คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ตำนานศาสตราวุธ

ตอนที่ 56 : กองทัพเรือ


     อัพเดท 28 ต.ค. 52
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/เกร็ดประวัติศาสตร์
Tags: มีด, ขวานศึก, กระบี่, ดาบ, ดาบยุโรป, ดาบแขก, ดาบซามูไร, ดาบจีน, ดาบไทย, หอก, หอกซัด, หอกยาว, ทวน, โล่, เกราะยุโรป, เกราะจีน, เกราะตะวันออกกลาง, เกราะญี่ปุ่น, เกราะไทย, ง้าว, ธนู, เกาทัณฑ์, ม้าศึก, ช้างศึก, กระบวนรบ, ทัพเรือ, จารีตนักรบ
ผู้แต่ง : อัศวินอโยธยา ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ อัศวินอโยธยา
My.iD: https://my.dek-d.com/Ayothaya_knight
< Review/Vote > Rating : 91% [ 247 mem(s) ]
This month views : 1,097 Overall : 131,370
599 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 1205 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ตำนานศาสตราวุธ ตอนที่ 56 : กองทัพเรือ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 5284 , โพส : 3 , Rating : 33% / 3 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ต้องขออภัยท่านทั้งหลายที่หายไปนานอีกแล้ว เพราะด้วยเรื่องธุระสัพเพเหระที่หาสาระไม่ค่อยได้ และยังจะมีปัญหาเล็กๆน้อยๆกับพวกร้อนตัวจนทำให้ปากอยู่ไม่สุข  เพราะเขาไม่ชอบในลีลาวาจากวนประสาท และสงสัยในความสามารถของผมครับ บางคนโจมตีว่าผมนั่งเทียนเขียนบทความเอาเสียได้ บางรายก็ลามปามถึงบุพการีผมมาแล้ว แต่ผมก็ไม่อยากไปเอาความกับคนพวกนี้ครับ...เสียเวลาทำมาหากิน!

แต่ผมขอยืนยันกับทุกท่านว่างานเขียนผมทุกตอนนั้นมีหนังสือและเว็บไซด์อ้างอิงรองรับครับ เพียงแต่ผมไม่ชอบเอามาแนบท้ายบทความให้เปลืองหน้ากระดาษ เพราะผมจะไปรวมในตอนบรรณานุกรมทีหลัง เพื่อให้ทุกท่านที่สนใจได้ค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติมในภายหลังนั่นเอง

เอาล่ะครับ อย่าไปใส่ใจคนพรรค์นี้เลย เรามาว่าเรื่องของเรากันต่อดีกว่าครับ

สำหรับวันนี้ เรื่องที่ผมจะมาเล่ากันในวันนี้ ก็คือเรื่องกองทัพเรือครับผม ซึ่งเป็นเรื่องกองทัพหรือกองกำลังที่ผมไม่ค่อยจะถนัดเอาเสียเลย แต่เพื่อท่านผู้อ่านแล้ว กระผมก็ต้องกลืนน้ำลายกลั้นใจค้นคว้าหาสรรสาระทั้งหลายมาให้ทุกท่านได้ติดตามกันจนได้

กองทัพเรือ ( Navy , Naval ) นับว่าเป็นหนึ่งในกองกำลังสำคัญอีกอย่างหนึ่งในยุคโบราณ ซึ่งหน้าที่ของกองทัพเรือนั้น ก็มีเพื่อป้องกันการรุกรานของข้าศึกจากเส้นทางคมนาคมทางน้ำ ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มนั่นแหละครับ โดยจุดเริ่มต้นของกองทัพเรือนั้น ก็มีเหตุจากการที่บรรดาชนชาติอารยะทั้งหลายที่มีพรมแดนติดกับชายฝั่งทะเล หรือแม่น้ำสายใหญ่นั้น จำต้องมีการติดต่อค้าขายหรือเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างรัฐ ซึ่งในกรณีการติดต่อเดินทางทางน้ำนั้น สามารถเดินทางได้ไกลและรวดเร็วกว่าทางบกหลายเท่า โดยอาศัยกำลังแรงคลื่นและลมเข้าหนุน ทำให้รัฐต่างๆสามารถรับผลประโยชน์จากเส้นทางทางน้ำได้มากมายกว่าเส้นทางทางบกหลายเท่า ดังเราจะสังเกตได้ว่า ในการศึกสงครามยุคก่อนๆมักจะมีการขยายดินแดนไปยังหัวเมืองท่าชายฝั่งทะเลเป็นอย่างหลัก เพราะหัวเมืองท่ามักมีความมั่งคั่งร่ำรวยเสียยิ่งกว่าเมืองหน้าด่านชายแดนที่อยู่บนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่มากทีเดียว ดังกรณีสงครามระหว่างหงสาวดีกับกรุงศรีอยุธยานั่นประไรครับ ตีกันแทบตายก็เพื่อแย่งชิงหัวเมืองมอญ ไม่ใช่จะเอาช้างเผือกแค่ไม่กี่เชือกหรอกครับ มันเป็นแค่ข้ออ้างทำศึกเฉยๆ

 ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของผลประโยชน์จากการค้า และป้องกันหัวเมืองชายฝั่งทะเลหรือชุมทางแม่น้ำ บรรดารัฐต่างๆย่อมต้องมีการจัดสร้างเรือชนิดพิเศษเพื่อให้บรรจุกำลังพลไว้บนเรือได้ เพื่อทำการตรวจตราป้องกันตลอดลำน้ำ จนในที่สุดแล้ว จากเรือที่ใช้บรรทุกกองกำลังทหารอย่างเดียว ก็เริ่มมีการพัฒนาให้เรือมีลักษณะเฉพาะคือเสริมอุปกรณ์หรือติดตั้งอาวุธยิงต่างๆ เพื่อใช้เป็นเรือรบอย่างเต็มรูปแบบนั่นเอง

คำถามต่อมา แล้วชนชาติไหนเป็นชาติแรกที่คิดค้นเรือได้ก่อนกัน?

โอ้โฮ นับว่าเป็นคำตอบที่สุดแสนยากเข็นเค้นคอคนเขียนมากทีเดียวครับ เพราะมนุษย์เราก็คิดค้นพาหนะสำหรับข้ามลำน้ำมาได้ตั้งแต่ยุคน้ำแข็งกันโน่นแล้ว โดยแรกๆก็กอดซุงข้ามลำธารใหญ่ๆข้ามมา ต่อมาก็คิดค้นกลายเป็นเรือขุดหรือว่าแพใหญ่ๆนั่นเอง แต่ใน ณ เวลาดังกล่าว ก็มีชนมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่สามารถเดินทางข้ามโพ้นทะเลไปได้ ซึ่งพวกที่โด่งดังที่สุดเห็นจะเป็นเผ่าอะบอริจินส์ (Aborigine) และโพลีนิเชียน (Polynesian) ครับ เพราะบรรดานักมานุษวิทยาและโบราณคดีต่างพิศวงงงวยว่า ด้วยเหตุไฉนชนเผ่าเหล่านี้ได้เดินทางไปยังทวีปออสเตรเลีย และหมู่เกาะโพ้นทะเลแปซิฟิคต่างๆได้อย่างไรเมื่อ ๗๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ปีก่อน โดยกรณีชนเผ่าอะบอริจินส์นั้น นักมานุษวิทยานับว่าเป็นกลุ่มมนุษย์ที่เก่าแกที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเขาสันนิษฐานกันว่าพวกอะบอริจินส์เป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่อพยพจากแอฟริกาไปทางตะวันตกเมื่อ ๗๐,๐๐๐ ปีก่อน จากนั้นก็ข้ามไปจนถึงออสเตรเลียโน่นเลยครับ 

อย่างไรก็ตาม แม้นว่าเอเชียอาคเนย์และออสเตรเลียในเวลานั้น จะยังคงเชื่อมติดกันเป็นสะพานแผ่นดินด้วยทะเลตื้นๆ และหมู่เกาะมากมาย พอที่จะให้ชนเผ่าอะบอริจินได้แวะพักกลางทางอยู่บ้าง แต่พวกโพลีนิเชียนนั้นประหลาดยิ่งกว่า เพราะสามารถเดินเรือไปยังเกาะโพ้นทะเลในแปซิฟิคได้เฉยเลย ทั้งที่สภาพทะเลและหมู่เกาะต่างๆในมหาสมุทรแปซิฟิคเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ก็ยังอยู่อย่างห่างๆโล่งๆแบบทุกวันนี้นั่นแหละครับ ซึ่งพวกนักวิจัยยันนักวิชาเกิน เอ๊ย นักวิชาการทั้งหลายแหล่ไปทำการสำรวจค้นคว้า ก็พบว่าชาวโพลีนิเชียนมีการต่อเรือแคนนูขนาดใหญ่ข้ามไปมาระหว่างหมู่เกาะได้มาพันปีแล้วครับ โดยเรือแคนนูเดินสมุทรของพวกเขาก็เป็นเรือไม้ขุดขนาดใหญ่ที่นำเชื่อมติดกันด้วยไม้กระดานขนาดใหญ่ และบนไม้กระดานนั้นก็มีการตั้งเรือนคาที่พักเสียด้วย ซึ่งก็ใหญ่โตพอจนเลี้ยงสัตว์อยู่กินกันบนนั้นได้เลยอีกต่างหากนะครับ เพื่อว่าเวลาเดินทางไปไหนไกลๆ ไอ้พวกสัตว์ที่จะเอาไปค้าขายระหว่างหมู่เกาะยังคงสดและมีชีวิตอยู่ หรือไม่ก็ใช้เป็นเสบียงกินแก้หิวระหว่างทางสบายใจเฉิบไปเลย

