คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ตำนานศาสตราวุธ

ตอนที่ 62 : กองทัพเรือจีน เกาหลี และญี่ปุ่น


     อัพเดท 9 ม.ค. 53
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/เกร็ดประวัติศาสตร์
Tags: มีด, ขวานศึก, กระบี่, ดาบ, ดาบยุโรป, ดาบแขก, ดาบซามูไร, ดาบจีน, ดาบไทย, หอก, หอกซัด, หอกยาว, ทวน, โล่, เกราะยุโรป, เกราะจีน, เกราะตะวันออกกลาง, เกราะญี่ปุ่น, เกราะไทย, ง้าว, ธนู, เกาทัณฑ์, ม้าศึก, ช้างศึก, กระบวนรบ, ทัพเรือ, จารีตนักรบ
ผู้แต่ง : อัศวินอโยธยา ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ อัศวินอโยธยา
My.iD: https://my.dek-d.com/Ayothaya_knight
< Review/Vote > Rating : 91% [ 247 mem(s) ]
This month views : 1,010 Overall : 130,147
597 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 1193 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ตำนานศาสตราวุธ ตอนที่ 62 : กองทัพเรือจีน เกาหลี และญี่ปุ่น , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 5050 , โพส : 2 , Rating : 67% / 3 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


สวัสดีครับ เหล่าท่านแฟนานุแฟนทั้งหลาย ประการแรกผมคงต้องขอกล่าวสวัสดีปีใหม่ย้อนหลังเสียหน่อย โดยขอให้ทุกท่านจงมีแต่ความสุขความเจริญในหน้าที่การงานกันถ้วนหน้า สิ่งใดที่ล่วงไปแล้วก็ให้แยกแยะกันไปตามเรื่อง คือสิ่งใดดีก็ให้จดจำไว้ สิ่งใดไม่ดีก็จำไว้ให้เป็นอนุสรณ์เตือนใจ แต่อย่าได้ยึดติดเกินควร ประเดี๋ยวจะกลายเป็นการจมอยู่กับอดีต...เสียเวลาและความคิดแย่เลยนะครับ ส่วนตัวผมเองก็คงไม่มีบรรณาการใดมามอบให้ นอกจากการรับใช้ท่านผู้อ่านทั้งหลายด้วยการเขียนบทความเรื่องตำนานศาสตราวุธนี่ล่ะครับ

อ้อ ผมใคร่ขอนักอ่านบางกลุ่มที่แวะเวียนมาอ่านอยู่อีกเรื่องหนึ่งนะครับ คืออย่าได้หาเรื่องมาต่อว่าชาติอื่นๆเลยครับ ทั้งกรณีเรื่องกรณีความขัดแย้งกับชาติเพื่อนบ้าน หรือการเหยียดหยามดูถูกชาติที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมในบ้านเรา ณ ขณะนี้  

เพราะผมเขียนบทความเรื่องนี้ให้ท่านได้อ่าน นอกจากท่านทั้งหลายได้เรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์และสงครามที่ผ่านมา เพื่อเป็นทั้งสาระความรู้ ความบันเทิง และบทเรียนเตือนใจท่านทั้งหลายแล้ว เพราะแก่นแท้แห่งการศึกษาประวัติศาสตร์ คือการศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสังคมในแต่ละยุคที่ผ่านมา หรือจะว่าง่ายๆก็คือการเรียนรู้ถึงข้อดีและข้อด้อยของสังคมในยุคที่ผ่านพ้นมาแล้ว เพื่อที่เราจะเรียนรู้เอาไว้เป็นตัวอย่าง ในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่านี้ มิใช่หาแต่เรื่องทำผิดอย่างที่เคยเป็นมา ตามคำพูดที่ว่า “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”

ผมขอร้องล่ะ ไอ้แนวคิดที่ชอบปลุกระดมทางความคิดคลั่งชาติ ด้วยการต่อว่าดูถูกเหยียดหยามชาติอื่นๆนั้น เลิกเถิดครับ เพราะถ้าเรียกกันตามภาษากฎหมายก็คือ “คดีหมดอายุความ” จึงถือว่าไม่มีเหตุอันใดที่ต้องฟื้นคดีมาว่าความกันอีกแล้ว อุปมาเหมือนพวกคนไร้การศึกษาที่ชอบขุดโคตรเหง้าศักราชคนอื่นมาประจานโพทะนาด่าว่ากันกลางที่สาธารณะ ทั้งที่เรื่องนั้นมันผ่านพ้นมานานแล้วแท้ๆ

ท่านผู้อ่านทั้งหลายครับ ผมเชื่อว่าการที่ทุกท่านเปิดคอมพิวเตอร์และเข้าเว็บไซด์มาอ่านบทความของผมได้ อย่างน้อยก็นับว่าท่านมีสติปัญญาเหนือกว่าคนที่ขาดการศึกษาแล้ว แต่อย่าได้ทำใจให้ต่ำไปกว่านี้เลยครับ เพราะนอกจากมันจะแสดงถึงความคิดอันล้าหลังแล้ว มันยังแสดงถึงความด้อยทางอารมณ์และสติปัญญาที่พวกเรามีอีกต่างหาก ผมถามคุณว่าถ้าชาติเราดีกว่าเขาจริงๆ ทำไมเราไม่ทำอะไรบ้าง นอกจากปริปากบ่นด่าว่าเขาล่ะครับ? ทำไมเราไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ที่ผ่านพ้นมาอย่างที่ผมแนะนำ เพื่อว่าท่านจะได้หาแนวทางแก้ไขที่ดีกว่านี้ได้...อย่ามัวแต่ด่าหรือหวังพึ่งนักการเมืองในสภาเลยครับ ถามตัวเองก่อนว่าได้ทำอะไรดีๆไว้ให้สังคมแล้วหรือยังดีกว่าไหม?

