ตั้งค่าการอ่าน

ค่าเริ่มต้น

  • เลื่อนอัตโนมัติ
    ความทรงจำของดวงจันทร์และดอกโบตั๋น#ภรรยาโปรดวางแส้ลงก่อน

    ลำดับตอนที่ #14 : ตอนที่ 12 ฟรีวันที่ 2/11/67

    • อัปเดตล่าสุด 3 พ.ย. 67


    ร่างงดงามของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ที่โต๊ะริมกระจกดึงดูดสายตาของทุกคนที่นั่งอยู่ในร้านได้เป็นอย่างดี

    จริงอยู่ที่ว่า จังหวัดกุ้ยหลินเป็นจังหวัดที่เด่นในเรื่องทัศนียภาพอัดงดงามจนดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนที่มาจากเมืองใหญ่หรือว่าชาวต่างชาติที่มีสีผมแตกต่างกัน

    จะบอกว่าคนส่วนใหญ่ที่ทำงานในเมืองต่างก็คุ้นชินกับการเห็นคนหน้าตาดีก็คงไม่ผิดนัก แต่ว่าใบหน้าหวังเยว่ซินนั้นกลับเหนือกว่าคำว่าหน้าตาดีมาก

    ไม่สิ ไม่ใช่แค่หน้าตา แต่เป็นทั้งร่างของเขาเลยต่างหาก

    ความงดงามสู่ส่งในแบบที่ไม่มีใครสามารถเอื้อมถึง แค่ชายตามองก็เพียงพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งหัวใจกระตุกได้ ลักษณะท่าทางที่แสดงออกถึงความเอาแต่ใจและอวดดี คล้ายกับไม่มีอะไรบนโลกนี้อยู่เหนือเขา และการแต่งตัวที่แม้จะต่างจากคนอื่น แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่ามันช่างเข้ากับเขาเหลือเกิน

    นักเรียนสาวที่นั่งอยู่ไม่ไกลแอบยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพชายรูปงามที่นั่งอยู่ข้างกระจก แต่แล้วเธอก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความมึนงง เมื่อภายในภาพมีแสงจากที่ไหนไม่รู้ บดบังใบหน้าของอีกคนจนมองไม่เห็นอะไรเลย

    เด็กสาวยังคงไม่ยอมแพ้ เธอยกกล้องขึ้นถ่ายหลายๆ ครั้ง แต่ทุกภาพที่ออกมาล้วนเหมือนกันหมด

    อะไรเนี้ย!กล้องเธอพังแล้วเหรอ!!

    หวังเยว่ซินไม่ได้สนใจสายตาของคนอื่นที่นั่งอยู่ภายในร้าน ดวงตาคมคู่งามทำเพียงมองออกไปนอกกระจกด้วยสายตาเหม่อลอย น้ำและขนมที่วางอยู่ข้างหน้าค่อยๆ ละลายไปอย่างช้าๆ ราวกับการนับถอยหลังของเวลา

    ถ้าหากตั้งใจมองจริงๆ จะให้ว่าในกระจกนั้น ไม่ได้สะท้อนเพียงภาพร่างของคนที่นั่งอยู่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพของบางสิ่งที่สวมชุดสีแดงสดตลอดทั้งตัวอีกด้วย

    การเจอน้องสาวร่วมสายเลือดในรอบ 20 ปี ทำให้หวังเยว่ซินอดไม่ได้ที่จะย้อนคิดกลับไปถึงเรื่องราวในวัยเด็กที่มีอยู่น้อยนิดของตัวเอง

    แต่เพียงไม่นานเขาก็หลับตาลง ไล่ความคิดน่ารำคาญที่มีแต่จะทำให้ความโกรธแค้นเพิ่มมากขึ้นออกไปจากหัว ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นจากเก้าอี้ เงินสดจำนวนที่มากกว่าราคาอาหารถูกวางเอาไว้บนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่ตัวเขาจะเดินออกไปนอกร้าน