หลายท่านก็อาจจะสงสัยว่า ในเมื่อสมัยนั้น มนุษย์เรายังไม่มีการทำแผนที่อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ไอ้จะหาดาวเทียมมาส่องดูพื้นที่ก่อนก็ใช่เรื่อง แล้วบรรพบุรุษของเราข้ามทะเลไกลๆไปได้ยังไงกันเล่านั่น คำตอบก็คือ ภูมิปัญญาชาวบ้านนั่นแหละครับ โดยวิธีหลักๆก็คือดูดาว ซึ่งหลักการดูดาวนั้น ผมก็ไม่รู้หรอกครับ แต่ก็ทำให้นึกถึงคราวฝึกวิชาหลบหนีตอนกลางคืน ตอนเรียน รด. ปี ๔ ที่เขาชนไก่ จ.กาญจนบุรีนั้น ผมรอดมาจากค่ำคืนนั้นได้ เพราะเพื่อนชาวลำปางของผมคนนึง แกดูดาวบนท้องฟ้าจนสามารถนำพวกผมและเพื่อนพ้องกลับมายังกองพันได้โดยปลอดภัยในที่สุด

นอกจากนั้น วิธีสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวง่ายๆอีกอย่างก็คือ ดูว่ามีนกทะเลบินผ่านวนไปเวียนมาอยู่แถวนั้นบ้างหรือไม่ เพราะถ้ามีนกบินวนไปมาอยู่เช่นนั้น ย่อมแสดงว่าจะต้องมีแผ่นดินอยู่ใกล้ๆอย่างแน่นอนล่ะครับ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องอันเหลือเชื่อเหลือหลายที่มนุษย์เรา เมื่อครั้งยังจำกัดด้วยเทคโนโลยีสามารถเดินทางไปตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัยกันได้ในที่สุด

 คราวนี้ก็วกกลับมายังแผ่นดินใหญ่ของเราอีกรอบ ซึ่งอาณาจักรโบราณไหนๆที่มีแม่น้ำใหญ่ๆหรือติดชายฝั่งทะเล เขาก็คิดค้นเรือได้ทั้งนั้นล่ะครับ โดยผมขอเล่าทางตะวันตกก่อน จากนั้นก็จะลากยาวไปทางตะวันออกอย่างที่เคยเป็นก็แล้วกันนะครับ

สำหรับบรรดาอาณาจักรโบราณทางตะวันตกที่ขึ้นชื่อเรื่องการเดินเรือนั้น ล้วนแต่เป็นบรรดารัฐที่อาศัยอยู่รายล้อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อย่าง กรีก โรมัน เปอร์เซีย คาร์เธจ อียิปต์ ฟินิเซีย ฯลฯ ซึ่งการติดต่อค้าขายระหว่างอาณาจักรย่อมต้องใช้เรือเป็นหลักเท่านั้น โดยชนชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องการเดินเรือเป็นเจ้าแรกๆก็มิพ้นกรีกกับอียิปต์นี่แหละครับ โดยเฉพาะรายหลังนั้น เพราะอียิปต์มีแม่น้ำไนล์เป็นสายเลือดหลักของอาณาจักร และดินแดนทางเหนือ ที่ว่าเขาเรียกว่าเป็น อียิปต์ล่างนั้น ก็ติดกับชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ชาติอียิปต์โบราณจึงนับเป็นมหาอำนาจทางทะเลกับเขาอยู่เหมือนกันกับเขามาอยู่ช่วงหนึ่งเลยนะครับ เรียกว่ามีเรือใช้ทั้งน้ำจืดน้ำเค็มสบายไปเลย

เมื่อพูดถึงเรืออียิปต์แล้ว ก็ย่อมต้องพูดถึงเรือที่ใช้เดินทางในแม่น้ำไนล์ด้วย โดยผมขอบอกก่อนนะครับว่า เรือที่ใช้ล่องในแม่น้ำไนล์ของอียิปต์จริงๆนั้น มิได้เป็นเรือใบสามเหลี่ยมอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้นะครับ เพราะเรือแบบนี้เพิ่งมีมาเอาสมัยที่พวกมุสลิมเข้าปกครองอียิปต์แล้วนั่นเอง ส่วนเรือยุคแรกๆของอียิปต์จะเป็นเรือพายครับ ส่วนเรือที่ต้องออกทะเลถึงจะติดใบสำเภาเข้าไปด้วย แต่ว่า วัสดุที่ใช้ทำเรืออียิปต์ยุคแรกๆนั้น มิใช่ไม้ทำหรอกนะครับ แต่เป็นพืชน้ำที่เรียกว่า ปาปิรุส ครับผม

 