ผมเองก็ไม่ใช่คนดีเด่นเก่งดังอะไรหรอกครับ ผมมันก็แค่คนรับใช้ด้อยค่าที่มีผ้าขี้ริ้วผืนน้อยในมือที่คอยเช็ดถูกเศษสิ่งสกปรกทั้งหลายออกจากภาชนะชิ้นงามเท่านั้น ก็เพื่อหวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ชื่นชมของงามเหล่านั้นให้เต็มตา ส่วนตัวผมเอง ท่านจะเห็นหัวเอาไว้ใช้งานต่อไปหรือไม่ ก็สุดแต่ใจท่านล่ะ

เอาเถอะครับ เข้าเรื่องของเราต่อดีกว่า เดี๋ยวจะกลายเป็นประเด็นการเมืองเสียก่อน

ครับ ผมว่าคงต้องร่ายเรื่องกองทัพเรือเสียให้จบแล้วเรื่องไปในตอนนี้ เพราะทีแรกผมก็ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องทัพเรือไม่กี่ตอนเท่านั้น แต่เผอิญว่าพอผมค้นหาข้อมูลไปเรื่อยก็มันมือมันไปหน่อย ก็เลยจำต้องลงข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพื่อว่าจะเป็นที่พึงพอใจของท่านทั้งหลายนั่นล่ะครับ

เนื้อหาในตอนที่แล้วเราว่าความเกรียงไกรของกองทัพเรือหมิงไปแล้ว แต่ก็ยังมิได้เล่าถึงรายละเอียดด้านศักยาภาพทัพเท่าไหร่ เพราะงวดแล้วก็เล่าเรื่องรายละเอียดยุทธนาวีโผหยางซะยาวยืดไปหน่อย แต่ก็อย่างที่ทราบนั่นล่ะครับ กองทัพเรือจีนนับว่าเป็นกองทัพเรือที่ล้ำหน้าที่สุดในโลกอยู่แล้ว แต่พอเข้าสู่ราชวงศ์หมิงแล้ว กองเรือจีนยิ่งกร้าวแกร่งล้ำหน้ากองทัพเรือยุโรปไปอยู่หลายขุมทีเดียวครับ

 เพราะนอกจากจะมีระบบการกางใบเรือที่สามารถชักพับเก็บได้อย่างง่ายดาย และระบบการบังคับหางเสือคือระบบพวงมาลัยเรือหรือพังงาแล้ว การติดตั้งอาวุธก็เช่นเดียวกันครับ เพราะกองเรือสมัยหมิงนี้มีการติดอาวุธหลายอย่าง ชนิดที่หลายๆคนคงนึกไม่ถึง อาทิเช่นลูกระเบิดกับจรวดนี่ล่ะครับ ซึ่งระเบิดและจรวดนั้น เป็นอาวุธยิงที่มีมาแต่สมัยซ่งแล้ว อาทิจรวดเพลิง จรวดชุด ธนูระเบิด จรวดระเบิด (คือเอาลูกดอกธนูหรือลูกดอกเครื่องยิงติดลูกระเบิดนั่นล่ะ) หรือแม้แต่กระทั่งเครื่องพ่นไฟ ซึ่งรายละเอียดของอาวุธยิงทั้งหลายที่ว่ามานี้ ผมได้กล่าวเอาไว้แล้วในตอนดินปืนแล้ว ผมจึงไม่ขอกล่าวลงรายละเอียดเพิ่มเติมอีกนะครับ

 แต่สำหรับจรวดในสมัยหมิงกลับถูกพัฒนาในยิงได้ไกลและรุนแรงยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า โดยจรวดที่ขึ้นชื่อที่สุดคือ “มังกรทะยานน้ำ” ครับ

มังกรทะยานน้ำนั้น เป็นจรวดที่สามารถยิงได้ไกล ๑ ไมล์ และแล่นทะยานเหนือแผ่นน้ำได้ราว ๑ ฟุต โดยกลไกพิเศษของมันอยู่ที่ส่วนหัวครับ เพราะในหัวของมังกรก็ยังมีดินปืนสำรองบรรจุอีกชุดหนึ่ง พร้อมด้วยเศษเหล็กที่มีคมต่างๆ เช่นในกรณีที่จรวดยิงไปไม่ถึงเป้าหมายที่ต้องการ หรือเกือบจะถึงแล้ว ไอ้ตัวเชื้อเพลิงหลักเกิดหมดเสียก่อน หัวมังกรก็จะระเบิดออกมาเป็นจรวดลูกปรายถล่มใส่เป้าหมายอีกชั้นหนึ่ง พูดง่ายๆเป็นจรวดที่มีระเบิดสองชุดในตัวแบบ 2 in 1 นั่นล่ะครับ

