เมืองจันทราดอกไม้ร่วง มหาสมุทรดอกไม้บาน 《月都花落,沧海花开》

ตอนที่ 6 : มังกรครามนอนทะเลสาบ (บทที่ 3-1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 994
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    14 มิ.ย. 59

สูงองอาจปีกดั่งเทพวายุ

สิริดาวจุติอิงเมฆมงคล

สรรพสิ่งใต้หล้าล้วนศรัทธา

สรวงสวรรค์ชั้นฟ้าล่องเสรี

มังกรครามแห่งมหาสมุทร

 

     อันว่าผู้ที่กระทำชั่วย่อมแพ้ภัยตัวเองหมายถึงข้านี่ละ เมื่อครั้งยังเด็กมักนำทัพแกล้งเพื่อนพ้อง ตอนนี้สนองคืนสู่ตัวเองในคราวเดียว กรรมสนอง กรรมสนองจริงๆ! กลิ้งตกลงมาสภาพเช่นนี้ พวกเขาก็ยังไม่พยุงข้า กลับนั่งยองก้มมองสำรวจข้ากับเสวียนเย่ว์ เหมือนเหล่าเด็กน้อยพากันมุงดูมดอย่างไรอย่างนั้น ข้ากับพวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่กพักหนึ่ง พบว่าเป็นอย่างที่ข้าคิดจริงๆ เจ้าอ้วนคนหนึ่ง อีกคนเป็นสาวน้อยหน้าตางดงามมีเสน่ห์หมดจด เด็กหนุ่มผอมบางท่าทางซุกซนเหมือนลิง สาวน้อยผู้นั้นเบิกตากว้างแล้วเอ่ย "เจ้าเป็นชาวซู่เจาหรือ"

คำถามนั้นทำเอาข้าทำอะไรไม่ถูก ข้าลืมไปว่าสีผมของตัวเองเป็นสีคราม ผิวพรรณเองก็ขาวกว่าปุถุชน เป็นเป้าสายตาให้คนสังเกตเห็นง่าย ทว่านึกถึงสิ่งที่เซียนพวกนั้นปฏิบัติต่อเราก่อนหน้านี้ บอกตามตรงว่าองค์หญิงเล็กอย่างข้ายังหวาดกลัว หากข้ายอมรับอย่างเปิดเผย ใครจะรู้ว่าจะถูกพวกเขาเอาไปเผาเป็นฟืนหรือไม่ เคราะห์ดีว่าเจ้าเด็กลิงชิงเอ่ยปากก่อนข้า "ชาวซู่เจานั่นคนที่ไหนหรือ"

"ก็ศิษย์พี่สาม" สาวน้อยเกือบโพล่งหลุดปาก แต่กลับรีบกลืนคำพูดลงท้องไป "ซู่เจาคือเมืองเคียงจันทราทางทะเลเหนือ เล่ากันว่าที่นั่นมีชาวซู่เจาอาศัยอยู่มากมาย พวกเขาล้วนมีผมสีครามผิวขาวดุจหิมะ ใช้วิชาบังคับวารีได้แต่กำเนิด"

เจ้าอ้วนมองข้าแวบหนึ่งแล้วถาม "ถ้าเช่นนั้น ชาวซู่เจามีรูปลักษณ์ที่งดงามกันหมด ใช่ร่างเซียนหรือเปล่า"

สาวน้อยย่นคิ้ว ฉีกยิ้มฝืนใจ "ช่างด้อยปัญญาเสียจริง พวกเรากับพวกเขา ต่างกันราวกับเมฆบนฟ้าดินบนพื้น ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาถือเป็นมนุษย์หรือปีศาจ หากบอกว่าเป็นปีศาจ พวกเขาก็ไม่มีร่างเดิม  หากบอกว่าเป็นมนุษย์" นางชี้ผมข้า "มนุษย์มีสีผมเช่นนี้ได้หรือ เดี๋ยวก่อน นี่ แม่นาง เจ้าหน้าคุ้นมากเลย"

แย่แล้ว หรือว่านางเคยพบข้ามาก่อน ข้ารีบละล่ำละลัก "ข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้ากำลังพูดอะไร ผมข้าเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เกิด ดูพอหรือยัง"

"โธ่เอ๊ย ศิษย์น้อง ข้าว่าพวกเราเข้าใจนางผิดแล้วละ" เจ้าอ้วนเหมือนจิตใจไม่เลว "นางมีบาดแผลเต็มตัว ทั้งยังบาดเจ็บสาหัส พวกเราพานางไปที่หอสงบจิต หายาอายุวัฒนะให้นางดีกว่า"