ครับ ต้นกกปาปิรุสที่ขึ้นอยู่ตามริมแม่น้ำ ที่คนอียิปต์ใช้ทำกระดาษยันเครื่องสานทั้งหลายนั่นแหละครับ ซึ่งวิธีทำก็ง่ายแสนง่าย แต่ตอนทำจริงคงยากบัดซบ ซึ่งก็คือการเอาฟ่อนกกมามัดรวมกันเป็นดุ้นๆแล้วก็เอามามัดรวมต่อกันจนเป็นเรือ โดยวิธีทำเรือแบบนี้ก็เป็นที่นิยมทำกันในเขตอารยธรรมเมโสโปเตเมียในตะวันออกกลาง หรืออารยธรรมเมโส - อเมริกาในอเมริกาใต้เหมือนกันนะครับ เพราะดินแดนดังกล่าวก็มีแม่น้ำสองสายใหญ่อย่างไทกริส ยูเฟรติสในอิรัก หรือทะเลสาบติติกากาในชิลีที่ขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก ก็ล้วนแต่มีไม้กกน้ำอยู่เยอะแยะถมถืดล่ะครับ แต่หลายท่านก็คงจะสงสัยว่า มันจะกันน้ำได้หรือ ขอบอกเลยครับว่าทำได้แน่นอน โดยที่ไม่ต้องเอายาหรือยางไม้มาทาชันกันรอยรั่วแต่อย่างใดเลย และทุกวันนี้ชาวพื้นเมืองทั้งในอเมริกาใต้ และในตะวันออกกลางก็ยังใช้เรือที่ทำจากไม้กกอยู่เหมือนเมื่อครั้งบรรพกาลโน่นล่ะครับ

มาถึงตรงนี้แล้ว ก็มีประเด็นชวนคิดอยู่ว่า ดินแดนอียิปต์ เมโสอเมริกัน และเมโสโปเตเมียที่อยู่ไกลกันคนละฟากแผ่นดินโลก กลับมีรูปแบบอารยธรรมและสิ่งก่อสร้างคล้ายๆกัน คือบรรดามหาพีระมิดทั้งหลายแหล่นั่นแหละครับ ซึ่งพวกนักคิดสติเฟื่องก็อ้างตามตำนานกรีกโบราณเรื่องทวีปแอตแลนติสเข้าให้เสียเลย โดยเขาว่าไอ้ทวีปนี้เป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมต่างๆทั้งในอเมริกา ยุโรป และแอฟริกานั่นเอง แต่แล้วก็มีอันล่มสลายไปเพราะภัยพิบัติทางธรรมชาตินั่นล่ะครับ

 เมื่อพูดถึงทวีปแอตแลนติสแล้ว ก็ทำให้ผมจำได้ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน เคยมีนักเดินเรือคนนึงเอาต้นกกปาปิรุสมาทำเป็นเรือเดินสมุทรลำใหญ่ โดยออกเดินทางจากอียิปต์ไปยังอเมริกาใต้ หรือว่าจากอเมริกาใต้ไปอียิปต์ ผมก็จำไม่ใคร่ได้แน่นอนหรอกครับ แต่ที่แน่ๆก็คือ แกต้องการพิสูจน์ว่า ด้วยนวัตกรรมการสร้างเรือด้วยไม้กกอย่างที่อียิปต์โบราณใช้นั้น สามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรได้แน่นอน ซึ่งปรากฏว่าพี่แกก็ดั้นด้นพาเรือต้นกกของแกไปถึงฝั่งโดยปลอดภัยอีกด้วยนะนั่น ซึ่งพวกหัวเปรื่องทั้งหลายก็รีบออกโรงยิ้มฟันเหลืองอ๋อยว่า อารยธรรมแอตแลนติสน่าจะมีอยู่จริงๆ แต่จนแล้วจนรอดถึงทุกวันนี้ พวกที่เชื่อว่าแอตแลนติสมีจริงก็ยังเถียงกันเองไม่จบว่า ทวีปนี้เคยตั้งอยู่ที่ไหนกันแน่ แต่บางรายก็แถไปไกลกว่านั้นครับ เพราะพวกคิดว่า มนุษย์ต่างดาวนั่นแหละเป็นตัวการ ที่นำองค์ความรู้และอารยธรรมาต่างๆมามอบให้มวลมนุษชาติ

แหม่ ถ้ามนุษย์ต่างดาวเก่งเจ๋งเป๋งเก่งเทพขนาดนั้น ทำไมเปิดหลักสูตรสอนให้มันครบจบหลักสูตรกันเสียหน่อยล่ะครับ ทำนองว่าไหนๆบินข้ามจักรวาลมาได้แล้ว ก็ช่วยสอนวิธีเหาะเหินเดินอากาศ หรือคิดอาวุธยุทโปกรณ์ล้ำสมัยให้แล้วเรื่องกันไปเสียหน่อย ไม่ใช่มาสอนการสร้างพีระมิดและวิชาคำนวณแล้วก็จากกันไป เพราะสุดท้ายพวกบรรดาประชาชาติอันรุ่งโรจน์ ที่เขาว่ามีมนุษย์ต่างดาวไปเปิดหลักสูตรสอนให้ ก็มีอันบรรลัยล่มสลายด้วยการศึกสงครามแบบยกทัพตีกันด้วยดาบหอกอุตลุด ไม่ได้เป็นยอดมนุษย์เหาะเหินเดินอากาศมาสาดปืนเลเซอร์ใส่กันอย่างในหนังสตาร์ วอร์สแต่อย่างใด

เอาเถอะครับ เข้าเรื่องของเราดีกว่า ก่อนที่บทความของผมจะกลายเป็นบทความนิยายวิทยาศาสตร์เสียก่อน