    ตอนที่หวังเยว่ซินเดินลงมาจากภูเขา เขาไม่ได้เรียกรถให้มารับเหมือนปกติ เพราะว่าสถานที่ที่เกิดเหตุมันไม่ได้อยู่ไกลอะไร บวกกับตอนนี้ยังเช้าอยู่มาก คนที่เดินอยู่บนถนนจึงไม่ได้เยอะขนาดที่ทำให้เขารำคาญ

    ที่ปรึกษาคนงามจึงเลือกใช้โอกาสนี้ในการอาบแดดตอนเช้าไปด้วย แน่นอนว่าหวังเยว่ซินรู้ว่าตัวเองโดดเด่นแค่ไหน ไม่ใช่เพียงแค่รูปร่างหน้าตา แต่ยังรวมถึงการเรื่องการแต่งตัวและบรรยากาศรอบตัว เพราะงั้นการจะดึงดูดสายตาของคนทั่วไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

    ซึ่งแน่นอนว่าหวังเยว่ซินไม่ได้สนใจ เพียงแค่เมื่อมีคนมาก นอกจากสายตาก็จะมีพวกคำพูดที่ทำให้เขาไม่พอใจเกิดขึ้นด้วย เพราะแบบนั้นหวังเยว่ซินจึงเกลียดชังการที่ต้องอยู่ในที่ที่คนเยอะ

    แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ การลงมาเดินบนถนนในเมืองตอนเช้าตรู่แบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแย่ เพราะว่าสถานที่นี้เต็มไปด้วยธรรมชาติมากมาย แม้จะไม่ได้อยู่บนเขาอากาศก็ยังบริสุทธิ์

    แน่นอนว่าการได้เปลี่ยนบรรยากาศทำให้หวังเยว่ซินอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย แต่ใครจะไปคิดว่าจะได้เจอกับน้องสาวร่วมเลือดของเขาที่นี่ด้วย

    เพราะว่าตอนที่เขาออกมาจากบ้าน เธอยังเด็กอยู่มาก ต่อให้สาปก็ไม่ค่อยคุ้มค่า หวังเยว่ซินจึงปล่อยเธอให้อยู่อย่างสุขสบายไป แต่ดูเหมือนการปล่อยปละครั้งนั้นของเขา จะทำให้ครอบครัวนั้นคิดอะไรผิดๆ ไปเลยสินะ

    เลี้ยงดูเธอเหมือนไข่ในหิน ให้เห็นความทรมานของคนรอบข้างโดยบอกว่ามีเขาเป็นคนที่ทำให้ทุกคนเป็นแบบนั้น จากนั้นพอป่วย ก็แสร้งทำเป็นว่าอยากจะพบเขา เพื่อให้ลูกสาวแสนดีรีบออกตามหาพี่ชาย เพื่อให้เขากลับไปเหยียบบ้านหลังนั้น

    คงคิดว่าเหตุผลที่หวังเยว่ซินไม่สาปเธอเพราะว่าเขาเอ็นดูเธอมากกว่าคนอื่นสินะ... หึๆ ไม่รู้ว่าตลอด 20 กว่าปีมานี้โง่ลงหรือว่าจงใจทำเป็นลืมไปแล้วกันแน่ ว่าเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาไล่ลูกชายคนนี้ออกมา เป็นเพราะสิ่งที่หวังเยว่ซินทำกับลูกสาวสุดที่รักของพวกเขาไง...

    แต่เขาก็ไม่ผิดอยู่ดีนั่นแหละ...

    ร่างสูงโปร่งของชายรูปงามเดินตรงไปตามทางที่จดจำได้ด้วยความเร็วที่ไม่ได้มากแต่ก็ไม่ได้น้อยเกินไป ไม่นานนักก็เริ่มได้ยินเสียงคนมากมายพูดคุยกัน และแทบกั้นที่เกิดเหตุสีเหลืองบาดตาก็ปรากฏในมุมมองของเขา

    แต่ในจังหวะที่หวังเยว่ซินเดินผ่านกระจกตั้งอยู่หน้าร้านขายชุด เขาก็ชะงักลงเล็กน้อย ก่อนจะเดินต่อไปจนถึงที่เกิดเหตุ

