คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ตำนานศาสตราวุธ

ตอนที่ 51 : กระบวนรบทัพไทย


     อัพเดท 25 ส.ค. 53
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/เกร็ดประวัติศาสตร์
Tags: มีด, ขวานศึก, กระบี่, ดาบ, ดาบยุโรป, ดาบแขก, ดาบซามูไร, ดาบจีน, ดาบไทย, หอก, หอกซัด, หอกยาว, ทวน, โล่, เกราะยุโรป, เกราะจีน, เกราะตะวันออกกลาง, เกราะญี่ปุ่น, เกราะไทย, ง้าว, ธนู, เกาทัณฑ์, ม้าศึก, ช้างศึก, กระบวนรบ, ทัพเรือ, จารีตนักรบ
ผู้แต่ง : อัศวินอโยธยา ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ อัศวินอโยธยา
My.iD: https://my.dek-d.com/Ayothaya_knight
< Review/Vote > Rating : 91% [ 247 mem(s) ]
This month views : 1,009 Overall : 130,146
597 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 1193 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ตำนานศาสตราวุธ ตอนที่ 51 : กระบวนรบทัพไทย , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 5696 , โพส : 17 , Rating : 36% / 5 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


                      

สวัสดีครับ แฟนานุแฟนทั้งหลาย

ผมต้องขอโทษที่หายหน้าไปนาน เพราะมัวแต่ยุ่งงานส่วนตัวและนิยายเรื่องใหม่ที่เพิ่งลงไปเมื่อไม่นานมานี้ จนจำต้องปล่อยให้บทความนี้แทบร้างไปเลยทีเดียว

แต่คงเพราะความที่ผมใจกว้างเกินไปเสียกระมัง จึงมีแต่พวกเห็นคนที่มีความคิดต่างจากตัวเป็นไม่ได้ ต้องเร่งมาด่าสาดเสียเทเสียกันเป็นโกลาหลใหญ่ แถมยังไปขุดผีตายซาก อันเป็นความผิดอันอุกฤษฏ์ของผมขึ้นมาประจานเสียให้สนุกปาก นับได้ว่าเป็นลูกผู้ชายโดยแท้ที่นึกว่าการลอบกัดเป็นเกียรติยศอันสูงส่ง

เอาเถิดครับ วันนี้ผมจะมาขอแก้ไขข้อมูลในเนื้อหาตอนนี้เสียให้จบเรื่องจบราวไปก็แล้วกัน

สำหรับประเด็นเรื่องกองทหารของสยามเรานั้น ก็อย่างที่ผมเคยบอกไปแล้วว่า กองกำลังโดยมากล้วนแต่เป็นเพียงไพร่สามัญทั่วไป ที่ถูกทางการเรียกเกณฑ์มารบในยามศึกสงคราม โดยบรรดาอาวุธยุทธภัณฑ์ทั้งหลาย ก็ต้องหาเอามาเองครับ หลวงเขาไม่ได้ออกให้หรอกครับ

แต่ก็ยกเว้นไว้อีกพวกหนึ่ง คือพวกกองกำลังที่เรียกว่าเหล่าพระตำรวจหลวง โดยเจ้ากองกำลังเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นทหารอาชีพหรือเหล่าทหารประจำการในยุคนั้น ซึ่งเขาถือว่าเป็นกำลังใน “มูลนาย” หรือกองกำลังในสังกัดของขุนนาง หรือก็พอประมาณพวกซามูไรรับใช้ของญี่ปุ่นเขานั่นล่ะครับ

เจ้าพวกนักรบกลุ่มนี้คือพวกไพร่ในสังกัดศักดินาที่มีความรู้ด้านกฎหมายและฝีมือในการต่อสู้พอดี แล้วนายท่านโปรดปรานจึงเอามาชุบเลี้ยงไว้เป็นข้าไทใกล้ชิด แต่ไพร่พวกนี้อยู่สบายนะครับ เพราะนายท่านต้องเลี้ยงดู มีเบี้ยหวัดให้ และต้องคอยจัดแจงหาอาวุธ หมวก เครื่องแบบ หรือแม้แต่ซื้อหาชุดเกราะมาให้เลยทีเดียว

เพราะเหตุนี้นี่ล่ะ มันจึงเป็นค่านิยมของคนไทยที่จะต้องเอาดีทางราชการยังไงล่ะครับ

 ส่วนเรื่องขีดความสามารถของกองทัพอยุธยาเรานั้น ก็ว่ากันตรงๆว่ามีเพียงกองทัพหงสาวดีและอังวะเท่านั้นที่พอเป็นคู่แข่งที่สูสีได้ ด้วยความว่ากองทัพของเรามีกองกำลังต่างชาติอาสาเข้ามาร่วมมากมายนัก ทำให้กองทัพของเราได้รับศิลปะวิทยาการด้านการทหารมาจากชนชาติต่างๆเหล่านั้น อาทิ การประดิษฐ์ปืนไฟและหล่อปืนใหญ่ทั้งแบบจีนและแขก แต่เมื่อพวกฝรั่งโปรตุเกสเข้ามา เราก็หันไปใช้ปืนไฟและปืนใหญ่อย่างโปรตุเกส และเรียนรู้จนสามารถประดิษฐ์ปืนไฟและหล่อปืนใหญ่ได้ดียิ่งกว่าของพวกยุโรปอีกนะครับ

