คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ตำนานศาสตราวุธ

ตอนที่ 41 : เกราะไทย (พร้อมภาพประกอบ+ข้อมูลใหม่)


     อัพเดท 7 ม.ค. 53
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/เกร็ดประวัติศาสตร์
Tags: มีด, ขวานศึก, กระบี่, ดาบ, ดาบยุโรป, ดาบแขก, ดาบซามูไร, ดาบจีน, ดาบไทย, หอก, หอกซัด, หอกยาว, ทวน, โล่, เกราะยุโรป, เกราะจีน, เกราะตะวันออกกลาง, เกราะญี่ปุ่น, เกราะไทย, ง้าว, ธนู, เกาทัณฑ์, ม้าศึก, ช้างศึก, กระบวนรบ, ทัพเรือ, จารีตนักรบ
ผู้แต่ง : อัศวินอโยธยา ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ อัศวินอโยธยา
My.iD: https://my.dek-d.com/Ayothaya_knight
< Review/Vote > Rating : 91% [ 247 mem(s) ]
This month views : 960 Overall : 130,097
597 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 1193 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ตำนานศาสตราวุธ ตอนที่ 41 : เกราะไทย (พร้อมภาพประกอบ+ข้อมูลใหม่) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 22732 , โพส : 20 , Rating : 76% / 10 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


สวัสดีครับแฟนานุแฟนทั้งหลาย สาเหตุที่ผมต้องทำการแก้ไขเรื่องเนื้อหาเกราะไทยเสียใหม่นี้ เพราะว่าผมได้ข้อมูลชุดเกราะไทยที่หลากหลายและละเอียดมากขึ้น จนเห็นว่าหากจะละไว้ให้รู้แก่ตัวและคนใกล้ชิดก็ไม่ควร หรือว่าจะตอบกระทู้ถามในบอร์ดก็เห็นทีว่า ประเดี๋ยวมีคำถามเข้ามามากๆ เนื้อความก็จะตกหล่นไป ทำให้นักอ่านคนอื่นๆชวดข้อมูลสำคัญๆไปด้วย
             ดังนั้น เพื่อความยุติธรรมต่อแฟนานุแฟนทุกท่านและตัวกระผมเอง เราจะมาเริ่มศึกษาข้อมูลของชุดเกราะไทยไปด้วยกันเลยนะครับ  
             ประเด็นชุดเกราะไทยนั้น เป็นที่ถูกจุดประกายขึ้นมาเมื่อคราวภาพยนตร์สุริโยไทได้ออกฉาย เมื่อเราได้เห็นเหล่าตัวละครในเรื่องทั้งฝ่ายอยุธยาและหงสาวดีต่างสวมเกราะหนัก โดยเฉพาะฝ่ายอยุธยาที่สวมเกราะชุด (Breast plate armour) อย่างยุโรปเต็มขั้น จึงทำให้เกิดประเด็นสอบถามและโต้แย้งอยู่ในวงกว้างทีเดียว

แต่ก็แน่ล่ะ พวกนักวิชาเกิน หรือพวกบ้าวิชาก็ชอบมามาแย้งว่า “เฮ้ย นักรบไทยมีวิชาอาคม ไม่สวมเกราะหรอกวะ” "เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ไม่สวมเกราะหรอก บ้าแล้ว!" 

เอาสิครับ ในหนังว่าอย่าง แต่เรื่องวิชาอาคมก็ว่าอย่าง แต่ในฐานะผู้ศึกษาและเรียนประวัติศาสตร์มาโดยตรง ก็ขออธิบาย “อย่างเป็นกลาง” ให้ได้เข้าใจกันเลยก็แล้วกัน

ดินแดนสยามประเทศตั้งอยู่ในแหลมสุวรรณภูมิ หรือที่เรียกว่า “อุษาคเนย์” อันเป็นดินแดนที่เป็นรอยต่อระหว่างอารยธรรมตะวันออกของจีน และอารยธรรมตะวันตกของอินเดียและเอเชียตะวันออกกลาง ซึ่งต่อมาก็จะมีพวกยุโรปเข้ามาเสริมด้วย

ฉะนั้น ด้วยรูปแบบทางวัฒนธรรมของสยามที่มีความหลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ตกลงว่า ชุดเกราะสยามมีรูปแบบอย่างไรแน่?

หลักฐานที่สืบย้อนกลับไปถึงยุคอาณาจักรพระนครแห่งกัมพูชาเมื่อเกือบพันปีก่อนนั้น ปรากฏรูปสลักบนกำแพงปราสาทนครวัด เป็นหมู่นักรบที่สวมเกราะและโล่กลม  เพราะฉะนั้น ในเมื่อนักรบเขมรที่ขึ้นว่าเป็นดินแดนแห่งไสยศาสตร์โบราณยังสวมเกราะ พี่ไทยเราจะไม่สวมเกราะเชียวรึ?  (ดังรูป)

 ถ้าเช่นนั้น ก็มีคนแย้งว่า “เออ แล้วเกราะเราทำจากอะไรล่ะวะเฮ้ย”

ง่ายมากครับ ก็พวกไม้หวายถัก หนังสัตว์ และแม้นแต่เกราะเหล็กแท้ๆอย่างยุโรปด้วยจริงๆนั่นแหละ

ก็ยังจะมีคนถามอีกว่า “แล้วแกรู้ได้ไง” 
            ครับ แม้นว่าทุกวันนี้ เราจะไม่พบเห็นชุดเกราะที่นำมาจัดแสดงให้ได้เห็นกันอย่างชาติอื่นๆ แต่ด้วยยังมีนักวิชาการบางท่าน ที่เป็นเชื้อสายของที่สืบสายเลือดลงมาจากตระกูลขุนนางและราชสกุลบางท่าน (ซึ่งผมขอสงวนนามท่านเหล่านั้นไว้นะครับ) ได้ออกมาเปิดเผยแก่ผู้สนใจในวงการอาวุธโบราณว่า  นักรบไทยในอดีตกาลสวมเกราะจริงครับ ซ้ำยังเป็นเกราะชั้นดีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศด้วย
             ผมจำได้ว่า เมื่อ
ช่วงที่มีการโต้แย้งเรื่องชุดเกราะไทยที่สืบเรื่องลากยาวมาจากภาพยนตร์สุริโยไทนั้น มีคนเอาภาพชุดเสื้อยันต์แดงผุๆ ซึ่งภายใต้ผ้ายันต์นั้นปรากฏเป็นแผ่นหวายที่ร้อยเป็นผืนอยู่ภายใน อันแสดงให้เห็นว่าชุดเสื้อยันต์ที่เราเข้าใจกันนั้น แต่เดิมมาคือเกราะแบบสามัญทั่วไปของกองทัพสยามนั่นเองล่ะครับ และรุ่นพี่ที่พี่เคารพนับถือท่านหนึ่งคือพี่คทาธร (นามแฝงว่า "อ่อนน้อม" ) ก็ได้บอกผมว่า แกเคยเห็นเกราะไทยจริงๆมาแล้วตัวนึง โดยเป็นชุดเกราะหวายถักแล้วลงรักปิดทองอย่างสวยงาม ลักษณะนั้นเป็นเกราะลำตัวที่ประกบหน้าหลังเข้าชุดเอา ซึ่งเป็นเกราะประจำตระกูลของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งครับ