    เมื่อกี้นี้... ถ้าดูไม่ผิด มีบางสิ่งลอยอยู่ข้างตัวเขาจริงๆ

    “อะ!เดี๋ยวครับคุณ!เข้าไม่ได้นะครับ!” ทันทีที่เห็นว่ามีคนกำลังเดินเข้ามาใกล้ที่เกิดเหตุมากจนเกินไป นายตำรวจหนุ่มที่รับผิดชอบในเรื่องการดูแลความปลอดภัยก็รีบตรงมาห้ามในทันที ก่อนจะชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายใกล้ๆ

    งดงามอะไรขนาดนี้...

    “โอ้...ลืมไปเลย ถ้าให้ดูสิ่งนี้ ผมจะเข้าไปได้รึยังครับ” หวังเยว่ซินไม่ได้รู้สึกอะไรกับสายตาที่ดูเหมือนกำลังตกตะลึงในตัวเขาของอีกฝ่าย มือขาวเนียนทำเพียงยื่นโทรศัพท์เครื่องหรูของตัวเองไปข้างหน้า หน้าจอแสดงสัญลักษณ์พิเศษที่ไม่ว่าใครที่ทำงานให้กับรัฐบาลต่างก็รู้จักเป็นอย่างดี

    เห็นแบบนี้ แต่หวังเยว่ซินก็ไม่ได้ล้าสมัยขนาดใช้โทรศัพท์ไม่เป็นนะนะ...

    “อะ!!นี่มัน!... ชะ...เชิญเข้ามาได้เลยครับ” ตำรวจหนุ่มที่เหม่อมองคนตรงหน้าอยู่ดึงสติกลับมาในทันทีที่เห็นสัญลักษณ์ที่อีกฝ่ายยื่นให้ดู เขารีบหลีกทางออกและเชิญชายรูปงามให้เข้ามาอย่างรวดเร็ว

    แต่อีกฝ่ายกลับยังยืนนิ่งอยู่กับที่ และใช้ดวงตาสีฟ้าใสต่างจากคนจีนทั่วไปจ้องมองที่เขาแบบนิ่งๆ แม้มันจะงดงาม แต่ทว่ากลับให้ความรู้สึกชวนหวาดกลัวจนตำรวจหนุ่มต้องหลบสายตาในทันที

    “อ่อ...ไม่เข้ามาเหรอครับ..”

    “คุณจะให้ผมมุดลอดแทบกั้นนี้เข้าไปเหรอครับ” หวังเยว่ซินกดสายตามองตำรวจหนุ่มตรงหน้า อารมณ์ดีๆ จากการได้เดินเล่นค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความไม่พอใจอย่างช้าๆ

    “กะ...ก็ใช่ครับ ทุกคนก็ทำแบบนั้นอยู่แล้ว” ตำรวจหนุ่มสะดุ้งเมื่อดวงตาคมคู่นั้นตวัดมามองเขาเหมือนพูดอะไรที่ผิดพลาดออกไป

    “คุณ...จะให้ผม... มุดหัวลงไปงั้นเหรอครับ...” น้ำเสียงของหวังเยว่ซินกดลงต่ำในแบบที่สามารถแช่แข็งคนที่ฟังได้อย่างง่ายดาย

    “งะ...งั้นจะให้ทำยัง-เฮ้ย!ทำอะไรของคุณครับ” เสียงร้องลั่นของตำรวจหนุ่มไม่ได้ทำให้ที่ปรึกษาคนงามยอมหยุดสิ่งที่ทำเลยแม้แต่น้อย

    “แควก!!” แถบกั้นสีเหลืองที่ถูกทำเอาไว้เพื่อห้ามไม่ใช่ประชาชนเข้ามาทำลายที่เกิดเหตุ ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ด้วยฝีมือของคนที่มีอำนาจสูงสุดในที่นี้

    ขนาดพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด และอาจารย์ที่เลี้ยงดูเขามา หวังเยว่ซินก็ยังไม่ต้องก้มหัวให้เลยด้วยซ้ำ แล้วเรื่องอะไร ที่เขาจะต้องยอมก้มตัวมุดลอดแถบโง่ๆ แบบนี้ด้วย

    ชุดยับหมดพอดี!