นอกจากนี้ก็ยังมีปืนใหญ่ ซึ่งถูกนำมาแทนที่เครื่องดีดหรือเครื่องเหวี่ยงหิน เพราะมีขนาดเล็กกว่า ติดตั้งได้ง่าย และยังยิงได้ไกลและรุนแรงกว่าหลายเท่า โดยปืนใหญ่จะถูกนำมาวางประจำยังกราบเรือทั้งซ้ายขวา แบบที่เราเห็นในหนังที่มีการต่อสู้ทางเรือทั้งหลายแหล่นั่นล่ะครับ เพียงแต่วิธีนี้จีนคิดได้ก่อนยุโรปมานานหลายร้อยปีแล้ว

อ้อ เกือบลืมไปแน่ะ ถ้าใครยังจำกองเรือเหม่ยไน่เหอ หรือกองเรือหมดทางเลือกที่ผมกล่าวไปในตอนที่แล้วนั้น ผมก็ขอบอกว่ายังมีกองเรือที่มีหน้าที่คล้ายๆกันอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร แต่ขออนุมานติ๊งต่างชื่อว่าเป็น “เรือหัวระเบิด” หรือ “Boat bomb” ก็แล้วกันครับ

สาเหตุที่ผมเรียกเรือชนิดนี้ว่าเรือหัวระเบิด เพราะว่ามันเป็นเรือที่มีส่วนลำเรือที่แยกออกจากกันได้ครับ โดยส่วนหัวเรือจะบรรทุกเชื้อเพลิง ระเบิด และดินปืนจนเต็ม ส่วนช่วงท้ายเรือก็เป็นที่อยู่ของพลฝีพาย วิธีการใช้เรือชนิดนี้ก็คือการลอบแล่นเรือเข้าไปยังบริเวณท่าเรือ กองเรือ หรือว่าแม้แต่สะพานจุดยุทธศาสตร์สำคัญของศัตรู และเมื่อแล่นเรือเข้าที่แล้ว ฝ่ายพลเรือก็จะดึงสลักยึดหัวเรือออก แล้วจึงรีบตีฝีพายถอยเรือส่วนหลังออกไปอย่างเร็วที่สุด จนเมื่อได้ระยะแล้ว ก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของพลปืนไฟหรือธนูไฟ เล็งยิงใส่หัวเรือให้เกิดการระเบิดถล่มเป้าหมายไปตามระเบียบครับผม

แม้นว่ากองเรือจีนจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใด แต่ภัยคุกคามจากชนเผ่ามองโกลก็ยังคงมีอยู่เนืองๆ เป็นเหตุให้ราชสำนักจีนยกเลิกการพัฒนากองทัพเรือ และหันไปสนับสนุนการทำสงคราม กับพวกมองโกลทางเหนือแทน แต่ปัญหาพวกมองโกลยังไม่ทันแล้วเรื่อง ไอ้พวกญี่ปุ่นก็ส่งกองเรือโจรสลัดมาปล้นสะดมตามหัวเมืองชายฝั่งอีกต่างหาก เล่นทำเอาราชสำนักหมิงต้องถูกกระหนาบโจมตีจากศึกสองด้านไปโดยปริยายนั่นล่ะครับ ซึ่งกว่าราชวงศ์หมิงจะกำหราบโจรสลัดญี่ปุ่นได้ ก็เสียเวลาไปร่วมยี่สิบปี จากนั้นจึงหันไปส่งเสริมการสร้างแนวกำแพงหมื่นลี้อย่างที่บอกไปในตอนที่แล้วล่ะครับ แต่เอาจนแล้วจนรอด การก็กลับกลายเป็นว่าสร้างกำแพงไปก็เสียงบเปล่าๆจริงๆครับ เพราะพวกมองโกลก็ยังคงขยันบุกเข้ามาอยู่เรื่อยๆ แถมบุกเข้ามาทีไรก็เหยียบทัพจีนแหลกลาญราบคาบทุกทีอีกต่างหาก

ในเมื่อราชสำนักจีนยังไม่ทันจะฟื้นตัวดีนัก ฝ่ายญี่ปุ่นที่เพิ่งพ้นสงครามกลางเมืองมาหมาดๆ ก็ประกาศสงครามจะรุกรานแผ่นดินจีนอีกคำรบ ซึ่งคราวนี้มิได้ยกกำลังมาปล้นสะดมอย่างโจรอีกแล้ว หากแต่เป็นกองทัพประจำการที่ยกพลมาเต็มอัตราศึก ฝ่ายที่เป็นหน่วยรับหน้าเสื่อสุดซวยก็คือฝ่ายเกาหลีนั่นล่ะครับ เพราะฝ่ายญี่ปุ่นแสร้งทำทีเป็นเจรจาให้เกาหลีร่วมเป็นพันธมิตรบุกตีจีน แต่เกาหลีไม่บ้าจี้รับปากร่วมสังคกรรมด้วย สุดท้ายก็โดนฝ่ายญี่ปุ่นยกพลมายำประเทศเกาหลีเสียแหลกลาญยับเยิน จนกลายมาเป็นศึกสามเส้าระหว่างสามแผ่นดิน อันเป็นที่ของ “สงครามอิมจิน” (Imjin war) ที่กินเวลาถึง ๗ ปีเลยครับ