สำหรับเรื่องข้อมูลชุดเกราะตามเอกสารทางประวัติศาสตร์นั้น ก็มียืนยันอยู่อย่างแน่นอนครับ เพราะเมื่อเร็วๆนี้ ผมได้รับข้อมูลมาจากสหายที่รักนามว่า "กุมารสยาม" แห่งเว็บบอร์ดพันทิพ ซึ่งผมต้องออกปากยอมรับเลยว่า สหายผู้นี้มีสติปัญญาและความมานะอุตสาหะอย่างยิ่งทีเดียว เพราะพี่แกสามารถค้นข้อมูลเรื่องเกราะไทยจากตำราพิชัยสงครามเดิมดังต่อไปนี้ครับ


             สำหรับความต่อไปนี้ อ้างอิงจากพงศาวดารขุนหลวงหาวัดประดู่ทรงธรรมครับ
 
           นอกจากนี้แล้ว คุณกุมารสยามก็ยังอ้างอิงจากจดหมายโต้ตอบระหว่างสมเด็จกรมหลวงพระนริศรานุวัติวงศ์กับพระยาอนุมานราชธน ดังนี้ครับ
 
         ยังครับ ยัง...ยังไม่หมดครับ เพราะหลังจากจดหมายฉบับนี้ สมเด็จกรมพระนริศฯก็ทรงนิพนธ์จดหมายชี้แจงเพิ่มเติมให้กับพระยาอนุมานราชธนอีกฉบับหนึ่งครับ
 
         ท่านทั้งหลายครับ สมเด็จกรมพระนริศฯ ผู้ทรงมีศักดิ์เป็นสมเด็จพระอนุชาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงยืนยันอย่างชัดเจนว่ามีชุดเกราะอยู่จริงเลย เห็นไหมครับ? 
           เอาล่ะ ณ จุดนี้เราก็สามารถทราบได้แล้วว่า กองทัพไทยของเราสวมเกราะเป็นที่แน่นอนคือ 
           - เกราะกำมะหยี่แดงขลิบทอง (ตามคำอ้างในพงศาวดารฉบับขุนหลวงหาวัดประดู่ทรงธรรม) โดยหากพิจารณาจากชื่อแล้ว เห็นได้ชัดว่าจะต้องเป็นเกราะที่สาบหรือบุใต้ชั้นผ้ากำมะหยี่แน่ทีเดียว ซึ่งเกราะที่มีการบุใต้ชั้นผ้านั้นก็คือ "เกราะบุผ้า" หรือ Brigandine armour


เพราะถ้าเรามุ่งไปที่ยุคกรุงศรีอยุธยาอย่างเดียว บรรดาประเทศที่มีอิทธิพลต่อสยามประเทศคือ จักรวรรดิจีนในสมัยราชวงศ์หมิง - ชิง จักรวรรดิโมกุลของอินเดีย และจักรวรรดิซาฟาวิดส์แห่งเปอร์เซีย กองทัพของชาติเหล่านี้ก็ล้วนสวมเกราะบุผ้ากันเกร่อมานานแล้วครับ ซึ่งวิธีการทำนั้นก็ง่ายแสนง่าย เพียงแต่ตีเหล็กแผ่นขึ้นมาทีละชิ้น และเอาหมุดปักใต้ชุดนั่นล่ะครับ โดยอ้างจากภาพวาดสีฝุ่นขบวนเสด็จทางสถลมารถ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ยังปรากฏกองทหารหมู่หนึ่งซึ่งสวมชุดเกราะสีน้ำตาลแดงอีกด้วย (ดังรูป - มุมขวาสุด) ซึ่งอาจจะเป็นเกราะกำมะหยี่ก็เป็นได้


         - เกราะทอง เกราะชนิดนี้ผมก็ยังคลางแคลงสงสัยในเรื่องรูปร่างครับ เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นเกราะชุดยุโรปหรือเกราะโซ่ถักสีทองกันแน่ แต่ก็มีหลักฐานยืนยันได้ว่า นักรบไทยสวมเกราะโซ่ถักจริงๆครับ โดยช่วงที่ผมกำลังจะจบปี ๔ นั้น ผมก็ได้พบกับข้อมูลเรื่องชุดเกราะในพงศาวดารเหนือเข้าให้ โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นช่วงที่อาณาจักรล้านนาทำศึกกับพวกฮ่อ (ซึ่งพวกฮ่อที่ว่านี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน กองทัพราชวงศ์หมิงจากหยุนหนาน (ยูนนาน) นั่นล่ะครับ) ซึ่งความในพงศาวดารเขาเรียกเกราะชนิดหนึ่งว่าที่เรียกว่า “เกราะกร่าย”

เกราะกร่ายที่ว่านั้น มีทั้งเกราะกร่ายเหล็ก และแม้แต่เกราะกร่ายทอง ซึ่งตรงกับข้อมูลในวรรณคดีเรื่อง “ลิลิตยวนพ่าย” อันเป็นมหากาพย์ที่ร่ายรจนาถึงสงครามระหว่างอาณาจักรล้านนากับกรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ได้บรรยายถึงชุดเกราะกร่ายเช่นกัน ซึ่งคำว่า “กร่าย” นี้เป็นคำไทยโบราณที่หมายถึง “ตาข่าย” นั่นเอง