หลังจากนั้น เมื่อราวๆสองสามพันปีก่อน มนุษย์เราก็เริ่มเดินทางออกทะเล โดยได้สร้างพาหนะทางน้ำหรือเรือที่มีขนาดใหญ่และมั่นคงแข็งแรงมากขึ้น เพราะอย่างต้นกกแม้นว่าจะเบาและทำได้ง่าย แต่มันก็มิได้ทนทานถาวรอะไร เผลอๆอาจจะโดนฮิปโปมางับพังเพราะนึกว่าเป็นบุปเฟ่ต์ลอยน้ำ มนุษย์จึงเริ่มสร้างเรือขนาดใหญ่ด้วยไม้เนื้อแข็งที่แข็งแรงและสามารถบรรทุกกำลังคนได้มากๆ และที่สำคัญก็คือการติดใบสำเภาครับ เพราะว่าการนำผ้าใบมาขึงเพื่อให้ช่วยกินลม เป็นการส่งแรงให้เรือแล่นได้โดยสะดวกยังไงล่ะครับ ขืนพึ่งแรงฝีพายกรรเชียงอย่างเดียว ก็ไม่เหลือแรงให้พายกลับบ้านกันพอดีล่ะครับ

เรือรบอียิปต์ก็ถือว่าเป็นเรือรบชั้นสุดยอดแห่งยุคเอาเหมือนกันล่ะครับ จนทำให้อียิปต์เป็นมหาอำนาจทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกและในตะวันออกกลางอยู่ช่วงหนึ่งเลยทีเดียว จนบรรดาประชาชาติในเขตทะเลเอเจียนอย่างกรีก ไมโนอัน และดินแดนเมโสโปเตเมีย ยังต้องยอมรับในอำนาจของอาณาจักรอียิปต์ ซึ่งนักวิชาการเขาเรียกยุคแห่งความเกรียงไกรของอียิปต์ในเวลานั้นว่า ประชาคมอาร์มาน่าคือเป็นยุคที่บรรดาประชาชาติต่างๆล้วนให้ความยำเกรง และยินยอมต่ออำนาจของฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอียิปต์ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้าอันมั่งคั่งนั่นเองครับ

หลังจากหมดยุคความรุ่งโรจน์ทางทะเลของอียิปต์ไป พวกกรีกเริ่มเข้ามามีบทบาทแทน จนได้แผ่แสนยานุภาพไปทั่วทั้งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และชายฝั่งทะเลดำในรัสเซียโน่นล่ะครับ ซึ่งความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของกองทัพเรือกรีกนั้น มีเหตุจากนวัตกรรมที่ล้ำหน้ากว่าเรือร่วมสมัยไปหลายขุม ซึ่งก็นอกจากการติดใบสำเภาขนาดใหญ่แล้ว คือการติดฝีพายกรรเชียงขนาดใหญ่จำนวนมาก ซึ่งเรือรบกรีกยุคแรกๆ จะติดกำลังฝีพายราวๆ ๕๐ คน และมีคนคัดท้ายหางเสือ หรือที่เรียกว่า พันท้าย อีกคนหรือสองคน เพื่อคอยคุมทิศทางของเรือรบครับ 

อ้อ ขอแนะอีกนิดครับ หลายท่านอาจจะนึกถึงพวงมาลัยบังคับเรือ ซึ่งเรียกว่า พังงาเรือ นั้น ขอบอกก่อนนะครับ เรือรบในยุโรปไม่เคยมีใช้หรอกครับ มีแต่พันท้ายคุมหางเสือเรืออย่างเดียว จนถึงยุคศตวรรษที่ ๑๕ โน่นล่ะครับ แต่พวกที่มีพังงาเรือใช้ก่อนพวกก็คือชาวจีนนั่นแหละ แถมใช้กันมานานเป็นพันปีแล้ว ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้ ขอเก็บไว้ไปว่ากันตอนกองทัพเรือตะวันออกโน่นล่ะครับ ขอวกกลับมาว่าเรื่องเรือรบกรีกกันต่อ

ครับ กำลังหลักในการพายเรือรบนั้น มิใช่กะลาสีเรือ แต่คือพวกนักรบเองนั่นแหละ คือพายเอง จ้วงเอง ถึงเวลาขึ้นฝั่งก็ละฝีพายทิ้งแล้วบุกไปตะลุยบนฝั่งต่อเองอีก เออ เอาเข้าไป

ผมล่ะสงสัยกับอาหารการกินของทหารกรีกจริงๆ ทำไมพี่แกถึงได้มีแรงพายเรือข้ามทะเลมาได้ไกลๆ เมื่อถึงเวลารบก็รีบแบกโล่ใหญ่ปานกระทะใบบัว กับหอกยาวกว่า ๒ เมตรขึ้นฝั่งไปฉะกับข้าศึกได้อีก...พ่อยอดมนุษย์เอ๊ย