ในการรบช่วงแรกนั้น ฝ่ายเกาหลีนับว่าพ่ายแพ้ยับเยินอย่างน่าอัปยศเลยทีเดียวครับ เพราะความที่พวกเกาหลีประมาทย่ามใจ ไม่คิดว่าจะมีศัตรูใดมารุกรานแผ่นดินตนเองทางทะเล กองทัพเกาหลีจึงค่อนข้างจะอ่อนแอเอามากๆทีเดียว ในขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นเพิ่งจะรวมแผ่นดินได้ กองทหารจึงยังแข็งแกร่งฮึกเหิมเต็มกำลัง แถมเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ล้ำหน้ากว่าชาติใดในภูมิภาคเดียวกัน ด้วยความที่พลราบญี่ปุ่นเกือบครึ่งเป็นพลปืนคาบชุดอย่างยุโรป ซึ่งต่างจากเกาหลีและจีนที่ยังใช้อาวุธยิงหลักเป็นธนูและปืนไฟรุ่นเก่า แถมเรือรบญี่ปุ่นยังถือว่าล้ำหน้ากว่าอีกส่วนหนึ่ง เพราะเรือรบขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นมักเป็นเรือรบหุ้มเกราะครับผม


หลายคนอาจจะว่าผมโม้ไปหรือเปล่า เพราะบางท่านอาจจะทราบมาอยู่ก่อนแล้วว่า การหุ้มเกราะเรือนั้นเริ่มเป็นครั้งแรกในสงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่เริ่มก่อนครับ โดยกองเรือรบหุ้มเกราะกองแรกถูกสร้างขึ้นในช่วงที่ขุนศึกใหญ่นามว่า “โอดะ โนบุนากะ” กำลังทำสงครามกับโชกุนอาชิคางะ โยชิอากะและขุนศึกตระกูลโมริ ซึ่งฝ่ายหลังขึ้นชื่อว่าเป็นตระกูลขุนศึกที่ชำนาญการรบทางเรือมากที่สุดในญี่ปุ่น โนบุนากะจึงสั่งให้สร้างกองเรือรบขนาดใหญ่ ๑๐๐ ลำ แต่ละลำมีความยาว ๖๐ เมตร กว้าง ๑๔ เมตร มีช่องยิงปืนไฟ ๒๐๐ กระบอก และบรรทุกปืนใหญ่ ๒๐ กระบอก นับว่าเป็นกองเรือรบที่ทันสมัยที่สุดในโลกยุคนั้นเลยก็ว่าได้ครับ ซึ่งผมก็ไม่ทราบแน่ชัดว่า ตอนที่ญี่ปุ่นบุกเกาหลีในครั้งนั้นได้นำเรือรบหุ้มเกราะไปรบด้วยหรือไม่ ใครรู้ช่วยวานบอกทีนะครับ

แม้นว่าฝ่ายกองทัพเรือญี่ปุ่นจะยิ่งใหญ่เกรียงไกร แต่กองทัพเรือเกาหลีก็ไม่ใช่ด้อยหรอกครับ เพราะความที่นอกจากรับรูปแบบการต่อเรือรบ และยุทธวิธีการรบทางทะเลมาจากจีนอีกทีต่อหนึ่ง แต่กองเรือเกาหลีก็ยังเหนือกว่ากองเรือญี่ปุ่นส่วนหนึ่ง ในแง่ของความเป็นเจ้าถิ่นที่ชำนาญภูมิประเทศอาทิ เกาะแก่ง กระแสลมและกระแสน้ำในเขตทะเลเกาหลีมากกว่า และยังมีแม่ทัพเรือผู้ปรีชาจนเป็นที่ยอมรับในประเทศจีนและญี่ปุ่นด้วย เขาคือแม่ทัพ “ลีซุนชิน” (Yi soon shin) ครับ
           แม่ทัพลีซุนชิน เดิมทีเป็นลูกขุนนางอยู่ในพระนครฮันยางนั่นล่ะครับ แต่เพราะความที่บิดาถูกใส่ร้ายจนถึงขั้นประหารชีวิต เขาและแม่จำต้องลี้ภัยจากเมืองหลวงไปอยู่ยังชนบทอันห่างไกล ต่อมาเมื่อเขาสอบเข้าเป็นนายทหารได้แล้ว  ผลงานการศึกครั้งแรกของเขาคือการปราบกองทัพหนี่เจิน (แมนจู) ที่ปล้นสะดมตามชายแดนด้านเหนือ โดยอาศัยเพียงกองกำลังชาวบ้านสามัญชนเท่านั้น ทางการจึงแต่งตั้งเขาให้เป็นนายทหารโดยที่ไม่ต้องไปสอบหรือใช้เส้นสายแต่ประการใด และเมื่อเกิดสงครามญี่ปุ่นขึ้น ราชสำนักจึงเรียกตัวเขาให้ไปเป็นแม่ทัพเรือ แต่เขาก็ยังสามารถบัญชาการกองทัพเรือเข้าทำการรบกับญี่ปุ่นได้อย่างองอาจ จนพลิกสถานการณ์ที่ตกเป็นรองของเกาหลีให้กลับมาเป็นฝ่ายเหนือชั้นได้อย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียวครับ โดยเฉพาะเรือรบที่ลีซุนชินคิดค้นออกแบบสร้างขึ้นมาใหม่นั้น นับว่าเป็นชื่อเสียงและอาวุธมหาประลัยทางทะเลของอาณาจักรเกาหลีคือเรือรบหุ้มเกราะที่เรียกว่า  “เรือเต่า” (Turtle ship) หรือที่เรียกในภาษาเกาหลีว่า “โคบุกชอน”

