกอย่างมีดีมีเลว ไร้ความสมบูรณ์แบบ การเป็นเซียนนั้นช่างยากเข็ญ ลดทอนอารมณ์ทั้งเจ็ดและความปรารถนาทั้งหกให้จืดจาง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือทำให้ตัวเองกลายเป็นคนเลือดเย็น ข้าแทบไม่มีแรงหายใจ ได้ยินเสียงของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง ดังขาดห้วงออกมาจากตำหนักอี้เย่า "ด้วยภูมิหลังของนาง รังแต่จะสร้างความเดือดร้อน ช่างน่าโมโหนัก ท่านมหาเทพ เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ย่อมไม่ต้องลำบากให้ท่านยื่นมือยุ่งเกี่ยว ข้าจะพาตัวปัญหานั่นไปเดี๋ยวนี้"

จากนั้นก็มีเงาร่างของคนหลายคนเข้าประชิด ข้าเงยหน้าขึ้น ตามหลังมาด้วยท่านอาจารย์ อาจารย์ลุง รวมถึงเหล่าเซียนบารมีสูงส่งอีกกลุ่มหนึ่ง สามคนที่เดินอยู่ด้านหน้า ทางซ้ายคือหลิงอินเสินจวินผู้มีดวงตายาวรีที่เคยพบก่อนหน้านี้ ทางขวาคืออรหันต์ผมขาว น่าจะเป็นเทพไท่ซือ ส่วนคนที่อยู่ตรงกลางคือ

บุรุษหนุ่มผู้นั้นยืนอยู่บนระเบียงหยก ผิวขาวดุจหิมะ สูงเพรียวทว่าไหล่กว้าง สวมอาภรณ์สีน้ำเงินยาวจรดพื้น เรือนผมยาวดุจธารน้ำลึกล้ำ สยายปกชุดคลุมยาว บนโหนกแก้มมีตราเทพลายสายน้ำ

เขาเพียงยืนเงียบอยู่ตรงนั้น กลายเป็นสีเดียวกันกับผืนหิมะหมื่นลี้ไปแล้ว

เป็นเขาบุรุษหนุ่มที่ปรากฏกายในภวังค์มายาของข้ามาตลอด

เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่ได้

ลมหนาวพัดผ่านวูบหนึ่ง ผมดำขลับของเขาปลิวสยาย ดวงตาที่จ้องมองมายังข้า ลึกล้ำยิ่งกว่ามหาสมุทร และแล้วเวลานี้อาจารย์ก็ติงว่า "ลั่วเวย เหม่ออะไร ยังไม่รีบคุกเข่าคารวะท่านเทพไท่ซืออีก!"

"คะ...คารวะท่านเทพไท่ซือ" เรื่องคุกเข่าคำนับ ข้าขยันขันแข็งเสมอ จึงปฏิบัติทันที

"ลุกขึ้น"

ผู้ที่เอ่ยคำไม่ใช่อรหันต์ผมขาว หากเป็นบุรุษหนุ่มที่อยู่ตรงกลาง



                [1] พระพันปีหลวง

[2] สัตว์อสูรร่างเป็นแพะ หน้าคล้ายมนุษย์ เขี้ยวเหมือนเสือ เสียงร้องเหมือนเด็กทารก กินคนเป็นอาหาร

[3] ดาวเหยาวกวงหรือดาวอัลเคด (Alkaid) ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ อยู่ตำแหน่งปลายสุดของหางหมีใหญ่

[4] เครื่องดนตรีประเภทสายโบราณของจีน มีลักษณะคล้ายกู่เจิง แต่เสียงทุ้มต่ำกว่า

[5] สารปรอท

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #26 chu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2559 / 00:44
    ในที่สุดก็มา รอเป็นเล่มใจจะขาดแล้วค่า

    มาอับบ่อยๆ แก้ลงแดงนะคะ
    #26
    0
  2. #25 SasiNS (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 23:08
    ค้างอย่างแรง มาต่อไวๆ นะคะ
    #25
    0
  3. #24 อ้นน้อย (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 20:12
    เป็นเซียนแล้วลดทอนอารมณ์ลง แล้วเหตุใดจึงมีอารมณ์โกรธและอิจฉามากกว่าปุถุชนอีกเล่า วุ๊
    #24
    0