ถามว่าปืนเราดีแค่ไหน ก็ดูอย่างพระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตงนั่นล่ะครับ เพราะปืนไฟทั่วไปนั้น มีความยาวราว ๙๐ – ๑๕๐ ซม. ก็สามารถยิงได้ไกลราว ๔๐๐ – ๕๐๐ เมตรแล้วครับ แต่พระแสงปืนต้นฯนั้นมีความยาวถึง ๙ คืบคือ ๒ เมตรกว่าๆ การบรรจุดินปืนก็มากกว่าเป็น ๒ เท่า ทำให้พระแสงปืนกระบอกนี้ยิงได้ไกลกว่าปืนไฟทั่วไปเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว

ดังนั้น วีรกรรมของสมเด็จพระนเรศที่ริมแม่น้ำสะโตงก็ไม่ใช่เรื่องโกหกหรือยกยอกันเกินควรไปเลย

อ้อ ลืมไปบอกอีกเรื่อง ท่านรู้ไหมครับว่าปืนไฟเราดีขนาดไหน ก็ดีชนิดที่ว่าเราทำปืนไฟส่งออกให้กับจีนในสมัยหมิง เพราะในตอนนั้นราชวงศ์หมิงต้องทำศึกกับพวกญี่ปุ่นที่รุกรานเข้าเกาหลี ในสมัยไทโค เด็นกะ (เอกอัครมหาเสนาบดี) โตโยโตมิ ฮิเดโยชินั่นล่ะครับ และในสมัยต่อมา เมื่อโชกุนแห่งญี่ปุ่นคนใหม่คือโตกุกาว่า อิเอยาสึชิงแผ่นดินมาจากตระกูลโตโยโตมิได้แล้ว แกก็ยังส่งพระราชสาส์นมาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ โดยร้องขอเป็นบรรณาการคือปืนใหญ่ ปืนไฟ และดินดำของเรานี่ล่ะครับ

แต่เอาจนแล้วจนรอด ไทยเราก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด จนได้ฤกษ์สถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการในสมัยโตกุกาว่า ฮิเดทาดะโน่นล่ะ ซึ่งทางกรุงศรีอยุธยาได้ส่งบรรณาการเป็นปืนใหญ่ ๓ กระบอก ปืนไฟ ๑๐ กระบอก โดยถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่ปราสาทนางาซากิครับ

แต่ไม่ต้องลงทุนนั่งเครื่องบินไปดูปืนใหญ่และปืนไฟสัญชาติไทยหรอกครับ เพราะมันโดนระเบิดปรมาณูลงที่นางาซากิจนกลายเป็นฝุ่นหมดแล้ว เอวัง

เอาล่ะ คราวนี้เรามาว่าเรื่องประเด็นความอ่อนแอของกองทัพอยุธยาในสงครามคราวปี พ.ศ.๒๓๑๐ กันดีกว่า

ไอ้ประเด็นที่เป็นปัญหาในบทความนี้นั้น ที่ว่ากองทัพอยุธยาอ่อนแอลงเพราะ ความมัวเมาในไสยศาสตร์วิชาอาคมนั้น ผมหยิบประเด็นมาจากพระนิพนธ์ของที่ “สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯสยามพระบรมราชกุมารี” ทรงฟังการบรรยายจาก ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อครั้งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทฯทรงเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ครับ

สรุปก็คือ มันก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ท่านเสนอมาเท่านั้น แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นรวมกัน อย่างเช่นประเด็นที่คุณขุนกำแหงแย้งว่าทัพอยุธยาอ่อนแอลง เพราะร้างราการศึกไปนานมาก ขุนทหารทั้งหลายจึงหันไปนิยมการละเล่นต่างๆเสียมาก จนวินัยทัพหย่อนยานลงไปมาก

ทว่า ความในพงศาวดารพม่ากลับสื่อความที่แตกต่างออกไปจากหลักฐานข้างกรุงเรามาก เพราะเขาบอกว่า ในการศึกกับอยุธยานั้น เขาต้องใช้เวลาการปิดล้อมพระนครอย่างยาวนานกว่า ๑๔ เดือน และกองทัพกรุงศรีอยุธยาก็ปักหลักต่อต้านกองทัพพม่าอย่างหนัก ทำให้การศึกต้องยืดเยื้ออย่างยาวนานเช่นนั้น จนในที่สุดแล้ว พม่าก็จำเป็นต้องใช้แผนถมคูเข้าประชิดชานกำแพงพระนคร และขุดอุโมงค์ลงไปเผาฐานรากกำแพงพระนครจนถล่มลงมาในที่สุด

ดังนั้นแล้ว สาเหตุความพ่ายแพ้ของสงครามในปี พ.ศ.๒๓๑๐ คืออะไรกันแน่?