             เรือชนิดนี้ก็เต่าสมชื่อล่ะครับ เพราะเป็นเรือรบหุ้มเกราะเหล็กเฉพาะส่วนหลังคาเรือทั้งหมด เพื่อป้องกันมิให้ข้าศึกจะบุกขึ้นปล้นตีบนเรือได้ แถมยังประดับหัวเต่ามังกรให้ยิ้มยิงฟันอยู่ที่หัวเรืออีกต่างหาก และภายในลำเรือนั้นมีการแบ่งออกเป็นสองชั้น คือชั้นพลฝีพาย และชั้นพลรบต่างหาก ซึ่งก็เพื่อแยกหน้าที่กำลังทหารออกอย่างชัดเจน เพื่อมิให้ทหารมีกำลังรบเต็มที่ ไม่ต้องสลับหน้าที่ไปมาทั้งรบทั้งพายเรือ ไม่งั้นล่ะหมดแรงตายก่อนสู้ศึกล่ะครับ 
             รายรอบลำเรือเต่าทั้งส่วนกราบเรือซ้ายขวาและด้านหน้า ก็ติดช่องปืนใหญ่เอาไว้ทั้งหมด ในขณะที่เรือรบจีนและญี่ปุ่น มีช่องยิงปืนใหญ่เพียงส่วนกราบเรือเท่านั้นครับ  เรือเต่าจึงถูกใช้เป็นกองบุกทะลวงในการรบทุกครั้ง เพราะความที่เรือเต่าเปิดฉากยิงปืนใหญ่ใส่ศัตรูจากหน้าได้ในทันที ส่วนเรือรบจีนและญี่ปุ่นจะเปิดฉากด้วยการระดมยิงปืนไฟและธนูก่อน จากนั้นจึงหันข้างลำเรือระดมยิงปืนใหญ่ใส่กันครับ และเพราะความที่เรือเต่าถูกหุ้มเกราะอย่างแน่นหนามิดลำเรือเช่นนี้ เรือเต่าก็ยังสามารถแล่นลำพุ่งเข้าชนเรือรบศัตรูได้อีกต่างหาก นับได้ว่าเรือเต่าของเกาหลีเหนือชั้นกว่าทั้งเรือรบของจีนและญี่ปุ่นเสียอีก 
            นอกจากเรือเต่าแล้ว เรือรบเกาหลีทั่วไปก็ยังติดอาวุธยิงอย่างปืนใหญ่ และหน้าไม้กลอย่างจีน ส่วนกะลาสีเรือก็จะติดอาวุธอย่างธนูซึ่งยิงได้ไกลถึง ๔๕๐ เมตร พลเรือรบเกาหลีจึงสามารถเปิดฉากระดมยิงใส่เรือข้าศึกได้ทุกระยะช่วงยิงโดยไม่ติดขัด จนทำให้กองทัพเรือเกาหลีมีชัยชนะอยู่หลายครั้ง ซ้ำยังยิ่งเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับลีซุนชินเป็นอันมากทีเดียวครับ

ส่วนฝ่ายทัพจีนนั่นหรือครับ...บอกตรงๆว่ามาเก้อไม่พอ แถมมาขายหน้าเขาอีกต่างหาก เพราะความที่จีนประมาทญี่ปุ่นเกินไป จึงได้ส่งกองทัพและแม่ทัพที่ไม่ชำนาญศึกและภูมิประเทศมาช่วยเกาหลีรบ แถมแม่ทัพจีนเองก็เข้าหน้ากับแม่ทัพเกาหลีไม่ติด เพราะความที่หยิ่งผยองว่าเป็นชาติที่เหนือกว่า ทำนองว่าเกาหลีต้องเชื่อฟังคำพูดของจีนทุกอย่าง ไม่งั้นเค้างอนจริงๆด้วย...ดูมันทำสินั่น
             เพราะความที่ทะลึ่งหยิ่งไม่เข้าเรื่อง ไม่เชื่อคำเตือนฝ่ายเกาหลีนั่นล่ะครับ สุดท้ายก็โดนพวกญี่ปุ่นดักรอเล่นงานเสียเละเทะทั้งทางบกและทางน้ำเลยครับ ทำให้จีนต้องเสียกำลังทหารและงบประมาณไปเปล่าๆ จนสุดหน้าเกาหลีก็ต้องออกหน้ารบเอง โดยมีทัพจีนเป็นตัวถ่วงอีกพวกหนึ่ง...นี่แหละครับ ผลของการที่ไม่รู้จักให้เกียรติประเทศอื่น สุดท้ายก็ล่มจมเสียทั้งหน้าและงบประมาณ อยากให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้ไหมครับ?