สาวน้อยยังคงไม่สบอารมณ์นัก "ทำเป็นพูดดี ยาอายุวัฒนะของหอสงบจิตเป็นของที่พวกเราหยิบจับกันได้ง่ายๆ หรือ แม่นางผู้นี้เป็นคนหรือผี พวกเราพาไปพบท่านอาจารย์ก็รู้ พวกท่านสองคนรีบพยุงนางขึ้นมา ไปพบท่านอาจารย์กับข้า"

ข้ายังไม่ทันได้โต้แย้ง ก็ถูกพวกเขาแบกหามราวกับหมู แล้วเหินขึ้นฟ้าไป คราวนี้บรรลัยแล้วจริงๆ ถูกพาตัวไปยังถิ่นฐานใหญ่ของเหล่าเซียน ข้าเห็นพวกเขาบินผ่านยอดเขาแห่งแล้วแห่งเล่า และข้าเองก็เห็นเซียนมากขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็เหยียบกระบี่เหาะเหินลัดเลาะท่ามกลางมวลเมฆ บ้างก็ยืนบนเนิน ขับขานชื่นชมเมฆหมอกยามอัสดง บ้างก็ขี่สัตว์นิรนามบินได้ ร่ำสุราสดับฟังเสียงขลุ่ยกลอง หนุ่มสาวบ้าบิ่นบางคน เหาะเหินต่อสู้กันกลางอากาศ วิชาเวทที่ใช้สาดกระเซ็นประกายแสงหลากสีทั่วฟ้าหากคนทั่วไปเห็นภาพดังกล่าว คงจะคิดว่าเหมือนมายาฝัน ข้ากลับใจสั่นกระตุก ขนลุกเกรียวจนทั่วร่าง ชีวิตอันทุกข์ยากนี้ เรียกว่าหนีเสือปะจระเข้จริงๆ

ในที่สุด หลังจากพวกเขาถามหาข่าวคราวของอาจารย์จนทั่ว ก็ตามไปถึงหอสูงแห่งหนึ่ง ณ ที่นั้นมีหิมะขาวโพลนทับถม ทว่ามวลบุปผาบานสะพรั่ง ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี คลาคล่ำไปด้วยนกกระเรียนเทพตัวอ้วนพี ท่ามกลางนกกระเรียนตัวอวบอ้วนเหล่านั้น มีเซียนอาวุโสร่างผอมสูงท่าทางคุณธรรมสูงล้ำเหนือใครผู้หนึ่ง เขายืนเอามือไพล่หลังอยู่ริมหน้าผา เรือนผมขาวโพลนยาวถึงเข่า บางเบาราวเมฆหมอก อาภรณ์ยาวสีงาช้างพลิ้วไหวตามลม ได้ยินเสียงเรียกของศิษย์ทั้งสาม เขาก็หันมา ก้มมองข้าแวบหนึ่ง แล้วมองเสวียนเย่ว์ที่ขดตัวอยู่ในอกข้าอีกแวบหนึ่ง ยกมือลูบเครา คิ้วยาวสีขาวหิมะกระตุกหลายครั้ง เซียนอาวุโสกล่าวเพียงประโยคเดียว "นี่เป็นเรื่องใหญ่"

ไม่ว่าเรื่องใหญ่ที่พวกเขาพูดถึงคืออะไร ข้ารู้เพียงว่าหากเลือดยังไหลต่อไปเช่นนี้ การนอนในโลงก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตข้า ในที่สุด ข้าก็ทนไม่ไหว จึงหมดสติสลบเหมือด

เมื่อข้าได้สติอีกครั้ง ร่างกายก็ถูกพันจนเหมือนบ๊ะจ่าง นอนอยู่บนเตียงในห้อง ร่างกายยังมีกระแสไออุ่นไหลผ่าน คาดว่าคงได้รับการรักษาด้วยวิชาเซียน รอบๆ มีตู้ยาสูงตระหง่าน มีขวดยานับพันนับหมื่นวางเบียดอยู่บนชั้น ข้าพยุงร่างลงจากเตียง ก้าวออกจากห้องอย่างทุลักทุเล ในห้องโถงด้านนอก ข้าเห็นเซียนอาวุโสคิ้วขาวผู้นั้น เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาก็หันร่างมา "แม่นางน้อย ข้าพบว่าบนตัวเจ้ามีพลังศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียน แต่กลับไม่ใช่พลังเซียนทั้งหมด เจ้ากำลังบำเพ็ญเป็นเซียนหรือ"