 ครั้นเมื่อเข้ากลางศักราชที่ ๔ ๓ ก่อนคริสตกาล อันเป็นช่วงที่นครรัฐกรีกต้องทำศึกกับผู้รุกรานจากตะวันออกคือจักรวรรดิเปอร์เซีย เรือรบกรีกก็เพิ่มขนาดให้ใหญ่มากขึ้น และเพิ่มกำลังฝีพายเป็น ๑๕๐ นาย แต่ฝีพายพวกนี้ล้วนแต่เป็นทาส เชลยศึก และนักโทษทั้งนั้นล่ะครับ ส่วนพวกทหารก็นั่งๆนอนๆบนเรือชมวิวทิวทัศน์ไปพลางๆ ไม่ต้องมาออกแรงง้างกรรเชียงให้ปวดแขนปวดหลัง ก่อนจะบุกขึ้นฝั่งหรือกระโจนข้ามเรือตะลุยกับพวกเปอร์เซียนั่นแหละครับ ซึ่งในกรณีที่มีการยุทธนาวีหรือการรบทางทะเลแล้ว เรือรบของกรีกนั้นยังมีเขี้ยวเล็บที่น่ากลัวอย่างหัวเรือหุ้มเหล็กที่ใช้พุ่งทะลวงเรือรบศัตรู และสะพานชักติดตะขอขนาดใหญ่ที่หัวเรือ ซึ่งใช้ในการยึดเกาะเรือรบของศัตรู และเพื่อให้เหล่าทหารกล้ากรูตะลุยข้ามไปรุมสกรัมยำแหลกกับพวกศัตรู หรือว่าถ่ายกำลังพลลงไปยึดหัวหาดนั่นแหละครับ

ครั้นเมื่อเข้ายุคโรมันเรืองอำนาจแล้ว เรือรบโรมันก็ลอกแบบมาจากเรือรบกรีกเหมือนเดิมครับ แต่คราวนี้ได้ติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์หนักอย่างหน้าไม้ยักษ์หรือเครื่องดีดหินเข้าไปอีก จนทำให้เรือรบโรมัน เอาชนะพวกรัฐมหาอำนาจคู่แข่งอย่างคาร์เธจและกรีกได้โดยสิ้นเชิง และแสดงแสนยานุภาพเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียนโดยสมบูรณ์
            แต่เมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลายลงไปแล้ว กองทัพเรือยุโรปก็ไม่เคยกลับไปสู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์อีกเลย เพราะล้วนแต่ถูกพวกคนเถื่อนจากทางเหนือที่ตูดใหญ่เพราะเอาแต่ขี่ม้าทำศึก ไม่ใช่เป็นคนตีนใหญ่ที่ยืนประคองตัวบนเรือรบได้ถนัดไม้ถนัดมือแต่อย่างไร ส่วนท้องทะเลนั้นก็ตกเป็นของชนชาติอาหรับที่เพิ่งบัญญัติศาสนาอิสลามขึ้นมาได้ไม่นาน และยกทัพคุกคามยึดครองดินแดนต่างๆทั้งในตะวันออกและตะวันตกเสียหมด ซ้ำยังองอาจยกทัพเรือล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิล และการยกทัพเรือรุกรานแหลมไอบีเรียในสเปนมาแล้วนะครับ โดยชนิดเรือมุสลิมนั้น ขอติดไว้เอาไปเล่าในตอนต่อไปก็แล้วกันนะครับ

กระนั้น ก็ยังมีพวกคนเถื่อนที่ทั้งตูดใหญ่เพราะขี่ม้าเก่ง และยังตีนใหญ่เพราะบังคับเรือคล่อง ซ้ำยังหัวใหญ่หัวโตเพราะเป็นพวกหัวการค้า ชนเผ่าป่าเถื่อนที่ว่านั้นก็คือไวกิ้งนี่แหละครับ เพราะพวกแล่นเรือจากสแกนดิเนเวียนไปยังดินแดนต่างๆในยุโรป ทั้งในเกาะบริเตน ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี รัสเซีย แอฟริกา และแม้แต่ไปตั้งนิคมในนิวฟาวนด์แลนด์ ประเทศแคนาดาโน่นเลยครับ ซึ่งเรือรบไวกิ้งก็เป็นเรือฝีพายติดสำเภาที่เรียกว่า “longboat” ครับ แต่ออกแนวหรูกว่าเรือรบชาติอื่นๆตรงที่มีการประดับหัวเรือเป็นรูปมังกร ตามคติความเชื่อของพวกไวกิ้งนั่นล่ะครับ แต่เวลาเรือจะรบเรือแล้วล่ะก็ ถ้าอยู่ในระยะไกลก็ระดมยิงธนูใส่กันไปพลางก่อน จากนั้นก็ให้พันท้ายหักหางเสือพุ่งให้เรือเข้าเทียบกัน แล้วโหนบุกขึ้นไปลุยกันให้รู้แล้วรู้รอดกันไป ไม่ได้มีอุปกรณ์เสริมมากมายอย่างใด

เออ ถ้าโหนพลาดก็ลงน้ำแบบไม่ต้องโผล่ขึ้นมาล่ะ ใครจะไปช่วยลงล่ะครับ พวกสวมชุดเกราะโซ่ถัก ติดดาบยาวและโล่ใหญ่หนาหนักออกขนาดนั้น ลอยตัวขึ้นมาได้ก็เก่งแล้ว