 แต่ก็นั่นแหละครับ คนดียิ่งเด่นยิ่งดัง คนเลวมันก็นึกชังนึกอิจฉามากเท่านั้นล่ะครับ ไอ้พวกแม่ทัพที่พ่ายศึกญี่ปุ่น เห็นแม่ทัพรุ่นน้องมาสร้างผลงานข้ามหน้าข้ามตาไปเช่นนี้ ก็สุมหัวกันทำตัวเป็นอีนางร้ายในละครทั้งกราบทูลและกอดทูล เพ็ดทูล และเท็จทูลกับองค์กษัตริย์ว่า “แม่ทัพลีซุนชินทำการรบไม่เต็มกำลัง” เท่านั้นแหละครับ...เป็นเรื่อง

ผมก็ไม่รู้ว่ากษัตริย์ซอนโจแกมีปัญหาเรื่องน้ำหนักพระกรรณน้อยกว่ามาตรฐาน หรือว่าสติปัญญาพาลหลุดหล่นหายไประหว่างทางตอนที่หนีตายไปแผ่นดินจีนก็ไม่ทราบได้ พระองค์ก็หลงเชื่อฟังคำพูดของพวกแม่ทัพชายใจตุ๊ดทั้งหลายเสียเต็มประดา ทั้งที่ก็มีรายงานและผลงานเป็นหัวข้าศึกมาส่งให้เห็นอยู่ทนโท่แทบทุกวัน พระองค์ก็บ้าจี้สั่งจับกุมลีซุนชินไปขังในคุกหลวงแบบไม่ต้องรอลงอาญาเสียฉิบเลย แถมยังหาเรื่องทรมานสารพัดจนลีซุนชินเกือบตายคาคุกอีกต่างหาก เดชะบุญที่เขายังมีบุญเก่าเหลืออยู่ พวกขุนนางอาวุโสจึงกราบทูลขออภัยโทษให้ครับ หาไม่แล้ว ประเทศเกาหลีคงตกเป็นของญี่ปุ่นอย่างถาวรตั้งแต่คราวนั้นแล้วก็ได้

หลังจากลีซุนชินรอดโทษตายมาอย่างหวุดหวิด แต่โทษเป็นยังอยู่ เขาจึงโดนลดโทษเป็นไพร่เลว ซึ่งในเกาหลีสมัยนั้นถือว่าเลวร้ายยิ่งกว่าโทษประหารมากครับ เพราะความที่สังคมเกาหลีเป็นศักดินาที่เข้มข้น มีการจัดแบ่งชนชั้นอย่างเคร่งครัดมาก ถ้าชนชั้นสูงถูกลดขั้นกลายเป็นไพร่ ส่วนมากมักขอตายดีกว่าต้องอยู่อย่างอดสูเลยล่ะครับ แต่ลีซุนชินก็ไม่ปริปากบ่น ยอมทำงานรับใช้ประเทศชาติสืบต่อมา จนกระทั่งพวกญี่ปุ่นก็กลับมาบุกเกาหลีอีกยกครับ

ในการศึกครั้งนี้ กองทัพญี่ปุ่นก็มิอาจขึ้นฝั่งโจมตีเกาหลีได้อย่างที่ผ่านมาอีกแล้ว เพราะครั้งนี้เกาหลีสร้างป้อมปราการและกองเรือรบรอท่าฝ่ายญี่ปุ่นพร้อมมั่น แถมฝ่ายจีนที่เสียหน้าไปครั้งใหญ่งวดก่อน ก็ส่งกองกำลังมาสมทบกับทัพเกาหลีอย่างทันท่วงที เป็นเหตุให้กองทัพญี่ปุ่นเสียหายอย่างหนักเลยทีเดียว แต่ไอ้พวกขุนศึกปากดีทั้งหลาย ก็มิวายอยากจะสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์บ้าง แต่กลับกลายเป็นว่าทัพเรือเกาหลีที่ไม่เคยพ่าย กลับถูกกองทัพเรือญี่ปุ่นซุ่มโจมตีจนพินาศยับเยินไปทั้งทัพ แถมยังสูญเสียแม่ทัพนายกองคนสำคัญไปหลายคน เท่านั้นล่ะครับ ไอ้พวกปากดีก็มีอาการขี้ที่ทะลึ่งขึ้นสมองกันถ้วนหน้า รวมถึงกษัตริย์ซอนโจคนดีที่หนึ่งเราของด้วยครับ...ผมประชดน่ะ

กษัตริย์ซอนโจที่มีอาการพระเนตรเป็นต้อที่มองความจริงไม่ค่อยเห็น ก็ถึงคราวตาสว่าง พระองค์จึงปล่อยลีซุนชินออกมารับศึกศัตรูแต่โดยเร็ว ซึ่งแน่นอนล่ะครับว่า ลูกผู้ชายก็ย่อมเป็นลูกผู้ชาย เพราะขึ้นชื่อว่ามีอกสามศอกตามที่พ่อแม่ให้มา ไม่ใช่หาเสริมอกอึ๋มให้ดูโก้อย่างพวกนายพลตุ๊ดตู่ เขาจึงตบเท้ารับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ออกศึกรบกับญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยที่มิได้ติดใจแค้นเคืองใครเลยแม้แต่น้อย แต่เพราะความที่กองเรือเกาหลีเหลือเพียง ๑๓ ลำเท่านั้น เขาจึงกล่าววาจาอมตะพจน์ว่า