ข้าส่ายหน้า "ความจริง ข้าเองก็ไม่รู้ตัวเองเป็นอะไร พลังศักดิ์สิทธิ์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด"

"แล้วหลังจากนี้เจ้าจะทำอย่างไร"

ข้าก็ยังส่ายศีรษะตามตรง "ข้าเองก็ไม่รู้ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แล้วท่านเป็นใคร"

เซียนอาวุโสคิ้วขาวกล่าวตอบ "เจ้าอยู่บนเขาชิงหงในดินแดนเซียน เป็นสถานที่ที่ศิษยานุศิษย์เหล่าเซียนบำเพ็ญศีล บรรดาครึ่งเซียน และซ่านเซียน[1]ล้วนมาฝากตัวฝึกฝนวิชากับอาจารย์ที่นี่ ข้าคือเทพดาวซวีซิงรับบัญชาจากเซียนจุนให้มาถ่ายทอดสอนวิชา"

"ท่านเป็นอาจารย์ของเหล่าเซียนที่นี่หรือ"

"ถูกต้อง"

เทพดาวซวีซิงผู้นี้ดูอ่อนโยนมีเมตตา และไม่วางมาดถือตัวแบบเซียน น่าจะไม่รู้เรื่องชั่วๆ ที่หวงเต้าเซียนจวินกับหรูเย่ว์เวิงกระทำ ภาษิตกล่าวได้ดี ที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด หากข้าสามารถอยู่ที่นี่ได้ ย่อมดีกว่าพเนจรอยู่ภายนอก รอวันถูกเซียนพวกนั้นจู่โจมสังหาร ข้าเดิมพันด้วยไหวพริบ คุกเข่าลงกับพื้นทันที "เช่นนั้น ท่านรับข้าไว้ได้หรือไม่ ข้าชื่อลั่วเวย เป็นเด็กกำพร้า ยามนี้พเนจรเร่ร่อน ไร้บ้านให้กลับ ขอท่านเซียนรับข้าไว้เป็นศิษย์ด้วย!" พูดจบ หัวใจดวงน้อยๆ ของข้าก็เจ็บปลาบ พริบตาเดียวข้าก็กลายเป็นเด็กกำพร้าเสียแล้ว ช่างโดดเดี่ยวอ้างว้างทุกวันคืน

เทพดาวซวีซิงกล่าวตอบ "อย่าเพิ่งรีบร้อนคุกเข่า แม้เจ้าจะมีสติปัญญา และมีพื้นฐานพลังศักดิ์สิทธิ์ในระดับหนึ่ง แต่ระดับชั้นที่เขาชิงหงนี้เข้มงวดนัก ข้าเป็นเทียนจวิน อยู่ในระดับสามของชั้นเซียน ไม่รับศิษย์ระดับต่ำกว่าเฟยเซียน[2] หากเจ้ามีความตั้งใจจะบำเพ็ญที่นี่ ข้าจะพาเจ้าไปฝากตัวกับอาจารย์สักคน"

"ได้! ข้าจะไปกับท่านเดี๋ยวนี้!" ข้ากระวีกระวาดลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองไปรอบๆ "เดี๋ยวก่อน เสวียนเย่ว์ล่ะ"

"เสวียนเย่ว์คือเจ้าพยัคฆ์น้อยตัวนั้นใช่ไหม" เขาชี้ไปยังกรงที่มียันต์สะกดแปะทับตรงหัวมุม "เจ้ารู้หรือไม่ว่าพยัคฆ์น้อยที่เจ้าเลี้ยงมีประวัติไม่เบาเลย"

ข้ารีบวิ่งเข้าไป มองเสวียนเย่ว์ที่น่าสงสารในกรง  "เสวียนเย่ว์นิสัยเดิมไม่ได้ร้ายกาจ ท่านผู้อาวุโสโปรดอย่าทำร้ายมันเลย"

เทพดาวซวีซิงปลอบ "เจ้าวางใจ คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล ฉงฉีแม้นเป็นสัตว์อสูร แต่เสวียนเย่ว์ยังอายุน้อย หากอบรมให้ดี ร่ายเวทสะกด ข้าเชื่อว่ามันจะเติบโตมามีความซื่อสัตย์ เพียงแต่คนอื่นหาได้คิดเหมือนข้า คนสายตาดีย่อมต้องรู้ว่ามันคือฉงฉี เจ้าได้ทบทวนหรือไม่ว่าต่อไปจะทำอย่างไร"