    “น่ารำคาญจริงๆ ..” หวังเยว่ซินตรงเข้าไปในบ้านขนาดเล็กซึ่งที่เป็นสถานที่พบศพของผู้ต้องสงสัยตามรายงานที่เขาได้รับผ่านโทรศัพท์ ไม่ได้ให้ความสนใจต่อนายตำรวจที่กำลังโวยวายอยู่หลังหรือสายตาของตำรวจรอบๆ เลยสักนิด

    คิ้วสวยได้รูปขมวดเข้าหากันทันทีที่ก้าวขาให้เข้าไปในตัวบ้าน ดวงตาคมสีฟ้าใสกวาดมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกสงสัย

    นี่มันอะไรกันเนี่ย... ทำไมถึงได้...สะอาดขนาดนี้..

    “มาถึงก็เล่นงานลูกน้องในหน่วยของฉันเลยงั้นเหรอ นอกจากใบหน้าที่งดงามนั้นแล้ว ตัวนายก็ไม่มีอะไรดีเลยจริงๆ นะ หวังเยว่ซิน” เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของชายหนุ่มที่เดินออกมาจากห้องห้องหนึ่งในบ้านไม่ได้ทำให้หวังเยว่ซินรู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย

    “ส่วนคุณ... ก็เป็นคนที่ดีทุกอย่าง แต่รักษาอะไรไว้ไม่ได้เลย ใช่ไหม ผู้หมวดลี่หยาง” หวังเยว่ซินจ้องมองชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยความดูถูก

    ในฐานะของคนที่ทำงานกับรัฐบาลมานาน แน่นอนว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่หวังเยว่ซินจะรู้จักกับตำรวจมากมาย ซึ่งผู้หมวดตรงหน้า ก็เป็นเพียงไม่กี่คน ที่เขามองว่า ควรจะเปลืองพื้นที่ในสมองเอาไว้จดจำชื่อหน่อยก็ได้

    ไม่ใช่เพราะเขาหน้าตาดีหรือว่าเก่งกาจเป็นพิเศษหรอกนะ เพียงแต่ เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขา มันสร้างความบันเทิงใจให้หวังเยว่ซินมากพอที่จะไม่หลงลืมชื่อของอีกฝ่ายยังไงล่ะ..

    ลี่หยางเป็นตำรวจที่ดี ทำงานภายใต้ความเชื่อว่าคนร้ายทุกคนจะต้องถูกจับเข้าคุกและถูกกฎหมายลงโทษอย่างยุติธรรม การทำงานที่ซื่อตรงทำให้อีกฝ่ายได้รับความไว้วางใจจนสามารถเลื่อนตำแหน่งได้ภายในระยะเวลาไม่นานนัก

    แต่ก็อย่างว่า เมื่อได้มา ก็ต้องแลกไป

    ครั้งแรกที่หวังเยว่ซินได้เจอกับคนตรงหน้า เขาก็กะว่าจะเตือนอยู่หรอก แต่ว่า ผู้หมวดที่น่าเคารพ ดันบอกว่าเป็นเขาเป็นนักต้มตุ๋นที่มาหลอกกินเงินเดือนของรัฐบาลเนี่ยสิ

    หวังเยว่ซินก็เลยปิดปากเงียบ ปล่อยให้เขาเผชิญกับผลแห่งโชคชะตาด้วยตัวเอง

    อะไร...เขาไม่ผิดสักหน่อย ต่อให้เตือนไปก็ใช่ว่าอีกฝ่ายจะยอมฟัง อีกอย่างนะ อคติมันเกิดขึ้นง่าย แต่ลบยาก ในเมื่อเป็นคนที่พูดไม่ให้เกียรติเขาก่อน เรื่องอะไรที่เขาจะต้องยื่นมือเข้าไปยุ่งในสิ่งที่ไม่ควรยุ่งด้วยล่ะ