ดร.สุเนตร ชุตินราธานนท์ นักประวัติศาสตร์ผู้ชำนาญการด้านพม่าศึกษาได้ตั้งข้อสังเกตว่า ความพ่ายแพ้ของกรุงศรีอยุธยาในครั้งนั้น มีเหตุจากการวางแผนยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดนั่นเองครับ เพราะความที่กรุงศรีอยุธยาเลือกที่จะตั้งมั่นอยู่ในกำแพงพระนครเพียงอย่างเดียว ทำให้กองทัพพม่าที่ยกเข้ามาทั้งทางเหนือและทางตะวันตก สามารถส่งกองทัพเข้ากวาดต้อนเชลยจากหัวเมืองต่างๆในสยามประเทศ สะสมเสบียงกรังเพิ่มเติม ซ้ำยังได้กองทัพจากหัวเมืองประเทศราชอย่างล้านนา และล้านช้างเข้าร่วมกองทัพพม่าอีกด้วย

แต่หลักฐานที่น่าตกใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือความใน “ละเว๊ นรธา” หรือ “บันทึกนรธา” ซึ่งเชื่อว่าเป็นบันทึกรายงานการทำสงครามของมังมหานรธาได้รายงานว่า มีกองทัพหัวเมืองต่างๆของอยุธยาต่างสยบสวามิภักดิ์เข้าร่วมทัพด้วยเป็นจำนวนมากทีเดียว

ในขณะที่ฝ่ายกรุงศรีอยุธยานั้น นอกจากจะใช้แผนการรับศึกภายในพระนครอย่างเดียวแล้วนั้น พวกหัวเมืองรอบนอกในเขตหัวเมืองฝ่ายเหนือ หัวเมืองฝ่ายใต้ และหัวเมืองอีสาน ก็ล้วนแต่ปฏิเสธที่จะส่งกำลังเข้ามาสมทบป้องกันพระนครโดยสิ้นเชิง ทำให้กองทัพพม่าสามารถตรงเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาได้โดยตรง พร้อมกับสะสมขุมกำลังไปเรื่อยๆอีกด้วย

เพราะเหตุนี้ กองทัพพม่าจึงมีทั้งกองกำลัง อาวุธยุทโธปกรณ์ และเสบียงกรังที่พร้อมสรรพเต็มอัตราศึก ในขณะที่กรุงศรีอยุธยามีกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และเสบียงพลที่กำจัด เพราะด้วยแผนการศึกที่อิงสภาวะทางธรรมชาติที่จะรอให้น้ำเหนือบากลงมา และจะทำให้ทัพพม่าถอนกำลังออกไปได้

ทว่า แผนการนี้ไม่เป็นไปตามที่กองทัพกรุงศรีอยุธยาต้องการเลยแม้แต่น้อย เพราะแม้นว่ากองทัพอยุธยาจะปักหลักต้านทัพพม่าอย่างสุดกำลัง จนรอให้หน้าน้ำหลากลงมาแล้วก็ตาม ทัพพม่าเพียงแต่ถอยฉากกลับไปทางเหนือ แล้วรอให้น้ำลดลงจึงย้อนส่งกองทัพลงมาล้อมกรุงอีกครั้ง

งานนี้ก็บรรลัยล่ะครับ เพราะทัพอยุธยาเตรียมเสบียงเพียงให้พอแค่หน้าน้ำหลากเท่านั้น พอพม่ายกทัพกลับมาอีกครั้ง เสบียงที่มีเหลืออยู่ก็ไม่พอยาไส้ทหารและชาวเมืองได้แล้วล่ะครับ เรื่องมันจึงโอละพ่อตกเคราะห์ที่ทัพเราอ่อนแอลง เพราะวางแผนผิดพลาดนั่นแล   

แต่ทั้งแล้วทั้งปวง ความคลั่งในวิชาไสยศาสตร์อาคมนั้น ก็เป็นปัญหาเรื้อรังในกองทัพสืบมาจนถึงแผ่นดินรัตนโกสินทร์โน่นล่ะครับ เพราะในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ดันเกิดเหตุทหารในกองทัพลองวิชาอาคมคงกระพันกันให้วุ่น ชนิดที่ว่าทหารทั้งกองพันยกพวกตีกันอุตลุด เพียงแค่ต้องการลองวิชาว่าใครมันแน่กว่ากัน

เรื่องนี้ก็ร้อนถึงราสำนักเอาจนได้ล่ะครับ พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงพระกริ้วเป็นอันมาก เพราะเรื่องศึกอังวะยังไม่สงบดี แต่ทหารกลับมาตีกันเองด้วยเรื่องวิชาอาคม พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีรับสั่งให้ริบตะกรุด ผ้ายันต์ ผ้าประเจียด และพระเครื่องทั้งหมด นำมาเผาทิ้งที่ท้องสนามหลวงกันเสียเลยครับ