นอกจากนั้นแล้ว จะมีก็เพียงกลุ่มรัฐเล็กๆในอิตาลีที่กลายเป็นเครือรัฐอิสระ และจักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์ ที่ยังคงรูปแบบเรือรบติดฝีพายอย่างกรีกและโรมัน ซึ่งเขาเรียกว่าเรือกัลเลย์ (Galley) คอยท่องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อค้าขายสืบต่อมา จนสามารถก่อร่างสร้างตัวจนกลายเป็นรัฐการค้าที่มั่งคั่งที่สุดในยุโรปในกาลต่อมา โดยเฉพาะเรือรบไบแซนไทน์นั้น ขึ้นชื่อว่าน่าสะพรึงกลัวที่สุดในท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพราะนอกจากจะคงรูปแบบเรือใบติดฝีพายแบบกรีก - โรมันแล้ว ยังมีการติดอาวุธมหาประลัยที่หัวเรือคือไฟกรีก (Firegreek) ครับ 

ไอ้อาวุธเจ้ากรรมนี้ มันก็คืออาวุธยิงที่เป็นกระบอกสูบพ่นน้ำมันใส่คบไฟที่จุดตั้งจ่ออยู่ยังปากกระบอก จนทำให้กลายเป็นปืนพ่นไฟที่มีรัศมีการยิงกว่า ๑๐ ๒๐ เมตร แต่ไอ้น้ำมันกรีกนี้ไม่ธรรมดานะครับ เพราะถ้าโดนน้ำยิ่งลุกยิ่งลามใหญ่เลยครับ จะดับได้ก็ต้องใช้ดินหรือทรายมากลบเท่านั้น เหมือนกับน้ำมันเชื้อเพลิงสมัยนี้เป๊ะเลยครับ ซึ่งก็สมประโยชน์เขาล่ะ เพราะการรบทางเรือ ใครหน้าไหนจะไปเอาดินหรือทรายมากลบมาดับไฟได้ล่ะครับ และไอ้ไฟกรีกนี้แหละ ที่จมเรือรบอาหรับที่เคยบุกมาล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลในศตวรรษที่ ๑๐ จนพินาศวอดวายมาแล้วนะครับ
 

แต่จนทุกวันนี้ นักประวัติศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ยังสงสัยกันอยู่ว่า ไอ้ไฟกรีกนี้ทำจากอะไรกันแน่ เพราะฤทธิ์การเผาผลาญของมันช่างเหมือนกันน้ำมันเชื้อเพลิงสมัยใหม่อย่างที่บอกไปแล้ว ซึ่งงานนี้ เราก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักวิชาการวิชาเกินกันต่อไปเถอะนะครับ ได้ความว่าไงแล้ว ผมจะมาบอกเล่าเก้าสิบกับท่านผู้อ่านอีกคราวหนึ่ง

สำหรับเรือรบในช่วงยุคกลางนั้น เรือรบแบบกัลเลย์ก็ถูกกำจัดวงการใช้งานอยู่ในเฉพาะเครือรัฐอิตาลีและจักรวรรดิโรมันตะวันออกอย่างเดิมครับ ส่วนเรือรบชนิดอื่นๆในยุโรปนั้น กลายเป็นเรือใบลำใหญ่อ้วนป้อม เพื่อให้เหมาะกับการขนส่งและลำเลียงพลจำนวนมากที่เรียกว่า ค็อก (Cog) แต่ถ้าเป็นลำขนาดใหญ่หน่อยจะเรียกว่า โฮลค์ (Holk) ซึ่งลักษณะเด่นๆระหว่างเรือใบสองชนิดนี้ก็คือว่า ไอ้เรือค็อกนั้น จะเป็นเรือใบธรรมดาๆ แต่ถ้าเป็นเรือโฮลค์นั้น จะมีการติดป้อมย่อมไว้ที่หน้าลำเรือครับผม 

แต่ไม่ว่าจะลำใหญ่ลำเล็ก ผมขอบอกว่ามันก็อืดสุดๆกันทั้งคู่ล่ะครับ จะแล่นลำไปได้ก็ต้องอาศัยแรงลมทะเลอย่างเดียวล้วนๆ ไม่ได้สามารถเดินทางในทุกสภาวะอากาศได้อย่างเรือกัลเลย์แต่อย่างใด ซึ่งพวกเรือรบยุคกลางนั้นก็มีการติดเขี้ยวเล็บก็เพียงแค่พวกเครื่องยิงทั้งหลายแหล่อย่างเรือรบโรมันนั่นล่ะครับ ไม่ได้มีอะไรพิสดารมากมายอะไร แต่เมื่อกองทัพยุโรปมีการใช้ดินปืนและปืนไฟกันแล้ว ก็ได้มีการนำปืนใหญ่ไปติดตั้งบนเรือรบ โดยให้ติดช่องประจำยังส่วนข้างลำเรือ ซึ่งเมื่อจะยิงกันได้ เรือทั้งสองฝ่ายจะต้องแล่นเข้าหากันในลักษณะแนวระนาบแนวเดียวกัน จากนั้นก็ดวลปืนใหญ่น้อยและธนูหน้าไม้ทั้งหลายสาดใส่กันให้แหลกกันไปข้าง แบบที่เราเห็นกันในเรื่อง The pirate of the Caribbean นั่นแหละครับ...หวาดเสียวพิลึกเลยละ

