คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ตำนานศาสตราวุธ

ตอนที่ 59 : กองทัพเรือจีน


     อัพเดท 29 ต.ค. 52
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/เกร็ดประวัติศาสตร์
Tags: มีด, ขวานศึก, กระบี่, ดาบ, ดาบยุโรป, ดาบแขก, ดาบซามูไร, ดาบจีน, ดาบไทย, หอก, หอกซัด, หอกยาว, ทวน, โล่, เกราะยุโรป, เกราะจีน, เกราะตะวันออกกลาง, เกราะญี่ปุ่น, เกราะไทย, ง้าว, ธนู, เกาทัณฑ์, ม้าศึก, ช้างศึก, กระบวนรบ, ทัพเรือ, จารีตนักรบ
ผู้แต่ง : อัศวินอโยธยา ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ อัศวินอโยธยา
My.iD: https://my.dek-d.com/Ayothaya_knight
< Review/Vote > Rating : 91% [ 247 mem(s) ]
This month views : 804 Overall : 129,941
597 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 1193 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ตำนานศาสตราวุธ ตอนที่ 59 : กองทัพเรือจีน , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 3372 , โพส : 4 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


เอาล่ะครับ ที่นี้ก็ถึงคราวที่ผมจะพาท่านทั้งหลายล่องเรือสำเภามายังแผ่นดินตะวันออก เพื่อมาพบกับเรื่องราวความยิ่งใหญ่และจุดเริ่มต้นสำคัญของกองทัพเรือตะวันออกกันบ้าง ซึ่งหลายๆท่านก็คงจะนึกถึงเพียงแต่เรือสำเภาของพี่น้องชาวจีนเป็นสำคัญ หรือไม่ก็นึกถึงเรือพระที่นั่งลำงามของราชสำนักสยามเราเป็นแม่นมั่น แต่ผมขอบอกท่านทั้งหลายว่า นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันเกรียงไกรของสมุทรยาตราของแผ่นดินบูรพาทิศเท่านั้นเองครับ

อย่างที่ผมเล่าเกริ่นกันไปแล้วในตอนกองทัพเรือแรกๆว่า ไม่ว่าชาติไหนที่มีสายน้ำสายใหญ่หรือว่าติดกับเขตชายฝั่งทะเลนั้น ก็ย่อมจะมีกองทัพเรืออยู่แล้ว แต่สิ่งที่กองทัพเรือในภูมิภาคตะวันออกแตกต่างไปจากกองทัพเรือในตะวันตก ก็คือนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีการเดินเรือครับ ซึ่งแน่นอนว่า ชนชาติที่ขึ้นชื่อการเดินเรือที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกนี้ ก็มีชนชาติอาหรับและชาวจีนนี่แหละครับ โดยเฉพาะชาวจีนนั้นนับว่าเป็นต้นแบบของวิชาการต่อเรือและการเดินเรือในยุคปัจจุบันหลายอย่างที่ท่านอาจจะไม่รู้มาก่อน ดังที่ผมได้กล่าวเกริ่นไปแล้ว แต่ผมขอร่ายประเดิมรายละเอียดกันไปทีละส่วนก็แล้วกันนะครับ

ประวัติศาสตร์การเดินเรือของจีนช่วงแรกๆที่มีการบันทึกไว้นั้น ย้อนกลับไปตั้งยุคราชวงศ์ฉาง (ชาง) และโจวเมื่อ ๓,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ ปีโน่นมาแล้วล่ะครับ โดยปรากฏเป็นภาพสลักบนเครื่องสำริดที่ปรากฏภาพการทำประมงและยุทธนาวีในสมัยนั้น ซึ่งเป็นเรือฝีพายกรรเชียงเสียส่วนใหญ่ แต่พวกเรือลำใหญ่นั้นจะมีการติดใบสำเภาเรือด้วย เพราะแม่น้ำสายหลักของจีนอย่างหวงเหอ (ฮวงโห) และฉางเจียง (แยงซี) นั้นไม่ได้เล็กๆอย่างแม่น้ำบ้านเรานะครับ หากแต่มีความกว้างจากฝั่งสู่ฝั่งเป็นกิโลๆ ซ้ำยังมีเกาะแก่งและลมพายุประจำเวลาอีกต่างหาก การที่จะพึงแรงฝีพายอย่างเดียวคงไม่พอ ย่อมต้องอาศัยทั้งแรงคนและแรงลมธรรมชาติในการแล่นเรือไปล่ะครับ