ในท้ายที่สุดแล้ว ผมขอเรียนไปยังแฟนานุแฟนทุกท่านว่า ผมมิได้มีเจตนาลบหลู่บรรพชนไทยแต่อย่างไร เพราะผมเองก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่เกิดบนแผ่นดินไทยนี้

ผมเกิดที่เชียงใหม่ แต่มาโตที่เมืองพระพิษณุโลก อันเป็นคนเมืองเดียวกับกษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่หลายพระองค์ อย่างพญาเม็งรายมหาราช พระเจ้าติโลกราช และพญากาวิละ ส่วนเมืองพระพิษณุโลกนี่ก็มีสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระไชยราชา สมเด็จพระมหาธรรมราชา สมเด็จพระนเรศและสมเด็จพระเอกาทศรถ แต่ทว่า ผมเพียงต้องการเขียนเนื้อหาบทความให้อ่านง่าย อ่านสนุกและดูเป็นกันเองเท่านั้น หากเป็นการล่วงเกินจนเกินงามในคติความคิดใคร ผมก็ขออภัยมากใน ณ ที่นี้ล่ะกันนะครับ

อ่อ แก้ไปก็เพลินเลย ผมขอแหนบเรื่องกระบวนทัพเอาไว้เหมือนเดิม ตามนี้ครับ

  ๑. สก(ะ)พยุหะ (บางตำราว่าเป็นประทุมพยุหะ) มีลักษณะกระบวนทัพเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว จัดกระบวนทัพเช่นนี้เมื่อจำต้องออกรบต่อหน้า แต่ต้องระวังด้านหลัง

            ๒. ทันภลังพยุหะ มีลักษณะกระบวนทัพเป็นรูปตัวยู U มีเพื่อเปิดช่องให้ศัตรูรุกเข้ามา และเปิดล้อมด้วยปีกซ้ายและขวา

            ๓. มหิงษะพยุหะ มีลักษณะคล้ายกับกระบวนทัพทันภลังพยุหะ แต่จัดกระบวนเป็นสามส่วน คือทัพหลวงต่างหัวควาย ทัพปีกซ้ายและขวาต่างเขาควาย

            ๔. นักตรีตาพยุหะ มีลักษณะกระบวนทัพเป็นรูปงูเลื้อยหรือซิกแซก ใช้สำหรับการต่อรบในป่าโดยเฉพาะ

            ๕. โกธา (โคหา) พยุหะ มิได้บรรยายลักษณะทัพเอาไว้ แต่จะเป็นกระบวนเมื่อข้ามลำน้ำ โดยให้พลม้าช้างข้ามไปก่อน ส่วนพลราบอยู่แนวหลังยังเนินเขา

            ๖. ครุฑพยุหะ มีลักษณะกระบวนทัพเป็นพญาครุฑ มีหัวเป็นกองทะลวงสามารถจิกทึ้งแนวข้าศึก ปีกสองข้างโอบเข้ากุมตี ทัพหลวงเป็นกายครุฑโถมเข้าต่อยุทธด้วยทัพศัตรู และกองหลังอีกสองต่างขาและกรงเล็บ จะเข้าเสริมต่อตีขยี้ศัตรูให้พินาศ

            ๗. มกร (มังกร) พยุหะ มีลักษณะกระบวนทัพเหมือนทันภลังพยุหะและมหิงษะพยุหะ แต่จะใช้เมื่อยามข้ามน้ำ โดยให้ทัพซ้ายและขวาต่างหัวและหางมังกรข้ามนำไปก่อน อันมีทัพม้าและช้างเป็นแนวหน้า บุกเข้ายึดพื้นที่ฝั่งตรงข้ามและรุกเข้าทะลวงรบศัตรู เพื่อถ่วงเวลาให้ทัพหลวงข้ามน้ำมาโดยปลอดภัย

            ๘. เพชรพยุหะ มีลักษณะกระบวนทัพเหมือนดวงดาวห้าแฉก ใช้เมื่อต้องระวังทัพศัตรูทั้งหน้าและหลัง

            ๙. จักรพยุหะ  มีลักษณะกระบวนทัพเป็นรูปวงแหวน ใช้เมื่อยามตั้งทัพกลางทุ่งและถูกข้าศึกล้อมไว้ทุกทิศทาง

            ๑๐.กาก (ะ) พยุหะ มีลักษณะกระบวนทัพเป็นปีกกา คือเป็นรูปตัววี V

            ๑๑. โตบุตรดาพยุหะ มีลักษณะเป็นสองทัพใหญ่ ทัพหนึ่งหันหน้า ทัพหนึ่งหันหลังให้ ใช้เมื่อยามข้าศึกไล่ตามตีเข้ามาขณะถอยทัพ

            ๑๒. ศรีหะเดชะพยุหะ เป็นขบวนทัพที่ใช้แนวหลังอิงเขา ไม่ปรากฏรูปแบบ แต่น่าจะเป็นกระบวนรบในการบุกเป็นสำคัญ