    “ชิ... รีบๆ ทำให้เสร็จแล้วกลับขึ้นเขาไปเถอะ!” เมื่อถูกจี้จุดถึงความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ลี่หยางก็ไม่มีความคิดที่จะพูดคุยกับหวังเยว่ซินอีก แต่เขาก็รู้ดีว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องอีกฝ่ายช่วย เพราะแบบนั้นจึงไม่ได้ไล่ออกไปตรงๆ

    ทำงานมานานขนาดนี้ แน่นอนว่าการเจอกับเรื่องเหนือธรรมชาติมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ต่อให้จะเป็นคนที่ไม่เชื่อเลย แต่เมื่อความจริงมาอยู่ตรงหน้า จะให้ปฏิเสธก็คงไม่ได้

    “ผมเองก็ไม่ได้อยากลงมาหรอกนะครับ ว่าแต่... ที่นี่เคยมีคนตายจริงๆ เหรอ” หวังเยว่ซินถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ฟังดูราวกับกำลังกวนประสาทไม่มีผิด

    “ห๋า!ก็ต้องมีสิ ผู้ต้องสงสัยคนนั้นผูกคอตายตรงกลางห้องนี้ ตอนมีคนพบก็ตายไปเกือบ 1 ชั่วโมงแล้ว” ผู้หมวดหนุ่มขมวดคิ้ว หวังเยว่ซินมันมองเห็นวิญญาณไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงได้มาถามเขาล่ะ

    “ผมไม่ได้หมายถึงผู้ต้องสงสัยครับ ผมหมายถึงในบ้านนี้ เคยมีคนตายรึเปล่า” ดวงตาคมสีฟ้าใสเหลือบมองคนข้างๆ

    “ฉันก็ไม่รู้แน่ชัดหรอก แต่บ้านหลังนี้เคยมีประวัติถูกซื้อขายเยอะอยู่นะ ยังไงก็คงมีคนตายอยู่มั้ง แล้วนายจะสงสัยเรื่องนั้นไปทำไม บ้านหลังนี้มันมีอะไรน่าสนใจขนาดนั้นเลยเหรอ” ที่ถามนี่ไม่ใช่เพราะอะไรนะ เพียงแต่หลายครั้งเวลาที่พวกนักพรตให้ความสนใจกับเรื่องบ้าน มักจะมีศพซ้อนเอาไว้ในกำแพงตลอดเลย

    “เพราะไม่มีน่ะสิครับ ถึงได้สงสัย” ขึ้นชื่อว่าเป็นบ้าน แน่นอนว่าการมีคนตายก็เป็นปกติ ต่อให้จะเป็นบ้านเปล่าๆ ที่พึ่งจะสร้าง แต่ถ้าหากที่ดินตรงนั้นเคยมีคนตายมาก่อน สุดท้ายวิญญาณก็จะวนเวียนอยู่รอบๆ อยู่ดี

    แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ใช่เลย มันสะอาดในแบบที่ไม่มีวิญญาณสักคน ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นวัด หรือไม่ก็อารามซึ่งมีนักพรตคอยกำจัดวิญญาณออกไปเรื่อยๆ

    บ้านของคนธรรมดา มันก็ไม่ควรจะสะอาดได้ขนาดนี้ วิญญาณของนักพรตที่ฆ่าตัวตายเองก็หายไปด้วย ไม่มีแม้แต่ไอความตายหลงเหลือด้วยซ้ำ สะอาด...จนน่าสงสัย

    “ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดแล้วสิ” หวังเยว่ซินพึมพำเสียงเบา ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากบ้านที่ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ มันไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่แล้ว จะเสียเวลาไปทำไม

    วิธีทำความสะอาดจนไม่เหลือแม้แต่วิญญาณแบบนี้ มีอยู่สองวิธีที่สามารถทำได้ หนึ่งคือส่งวิญญาณทั้งหมดไปสู่สุคติ จากนั้นก็ใช้พลังวิญญาณของตัวเองชำระล้างพื้นที่ทั้งหมด เหมือนอย่างที่หวังเยว่ซินชอบทำที่บ้าน