ข้านึกถึงห้วงมายาที่ตัวเองได้เข้าไปก่อนหน้านี้ แล้วจึงบอก "เปลี่ยนมันเป็นพยัคฆ์ขาวได้หรือไม่ เช่นนี้ผู้อื่นก็จะไม่รู้แล้วว่ามันคือฉงฉี"

"ความคิดดีมาก" เขาใช้นิ้วแตะเสวียนเย่ว์เบาๆ เสวียนเย่ว์ก็กลายเป็นสีขาวอีกครั้ง "เท่านี้ คนทั่วไปอย่างมากก็คงเห็นมันเป็นพยัคฆ์ฟ้าบนยอดเขาหิมะ นอกจากนี้ข้าจะสะกดพลังของมัน ก่อนที่มันจะมีนิสัยเฉพาะตัว ก็จะเป็นพยัคฆ์ขาวธรรมดาเท่านั้น แม่นางช่างมีไหวพริบจริงๆ"

บุรุษหนุ่มกลางดงต้นท้อผู้นั้นเปลี่ยนเสวียนเย่ว์ให้เป็นสีขาวเป็นการเจตนาชี้นำข้าอย่างนั้นหรือ ข้าบอกตามตรง "ความคิดนี้ข้าไม่ได้คิดเอง เป็น" ข้าบอกเล่าเรื่องที่พบบุรุษหนุ่มผู้นั้นอย่างชัดเจน โดยข้ามส่วนของซู่เจาไป

"เรื่องประหลาดนี้ก็ใช่ว่าจะไม่เคยได้ยินมาก่อน เพียงแต่ความเป็นไปได้มีมากมายหลายทาง อาคมปีศาจ อาคมมายา อาคมเซียน  อาคมเต๋า ล้วนทำให้เกิดภาพมายาได้ทั้งสิ้น" เทพดาวซวีซิงครุ่นคิด "เพียงแต่ตามที่เจ้าเล่า ดอกบัวที่บุรุษหนุ่มผู้นั้นให้เจ้าดู มีกลีบบัวสีทองไร้ก้าน เม็ดบัวลอยขึ้นอากาศ ฟังแล้วเหมือนปทุมทองไร้รูปมาก"

"ปทุมทองไร้รูปหรือ"

"ใช่ ปทุมทองไร้รูปนั้นมีเฉพาะในดินแดนเทพเท่านั้น อีกทั้งเมื่อออกจากสระไร้รูปก็ไร้ทางมีชีวิต ฉะนั้นสิ่งที่เจ้าเห็นคือภาพมายาแน่นอน และต้นทางยังเป็นดินแดนเทพอีกด้วย บุรุษหนุ่มในห้วงมายาผู้นั้น หากไม่ใช่เซียนก็เป็นเทพ เบื้องหลังใหญ่โตทีเดียว"

"แล้วเหตุไฉนร่างมายาของเขาจึงมาหาข้าเล่า"

"นั่นก็ไม่อาจรู้ได้แล้วละ"

จับต้นชนปลายไม่ถูกเลย ยามนี้ ข้านึกถึงเรื่องที่ตกหน้าผาก่อนหน้านี้ แล้วเสวียนเย่ว์ละลายหิมะให้เป็นน้ำเพื่อช่วยข้า มันยังเล็กแค่นี้ก็สามารถใช้พลังแก่กล้าเช่นนั้นได้แล้ว ผิดแผกไปจากธรรมดาจริงๆ ข้าจึงเอ่ยถาม "ยามนี้มันมีพลังศักดิ์สิทธิ์แล้วหรือ"

เทพดาวซวีซิงตอบ "ใช่ ฉงฉีเป็นทายาทของเทพแห่งน้ำก้งกง ใช้วิชาอาคมได้แต่กำเนิด"

อย่างนี้นี่เอง ตาสว่างราวกับถูกน้ำรดศีรษะ เจ้าตัวเล็กนี่เป็นเผ่าพันธุ์สายเดียวกับข้า ไคเซวียนจวินก็ยังเป็นเจ้าหน้าโง่ ยกหินขึ้นมา แต่กลับทำหล่นใส่เท้าตัวเอง เวลานี้ได้แต่รอให้เสวียนเย่ว์โตไวๆ เป็นสัตว์อสูรที่ร้ายกาจไร้เทียมทาน จากนั้นก็รับใช้ข้า ช่วยข้าเรียกลมเรียกฝน ชิงซู่เจากลับมา ช่างเป็นเรื่องที่น่าสะใจ! น่าสะใจนัก! ข้ามองเสวียนเย่ว์แวบหนึ่ง ในใจปีติยินดีอย่างที่สุด ไม่รู้เพราะเหตุใด จึงรู้สึกว่ามันกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ขยับถอยห่างไปชิดกรง ห่อไหล่งอ ร่างเล็กๆ สั่นเทาไปสองที