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ตำนานศาสตราวุธ ตอนที่ 51 : กระบวนรบทัพไทย , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 5696 , โพส : 17 , Rating : 36% / 5 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 17 : ความคิดเห็นที่ 582
ขบวนจักรพยุหะผมเคยเห็นในมหาภารตะ
Name : Itsuka Shido [ IP : 171.101.83.214 ]

วันที่: 14 สิงหาคม 2558 / 14:17
# 16 : ความคิดเห็นที่ 530
กำแพงรอบขอบคูก็ดูลึก ไม่น่าศึกอ้ายพม่าจะมาได้
ยังปล่อยให้เข้ามาถึงเวียงชัย โอ้กระไรเหมือนบุรีไม่มีชาย

ถัดมาจากนั้นอีกประมาณ30ปีสุนทรภู่แต่งไว้ในนิราศวัดเจ้าฟ้าครับ
Name : พงศาวดาร [ IP : 125.27.204.96 ]

วันที่: 12 กรกฎาคม 2554 / 11:25
# 15 : ความคิดเห็นที่ 516
การขุดอุโมงค์เข้าไปในกรุงศรีอยุธยาของพม่า ไม่ได้ใช้การหยั่งความลึกของแม่น้ำอะไรหรอกครับ

ผมได้ไปศึกษาเรื่องนี้มาแล้วถึงได้รู้ว่า ความจริงแล้วในคืนเดือนหงาย(หรือเดือนมืด จำไม่ได้) พม่าก็แอบยกกองกำลังข้ามคูเมืองด้านตะวันออกเฉียงเหนือ (ส่วนที่เป็นวังจันทรเกษมหรือวังหน้านั่นแหละครับ) เพราะสมัยนั้นคูเมืองตรงนั้นแคบและน้ำนิ่งที่สุด(แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้วนะครับ เพราะแม่น้ำป่าสักเปลี่ยนเส้นทางมาด้านนี้ทำให้ปัจจุบันกลายน้ำเชี่ยวแล้ว แต่สมัยก่อนตรงนี้เป็นคลองที่ถูกขุดขึ้นเพื่อให้พระนครมีแม่น้ำล้อมรอบป้องกันครับ)

แล้วส่วนนั้นก็เป็นส่วนที่กำแพงเปิดชานโล่ง หรือก็คือมีฝั่งให้ข้ามขึ้นมาได้ครับ กำแพงส่วนนี้ตั้งห่างจากริมฝั่งแม่น้ำพอสมควร พอพม่าข้ามแม่น้ำมาได้แล้วก็ทำการขุดอุโมงค์และสร้างกำแพงไม้ (จำไม่ได้ว่าไม้อะไร แต่เป็นไม้ดุนใหญ่ๆเหมือนพวกต้นปาล์มหรือต้นมะพร้าว) ขึ้นป้องกันปากอุโมงค์เอาไว้

ทหารไทยพอได้เห็นก็ยิงปืนใหญ่เข้าใส่ แต่เอ่อ... ต้องขอบอกไว้ก่อนนะครับว่าปืนใหญ่ของไทยสมัยก่อนไม่ใช่ปืนใหญ่ที่ยิงแล้วก็ระเบิดตูมตามตูมตามเหมือนในหนังนะครับ เป็นแค่ลูกเหล็กกลมๆธรรมดาๆครับ (ส่วนลูกปืนใหญ่ที่ระเบิดได้เพิ่งจะมีใช้ในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาแต่ก็ยังไม่มากนัก ส่วนใหญ่ก็ยังใช้ลูกเหล็กหรือกากมะพร้าวยิงกันอยู่ครับ)

เพราะงั้น ยิงเข้าไปเหอะ ไม่สะท้านไม้ดุ้นใหญ่ที่พม่าเอามาตั้งกันไว้หรอก

แล้วถ้าถามว่าทำไมทหารไทยไม่ยกกองกำลังออกมาไล่ตะเพิดพม่าที่ข้ามมาขุดอุโมงค์ออกไป คำตอบนี้ง่ายมากครับ

เพราะในช่วงนั้นกำลังใจของทหารไทยไม่เหลือแล้ว(เหมือนกับที่ไม่เหลือเสบียงให้รับประทานแล้วนั่นแหละครับ) และจะว่าทหารไทยขี้ขลาดเอาแต่มุดหัวอยู่แต่ในพระนครก็ได้ครับ เพราะถ้าจะว่าตามจริงแล้วทหารไทยโดยส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ทหารอาชีพ แต่เป็นไพร่ที่ถูกเกณฑ์มาครับ (แบบว่าทำนาถือเคียวอยู่ดีๆ พอต้องออกรบรัฐบาลก็เอาดาบมายัดใส่มือ) ผิดกับทหารพม่าที่ส่วนใหญ่เป็นทหารอาชีพ ทำให้ฝีมือการรบแตกต่างกันมาครับ