“ แม้นข้าพระองค์มีเรือรบเพียง ๑๓ ลำ แต่ตราบที่ข้าพระองค์ยังมีชีวิตอยู่ อริราชศัตรูจะไม่มีทางได้ทะเลตะวันตกอย่างแน่นอน
\           ในการศึกที่มลฺองยอง ลีซุนชินนำกองเรือเกาหลีที่มีเพียง ๑๓ ลำ เข้าประจัญบานกับกองเรือรบญี่ปุ่นที่มี ๓๐๐ ลำ นับว่าเป็นยุทธนาวีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ชาวเกาหลีภาคภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้ และหลังจากชัยชนะที่มลฺองยองแล้ว กองทัพญี่ปุ่นจึงทุ่มกำลังส่งกองเรือเข้ามาหนุนอีก ซึ่งในคราวนี้ กองทัพเรือหมิงที่ชำนาญศึกที่สุดได้ถูกส่งมาเป็นกองเรือรบร่วมกับเกาหลี เพื่อรบแตกหักกับทัพญี่ปุ่นในยุทธนาวีที่โนลฺยางแห่งนี้ 

 ในการศึกครั้งนี้ แม้นว่าเกาหลีและจีนจะเป็นฝ่ายเหนือกว่าญี่ปุ่นในด้านยุทธศาสตร์ แต่ลีซุนชินกลับต้องปืนไฟญี่ปุ่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ในขณะออกบัญชาการรบในแนวหน้าด้วยตนเอง แต่เพราะเขาก็ยังมีสติสัมปะชัญญะครบถ้วนดีอยู่ ลีซุนชินจึงสั่งให้หลานชายที่ร่วมรบกับเขามาสวมชุดเกราะและหมวกศึกประจำตัวของเขาแทน ส่วนตัวเองก็ให้ทหารจับมัดนั่งไว้กับเก้าอี้เอาไว้ เพื่อเป็นการรักษาขวัญกำลังใจทหาร และหลอกล่อศัตรูให้เข้าใจผิดว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งผลในการศึกคราวนั้น ปรากฏว่าฝ่ายเกาหลีได้รับชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้ง และเป็นการยุติศึกสงครามระหว่างญี่ปุ่นและจีน-เกาหลีลง พร้อมกับชีวิตของเขาในฐานะจอมพลอมตะแห่งเกาหลี และวาทะตลอดกาลของเกาหลีที่ว่า

“ถ้าเราจักสู้จนตัวตาย เราจักมีชีวิตอยู่รอดได้...แต่ถ้าไม่แล้ว เราจักตายอย่างไร่ค่า 

เอาล่ะครับ เรื่องราวของกองทัพเรือจีน เกาหลี และญี่ปุ่น เห็นทีคงต้องขอจบไว้เพียงเท่านี้ ส่วนตอนต่อไป  ผมจะมาว่าเรื่องกองทัพเรือไทยของเรากันนะครับ