ดังนั้น เกราะทองที่มีปรากฏในพงศาวดารอาจจะเป็นเกราะโซ่ถักสีทอง หรือว่าเกราะชุดอย่างยุโรปก็ได้ ซึ่งผมจะกล่าวเพิ่มเติมในภายหลังครับ
         - เกราะนวม หรือ "ฉลองพระองค์เกราะนวม" ก็เป็นเกราะหนังชุดนี่ล่ะครับ แต่ก็มีการตีความกันไปหลายอย่างว่า อาจจะเป็นเพียงเกราะทับทรวงหรือกรองคอเท่านั้น แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นเกราะทั้งชุดเสียมากกว่า เพราะคำว่า "ฉลองพระองค์"นั้น สื่อถึงการสวมหุ้มทั้งร่างกายหรือพระวรกาย มิใช่การสวมเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งเลย โดยอาจจะมีลักษณะเหมือนกับเกราะหวายลงรักที่พี่คทาธรเคยบอกผมก็เป็นได้
            กระนั้น  ผมมีข้อสันนิษฐานส่วนตัวว่า เกราะนวมนี้น่าจะมีรูปทรงเหมือนเกราะซามูไรก็ได้ เพราะเป็นที่ทราบกันว่า มีกองกำลังซามูไรมาเป็นกององครักษ์ในราชสำนักอยุธยา 
พี่ไทยจะไม่คิดทำเกราะสวมบ้างเลยหรือ? เผลอๆอาจจะลอกทรงเกราะกันมาเลยก็ได้ แต่อย่าเพิ่งเชื่อถือตามผมล่ะ เพราะเรื่องนี้เป็นความคิดส่วนตัวเท่านั้นนะครับ 

สำหรับประเด็นเรื่องเกราะยุโรปอย่างในเรื่องสุริโยไท และตำนานสมเด็จพระนเรศวรตามที่ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคลกล่าวอ้างล่ะ? มันเคยมีอยู่จริงหรือไม่

 ข้อกังขานี้ เป็นเรื่องที่นิยมกันเกร่อในหนังและละครอิงประวัติศาสตร์เรื่องต่างๆ รวมถึงเป็นประเด็นโต้แย้งกันเมามันในหมู่นักวิชาการและผู้สนใจในเรื่องประวัติศาสตร์การทหารมานาน อย่างที่ได้บอกไปแล้วนั้น เพราะเรายึดติดกับแนวคิดที่ว่า นักรบไทยมีศิลปะการป้องกันตัวที่เน้นความคล่องตัวเป็นหลัก จะสวมเกราะหนาหนักแบบนั้นไปรบไหวหรือนั่น

แต่แล้ว ผมก็ได้คำตอบจากปากของหนึ่งในผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คือ “ดร.สุเนตร ชุตินราธานนท์” โดยท่านได้มากล่าวเสวนาวิชาการที่มหาวิทยาลัยของผมเมื่อ ๓ ปีก่อน โดยได้ให้คำตอบเรื่องชุดเกราะหนักแบบยุโรปว่า “เรื่องของชุดเกราะนั้น ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เราทำให้เป็นแนวแฟนตาซีขึ้นมาเท่านั้นเอง”
          แม้นเหมือนว่าประเด็นชุดเกราะเหล็กจะเป็นที่ยุติแล้ว แต่ในที่สุด ผมก็ได้ทราบข้อมูลใหม่ว่า นักรบไทย (เฉพาะกลุ่ม) สวมเกราะเหล็กจริงๆ ซึ่งข้อมูลอ้างอิงนี้ได้มาจากคุณศรีสยาม ผู้ชำนาญการด้านประวัติศาสตร์การทหารท่านหนึ่งแห่งเว็บไซด์ไทยโททอลวอร์ครับ เพราะมีหลักฐานยืนยันว่า ราชสำนักอยุธยามีการสั่งนำเข้าชุดเกราะจากฮอลแลนด์ (ฮอลันดา - และอาจจะรวมถึงพวกโปรตุเกสด้วย) นับแต่สมัยสมเด็จพระไชยราชา - สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโดยเกราะหนึ่งตัวมีค่าเท่ากับงาช้าง หรือไม้กฤษณาครับผม 
          "เฮ้ย ถ้านักรบไทยสวมเกราะเหล็ก มันไม่หนักตายโหงแย่หรือไงวะ" "อ้าว ถ้าสวมเกราะแล้วจะออกลีลายังไงเล้า มั่วแล้วแกน่ะ"
           หลายๆท่านคงยังไม่ทราบว่า ที่จริงแล้วเกราะเหล็กที่เราเห็นในหนังนั้น จริงๆนับว่าเบานะครับ คือหนักเพียง ๑๕ กิโลกรัมเท่านั้น ในขณะที่พลทหารในสมัยปัจจุบันต้องแบกสัมภาระและอาวุธประจำกายรวมถึง ๓๐ กิโลกรัม ซึ่งถือว่ามากกว่าสัมภาระและชุดเกราะประจำตัวของนักรบโบราณถึงเท่าตัว 
            ส่วนประเด็นเรื่องลีลาวิชาอาวุธไทยนั้น ขอให้ท่านลืมไปเถอะครับ เพราะท่านต้องไม่ลืมว่า
            ๑. การฝึกปรืออาวุธที่พวกท่านเห็นนั้น เป็นการฝึกด้วยตัวเปล่า จับคู่ประลองตัวต่อตัว หรือไม่ก็ฝึกให้โดนรุม ซึ่งก็ใช้คนฝึกรุมไม่กี่สิบคนเท่านั้น ทำให้ผู้ฝึกมีความคล่องตัวและพื้นที่มากพอที่จะออกลวดลายได้โดยสะดวก 
           เอาล่ะครับ ถ้ายังไม่เชื่อผม ก็ลองคิดอย่างง่ายๆอีกเรื่อง ดูอย่างวิชากังฟูของนักรบจีนสิครับ มีความพลิ้วไหวและรวดเร็วเสียยิ่งกว่ามวยไทยเรามาก แต่นักรบจีนก็ยังสวมเกราะที่หนาและหนักอย่างนั้นออกรบ จริงไหมครับ? 
            ๒. สงครามคือการเคลื่อนพลจำนวนนับหมื่นนับแสนที่เป็นรูปเป็นขบวนที่รัดกุม ไม่ใช่การยกพวกเฮกะโลตีกันอย่างพวกอันธพาล หรือการจัดฉากอย่างในหนังหรือละครย้อนยุคทั้งหลาย ดังนั้น การที่ท่านคิดว่าจะวาดควงอาวุธ หรือยกเท้าเตะถีบอย่างการประลองนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลย ซ้ำยังอาจจะโดนเขาสวนฟันด้วนเข้าให้ ถ้าไม่เชื่อก็ลองจับเพื่อนฝูงมารวมแถวซัก ๑๐ - ๒๐ คน แล้วลองออกวาดลวดลายอย่างวิชาดาบไทยที่คุณเข้าใจ พร้อมๆกันสิครับ รับรองว่าฟาดควงดาบโดนพวกเดียวกันเองจนเจ็บระนาวล่ะน่ะ
            ๓. วิชายุทธโบราณนั้น มิได้มีเพียงมวยไทยหรือกระบี่กระบองเพียงอย่างเดียวครับ เพราะตามที่ผมศึกษามายังพบว่า วิชามวยไทยโบราณที่แท้จริงมีหลักการทุ่ม ทับ จับ หัก อย่างวิชาจูจิทสุของญี่ปุ่น (ซึ่งวิชาสายนี้มีไว้หักข้อศัตรูในชุดเกราะโดยเฉพาะ) หรือที่เรียกว่า "พาหุยุทธ" (การต่อสู้ด้วยแขน) และยังพบว่ามีมวยปล้ำอีกด้วยครับ ซึ่งความในพงศาวดารเรียกว่า "คนชน"
               นอกจากนั้นแล้ว การใช้ดาบจริงนั้น ต้องถือด้วยสองมือครับ ไม่ใช่มือเดียวอย่างที่เราฝึกกันในทุกวันนี้ เพราะการฝึกดาบไทยในสมัยโบราณคือฝึกเพื่อฆ่า หรือทำลายนักรบในชุดเกราะโดยเฉพาะ การจะใช้เพียงมือเดียวสู้จึงแทบไม่ได้ผลเลย (นอกจากพวกฝึกดาบคู่ที่ต้องฝึกมาอย่างหนักเป็นพิเศษเท่านั้น) สายวิชาอาวุธไทยยังแบ่งออกเป็นสามสายด้วยเช่นกัน คือสายยืนหลัก สายปัดป้อง และสายฟันข้อ 
            วิชาสายยุทธยืนหลักนั้น จะเป็นวิชาของนักรบร่างใหญ่  คือเน้นการโจมตีหนัก ส่วนสายปัดป้องกับสายฟันข้อจะเป็นวิชาของนักรบร่างปกติหรือร่างเล็ก ซึ่งเน้นการโจมตีอย่างรวดเร็ว แม่นยำ ที่จุดสำคัญของศัตรู คือตามส่วนข้อต่อต่างๆอย่างข้อมือ ข้อพับแขน ท้องแขน หัวเข่า ฯลฯ นั่นเองครับ เพราะเป็นที่แน่นอนว่า ดาบย่อมไม่อาจทะลุหรือทำลายเกราะได้ นอกจากใช้ง้าว ขวาน หรือค้อนศึกเท่านั้นล่ะครับ    