เมื่อเข้าสู่ยุครณรัฐแล้ว บรรดาแว่นแคว้นต่างๆขยายอำนาจออกไปจนถึงเขตชายฝั่งทะเล และเริ่มมีการเดินเรือไปมาระหว่างเขตฝั่งทะเลตะวันออก จรดแผ่นดินเกาหลีโน่นแล้วล่ะครับ แต่ประวัติการณ์การเดินสมุทรครั้งใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีนนั้น เริ่มขึ้นในสมัยราชวงศ์ฉิน อันมีเหตุจาก จักรพรรดิฉินสื่อหวงตี้หรือ “จิ๋นซีฮ่องเต้” ทรงได้ยินคำร่ำลือถึงแดนสวรรค์ ณ ทะเลตะวันออก พระองค์จึงทรงมีพระบัญชาให้จัดกองทัพเรือใหญ่ พร้อมทาสชายหญิงอย่างละ ๕๐๐ เพื่อไปเสาะหาดินแดนแห่งนั้น ซึ่งปรากฏว่าดินแดนสวรรค์ที่ว่าก็คือประเทศญี่ปุ่นน่ะสิครับ

แต่ว่า ญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า “ยามาโตะ” นั้นยังอยู่ในยุคสมัยยาโยย (Yayoi period) ที่ยังคงล้าหลัง และมีวิถีชีวิตไม่ต่างจากชาวป่าชาวดอย เมื่อได้เห็นการมาเยือนของกองทัพเรือจีน ก็ตกตะลึงชึ่งโป๊ะนึกว่ากองเรือจีน เป็นกองเรือสวรรค์ไปซะฉิบอีกแน่ะ...เออเอา ฝ่ายหนึ่งก็ว่าเป็นเกาะสวรรค์ อีกฝ่ายก็ว่าเป็นกองเรือสวรรค์ซะงั้น เอากันเข้าไป... แต่ในการมาเยือนของกองเรือจีนในคราวนั้น ก็ได้มีการส่งทาสหญิงอย่างละ ๕๐๐ ที่ได้บอกกล่าวเมื่อครู่ให้ไปตั้งหลักแหล่งบนเกาะญี่ปุ่นนั่นละครับ ซึ่งปรากฏหลักฐานว่ามีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ณ ที่แห่งหนตำบลใด ผมก็ไม่ทราบได้ ตั้งชื่อหมู่บ้านของตัวเองว่า “ฉิน” และชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ก็เอาคำว่าฉินในชื่อของตัวเองด้วยเหมือนกันครับ

ครั้นเมื่อผ่านแผ่นดินสู่ยุคราชวงศ์ฮั่นแล้ว ปรากฏหลักฐานว่าเรือในยุคนี้ยังเป็นเรือสำเภากรรเชียงครับ ซึ่งเหมาะสำหรับการแล่นน้ำตื้นหรือตามเขตชายฝั่งทะเลนั่นเอง แต่กองเรือสำเภาฮั่นนั้นสามารถแล่นไปยังญี่ปุ่น และลงเรื่อยมาถึงดินแดนในอุษาคเนย์ด้วยนะครับ ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทะเลครั้งใหญ่ของโลกตะวันออก โดยเฉพาะความสัมพันธ์จีนและอุษาคเนย์ในลักษณะรัฐบรรณาการ ก็ได้เริ่มจากจุดนี้นี่แหละครับ ซึ่งเริ่มต้นจากการที่ราชสำนักฮั่นส่งกองทัพบกและเรือบุกโจมตีอาณาจักรอันนัมหรือเวียดนามในปัจจุบัน และเมื่อกองทัพฮั่นบุกพิชิตอันนัมได้แล้ว ก็เริ่มมีการบุกเบิกเส้นทางการค้าไปเรื่อยๆจนมาถึงรัฐทวารดีและศรีวิชัยในคาบสมุทรอ่าวไทยอีกด้วยครับ