เออ แล้วอยากบอกว่าตอนนั้นน่ะ พม่าก็กำลังทำศึกกับจีนอยู่ด้วยนะครับ! คิดเอาเองละกันว่าพม่าเก่งขนาดไหน มาตีกรุงศรีแต่ก็ยังรับศึกกับจีนด้วย แถมยังรบชนะจีนอีกต่างหาก! สุดยอดไหมล่ะครับ และนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมพม่าถึงเผากรุงศรีอยุธยา ไม่ยึดครองไว้เหมือนตอนตีกรุงศรีครั้งแรก เพราะพม่าไม่ต้องการพะวงศึกสองด้าน จึงเผามันซะเลย พวกมันจะได้ไม่ฟื้นตัวขึ้นมาได้อีก แล้วพม่าก็รีบยกทัพกลับไปช่วยประเทศตนเองทำศึกกับจีนต่อ

อันนี้ก็ให้เป็นข้อมูลนะครับผม ผมชอบศึกษาประวัติศาสตร์เหมือนกัน เลยอยากให้ความรู้กับคนอื่นๆเหมือนกันครับ
PS.  แค่คนเดินดิน...คนธรรมดา ไม่มีราคา...ไม่มีคุณค่าใด ไม่ใช่ผู้วิเศษ...อย่างใครใคร มีแค่ตัวและหัวใจ...เท่านี้...
Name : รัตนราชันย์ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ รัตนราชันย์ [ IP : 58.9.84.107 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 8 เมษายน 2554 / 08:18
# 14 : ความคิดเห็นที่ 468
ลองหาข้อมูลแต่งนิยายแล้วมาเจอบทความนี้ก็รู้สึกชื่นชอบมากเลยค่ะ ปกติหนูเป็นคนที่สนใจวิชาประวัติศาสตร์อยู่
แล้ว คิดว่าเป็นการดีมากๆเลยค่ะที่มีคนเอาข้อมูลดีๆมารวบรวมไว้ให้ได้ศึกษา หนูคิดว่าหนูคงต้องแวะเวียนมาอ่านบทความนี้ให้บ่อยๆซะแล้ว ถ้าจะเอาข้อมูลไปใช้บ้างคงไม่ว่ากันนะคะ
PS.  นทีถึงท่วมท้นทับถม ฝังร่างให้จ่อมจม อยู่ใต้ สาครมิอาจข่ม ใจหนึ่ง นี้นา จักแหวกสายชลไซร้ ว่ายสู้สู่ดิน...
Name : 07_70407 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ 07_70407 [ IP : 111.84.245.170 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 สิงหาคม 2553 / 16:07
# 13 : ความคิดเห็นที่ 467
เรียนทุกท่านที่ให้ความสนใจตอนที่ 51
ประเด็นการเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาในปี 2310 นั้นมีรายละเอียดมากมายนัก จนชนิดที่ว่าเอาไปเขียนบทความเฉพาะได้เลยทีเดียว แต่กระนั้นก็ตาม หลักฐานข้างพม่านั้นค่อนข้างจะ "เกินเลย" ไปหลายจุด จึงทำให้ผมต้องเน้นเนื้อหาส่วนหลักที่สอดคล้องกับหลักฐานฝั่งไทยเท่านั้น โดยความที่ตรงกันทั้งเราและเขาก็คือเรื่องการขุดอุโมงค์ลงไปเผาฐานกำแพงพระนครครับ

สำหรับการขุดอุโมงค์เข้าเผาฐานกำแพงพระนครนั้น ผมก็นั่งคิดอยู่นานว่าเขาทำได้ยังไง เพราะผม (และหลายๆคน) ก็เชื่อว่าทัพพม่าได้ขุดอุโมงค์ลอดใต้คูพระนครเข้ามาเสียด้วยซ้ำไป แต่พอมาคิดวิเคราะห์ดีๆแล้ว ก็เห็นว่าไม่น่าเป็นไปได้เลย เพราะทัพพม่าจะหยั่งความลึกของคูและแม่น้ำที่ล้อมรอบพระนครได้อย่างไรกัน และอีกประการหนึ่ง ผมไม่เคยได้ยินว่ามีการขุดอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำมาก่อน ทั้งในจีนและยุโรป ไม่งั้นมีหวังคงได้โดนดินถล่มก่อนล่ะครับ

ดูอย่างคราวทัพอ้วนเสี้ยวขุดอุโมงค์จะลอบเข้าป้อมกัวต๋อสิครับ ขุดไปโดยที่ไม่ได้หยั่งความลึกของสนามเพลาะป้อมกัวต๋อ สุดท้ายทหารก็ดันมาโผล่ที่กลางสนามเพลาะป้อมพอดี งานนี้ก็เจอพลธนูของโจโฉยิงซะเละเทะกลับไปนั่นล่ะครับ

แต่ทุกความสงสัยก็ได้รับการขยายความ เพราะความในละเว๊ นรธาได้บอกว่า หลังจากที่น้ำหลากสิ้นไปแล้ว ทัพพม่าได้ยกทัพกลับมาล้อมพระนครอีกครั้งนั้น ด้วยความที่ทัพอยุธยาเริ่มอยู่ในภาวะขาดแคลนกำลังพลและเสบียงแล้ว ทำให้ทัพพม่าสามารถตีแนวค่ายทุกค่ายของอยุธยา จนแตกพ่ายกลับเข้าไปในเขตกำแพงพระนครจนหมด ทัพพม่าจึงเริ่มการเข้าจองถนนถมคูพระนคร จนข้ามมาจนถึงฝั่งพระนครได้ จากนั้น ทัพพม่าก็ทำการตั้งแนวป้องกันปืนใหญ่ ด้วยการปลูกแนวกำแพงไม้ตาลใหญ่ และส่งรี้พลเข้าทำการขุดอุโมงค์ลงไป