กล่าวถึงเทพก้งกง ข้าก็นึกถึงตำนานแห่งความขัดแย้งดั่งน้ำกับไฟนั้น ข้าเข้าใจภาษิตนั้นทะลุปรุโปร่งอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังไม่ใช่เข้าใจในแง่ของความหมายตัวอักษร เนื่องจากข้าตามเทพดาวซวีซิงไปกราบอาจารย์ ท่านอาจารย์เป็นเซียนผู้มีรูปลักษณ์วัยกลางคน รูปร่างออกท้วม เรือนผมดำขลับหยักศก เขาเชี่ยวชาญวิชาเวทธาตุไฟ ลูกศิษย์ใต้บัญชา นอกจากข้าแล้วยังมีซ่านเซียนอีกสองคน ครึ่งเซียนอีกหนึ่งคน เทียบกับเทพดาวซวีซิงแล้ว เห็นชัดว่าท่านอาจารย์ไม่ได้สง่าเช่นนั้น ไม่เพียงเท่านั้น เขายังวางตัวค่อนข้างห่างเหินกับข้า นับตั้งแต่วันแรกเขารู้ว่าข้าไม่ใช่แม้กระทั่งครึ่งเซียน ซ้ำยังเป็นสตรีนางหนึ่ง จึงให้ข้าพักฟื้นรักษาอาการใกล้ๆ ห้องเก็บฟืน เวลาผ่านไปสักพักจนบาดแผลค่อยๆ หายเป็นปกติ ข้าจึงขอร่ำเรียนวิชากับท่านอาจารย์ เขาแสดงอิทธิฤทธิ์วิชาพ่นไฟต่างๆ แก่ศิษย์สามคนที่หอกิเลนเพลิง แต่กลับใช้ให้ข้าไปเก็บฟืนไฟ

ต้องเข้าใจว่าฟืนไฟในแดนเซียนเองก็ยังมีรายละเอียดพอประมาณ ไม้ทั่วไปอยู่ในดินแดนเซียนครู่เดียวก็จะดับมอด และไม่อาจลอยอยู่กลางอากาศพลางติดไฟได้ด้วยตัวเอง ฉะนั้นข้าจึงต้องไปเก็บท่อนไม้ที่ป่าต้นหยกโดยเฉพาะ ทุกครั้งที่รู้สึกไม่พอใจ ข้าก็จะคิดว่าท่านอาจารย์เป็นเซียนประเภทชอบเล่นเปลวเพลิง วิชาเวทของเขาข้าเองก็ฝึกฝนร่ำเรียนไม่ได้ จึงเป็นสาวเก็บฟืนอย่างสบายใจ ใช้ชีวิตไปวันๆ เช่นนั้น สามเดือนผ่านไปบนเขาชิงหงจึงมีคนรู้จักข้าเพียงไม่กี่คน

จนกระทั่งวันหนึ่งข้าพบเทพดาวซวีซิงในป่าต้นหยกอีกครั้ง เขาขี่วิหคสี่ตาลงมาหยุดตรงหน้าข้า วิหคเทพนั้นมีขนดั่งเพลิง หางเหมือนทอง งดงามเหนือสรรพสิ่ง ข้าวางตะกร้าสานในมือลง คำนับคารวะเทพดาวซวีซิงอย่างสุภาพ "คารวะอาจารย์ลุง"

เทพดาวซวีซิงยื่นยาอายุวัฒนะให้ข้าขวดหนึ่ง "ลั่วเวย เจ้ามาได้เวลาพอดี ท่านเทพไท่ซือของเจ้าสัญจรผ่านลำน้ำเทพมาร ถูกนักรบมารกลุ่มใหญ่ดักซุ่มโจมตี ตอนนี้ได้รับบาดเจ็บ กำลังพักผ่อนกับหลิงอินเสินจวิน[3]ที่ริมทะเลสาบเซียง เจ้ารีบเอายาไปให้เขา ข้าต้องย้อนกลับไปเอายาที่กลั่นได้ใหม่ ต้องรีบไปโดยเร็ว จริงสิ เหตุที่พวกเขายังมาเยือนเขาชิงหงตามแผนเดิม เพราะไม่ต้องการให้เรื่องบานปลายเป็นโจษจัน จำไว้ว่าต้องปิดเป็นความลับ"

"เทพ...เสินจวิน?" ได้ยินว่าคำ 'เทพ' ข้าก็ตระหนกตกใจ รีบรับคำเร็วไว "ทราบแล้วเจ้าค่ะ!"