ในเมื่อว่าถึงเรื่องการเดินทะเลแล้ว ผมขอบอกก่อนนะครับว่า ใบเรือหรือสำเภาเรือจีนนั้นไม่ธรรมดา เพราะไม่ได้ทำจากผ้าใบ แต่ทำจากไม้ไผ่ล้วนๆเลยครับ คือการเอาไผ่มาผานๆเป็นแผ่นบางๆแล้วสานเข้าด้วยกันให้แน่นเป็นใบเรือผืนใหญ่ ซึ่งใบสำเภาเรือไม้ไผ่นี้ นอกจากจะมีความยืดหยุ่นได้เหมือนกับผ้าใบแล้ว แต่ยังมีความทนทานมากกว่าผ้าใบหลายเท่าทีเดียวครับ ทำนองว่าลมแรงแค่ไหนศรีก็ทนได้ และที่เหนือกว่าเรือยุโรปและตะวันออกกลางก็คือว่า แกนใบสำเภาเรือของจีนนั้นสามารถปรับมุมได้รอบทิศเลยครับ ไม่ได้จำกัดให้ยึดติดกับเสากระโดงเรือตายตัวอย่างตะวันตก เพื่อว่าชาวเรือจะได้หมุนปรับแกนใบสำเภาให้รับลมได้ทุกทิศตามที่ต้องการ และสามารถแล่นเรือต่อไปโดยไม่ต้องหยุดพัก ซึ่งก็ไม่ต้องรอให้ลมทะเลหรือลมแม่น้ำมาคอยหนุนอย่างทางฝั่งยุโรปเขาล่ะครับ แถมเวลาจะเก็บใบเรือก็ง่ายแสนง่าย คือแค่ชักดึงเก็บเข้าเสร็จสรรพเหมือนรูดม่านมูลี่ ไม่ต้องไปมัวคลี่มัวม้วนให้วุ่นวายอย่างเรือยุโรปและตะวันออกกลางแต่อย่างใด

แน่นอนครับว่า ลำพังใบเรือที่ทันสมัยกว่า ก็ไม่ได้ช่วยให้การเดินทะเลนั้นง่ายดายขึ้นแต่อย่างใด เพราะนอกจากการเผชิญกับคลื่นทะเลและลมมรสุมแล้ว อันตรายประการสำคัญอันดับหนึ่งก็คือการหลงทิศกลางทะเลเอาได้นะครับ ไม่เช่นนั้นชาวเรืออาจจจะทำให้เกิดอาการมึน อึน งง หลงทางอ้าปากค้าง เหมือนคนปวดท้องแต่หาห้องน้ำไม่เจอได้ง่ายๆ แต่ลำพังการดูทิศทางการขึ้นลงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ อย่างชาวยุโรปเขาใช้วิธีแบบนี้ในการเดินเรือมาเป็นพันปีนั้นก็ไม่ง่ายหรอกครับ แต่ชาวจีนกลับไม่ต้องลำบากยุ่งยากขนาดนั้นหรอกครับ เพราะคนจีนได้คิดค้น “เข็มทิศ” ขึ้นมาเป็นพวกแรกในโลกเลยครับ

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่าชาวจีนได้ใช้เข็มทิศมาตั้งแต่สมัยยุคบรรพกาลโน่นแล้ว ดังปรากฏในตำนานจอมกษัตริย์หวงตี้ เมื่อคราวที่พระองค์ยกทัพไปปราบซือโยวยังแดนใต้ แต่ซือโยวกลับพ่นหมอก (?) ออกมาเพื่อสกัดทางทัพหวงตี้ พระองค์จึงใช้ “ราชรถสิบทิศ” ในการนำทางกองทัพจนพ้นออกมาจากหมอกนั้นได้ แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องแต่งในภายหลังมากกว่า เพราะนั่นมันก็นานกว่า ๕,๐๐๐ ปีเลยทีเดียว และเรื่องราวพวกนี้ได้ถูกเขียนขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรจริงๆก็ยุคราชวงศ์โจวแล้ว ซึ่งก็ตรงกับบันทึกและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ว่ามีการใช้เข็มทิศในยุคราชวงศ์โจวครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคิดค้นขึ้นมา ดังนั้น เรื่องราชรถสิบทิศในตำนานหวงตี้ก็น่าจะมาจากการแต่งต่อเติมของคนในยุคหลังมากกว่า