            "เออ แล้วทำไมไม่มีชุดเกราะในสมัยรัตนโกสินทร์เหลือเลยฟะ หะ?"
 
            ข้อนี้ก็ยืนยันได้ว่ามีการสวมเกราะในสมัยรัตนโกสินทร์ด้วยครับ เพราะมีหลักฐานว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสั่งซื้อเกราะจากจีน ๕,๐๐๐ ชุดมาแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเกราะชั้นดีพวกนี้จะเป็นของพวกเจ้านายหรือขุนนางมูลนายทั้งหลายล่ะครับ ถ้าอยากได้อยากเห็น ก็ต้องอาศัยดวงกับเส้นสายที่หนายิ่งกว่าเส้นก๋วยจั๊บล่ะครับ พี่น้องทั้งหลาย 

ทีนี้ คงจะหายคาใจกันเรื่องเกราะไทยได้แล้วนะครับผม

Credit : คุณกุมารสยาม คุณศรีสิทธิสงครามแห่ง www.pantip.com คุณคนเก็บมูลช้าง และคุณศรีสยามแห่ง www.thaitotalwar.com



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ตำนานศาสตราวุธ ตอนที่ 41 : เกราะไทย (พร้อมภาพประกอบ+ข้อมูลใหม่) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 22732 , โพส : 20 , Rating : 76% / 10 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 20 : ความคิดเห็นที่ 469
เคยดูสารคดีมีการระบุว่าพบหมวกโลหะของนักรบสมัยโบราณซึ่งเก็บรักษาไว้อย่างดีในวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ขออภัยที่จำชื่อวัดไม่ได้ซึ่งในประวัติศาสตร์ก็ระบุว่าวัดดังกล่าวอยู่ในเส้นทางเดินทัพของทหารไทยสมัยโบราณด้วยครับหมวกดังกล่าวเป็นหมวกทรงปีกคล้าย ๆ กับพระมาลาในภาพยนต์ตำนานพระนเรศวร ทำจากทองเหลือง ลวดลาย อักขระเป็นแบบไทยไม่ใช่ต่างชาติทำให้เชื่อได้ว่าสมัยนั้นไทยเราสามารถผลิตเกราะทองเหลืองใช้เองได้จริงครับ
Name : ธนพงษ์ [ IP : 111.84.165.215 ]

วันที่: 3 กันยายน 2553 / 16:35
# 19 : ความคิดเห็นที่ 427
ต้องไม่ลืมอีกอย่างว่า สยามขึ้นชื่อในเรื่องของการส่งออก "หนังสัตว์ " นะครับ

สยามส่งออก หนังกวาง เพื่อเอาไปเป็นส่วนประกอบในเกราะญี่ปุ่นต่อปีเป็นแสน ๆ ผืนนะครับ ยังไม่รวมถึง หนังช้าง และ หนังแรด ที่เรามีใช้เอง

ลองดูปืนที่เอาไว้ล้มช้างก็ได้ครับ จะต้องใช้กระสุนแบบไหนอย่างไร ถึงจะเอาช้างอยู่ ขนาดปืนสมัยนี้ยังต้องใช้กระสุนแบบพิเศษเพื่อจะล้มช้าง แล้วลองคิดดูสิครับว่าหนังช้างมันจะเหนียวขนาดไหน ?

ย้อนกลับไปอีก สมัยก่อนช้างบ้านเรานี่ดาดดื่นนะครับ แล้วแต่ละปีช้างต้องล้มไปเท่าไร ?

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเอาหนังช้างมาทำเกราะแบบไทย ๆ เพื่อกันดาบ, ลูกธนู ผมว่าก็เหลือเฟือแล้วครับ ยิ่งกระสุนปืนสมัยก่อนไม่ได้ตีเกลียวด้วย และไม่ได้ทำหัวแหลมเพื่อเอาไว้เจาะด้วย หนังช้างก็เหลือเฟือแล้วครับสำหรับทำเกราะ
Name : ศรีสิทธิสงคราม [ IP : 124.121.144.140 ]

วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 / 17:12
# 18 : ความคิดเห็นที่ 426
ขอถกด้วยคนครับ

1..เรื่องข่ายทอง หรือ เกราะโซ่ ในสมัยนั้น ถ้ามีจริง ผมว่าก็แค่เอาไว้ประดับบารมีครับ ไม่ได้ใช้จริงแต่อย่างใด ในยุคของพระบรมไตรโลกนาถ สยามอยุธยายังไม่ได้ติดต่อกับฝรั่งเลยนะครับ

2..เรื่องวิชาการต่อสู้ของจีนพริ้วไหว แต่ทำไมยังใส่เกราะหนัก ตรงนี้จริงครับ...แต่...........