ข้ากอดขวดยา มุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของป่าต้นหยกอย่างรีบเร่ง

ต้นหยกแผ่กิ่งก้านสูงตระหง่านเสียดฟ้า กิ่งก้านและใบไม้คล้ายหยกขาวบดบังการมองเห็น เรียงรายไปจนสุดถนนเส้นใหญ่ จึงมองเห็นทะเลสาบเซียงเอ๋อ ทะเลสาบเซียงเอ๋อมีเทือกเขาไต้ชิงโอบล้อม ที่ผ่านมามักจะผิวน้ำเป็นคลื่น เหนือคลื่นมีไอเย็น มาครั้งนี้กลับถูกวัตถุสีน้ำเงินขนาดใหญ่ครองพื้นที่ไปครึ่งหนึ่ง มีคนสองคนยืนอยู่ริมทะเลสาบ คนหนึ่งเรือนผมดำนิลหมวกรัดเกล้าสีคราม อีกคนผมขาวโพลนในชุดคลุมยาวหรูหรา ได้ยินเสียงฝีเท้าย่างก้าว บุรุษผมดำนิลผู้นั้นก็เหลียวมา ดวงตายาวรีคู่นั้นราวกับมีประกายรอยยิ้มเสมอ ส่วนบุรุษผมขาวนั้นดูเหมือนอรหันต์อาวุโส องอาจน่าเกรงขาม อรหันต์ผมขาวผู้นี้คงเป็นอาจารย์ของท่านอาจารย์ลุงของข้าเป็นแน่ ส่วนบุรุษผมสีครามผู้นั้น น่าจะเป็นหลิงอินเสินจวิน ได้ยินว่าเทพไท่ซือเป็นถึงเสินจุนมหาเทพ! ชีวิตนี้ข้ามีบุญได้เจอเทพ ก็นับว่าชีวิตไม่สูญเปล่า ข้าตื่นเต้นจนมือไม้สั่น เสวียนเย่ว์ที่อยู่บนไหล่ก็เหมือนจะตระหนกตื่นเต้นเช่นเดียวกัน มันจับไหล่ของข้าเสียแน่น

"ท่านเทพไท่ซือ! ท่านเทพไท่ซือ! ยามาแล้วเจ้าค่ะ!" ข้าเขย่าขวดยา วิ่งถลันไปยังพวกเขา

วิ่งถึงกลางคัน ข้าพลันได้ยินเสวียนเย่ว์ร้องเหมือนร่ำไห้ จากนั้นมันก็ผลุนผลันหลบไปอยู่หลังข้า ข้าฉงนงงงวย ไม่เข้าใจเสียงของมัน ทว่าเมื่อทิวไม้น้อยลงเรื่อยๆ ทัศนวิสัยกว้างไกลในทันใด ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่ามันร้องเพราะเหตุใดในทะเลสาบเซียงเอ๋อ มีมังกรตัวใหญ่ยักษ์นอนเอนกายอยู่! นัยน์ตาของมันเย็นเยือกและเย่อหยิ่ง บนแผ่นหลังมีบาดแผลบากลึก เกือบมีความยาวเท่าภูเขาเล็กๆ ที่เชื่อมติดกัน

ข้าตกอกตกใจจนขาสั่นไปวูบหนึ่ง ฝีเท้าโลดแล่นสะดุดท่อนไม้จนหกล้มลงไปบนพื้นเสียงดัง ขวดยาเองก็กลิ้งออกไปด้วย

อรหันต์ผมขาวเพียงหงายฝ่ามือ ขวดยานั้นกลิ้งอยู่สองทีก็ลอยเข้าไปอยู่ในมือเขา เทพไท่ซือช่างเก่งกล้าล้ำเลิศ อายุมากโข ได้รับบาดเจ็บแล้วก็ยังดูไม่ออก ปฏิกิริยายังคงปราดเปรียว วิทยายุทธไม่ธรรมดา ทั้งยังเลี้ยงมังกรที่แสนดุร้าย ล้ำเลิศ ช่างล้ำเลิศจริงๆ!