จนลุถึงราชวงศ์ฮั่นตะวันออกแล้ว นักประดิษฐ์นามว่าจางเหิงได้คิดค้นระบบเข็มทิศขึ้นมาใช้อีกครั้ง ซึ่งแม้แต่พวกนักภูมิพยากรณ์ (ฮวงจุ้ย) ก็ใช้เข็มทิศในการดูทิศทางภูมิพยากรณ์ เพื่อเป็นการบอกทิศทางที่สมควรแก่การตั้งบ้านเรือนนั่นเอง และในขณะเดียวกัน ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกก็ได้ปรากฏสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์จีนคือ “สงครามสามก๊ก” นั่นเอง
     

ถ้าพูดถึงสามก๊กแล้ว ทุกคนคงรู้จักเรื่องยุทธนาวีซื่อปี้ (เซ็กเพ็ก) หรือที่รู้จักกันในภาษาไทษที่ว่า “ศึกผาแดง” ใช่ไหมครับ แต่ผมขอบอกท่านผู้อ่านทั้งหลายก่อนว่า เรื่องราวศึกผาแดงที่เรารับรู้กันคือ เฉาเชา (โจโฉ) ยกทัพร้อยหมื่นมาโจมตีเจียงตง (กังตั๋ง) แต่กลับพ่ายกลศึกโจวอวี๋ (จิวยี่) และข่งหมิง (ขงเบ้ง) จนถูกเผาทัพเรือจนพินาศย่อยยับนั้น เป็นผลงานของหลอกว้านจง (ล่อกวนตง) กวีและจอมยุทธพเนจรในสมัยปลายราชวงศ์หยวน ต้นราชวงศ์หมิง และสามก๊กฉบับนี้ได้กลายมาเป็นต้นแบบให้กับฉบับให้กับละคร ภาพยนตร์ การ์ตูน และฉบับเจ้าพระยาพระคลังในทุกวันนี้นั้น

สรุปก็คือ สามก๊กที่เราท่านอ่านกันทุกวันนี้ คือสามก๊กฉบับเล่นงิ้ว มิใช่ประวัติศาสตร์จริง ครับ!

หลายท่านอาจจะงงและรีบแย้งผมว่า เฮ้ยๆ เลอะเทอะเกินไปแล้ว พูดจาอะไรให้มีหลักฐานกันบ้าง ครับ ผมมีหลักฐานแน่นอนครับ คืออย่างแรก ข้อหาที่หลอกว้านจงยัดเยียดว่าทัพโจโฉนั้นไม่ชำนาญการศึกทางเรือนั้น ไม่เป็นความจริงเลยครับ เพราะแดนเหนือที่โจโฉปกครองมีแม่น้ำหวงเหอหรือฮวงโห ซึ่งนับว่าเป็นแม่น้ำสายสำคัญและสายใหญ่ที่สุดของจีน และใหญ่ไม่ใหญ่ธรรมดา แต่ใหญ่อย่างกับทะเลเลยล่ะครับ ซึ่งถ้าโจโฉไม่มีกองทัพเรือประจำลำน้ำหวงเหอเลย ไม่บ้าก็โง่แล้วล่ะครับ!

นอกจากนั้น ในการศึกกวนตู้ (กัวต๋อ) อันเป็นศึกชี้ชะตาระหว่างเฉาเชาและหยวนเส้า (อ้วนเสี้ยว) นั้น ก็มีการยุทธนาวีต่อกันและกันด้วย ซึ่งแม้นว่าไม่ใช่ศึกทางเรือใหญ่โตอะไร แต่ก็ยืนยันได้ว่าทัพเฉาเชาก็มีความชำนาญในศึกทางน้ำอยู่เหมือนกันครับ และเมื่อเฉาเชายกทัพลงใต้มาโจมตีเจียงตงนั้น กองกำลังหลักในศึกคราวนั้นคือทัพจิงโจว (เกงจิ๋ว) ล้วนๆครับ ส่วนทัพราบทั้งหมดเป็นกองทัพหลวงและกองหลัง มิได้เป็นกลุ่มกำลังหลักในการรบกับทัพเจียงตงแต่อย่างใด

เหนืออื่นใด เฉาเชาไม่ได้พ่ายแพ้ถูกเผาทัพเรือยับเยินอย่างที่สามก๊กฉบับเล่นงิ้วว่าไว้ แต่เฉาเชาตั้งใจเผาทัพเรือของตัวเองเลยครับ! เพราะความจริงจากพงศาวดารสามก๊กของจริง ที่เขียนโดยเฉินโซ่ว อาลักษณ์ประจำราชสำนักซู่ฮั่น (จ๊กก๊ก) ในรัชกาลจักรพรรดิซู่ฮั่นโฮ่วจู่ (เล่าเสี้ยน) และต่อมาก็ได้รับใช้ราชสำนักจิ้นของราชสกุลซือหม่า (สุมา) ได้ดังนี้ครับ