หลังจากสงครามครูเสดสิ้นสุดลงแล้ว แม้นว่ากองทัพยุโรปจะพ่ายแพ้พวกมุสลิมอย่างหมดรูปก็ตาม แต่ศิลปะวิทยาการต่างๆจากโลกมุสลิมได้หลั่งไหลเข้าสู่ตะวันตกเป็นอันมาก โดยเฉพาะวิชาเข็มทิศ ซึ่งแต่เดิมมีเพียงชาวอาหรับและจีนเท่านั้นที่ล่วงรู้ความลับวิชาเข็มทิศนี้ และรวมถึงวิชาการทำพังงาเรือเพื่อใช้ในการคุมหางเสือเรือ แทนที่การอาศัยแรงคนในการคัดท้ายหางเสือเรือซึ่งเสียเวลาและแรงคนไปมาก แต่เหนืออื่นใด การสงครามระหว่างพวกมุสลิมนั้น เป็นการช่วยให้ชาวยุโรปมีความต้องการจะออกไปสำรวจหาเส้นทางเดินทะเลต่างๆมากขึ้น โดยบรรดาเรือรบในช่วงเวลานี้นั้น ล้วนแต่มีขนาดใหญ่โต และก็มีการเพิ่มจำนวนและขนาดใบเรือให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพราะต้องใช้บรรทุกสัมภาระจำนวนมากเพื่อให้เดินทางไกลในการข้ามโพ้นทะเล รวมถึงการลำเลียงพลเป็นจำนวนมากอย่างเรือคาร์แร็ค (Carrack) และเรือคาราเวล (Caravel

เพราะการประดิษฐ์คิดค้นพัฒนาเรือใบในลักษณะเช่นนี้ ได้นำไปสู่การเดินทางเพื่อบุกเบิกดินแดนโพ้นทะเล จนมีการค้นพบทวีปอเมริกาและการเดินทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปในเวลาต่อมา ซึ่งถือว่าเป็นเปิดศักราชแห่งการสำรวจและจุดรุ่งโรจน์สูงสุดของโลกคริสเตียนครับผม

แต่กระนั้นก็เถอะครับ แม้นว่าเรือรบยุโรปจะดูใหญ่โตแล้ว แต่ผมขอบอกว่านี่ยังเด็กๆครับ เพราะในตะวันออกไกลนั้น กองทัพเรือจีนยิ่งใหญ่โอฬารตระการตากว่านี้หลายสิบเท่า ประหนึ่งเหมือนเป็นเมืองลอยน้ำนั่นเลยทีเดียว และท่านทั้งหลายเชื่อไหมครับว่า เรือยักษ์ที่ผมว่านี้ก็เคยลอยลำมายังกรุงศรีอยุธยามาแล้วด้วย จะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไปครับผม



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ตำนานศาสตราวุธ ตอนที่ 56 : กองทัพเรือ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 5284 , โพส : 3 , Rating : 33% / 3 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 3 : ความคิดเห็นที่ 273
พระคุณพี่ครับ ลองเขียนเรื่อว ALAMO ดูไหมครับกระผมว่าประวัติศาสตร์แถบนี้ก็ดูน่าสนใจดีเหมือนกัน
Name : รักสยามที่ซู๊ด [ IP : 124.121.101.191 ]

วันที่: 29 ตุลาคม 2552 / 23:45
# 2 : ความคิดเห็นที่ 267
พอยุคถัดๆมา ก็เป็นยุคแห่งการเอาคืนของชาวคริสยุโรป หลังถูกอาหรับ โจมตีมานาน
PS.  ฉุดฉันขึ้นไปสักที ให้พ้นความทรมาน ปลุกฉันให้ตื่นจากฝัน ฝันที่มันมืดมน อยากขอแค่คนเข้าใจ มีไหมล่ะใครสักคน ให้โอกาสฉันที ให้ชีวิตได้เริ่มต้นใหม่
Name : jonisporn yayimsinri < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ jonisporn yayimsinri [ IP : 124.120.100.66 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 ตุลาคม 2552 / 22:39
# 1 : ความคิดเห็นที่ 263

พอจะจำแนกพวกเรือต่างๆให้หน่อยได้ไหมคะ พวกเรือ คาแรค ฟริเกต แกลลีออน อะไรประมาณนี้ เรารู้แต่ชื่อ กับรูปร่าง =____= แต่ไม่รู้ว่ามันใช้ต่างกันยังไง (โดยเฉพาะคาแรค กับฟริเกต)


PS.  หากเราบอกว่า เรารักเจ้า... เราจะยังมีสิทธิ์เป็นราชาอยู่ไหม
Name : Panzer Magier < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Panzer Magier [ IP : 58.8.158.154 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 ตุลาคม 2552 / 10:00
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android