เปิดขวดยาออกแล้ว ตัวเขากลับไม่ได้กินยาทันที แต่กลับเทยาอายุวัฒนะออกมาหลายเม็ด แล้วป้อนเข้าปากของมังกรยักษ์ตัวนั้น เห็นภาพนั้นแล้ว ความเคารพเลื่อมใสในใจข้าที่มีต่อเทพไท่ซือยิ่งเพิ่มพูนขึ้น เทพไท่ซือช่างมีใจเมตตากรุณา ตัวเองบาดเจ็บ แต่กลับคิดรักษาสัตว์เทพก่อน ข้าขยับร่างลุกขึ้นพลางตื้นตันจนน้ำตารื้นขอบตา ใครจะรู้ว่าเทพไท่ซือกลับหันมาถลึงตาจ้องข้า "เจ้าเป็นศิษย์ของใคร ยังไม่รีบไปอีก! ไม่รู้หรือว่าท่านเทพไท่ซือรักษาอาการต้องการความสงบ"

"อ๊ะ รับทราบ! ศิษย์หลานจะไปเดี๋ยวนี้! ท่านเทพไท่ซือโปรดพักผ่อนเถิด!" ข้าโค้งร่างคำนับไปหลายครั้ง ก่อนจะวิ่งลับตาพวกเขาไป

เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา เทพดาวซวีซิงก็กลับมาถึงด้วยความรีบเร่ง ด้านหลังยังพาบรรดาเซียนผู้มีหน้ามีตามาด้วยกลุ่มใหญ่ ผ่านไปอีกพักหนึ่ง พลันมีประกายแสงเจ็ดสีสว่างวาบจากทางทะเลสาบเซียงเอ๋อ งดงามยิ่งกว่าดอกไม้ไฟ หากเข้าไปใกล้น่าจะได้ประจักษ์วิชาแปลกพิศดารหลากหลาย ข้าสนใจใคร่รู้เป็นที่สุด แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ได้แต่เก็บฟืนตามบัญชาอาจารย์ต่อไป พร้อมเงยหน้าขึ้นเชยชมประกายแสงสีบนท้องฟ้าเป็นระยะ เมื่ออาทิตย์อัสดง แสงสีทองทาบทอทั่วป่าต้นหยก เหล่าเซียนก็ทยอยไปจากที่นี่ แต่กลับไม่เห็นเทพทั้งสองออกมาเสียที ข้าจึงลอบเข้าไปใกล้ริมทะเลสาบ ใคร่เห็นว่าเทพรักษาอาการบาดเจ็บอย่างไร ทว่ากลับไร้ร่อยรอยสองคนนั้นเสียแล้ว เหลือเพียงมังกรตัวใหญ่นั้นนอนแช่น้ำเย็นๆ อยู่ในทะเลสาบ ข้าตบศีรษะตัวเองแรงๆ ไปทีหนึ่ง เพิ่งนึกได้ว่าพวกเป็นเทพ เทพมีอิทธิฤทธิ์เหนือเซียน ไปมาเงียบเชียบไร้ร่อยรอย อิทธิฤทธิ์ธรรมดาอย่างข้ามีหรือจะประจักษ์ชัดแจ้งได้!

อย่างไรเทพก็คือเทพ มังกรตัวนี้ดูองอาจยิ่งใหญ่กว่ามังกรปักษาและผานหลง ยามทอดร่างลง พลันทำให้ป่าต้นหยกเปียกชื้นไปกว่าครึ่ง ในเมื่อเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นมังกรตัวเขื่องเช่นนี้ ข้าย่อมไม่อยากรีบผละจากไปเร็วนัก ข้าลัดเลาะมุดลอดอยู่ในป่าราวกับปีศาจผีเสื้อ ซ่อนตัวอยู่ใต้ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดและใกล้ที่สุด แล้วลอบมองมัน เห็นมันมีใบหูแบบกลีบคล้ายพวกเงือก ทั้งยังนอนแช่พักผ่อนในน้ำ ข้าเดาว่ามันเป็นมังกรที่อาศัยน้ำ มังกรธาตุน้ำนั่นละดี! หากสามารถเลี้ยงมังกรเทวะตัวหนึ่งได้ ให้มันพาข้าบินเหิน ขึ้นสวรรค์ลงโลกมนุษย์ พาข้าลอดผ่านแม่น้ำลำธารทั่วยุทธจักรในเวลาอันสั้น เกรงว่าคงมีบารมีให้ยิ้มแฉ่งจนหน้าเป็นตะคริว ทว่านึกถึงท่าทีที่เทพไท่ซือนบนอบต่อมัน แทบจะเคารพเลื่อมใสเหมือนยามพวกเราสักการะเทพสมุทร น่ากลัวว่าเรื่องอยากขี่มันคงยาก