เฉาเชายกทัพใหญ่ลงมาจากทางเหนือเพื่อยึดครองจิงโจว (เกงจิ๋ว) และตามล่าหลิวเป้ย (เล่าปี่) ฝ่ายหลิวเป้ยที่เพิ่งรับจูเก๋อเลี่ยง ‘ข่งหมิง’ (จูกัดเหลียง ขงเบ้ง) มาได้ไม่นานก็มีอันต้องหนีเตลิดตูดเปิดอย่างหมดท่าไปยังดินแดนเจียงตง จูเก๋อเลี่ยงจึงเสนอให้หลิวเป้ยหนีไปซบอกซุนฉวน (ซุนกวน) และชักชวนแกมยั่วยุให้เปิดศึกกับเฉาเชา

ผลการศึกในครั้งแรกนั้น กองทัพเฉาเชาบดขยี้กองทัพซุนฉวนและหลิวเป้ยแตกพ่ายย่อยยับ โจวอวี๋ผู้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเจียงตงได้ถอนกำลังทั้งหมดไปรวมพลอยู่ที่ตำบลผาแดง ณ ฝั่งแม่น้ำฉางเจียงด้านใต้ และฝ่ายทัพเฉาเชาตั้งมั่นอยู่ที่ฝั่งน้ำทางเหนือ ณ ตำบลอูหลิน (ป่าดำ) แต่แล้วเกิดเหตุโรคระบาดอย่างหนักทั้งสองทัพ ไพร่พลฝ่ายเฉาเชาและเจียงตงล้มป่วยด้วยโรคหนอนดูดเลือด (โรคพยาธิปากขอ) ตายไปเป็นจำนวนมาก เฉาเชาจึงตัดสินใจถอยทัพกลับขึ้นเหนือ พร้อมกับเผาทัพเรือและทหารที่กำลังป่วยเป็นโรคนี้ทั้งหมด ส่วนหลิวเป้ยก็ฉวยโอกาสที่ฝ่ายเจียงตงทุ่มกำลังทั้งหมดรบกับเฉาเชา ไปยึดสี่หัวเมืองในจิงโจวใต้จากซุนฉวน  

นี่แหละครับ ประวัติศาสตร์สามก๊กที่แท้จริงส่วนหนึ่ง ซึ่งผมได้เอามานำเสนอแก่ท่านทั้งหลาย ที่จริงยังมีมากกว่านี้อีกเยอะครับ แต่ผมเกรงว่าจะกระทบไปหลายฝ่าย ยังไงก็ไปหาอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือชุดสามก๊ก ฉบับกันเปย (คนเดินดิน) ของคุณเล่าชวนหัวเอาตามสะดวกนะครับ

แม้นว่าแผ่นดินจีนจะแตกเป็นสามก๊กก็ตาม แต่การเดินเรือนั้นมิได้ยุติลงหรอกครับ โดยเฉพาะดินแดนเจียงตงของซุนฉวนนั้น นับว่าเป็นแคว้นที่ร่ำรวยมั่งคั่งมากที่สุด เพราะปกครองดินแดนชายฝั่งทะเลตะวันออกแทบทั้งหมด และยังมีแม่น้ำฉางเจียงที่นับว่าเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในแผ่นดินจีน ซึ่งมั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะแร่ทองคำและแร่เงิน รวมถึงการค้าเกลือตามแถบชายฝั่งทะเล ทำให้แคว้นหวู (ง่อก๊ก) รับทรัพย์อื้อซ่าสบายเฉิบๆไปเลยครับ และยังมีหลักฐานยืนยันว่ากองเรือพานิชย์แห่งหวูเดินทางไปค้าขายถึงไต้หวันเป็นครั้งแรก อาณาจักรเกาหลีและญี่ปุ่นโน่นเลยครับ

เอาล่ะครับ พูดมาถึงตรงนี้แล้ว หลายท่านคงสงสัยว่าขนาดเรือจีนในเวลานี้จะใหญ่โตขนาดไหน ขอบอกเลยครับว่าเรือรบกรีก – โรมันกลายเป็นเรือแจวไปเลย เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่า

เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ของเจียงตงนั้น สามารถบรรทุกลูกเรือได้สามพันคน มีความสูงเท่าตึกห้าชั้นที่ตบแต่งอย่างวิจิตรพิสดาร และยังสามารถใช้ม้าให้วิ่งไปมาขวักไขว่ได้ และในการเดินสมุทรแต่ละครั้งนั้น กองเรือจะมีเรือร่วมร้อยลำ ลูกเรือหลายหมื่นคน ประหนึ่งเคลื่อนทัพไปออกศึก เมื่อขึ้นเหนือจะไปถึงเหลียวตง (เกาหลี) ครั้นลงใต้จะไปถึงหยีโจว (ไต้หวัน)

มิเพียงเท่านั้นนะครับ เมื่อคราวที่ซือหม่าเหยียน (สุมาเอี๋ยน) ตั้งตนเป็นจักรพรรดิจิ้นอู่ตี้ และราชวงศ์จิ้นนั้น ทรงหมายพระทัยจะยึดครองอาณาจักรหวู ขุนศึกนามว่า “หวางจวิ้น” (องโยย) ได้รับบัญชาให้ต่อเรือรบเตรียมทำศึกใหญ่ ซึ่งเรือรบของอาณาจักรจิ้นนั้น มีขนาด ๑๒๐ ก้าว (ราวๆ ๑๐๐ กว่าฟุต – ๓๐ เมตรเป็นต้นไป) บรรทุกกำลังพลสองพันคน และบนเรือก็มีหมู่ตึกอาคารใหญ่น้อย นับเป็นเรือรบที่ใหญ่โตมโหฬารอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

อ้อ ขอย้ำนิดนะครับ ไอ้เรือยักษ์ที่เล่ามาน่ะ เรือรบน้ำจืดนะครับ ไม่ใช่เรือรบทางทะเล!

เมื่อราชวงศ์จิ้นล่มสลายลง แผ่นดินจีนจึงเข้าสู่ยุคหนานเป่ยเฉา หรือยุคราชวงศ์เหนือใต้ อันเป็นยุคแห่งความแตกแยกอีกครั้ง และครั้งนี้สาหัสรุนแรงเสียยิ่งกว่าสงครามสามก๊ก ซึ่งกินเวลานานกว่า ๒๐๐ ปี แผ่นดินจีนจึงถูกรวบรวมเป็นหนึ่งอีกครั้งในสมัยราชวงศ์สุย และในยุคราชวงศ์นี้นี่เองได้เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญอีกคราวหนึ่ง นั่นก็คือการขุดคลองต้าหยุ่นเหอ เพื่อเชื่อมเส้นทางคมนาคมระหว่างแม่น้ำหวงเหอจากแดนเหนือ เข้ากับแม่น้ำฉางเจียง ณ แดนใต้ แต่การขุดคลองในครั้งนั้นได้ทำให้ประชาชนต้องล้มตายนับแสนคน แต่นั่นยังเล็กน้อยมากครับ เพราะจักรพรรดิสุยหยางตี้ จอมบงการนั้นก็ขึ้นชื่อว่าเป็นจอมทรราชย์บ้าอำนาจที่สุดแห่งยุคเลยครับ ทั้งไหนจะสร้างวังหลังต่างๆเป็นว่าเล่น หมดงบประมาณชาติไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ โดยเฉพาะการเสด็จประพาสทางชลมารคในคลองต้าหยุ่นเหอที่ทรงสั่งขุดเองนั้น ทรงประทับยังเรือพระที่นั่งมังกรท่องวารีหลังมหึมา ซึ่งมีบันทึกรายงานเรือพระที่นั่งลำนี้มีความใหญ่รโหฐานยิ่งกว่าเรือในสมัยก่อนๆมาก แต่ที่เป็นเวรเป็นกรรมของพสนิกรก็คือ ถ้าไม่ถูกเกณฑ์มาเป็นคนชักลากเรือ ซึ่งมีบันทึกว่าต้องใช้คนลากสลับหมุนเวียนกันไปกว่า ๘๐,๐๐๐ คน ก็ต้องจ่ายภาษีชนิดหลังอานจนหักกร็อบ เพราะต้องมีเลี้ยง “โอรสสวรรค์” พระองค์นี้น่ะสิครับ