น่าแปลกนะครับ ความในละเว๊ นรธาตอนนี้กลับไม่บอกว่า ทางฝ่ายอยุธยาทำการตั้งรับอย่างใดกัน หรือความที่พงศาวดารไทยบอกว่า จะยิงปืนใหญ่ก็ต้องรอคำสั่งจากราชสำนักก่อนอีกที ก็คงดูจะเข้าเค้ามากขึ้น

แต่โดยส่วนตัว ผมว่าที่ฝ่ายเราไม่ได้ยิงปืนใหญ่ตอบโต้ คงไม่ใช่เหตุผลอย่างที่ใครๆเชื่อกันว่า "พระเจ้าอยู่หัวท่านกลัวนางสนมกรมนัลตกใจ" หรอกครับ คนเป็นถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เขาไม่มาคิดอะไรบ้องตื้นแบบนี้แน่นอน หากแต่ผมเชื่อว่า คงเป็นเพราะกระสุนดินดำของเราเริ่มขาดแคลนแล้วต่างหาก เพราะทัพพม่าก็บอกเองว่า ทัพอยุธยาอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอลงมาก เพราะขาดแคลนเสบียงและไพร่พล ขืนำวกตะบันยิงใส่ทัพพม่าไปเรื่อย มีหวังก็ได้เจ๊งกันตั้งแต่เริ่มศึกในยกที่ 2 แล้วล่ะครับ
PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.136.116 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 สิงหาคม 2553 / 22:42
# 12 : ความคิดเห็นที่ 465

อืม ชาติใดไร้ความสามัคคีย่อมปราชัยจริงๆแล 
ตามบันทึกฝ่ายพม่า กลยุทธถมคูขุดอุโมงค์เผากำแพงนั้น ช่างคิดดีแท้ 
แถมเป็นกลยุทธขุดอุโมงค์ยังใช้กันมาไ้ด้เรื่อยๆ


PS.   vbvb World of Warcraft Classes Rogue Hail~ Megatron!
Name : shiroro < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ shiroro [ IP : 124.122.182.225 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 สิงหาคม 2553 / 11:48
# 11 : ความคิดเห็นที่ 464
พี่กำแหงครับ ม้ากินสวนมันกลศึกไม่ใช่หรอครับ คนละอันกับกระบวนทัพไม่ใช่หรือครับ จะว่าไป พูดถึงเรื่องไม่สามัคคี มันก็เป็นเรื่องธรรมดานะครับ ก็เหมือนเพื่อนในห้อง เด็กในโรงเรียน คนในประเทศ เพราะจะให้สามัคคีกันทุกคนนั้น เป็นไปมิได้ แต่เพราะข้าศึกจับจุดอ่อนเราถูก(เจอตัวคนเปิดประตูเมืองพอดี) ก็เหมือนสมัยกาลปัจจุบัน ข้าวยากหมากแพง ประชาชนทุกร้อน ปัญหาการเมืองเด็กประถม การหทารจึงอ่อนแอลง เมื่อไม่มีใครใส่ใจ ข้าศึกก็บุกเข้ามาง่ายดาย กลายเป็นใครเงินถึงให้ทำอะไรก็รับทั้งนั้น แต่อยากรู้ว่า การศึกมันจะตรงแผนเด๊ะขนาดนี้เลยหรอครับ คือถ้ากระบวนศึกมาแนวตัวสก พยุหะตัวยู ผมก็เอาทัพแบ่งเป้นสองตีปีก2ข้างให้เละก่อนแล้วเอาพลม้าทะลวงตีกลางตัวยูให้แตกมันก็ใช้ไม่ได้อ่ะสิครับ ขุนศึกสมัยก่อนคงต้องคิดหน้าหลังกันน่าดูเลย แต่ผมว่ากระบวนทัพไทยยังดูง่ายกว่าของซุนจื่อนะครับ อ่านแล้วพอๆกับคห.238เลยครับ
Name : ยกสยาม [ IP : 124.121.103.111 ]