ถ้าเราไปดูความหนาของดาบพลทหารจีน(เต้า) หรือแม้แต่ พวกง้าว ทวน หรือธนูก็ตามจะพบว่า มีความหนากว่าดาบของสยามครับ

เอาง่าย ๆ ดาบของทหารเลวจีน กับ ดาบทหารเลวไทยก็หนาต่างกันแล้วครับ ของเราบางเฉียบเลย แต่ของเขาอย่างต่ำ ๆ ก็เป็นเซ็นติเมตรครับ

เพราะฉะนั้นคติในการใช้อาวุธก็ต่างกันครับ

3.. เรื่องวิชาดาบแบบไทย ๆ ที่เราเห็นซ้อมกับใช้งานจริง ตรงนี้ตัวดาบจะเป็นที่บอกได้ครับ ถ้าจะว่ากันต่อไป ก็ต้องลงลึกไปถึงเรื่องของ "กั่นดาบ " ว่าเป็นอย่างไร วิธีการประกอบดาบเป็นแบบไหน

ถ้าลองรื้อโครงสร้างของดาบเก่า(อายุเกิน 200 ปี ) มาดูจะเข้าใจมากขึ้นครับ มองแค่ที่เห็นเขาซ้อมนั่น เป็นไปไม่ได้หรอกครับ
Name : ศรีสิทธิสงคราม [ IP : 124.121.144.140 ]

วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 / 16:59
# 17 : ความคิดเห็นที่ 408
wwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwwww
Name : wwwwwwwwwwwwww [ IP : 124.121.238.148 ]

วันที่: 23 เมษายน 2553 / 12:34
# 16 : ความคิดเห็นที่ 405
มักมีคำถามเสมอว่า หากสยามมีชุดเกราะใช้แล้วไม่เห็นเหลือให้คนรุ่นหลังเห็นบ้างเลยหรือ " ทำไม "
๑ . ในความคิดของผม ปัจจุบันคนที่มีเสื้อเกราะเป็นสมบัติส่วนตัว ก็หายากแล้ว เพราะ " เป็นยุทโธปกรณ์ควบคุม "
คนที่เป็นทหารเองยังหาได้น้อยคนเลย ย้อนไปสมัยก่อนยิ่งแล้วใหญ่ เพราะคนธรรมดา ( คนไทยสมัยก่อน ) หากมีเสื้อเกราะอยู่กับตัว นั่นอาจหมายถึง การเตรียมเป็นกฏบ ต่อแผ่นดิน เพราะเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นอย่างยิ่ง
๒. คิดตามระยะเวลา ไทยทำศึกกับพม่า ในสงครามครั้งใหญ่ๆ แต่ละห้วงห่างกับประมาณ ๒๐๐ ปี ( ห้วงเสียกรุงครั้งที่ ๑ - ๒ ) ดังนั้นคงหาได้น้อยคนที่จะเตรียมชุดเกราะไว้เพื่อรอทำศึก
๓. วิวัฒนาการของ " ปืนไฟ " คงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สื้อเกราะ " หมดคุณค่าทางทหารลง " คงมีไว้ป้องกันได้เพียงอาวุธระยะประชิดเช่น ดาบ เท่านั้น ดังนั้นการมีอุปกรณ์ที่ไม่สามารถป้องกันอาวุธได้ทุกชนิดย่อมลดความสำคัญลง แต่ไม่ได้หมายถึงว่า " ไม่เคยมีใช้ " เพราะในระยะหลังการรบประชิดน้อยลง
๔. เหตุผลที่ว่าภาพวาดตามฝาผนังวัดต่างๆไม่มี อาจเนื่องจากช่างวาดภาพเป็นการวาดในยุคหลังๆซึ่งวาดตามจินตนาการของตนเอง หรือวาดจากคำบอกเล่าของคนที่เห็นอีกทอดหนึ่ง ช่างวาดอาจไม่เคยเห็นการรบในสมรภูมิเลย
เพราะคงไม่มีช่างวาดภาพที่ไหนตามไปวาดภาพในที่ทำการรบ ดังนั้นภาพการรบที่เกิดขึ้นจึงเป็นภาพที่เห็นทหารในเครื่องแบบยามปกติหรือการตามเสด็จของพระมหากษัติย์เท่านั้น แล้ววาดโดยใช้จินตนาการที่ตนเห็นลงไป คิดเอาง่ายๆ หากไม่มีกล้องถ่ายรูป เราเคยเห็นทหารปัจจุบันใส่เสือเกราะด้วยตาเราเองสักกี่ครั้ง
Name : ทหารไทย [ IP : 58.8.110.73 ]

วันที่: 7 เมษายน 2553 / 16:24
# 15 : ความคิดเห็นที่ 401
เรียนเพื่อสมาชิกทุกท่าน
ตามที่มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้มีข้อสงสัยเรื่อง " ชุดเกราะของไทย " และได้มีเพื่อนสมาชิกได้กรุณาค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อตอบข้อสงสัย โดยได้ค้นคว้าข้อมูลจากหลักฐานต่างๆทั้งของไทย และต่างประเทศ ซึ่งผมเองซึ่งเป็นทหารที่จบจากโรงเรียนนายหทหารของกองทัพบก" ต้องขอแสดงความนับถือ" ที่ได้กรุณาหาคำตอบเพื่อเป็นวิทยาทาน อย่างมีหลักการและมีการแสดงหลักฐานอย่างเป็นระบบ
สำหรับตัวผมเองก็เป็นทหารที่มีประสพการณ์ด้านการรบมาบ้างเมื่อปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนจึงอยากนำความรู้สึกมาถ่ายทอด รวมถึงสนับสนุนความคิดที่ว่า " ทหารไทยน่าจะมีเสื้อเกราะใช้มาแต่ครั้งโบราณ " เนื่องจากทหารก็คือมนุษย์ธรรมดา ซึ่งมีความกลัวเช่นคนทั่วไป ดังนั้นเมื่อได้รับภารกิจ สิ่งสำคัญคือ การเตรียมการ ไม่ว่าจะเป็นด้านอาวุธ เครื่องมือติดต่อสื่อสาร ยานพาหนะ รวมถึงสิ่งอื่นๆอีกมากมาย เครื่องป้องกันชีวิต ( ในที่นี้หมายถึงเสื้อเกราะ)
ก็เป็นสิ่งที่ทหารทุกนายต้องการเพื่อเป็นเครื่องรักษาชีวิตให้สามารถปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ หากหน่วยมีให้ก็ดีไป แต่หากไม่มี ทหารที่สามารถจัดหามาเองได้เราก็คงต้องดิ้นรนเอง และถ้าต้องเลือกได้สิ่งเดียว ระหว่าง เครื่องลาง/ของขลัง กับ เสื้อเกราะ " ผมขอเลือกเสื้อเกราะ " เพราะเครื่องลาง/ของขลัง เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างกำลังใจเท่านั้น และเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เรามิได้ยึดถือเป็นหลักในการรบ
ดังนั้นหากมีผู้เชื่อว่า ทหารยึดถือเครื่งลาง/ของขลังเป็นหลังในการรบ ให้เชื่อได้เลยว่าเขาผู้นั้นไม่เคยผ่านประสพการณ์ที่ต้องรักษาชีวิตเพื่อให้บรรลุภารกิจ เพราะทหารคือผู้ถืออาวุธเข้าทำลายศัตรู และในขณะเดียวกัน ศัตรูก็ต้องการทำลายเราเช่นกัน
Name : ทหารไทย [ IP : 58.8.111.202 ]