    และสอง คือการผนึกวิญญาณทั้งหมด จากนั้นก็ใช้ของวิเศษบางอย่างในการชำระล้างพื้นที่แทน

    จากที่ดูแล้ว น่าจะเป็นวิธีที่สอง เพราะว่าเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ไม่มีทางทำให้นักพรตยอมรับได้ว่าตัวเองตายไปแล้ว ต่อให้นั้นจะเกิดจากความตั้งใจของเขาก็ตามที ส่วนพลังวิญญาณ... ถ้าหากคนที่ทำความสะอาดบ้านหลังนี้ใช้มันจริงๆ หวังเยว่ซินก็แน่ใจว่าตัวเองสามารถหาได้ว่าใครเป็นคนทำ

    เพราะว่าพลังวิญญาณเป็นบ่อเกิดของพลังชีวิตของเจ้าของร่าง ขอเพียงหลงเหลือเอาไว้แม้เพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะหาว่าใครคือต้นตอ น่าเสียดายที่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ถึงความสามารถของเขาดี

    แต่ว่า... น่าหงุดหงิดจังเลยแฮะ รู้สึกเหมือนกำลังวิ่งเต้นอยู่บนฝ่ามือของคนที่ลงมือทำไม่มีผิด...

    “ผมอยากได้กระต่ายป่า” หวังเยว่ซินหันกลับไปบอกผู้หมวดที่เดินบ่นอยู่ข้างหลังเขามาตลอดทางด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่เหมือนกำลังขอ แต่เหมือนเขากำลังสั่งอยู่มากกว่า

    “หา... คิดว่าตัวเองกำลังขออะไรอยู่หะ! ฉันจะไปหากระต่ายป่ามาจากไหนกัน!” ลี่หยางคิ้วกระตุกด้วยความหงุดหงิด หวังเยว่ซินคิดว่าการไขคดีเป็นเรื่องที่ควรจะล้อเล่นรึไง

    “นั้นไม่ใช่ปัญหาของผมครับ พวกคุณต้องไปหากระต่ายป่ามาให้ผมก่อนเที่ยง ต้องเป็นกระต่ายโตเต็มวัยและยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ผมจะรอที่ร้านกาแฟตรงนั้น ถ้าได้มาแล้ว ก็มาเรียกนะครับ แต่ห้ามเกินเที่ยงนะ” พูดจบ ที่ปรึกษาคนงามที่เดินออกไปจากที่เกิดเหตุโดยไม่ได้สนใจคำพูดของผู้หมวดเลยสักนิด

    ไม่มีจำเป็นที่ต้องอธิบายให้กับคนนอกรู้สิ่งที่เขาคิดสักหน่อย..

    “หวังเยว่ซิน!!!” ลี่หยางหอบหายใจด้วยความโกรธที่มีอยู่เต็มอกแต่ไม่สามารถหาที่ระบายได้

    เอาอีกแล้ว เจ้านั้นเป็นแบบนี้แล้ว ไม่อธิบายอะไรแต่ชอบทำตัวเหมือนเป็นเจ้านายของทุกคน สั่งนั้น สั่งนี่โดยไม่สนใจเลยสักนิดว่าคนอื่นได้ทำได้ไหม หรือว่าต้องการทำรึเปล่า คิดว่าโลกหมุนรอบตัวมันรึไง!

    “มองทำไม!ไปหากระต่ายป่ามาสิ!!”

    ...................................

    อา... อยากกินอะไรหวานๆ จังเลยค่ะ

    เดี๋ยวตอนหน้าพระเอกก็ออกแล้ว อดใจรอหน่อยนะคะ

    ปล.ยังไม่ตรวจคำผิด 

     

    ติดตามเรื่องนี้
    เก็บเข้าคอลเล็กชัน

    ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    อีบุ๊ก ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    ความคิดเห็น

    นักเขียนเปิดให้แสดงความคิดเห็น “เฉพาะสมาชิก” เท่านั้น
    ×