 เมื่อเล่าถึงทรราชย์พระองค์นี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะเล่าถึงเรื่องเวรๆเรื่องหนึ่งของสุยหยางตี้ โดยเรื่องมีอยู่ว่า ในขณะที่พระองค์กำลังเสพสุขกับเหล่านางสนมนั้น ก็ทรงตรัสขึ้นมาว่า “ข้างนอกมีคนมากมายที่ต้องการชีวิตข้า ดื่มเหล้าต่อไปเถิด อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นความสุขชั่วขณะหนึ่ง”

ครั้นแล้ว สุยหยางตี้ก็ยกคันฉ่องขึ้นมาส่องพระพักตร์ แล้วตรัสว่า “ศีรษะงดงามนี้ จะมีผู้ใดมาปลดไปจากบ่าหนอ”

โอ้โฮ ผมอ่านแล้วอึ้งครับ นึกไม่ถึงว่าคนเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินจะพูดจาแบบนี้ออกมาได้ แต่ใจหนึ่งก็คิดว่า น่าจะเป็นการบันทึกของคนรุ่นหลังแล้วมากกว่า ใครที่ศึกษาเรื่องจีนศึกษามาดีกว่าผม ก็ช่วยชี้แนะเพิ่มเติมด้วยนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ล้วนฟ้องว่าสุยหยางตี้ทรงเป็นพระจักรพรรดิที่ฟุ้งเฟ้อ บ้าอำนาจ และโหดร้ายผิดมนุษย์ที่สุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์จีน จนไม่น่าเชื่อว่าคนพรรค์นี้จะมีบุญมานั่งบัลลังก์เป็นโอรสแห่งฟ้า ทั้งที่เป็นลูกซาตานมาผลาญแผ่นดินชัดๆ ซึ่งจนแล้วจนรอด ไอ้ความที่หลงตัวเองไปว่าเป็นคนหัวงามที่สุดในใต้หล้า ก็ถูกขุนศึกคนสนิทเอาผ้ารัดพระศอจนขาดใจตาย และเอาศพไปทิ้งอย่างไม่ไยดี เพราะใครจะบ้าตัดเอาหัวงามๆพรรค์นี้ไปเป็นเสนียดจัญไรใกล้ตัวล่ะครับ

เอาล่ะครับ เรื่องราวของกองทัพเรือจีนยังมิได้หมดเพียงเท่านี้ แต่ผมชักหนังตาปิดเสียแล้ว ยังไงก็จบไว้เพียงเท่านี้ก่อน เพราะในตอนหน้านั้น ท่านทั้งหลายจะได้ประจักษ์ในความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของกองทัพเรือจีนยิ่งกว่านี้อย่างแน่นอนครับ



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ตำนานศาสตราวุธ ตอนที่ 59 : กองทัพเรือจีน , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 3372 , โพส : 4 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 4 : ความคิดเห็นที่ 514
เเต่ก็มีหลายเรื่องในสามก๊กฉบับวรรณกรรมที่มีเนื้อหาตรงกับประวัติศาสตร์
Name : หลี่กว้านเผิง [ IP : 113.53.255.242 ]

วันที่: 25 มีนาคม 2554 / 15:03
# 3 : ความคิดเห็นที่ 474
สรุปได้อย่างนึงว่า ถ้าคุณอ่านสามก๊กฉบับงิ้ว แม้อ่านจบสามครั้ง คุณก็ยังถูกหลอกทั้งสามครั้ง :D
Name : kissmaker < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ kissmaker [ IP : 110.164.246.58 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 กันยายน 2553 / 02:30
# 2 : ความคิดเห็นที่ 277
ขอบคุณคร่า ที่เอามาให้อ่าน ^๐^
PS.  อัพวันละนิด.....อัพวันละหน่อย.. ..อัพวันละน้อย....แต่อัพบ่อยๆนะคนดี
Name : คนที่รอมานาน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ คนที่รอมานาน [ IP : 61.7.178.35 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 ตุลาคม 2552 / 08:15
# 1 : ความคิดเห็นที่ 274
อยากเห็นกองเรือไทยของสมเด็จพระนเรศวรน่ะขอรับ เห็นพระเจ้ากรุงจีนยังชมตามที่อ่านในบทความมาน่ะขอรับ
Name : รักสยามที่ซู๊ด [ IP : 124.121.101.191 ]

วันที่: 29 ตุลาคม 2552 / 23:57
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android