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ตำนานศาสตราวุธ ตอนที่ 62 : กองทัพเรือจีน เกาหลี และญี่ปุ่น , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 5050 , โพส : 2 , Rating : 67% / 3 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 2 : ความคิดเห็นที่ 515
เรื่องที่ว่าเรือหุ้มเกราะญี่ปุ่นนี้ ของเจาะลึกถึงรายระเอียด ด้วยความที่กระผมชอบกองทัพญี่ปุ่นเป็นพิเศษจึงพอมีความรู้เรื่องกองทัพญี่ปุ่นอยู่บ้าง โดยเรือของญี่ปุ่นในภาพข้างต้น ชื่อว่า Tekkousen เป็นเรือรบขนาดใหญ่ที่สร้างด้วยไม้และหุ้มด้วยเกราะเหล็กรอบลำเรือ ถือได้ว่าเป็นเรือหุ้มเกราะที่สร้างมาก่อนสมัย สงครามกลางเมืองของอเมริกาจริง และสร้างในสมัยของโอดะ โนบุนากะจริงตามที่กล่าวข้างต้น เป็นที่ทราบกันดีว่าเรือหุ้มเกราะขนาดยักษ์นั้นประสบปัญหาอย่างยิ่งยวดในการเดินทะเลไกล แต่ในการเดินทางมาเกาหลีนั้นไม่น่าประสบปัญหาแต่ประการใดเนื่องด้วยทะเลไม่ได้ต้องข้ามมหาสมุทรสุดกู่ ผมจึงได้คาดการว่า ญี่ปุ่นต้องใช้ Tekkousen เป็นเรือรบแน่นอน แต่จะเป็นเรือทำการรบหลักหรือไม่นั้น ก็ขอบอกว่าไม่น่าจะใช่ อาจใช้เพียงเป็นเรือบัญชาการรบ อะไรเทือกนั้น ที่สำคัญคือ Tekkousen นั้น สามารถยิงได้ทั้งปืนคาบศิลา และการติดตั้งด้วยปืนใหญ่ขนาดเล็ก( ปืนใหญ่เบา ) ได้ตามช่องปืนคาบศิลาที่เห็นในภาพ รวมทั้งติดตั้งปืนใหญ่ขนาดกลางบนชั้นด่านฟ้าเรือเพื่อการระดมยิงเรือรบระยะไกลหวังพิสัยยิงนั้นทำได้ จึงขอบอกว่าเรือรบนี้นั้นยิงปืนใหญ่เบาด้านหน้าได้สบายและมีอัดตราทำการยิงสูงกว่าเรือเต่าเกาหลี แต่ถ้านำมารบกันจริง ที่จะประสบปัญหาคือทางญี่ปุ่นคงไม่ได้ติดตั้งปืนใหญ่เต็มอัตราศึกอย่างแน่นอน จะด้วยก็ว่าต้องเดินทาง ทางทะเลและลดน้ำหนักลำเรือ ซึ่งเรื่องนี้ในคราวที่โอดะ โนบุนากะนั้นทำการรบกับ โชกุนอะชิคางะนั้น ทางเรือ Tekkousen ของโอดะเองก็ไม่ได้ติดปืนเต็มอัตราเช่นกัน เหตุผลที่ว่าไม่ปัญญาหามาติดให้ครบก็คงจะพอมีเค้า แต่ตัวกระผมคิดว่าปัญหาด้านน้ำหนักนั่นละที่เป็นจุดทำให้ต้องติดปืนใหญ่ไม่เต็มอัตราครับ จึงขอบอกว่าน่าจะมีเรือ Tekousen เข้ารบในยุทธนาวีญี่ปุ่นบุกเกาหลีครับ
Name : Date Masamune [ IP : 115.87.246.24 ]

วันที่: 29 มีนาคม 2554 / 19:17
# 1 : ความคิดเห็นที่ 361

เรือของโอดะ โนบุนากะ ไม่ได้ใช้ในสงครามทางเรือเกาหลีครับ

แต่ยังใช้เรือธรรมดา ไม่รู้เพราะอะไร แต่ว่าทั้งเกาหลีจีน และญี่ปุ่นตอนสงครามอิเมจิม อะไรสักอย่าง ไม่ได้กล่าวถึงเรือตัวนี้เลย

น่าจะเลิกใช่ตั้งแต่ เจ้าหนูหัวล้าน ขึ้นเป็นใหญ่แล้ว แล้วแผนส่วนใหญ่ก็กะจะให้ทหารซามูไรตนไปตาย(เพราะมาจากตระกูลข้าศึกเก่าทั้งนั้น) เพื่อลดจำนวนทหารไว้ จะฆ่าเสียปล่าวก็กระไรเลยบุกเพื่อนบ้านดังโบราณซะงั้น

อันนี้เพื่อนเชื้อญี่ปุ่นเล่ามา


PS.  ละการเบียดเบียนผู้อื่น และต่างชาติ ขอประกาศตนเป็นพุทธมามกะตลอดชีวิต "การเอาชนะด้วยการทำลายอีกฝ่าย มิต่างอะไรกับวิถีของเดรัจฉาน"
Name : ขุนกำแหง < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ขุนกำแหง [ IP : 113.53.214.41 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 มกราคม 2553 / 14:54
  • ความคิดเห็นที่ 361-1 (จากตอนที่ 62)
    คืองี้ครับ ทัพเรือญี่ปุ่นจะไม่เน้นไปที่ศักยภาพการโจมตีของเรือครับ แต่เน้นใช้กลยุทธเข้าไปเกี่ยวตะขอ แล้วใช้ลูกเรือบุกเข้าไปฟัน เพราะทหารระยะประชิดญี่ปุ่นเก่งกาจ เรือของญี่ปุ่นจึงเน้นเบาและเร็ว ซึ่งส่งผลให้บรรทุกปืนใหญ่ได้ไม่มาก sekibune บรรทุกปืนใหญ่ได้แค่ 1 กระบอก เรือที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อยคือ Atakebune บรรทุกได้แค่ 3-4 กระบอก ขณะที่เรื่อเกาหลีอย่าง Panokseon บรรทุกได้ 26 กระบอกตามมาตรฐาน แต่พอใช้จริง ติดตั้งไปถึง 50 กระบอก!!

    ที่เรือเต่ามีหลังคาหนามมาปิดก็เพราะจะป้องกันวิธีโจมตีแบบ grapple and board(เข้าใกล้แล้วเกี่ยวเรือ กระโดดลงเรือศัตรูสู้ระยะประชิด) เนื่องจากแม่ทัพลีซุนชินเห็นว่าทหารเกาหลีสู้ระยะประชิดกับทหารญี่ปุ่นไม่ไหวอยู่แล้ว ห่างชั้นกันเกินไป เลยทำหลังคากั้นไว้ให้สู้ระยะประชิดไม่ได้ซะเลย
    Name : จจจจจจจจ [ IP : 171.7.249.88 ]

    วันที่:10 กรกฎาคม 2558 / 23:21

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android