วันที่: 25 สิงหาคม 2553 / 20:20
# 10 : ความคิดเห็นที่ 459
โดนส่วนตัวนะครับ ผมคิดว่า คาถา อาคมไม่ใช้ปัจจัยหลักของการศึกนะครับ การศึกนั้นมีมากกว่าการเล่น มนตร์ คุณไสยกัน แต่ต้องประกอบด้วยหลายๆด้าน โดยส่วนตัวผมคิดว่า เรื่องคาถา อาคมมีผลต่อ สภาพจิตใต ของ นักรบมากครับ ทำให้ หึกเหิ่มและ กล้าสู้ กับ ศัตรู ที่หันคมดาบเข้าหาตัวเอง หลายๆท่าน ณ ที่นี้ไม่ทราบว่าเคยปะ พบเจอ สถานะการเเบบนั้นไหม แต่ผมเปนคนที่ฝึก อาวุธ ศิลปะการต่อสู้ ผมเคยเจอมา หากมีของมีคน แค่มีดด้ามเล็กๆก็เสี่ยวแล้ว นี้แม่งมาทั้งกองทัพ มีอาวุธพร้อมสรรพ ดาบเล่มโตๆ พร้อม ฝูงห่าธนู หากไม่มีขวัญกำลังใจ ก็คงจะไม่ได้หรอกนะครับ แต่ละประเทศก็มีวิธีปลุกชวัญกำลังใจแตกต่างกันไปนะครับ (ดูอย่างเรื่อง เหตุการณ์เลือดที่เรารู้ว่าเหตุการอะไรพึ่งผ่านไป คน ที่กล้า เผชิญหน้ากับปืน ก็ยังกล้าตายได้ นี้ผมยกตัวอย่างนะอยากออกทะเลหละ) ดังนั้น วิชาคุณไสย อาจจะมี พลังที่เราไม่อาจพิสูจได้จิง แต่ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับขวัญกำลังใจทหารเปนอย่างมาก นั้นแหละครับคือประเดนที่เราพิสูจน์เห็นได้ด้วยตา แต่อะไรก็ตามที่มากเกินไปมันก็ไม่ดีนะครับ ผมไม่ทราบหรอกนะครับ ทัพอยุธยาสมัยนั้นจะเน้นเรื่องอะไร แต่โดยส่วนตัวแล้ว การรบ ควรจะเน้น ปัจจัย ทางการทหารมากกว่าครับ หาก ประเทศอะไรที่ เชื่อทางด้าน ไสยเวทมากเกินไป แล้วเอามาปะปนในสงครามยังไงก็ต้องแพ้แหละครับ เพราะ คนที่รบไม่ใช้ วิญญาณ ไม่ใช้ พระเจ้า ไม่ใช้ อาเรส แต่เปน ลมหายใจของกองทัพพร้อมกับ ศาสตราวุธที่ผนวกไปด้วยความสามารถที่ได้รับการขัดเกลามาเปนนักรบมืออาชีพแล้ว ไม่ใช้เรื่อง เหนือธรรมชาติแต่อย่างใด (ปล คุณผ่านมา ครับ ช่วยพูดดีๆหน่อยนะ โดยส่วนตัวผมคิดว่า จารย์ผม เจ๋งและมีวิสัยทัศดีกว่าหลายๆคนเสียอีก แค่ไปนิด ให้อภัยกันก็โอเค)
Name : ลูกศิษย์นักรบอโยธยา [ IP : 124.120.9.193 ]

วันที่: 14 สิงหาคม 2553 / 02:56
ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
# 6 : ความคิดเห็นที่ 421

ขอบคุณมากครับผม สำหรับความรู้

อย่าเสียกำลังใจกับคอมเมนต์ที่ไม่ดีนะครับ

Name : SHIEN < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ SHIEN [ IP : 183.89.80.59 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 17 พฤษภาคม 2553 / 23:31
ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
# 2 : ความคิดเห็นที่ 362

ม้ากินสวนละ

ที่จริงไม่ใช่เพราะบ้าพิธีมากอะไร

แต่ทหารไทยนั้นขาดซ้อม มิได้ทำสงครามมานานนับร้อยปี

และที่สำคัญ

ไม่สามัคคีครับ อันนี้ของจริง


PS.  ละการเบียดเบียนผู้อื่น และต่างชาติ ขอประกาศตนเป็นพุทธมามกะตลอดชีวิต "การเอาชนะด้วยการทำลายอีกฝ่าย มิต่างอะไรกับวิถีของเดรัจฉาน"
Name : ขุนกำแหง < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ขุนกำแหง [ IP : 113.53.214.41 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 มกราคม 2553 / 14:57
# 1 : ความคิดเห็นที่ 238
พี่พูดมันก็ชัดเจนอยู่นา

กระบวนรบแบบต่างๆ

แต่มันก็ไม่ค่อยเห็นภาพ

หรืองงเพราะคิดตามรวมถึงใส่ภูมิประเทศไม่ค่อยถูก เช่น 

โกธา พยุหะ เงี้ย

ไพร่ราบรั้งอยู่แถวเนินเขายังไงอ่า

เนินเขาจำต้องอยู่ด้านหลังทัพช้างแลม้าอย่างเดียวหรอ แล้วถ้าเกิดว่า

เป็นเนินเข้าก่อนข้ามน้ำเงี้ย มันทรหดไปป่าวอ้ะ อะไรทำนองนั้นอ่ะฮะ
Name : ราชันย์หมาป่าขาว < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ราชันย์หมาป่าขาว [ IP : 58.9.157.111 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 19 สิงหาคม 2552 / 20:11
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android