กล่าวตามตรง มังกรตัวนี้ช่างเหมือนสายรัดเอวหลวมๆ เส้นหนึ่ง น่าเบื่อสิ้นดี ข้าถ่างตาอยู่หลังต้นไม้ตั้งแต่ย่ำค่ำจนฟ้ามืด มันก็ยังนอนด้วยอิริยาบถเดิมตลอด หลับตาพักผ่อน เปลือกตาไม่เขยื้อนแม้สักครั้ง ข้าเดาว่ามันคงหลับไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ความกล้าจึงเริ่มมา เยื้องย่างเดินหน้าไปหลายก้าว เห็นมันยังคงไร้ปฏิกิริยา ข้าจึงดีดนิ้วเรียกเสวียนเย่ว์ ดึงชุดยาวให้ชายเสื้อยกขึ้น เขย่งปลายเท้า ย่องเข้าไปใกล้มันราวกับหัวขโมย แล้วยืดคอมองมัน พบว่ามังกรตัวนี้ช่างใหญ่โตอลังการเหลือเกิน ข้ารู้สึกเหมือนถูกภูเขาไท่ซานกดทับศีรษะ เกล็ดดุจน้ำแข็งประกายเย็นเฉียบ ดวงตาข้างหนึ่งใหญ่กว่าหน้าข้าเป็นสองเท่า หากนำข้ากับเสวียนเย่ว์รวมกันเป็นของหวาน น่ากลัวว่าไม่พอยาร่องฟันมันด้วยซ้ำ ส่วนอาการบาดเจ็บของมันนั้นก็สาหัสไม่เบาเลย แม้มันจะใช้หางบดบังบาดแผลไปมาก ทว่าส่วนที่โผล่พ้นออกมา ก็ยังลึกจนน่าอกสั่นขวัญผวา หนำซ้ำ เนื่องจากร่างกายของมันใหญ่โตเกินไป บาดแผลไม่อาจแช่ลงไปในทะเลสาบได้ทั้งหมด แม้เวลาหลับมันก็ยังขมวดคิ้วมุ่น คงเจ็บน่าดู ข้ารวบรวมลมปราณอย่างแผ่วเบาเพื่อดึงดูดน้ำในทะเลสาบขึ้นมารดลงบนบาดแผลของมัน

ครู่เดียว บริเวณบาดแผลก็มีไอน้ำแข็งระเหยขึ้นมา ยามที่ชนเผ่าเราใช้น้ำรักษาอาการบาดเจ็บก็มีผลลัพธ์ลักษณะนี้เช่นเดียวกัน นั่นประไร ซู่เจาของเราคือชนเผ่าที่ได้รับพรคุ้มครองจากเทพ ฉะนั้นข้าจึงใช้น้ำรักษาบาดแผลให้มันต่อไป น่าเสียดายที่มันตัวใหญ่เกินไป ไม่นานนัก ข้าก็รู้สึกว่าพลังศักดิ์สิทธิ์ในร่างกายไม่เพียงพอ จึงหันหน้าไป คิดให้เสวียนเย่ว์ช่วยเหลือ

ขณะหันหน้ากลับมา ข้าก็ตกตะลึงพรึงเพริดจนทรุดลงไปจ้ำเบ้าที่พื้นอีกครั้ง



[1] เซียนที่ยังไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางบนสวรรค์

[2] เซียนที่บินได้

[3] เสินจวินเป็นเทพระดับสูง ตำแหน่งต่ำกว่าเสินจุน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #45 chalinee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:02
    สนุกนะ
    #45
    0
  2. #23 chu (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 23:29
    อ๊ายยยยย ค้าง อยากอ่านต่อเป็นที่ซู๊ดดดดด
    #23
    1
  3. #22 Moon Light_Titania (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 20:05
    ค้างงงงง อยากอ่านต่อแล้วค่ะ รออุดหนุนนะคะ!!
    #22
    0
  4. #21 WaBi (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 00:06
    ขอบคุณมากๆค่ะ
    สนุกมากๆแต่แอบค้างงงง;-)
    #21
    0
  5. #20 `Divas (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2559 / 20:12
    ทำไมค้าง โธ่
    #20
    2
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • #20-2 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 6)
      14 มิถุนายน 2559 / 23:07
      เดี๋ยววันที่ 16 มาอัพต่อให้น้า
      #20-2