วันที่: 30 มีนาคม 2553 / 14:09
# 14 : ความคิดเห็นที่ 400
ทดสอบก่อนแสดงความเห็น
Name : ทหารไทย [ IP : 58.8.111.29 ]

วันที่: 30 มีนาคม 2553 / 13:28
# 13 : ความคิดเห็นที่ 391
เชื่อว่าสมัยก่อนไทยมีเสื้อเกราะใช้แน่นอนครับ ถ้าเป็นของอยุทธยาคงโดนพม่ายึดเอาหมดเลยไม่เหลือหลักฐานไว้ให้เห็น พอมายุครัตนโกสินทร์ ก็มีสงครามใหญ่หลายครั้ง เช่นสงครามเก้าทัพ สงครามท่าดินแดง หรือสงครามกับญวน กับหัวเมืองทางภาคเหนือ และใต้ ซึ่งยังใช้หลักนิยม หรือยุทธวิธ๊ และยุทธโธปกรณ์แบบเดียวกับสมัยอยุทธยาอยู่แน่นอนครับว่าต้องมีการใช้เสื้อเกราะแน่ ๆ
แต่ถ้าถามว่าทำไมไม่มีหลงเหลือไว้เป้นหลักฐานซักชิ้นเลยล่ะ ส่วนหนึ่งผมเห้นว่า
1. เสื้อเกราะส่วนใหญ๋ในยุครัตนโกสินทร์จะทำด้วยหนัง เสริมโลหะน่าจะเป็นทองเหลือง เมื่อผุพัง ชำรุด ก็นำหนังไปทำประโยชน์อย่างอื่น หรือแม้แต่นำไปเป็นก็อาหารได้คือมีบันทึกเอาไว้ว่าสงครามท่าดินแดง ทหารพม่าโดนไทยล้อมถึงกับอดหยาก ต้องนำเกราะหนัง โล่หนัง หมวกหนัง มาต้มกินแทนเสบียง
2. เสื้อเกราะยุครัตนโกสินทร์นอกจากของจีนหรือยุโรปแล้ว เราน่าจะทำได้เองโดยการหล่อด้วยทองเหลือง โดยเอาแบบมาจากเกราะของทางยุโรป แล้วหล่อวิธีเดียวกับหล่อพระพุทธรูป ซึ่งไทยเราสามารถทำได้ตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้วครับ พระพุทธรูปมีรายละเอียดสูงกว่าเสื้อเกราะมาก เรายังทำได้ ดังนั้นเสื้อเกราะนี่เราทำได้แน่ ๆ

พอถึงยุครัชการที่ 5 มีการปรับหลักนิยมในการทำสงครามใหม่ให้เป็นแบบยุโรปคือใช้ปืนยาว ปืนใหญ่ เรือรบ เป็นหลัก เสื้อเกราะ และยุทโธปกรณ์อื่น ๆ จึงถูกปลดประจำการ โดยเฉพาะเสื้อเกราะที่ทำจากโลหะ หรือทองเหลือง คงถูกนำไปทำเป็นปืนใหญ่ ปืนครก หรือทำประโยชน์อื่น ๆจนหมด เพื่อเตรียมเอาไว้ต่อสู้กับนักล่าอานานิคมทั้งหลาย
Name : นิรนาม [ IP : 118.175.30.123 ]

วันที่: 3 มีนาคม 2553 / 09:41
# 12 : ความคิดเห็นที่ 368

สวัสดีปีใหม่ครับ คุณอัศวินฯ(ไม่รู้จะช้าไปไหมนี่ ฮิๆ)
ขอให้สุขภาพแข็งแร็ง มีพลังปัญญาที่ปราดเปรื่อง
พร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้ได้ติดตามชมกันต่อไปเรื่อยๆนะครับ

อ้อ...ตอนนี้ในบล็อกผมได้เพิ่มเติมเนื้อเรื่องของเกราะเกาหลีและญี่ปุ่นแล้วครับ
ซึ่งต้องขอขอบคุณคุณอัศวินฯมากๆเลยครับ สำหรับแหล่งข้อมูลอ้างอิง
Name : กุมารสยาม [ IP : 58.9.121.77 ]

วันที่: 16 มกราคม 2553 / 11:39
# 11 : ความคิดเห็นที่ 367
ล่า่สุดผมอ่านพบจากหนังสือเสียกรุงครั้งที่๒ อ.สุเนตรฯ เป็นมุมมองที่ค้นคว้าจากพงศาวดารคองบอง,หอแก้ว,คำให้การกรุงเก่าและหลวงประเสริฐ กล่าวว่าศึกครั้งนี้เราสู้อย่างเต็มที่,อาวุธกำลังพลพร้อม,พระเจ้าเอกทัศน์ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรมแต่เราแ้พ้เพราะวางแผนยุทธศาสตรผิดพลาด น่าอ่านครับ
เล่มนี้กล่าวถึงช้างศึกไทยใส่เกราะเหล็กบังอก,ติดปืนใหญ่ขนาดเล็กดุ๐แล้วยังกะรถถัง stringray อย่าคิดว่าอยุธยาทำไม่ได้นะครับ ลองค้นดูครับผมอ่านเจอจากใหนไม่ทราบนานมาแล้ว กล่าวว่ากรุงศรีอยุธยายุคพระเจ้าบรมโกศน์,พระเจ้าเอกทัศน์ ร่ำรวยมหาศาลขายข้าวให้จีนอย่างเดียวก็รวยจนเงินล้นท้องพระคลัง สร้างปืนใหญ่ขนาดยาว ๒๐ ศอก เพราฉะนั้นเรื่องการติดเกราะให้ช้างศึกหรือนักรบเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่จะถูกฝรั่ง,แขกหลอกเอก็อีกเรื่องหนึ่ง คิดๆดูแล้วคงเหมือนพ่อค้าอาวุธสมัยนี้ไม่มีผิด
Name : คนกวาดมูลช้าง [ IP : 125.27.71.126 ]

วันที่: 12 มกราคม 2553 / 00:00
# 10 : ความคิดเห็นที่ 360

ที่เกราะไทยไม่หลงเหลือมีความเป็นไปได้ว่าทหารพม่านั้นไม่ต้องการให้อยุธยาเป็นเมืองได้อีก จึงต้องกวาดล้างเผาปล้นให้หมด ในจดหมายเหตุ คณะบาทหลวงฝรั่งยังเอ่ยเลยว่า แม้แต่ หวีของสตรีมันยังเก็บเอา แล้วเกราะจะเหลืออะไร น่ะ

ชาติเราไม่ใช่นักบันทึกเท่าไร จึงไม่ค่อยมีหลักฐานปรากฏแน่ชัด

แต่ที่แน่ๆมักใส่กระบังอก แบบทหารอโยธยาเสียมากกว่า

ยังไงเสียในคตินักรบ เขาหาได้ชื่นชมกันเพราะชุดเกราะ

แต่นักรบมักชื่นชมกันที่ฝีมือ มากกว่า

ไม่ใช่กษัตริย์หรือแม่ทัพคนไหนชมศัตรูเพราะเกราะสวยหรอก

ถึงใส่เกราะก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ตาย สู้ว่องไวดีกว่า(เสียวเฉือยนิดๆ)


PS.  ละการเบียดเบียนผู้อื่น และต่างชาติ ขอประกาศตนเป็นพุทธมามกะตลอดชีวิต "การเอาชนะด้วยการทำลายอีกฝ่าย มิต่างอะไรกับวิถีของเดรัจฉาน"
Name : ขุนกำแหง < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ขุนกำแหง [ IP : 113.53.214.41 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 มกราคม 2553 / 14:49
# 9 : ความคิดเห็นที่ 359
ข้อมูลใหม่ พร้อมรูปประกอบแจ่มมากเลย :D ขอบคุณ
PS.   vbvb World of Warcraft Classes Rogue Hail~ Megatron!
Name : shiroro < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ shiroro [ IP : 124.120.9.5 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 7 มกราคม 2553 / 09:27
# 8 : ความคิดเห็นที่ 345
ผมคิดว่าในยุคพระนเรศวรนั้น สยามมีความเจริญทางด้านการทหารสูงสุด เราอย่าคิดว่าทหารไม่ใช้เกราะเป็นความล้าหลังด้านการทหาร ผมคิดว่าด้านคงกระพันชาตรี อาบน้ำว่าน เคี้ยวว่าน(ยังคงอยู่ถึงปัจจุบันกรณีว่านคางคก ที่นักมวยดังบางคนชอบใช้)เป็น ศาสตร์ด้านการทหารอย่างหนึ่งของสยาม เสื้อเกราะมีใช้แน่นอนแน่นอนแต่น่าจะเป็นเกราะเบาตามอย่างเสปนหรือโปตุเกสเพื่อแสดงเกียรติของนายทัพ(คนไทยถึงอย่างไรก็เห่อของนอก) แต่ศาสตร์ด้านคงกระพันในยุคพระองค์ท่านจะต้องสุดยอดแน่นอน คิดดูครับปืนใหญ่ยังหล่อเอง,เรือรบสร้างเอง(ท้ังลำน้ำและทะเล)ปืนเล็กยาวสั่งจากโปตุเกส,เสปน(ก้าวหน้ากว่ายุคนี้เยอะ) ทำไมจะสร้างหรือซื้อเกราะมาใช้ไม่ได้นอกจากไม่จำเป็นต้องใช้เพราะสยามก็มีดีของเราเหมือนกัน
การทหารในยุคพระองค์ท่านน่าจะเป็นระบบทหารอาชีพ ซึ่งต่างจากตะเบงชะเวตี้,บุเรงนองที่เกณท์คนมารบหมดทั้งอิระวดี แต่สังเกตดูครับ
๑ มีหลักฐานการซ้อมรบที่เขาพนมจ.พิษณุโลกบ่อยครัง สมัยอื่นหรือประเศอื่นย่านนี้ไม่ปรากฏ
๒ ใช้เวลาเพียง ๑ วัน พายเรือตามพระยาจีนจันตุ และยิงกันที่ปากน้ำ ฝีพายต้องสุดยอด
๓ จดหมายเหตของโปตุเกสกล่าวไว้ว่า การรับทูตจากกรุงละแวกทรงใช้พลธนู ๒๐๐๐๐ นาย เรียงรายตามแนวฝั่งแม่น้ำ แสดงว่ากำลังพลส่วนนี้อยู่ใกล้ชิดพระองค์สามารถเรียกได้ทันที
๔ การเกณท์ ทัพ เกือบทุกครั้ง พระองค์จะใช้ทหาร ๑๐๐๐๐๐ คนโดยประมาณ เกณท์ได้ในทันทีแบบพลธนูข้างต้นนั่นคือกำลังพลเหล่านี้อยู่ใกล้ชิดพระองค์ท่านเช่นกัน
ที่สำคัญอีกเรื่องครับหลังจากศึกตองอูทรงประทับที่เพชรบุรีตลอด น่าจะไม่เคยประทับอยุธยาในช่วงหลัง นักประวัติศาสตร์หลายคนลงความเห็นว่าทรงเสียพระทัยที่พ่ายศึกตองอู ยิ่งกว่านั้นพงศาวดารยะไข่ถึงกล่าวว่า พระเอกาทศรถถูกยะไข่จับได้ และพระองค์ท่านต้องเสียค่าไถ่แลกตัวพระอนุชาอันนี้จดหมายเหตุโปรตุเกสทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายพม่า พงศาวดารหอแก้วเองก็มิได้กล่าวไว้ แต่ขอให้สังเกตุว่าหลังจากศึกครั้งนี้ ตองอูหมดสภาพในการรุกราณเมืองอื่นและค่อยๆลดบทบาทหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์พม่าจริงอู่ทรงยึดตองอูไม่ได้ แต่อะไรเกิดบตองอูในศึกครั้งนี้บ้าง สิ่งนี้เป็นเหตุให้ตองอูหมดศักยภาพในการรุกราณสยามประเทศ แต่เมืองที่พระองค์ทรงวิตกแทนที่จะเป็นตองอูกลับเป็นอังวะ ถึงขนาดสั่งเสียใให้พระเอกาฯทำลายอังวะให้พินาศ ดูต่อไปครับใครเป็นผู้ทำลายอยุธยาใน ๑๗๐ ปีถัดมา ทรงคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำมาก
เรามาดูเหตุที่พระองค์ประทับที่เพชรบุรีจนตลอดพระชนม์ชีพ
พระองค์ทรงเป็นนักการทหารยังไงก็โปรดที่จะอยู่กับทหาร ในปลายรัชกาลของพระองค์มีการซ้อมรบทางทะเลถึงขนาดกล่าวว่าเรือของแม่ทัพนายกองติดอาวุธพร้อมเต็มท้องมหาสมุทร นั่นคือจะต้องมีการสร้างกำปั่นรบจำนวนมาก และฐานทัพเรือของสยามจะต้องอยู่ที่เพชรบุรี
พระองค์คงไม่มองไปที่ญี่ปุ่น,เวียดนามหรืออังวะ แต่ยุคนั้นเป็นยุคเริ่มต้นของการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก
นักการทหารที่ยิ่งใหญ่อย่างพระองค์ทำไมจะคาดไม่ได้จากภัยของชาติตะวันตกและการใช้กำปั่นรบปิดปากอ่าวไทยครั้งแรกเกิดในแผ่นดินพระนารายญ์ ๕๐ ปีหลังจากนั้น
นั่นคือทั้งหมดมีเกราะใช้แน่นอน จะไส่็ก็ได้ไม่็ก็ได้ตามความเหมาะสม ผมคิดว่าศาสตร์ด้านการทหารของสยามในยุคพระองค์ท่านไม่เป็นรองใครทั้งยุโรปและเอเซีย นักการทหารที่ยิ่งใหญ่อย่างอย่างพระองค์ท่านมองเกมขาดล่วงหน้าเป็น ๑๐๐ ปี ทำไมจะมองความเหมาะสมของการใช้เกราะไม่ได้














Name : คนกวาดมูลช้าง [ IP : 202.151.4.24 ]

วันที่: 23 ธันวาคม 2552 / 13:55
# 7 : ความคิดเห็นที่ 332
.....สยามมีความเจริญรุ่งเรือง ต่างชาติมาติดต่อค้าขาย เดินทางผ่านมาก

ก็ไม่แปลก ที่จะมีอาวุธยุทฌธปกรณ์

ฝรั่งโปรตุเกส ฮอลันดา ติดต่อค้าขายกับเราเยอะครับ

เปอเซียร์ก็เช่นกัน ในสยามมีเกราะเปอเซีย เกราะแบบตาข่ายนั้นแหละ

เกราะเหล็กเรามีครับ(แต่ไม่เหมือนเกราะในหนังตำนานพระนเรศวร นั้นเขาแฟนตาซี)

แต่ ..ก็ต้องมาพิจารณากันด้วย ว่าเหมาะที่จะใส่หรือเปล่า

ไม่ว่าในเรื่อง ขนาดตัว สภาพภูมิอากาศ(ร้อน) สภาพภูมิประเทศ(หากฝนตก มิจมโคลนฤา) วิชาอาวุธ

.....แล้วถ้าพิจารณาถึงกระบวนวิชา การเคลื่อนตัว การใช้อาวุธ แบบเรานั้น

เราเน้นความคล่องตัวสูง เป็นหลัก บางทีการใส่เกราะเหล็ก เช่น เกราะตาข่าย ของเปอเซียร์

นั้นมีน้ำหนักมาก ผมฝึกดาบไทย สูง 187 ซม. ได้มีโอกาสใส่เกราะตาข่ายของเปอเซียร์

ของจริง ที่ค้นพบในสยาม ซึ่งเพียง 2 ส่วน คือตัวเสื้อเกราะ คลุมถึงหัวเข่า และเกราะคล้ายผ้าพันคอ ไว้ป้องกันคอ

มันหนักมากครับ แทบจะเคลื่อนตัวไม่ได้เลย

ดังนั้นในความคิดผม ถ้าเป็นผม ผมไม่คิดใส่เกราะตาข่ายออกศึก

.....เสื้อขนอบหรือเสื้อสักยันต์ มีแน่ๆครับ

กรองคอ ลักศณะสามเหลี่ยม ทำจากหนังสัตว์

.....หากจะกล่าวถึงเกราะเท่ๆ ที่ได้ยินได้ฟังมาจากผู้รู้

น่าจะเรียกว่า "เกราะนวม" ศิลปะแบบไทยๆ ไม่ใช่เหล็ก เป็นผ้า ผมเคยได้ยินว่ามีน้อยตัว อยู่ในวังกระมัง

นักรบสยามก็มีหน้ากากใส่ ลายวิจิตรด้วยนะ ขอบอก
Name : ธรรมคุณาลังการ [ IP : 158.108.12.46 ]

วันที่: 1 ธันวาคม 2552 / 20:09
# 6 : ความคิดเห็นที่ 315
ผมอ่านเรื่องอัศวินดำแล้วมันมากๆๆครับ
ทหารไทยระดับนายใส่เสื้อเกราะแน่นอน
๑ ชุดเครื่องราชกุกุธภัณฑ์ของพรเจ้าแผ่นดินเป็นเครื่องประดับพระบารมีใช้ในยามสงบ แต่ยังมีชุดเครื่องราชพิชัยสงครามซึ่งกล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารเมื่อ ร.๕ขึ้นครองราชประกอบด้วยชุดเกราะเหล็ก,เกราะบุนวมและเกราะหนังอีกทั้งขบวนทหารม้านำประกอบไปด้วยทหารม้าเกราะทอง,ทหารม้าแต่แบบฮ่อ(แมนจู) อันนี้สอดรับกับคำให้การขุนหลวงหาวัดกล่าวถึงขบวนนำกฐินหลวงกล่าวถึงกองทหารม้าเกราะทองสเช่นกัน
๒ จดหมายเหตุบาทหลวงเดอชัวชีร์ในแผ่นดินพระนารายณ์
- การแปรพระราชฐานไปลพบุรีทางชลมาร์ค ฝีพายเรือพระที่นั่งใส่ชุดเกราะเบาบังอก
- เจ้าพระยาวิชาเยนทร์เป็นผู้ควบคุมในการทำความสะอาดชุดเกราะของอดีตวีรกษัตริย์(พระนเรศวรมหาราช)
๓ ผมอ่านจากหนังสือเล่มหนึ่ง กล่าวว่า ในสมัย ร.๑ หลังจากศึก ๙ ทัพ ไทยขอซื้ชุดเกราะจากจีน ๕๐๐๐ ชุด
๔ แม้เต่การเล่นโขน ตัวยักษ์มองยังไงๆ ชุดผู้แสดงก็เลียนแบบชุดเกราะ มีทั้งบังช่วงใหล่ รัดอก บังโคนขา
๕ เราต้องยอมรับอีกข้อว่า ตั้งแต่ยุคที่อยุธยาติดต่อกับโปตุเกส ฝรั่งเลิกใช้เกราะหนักแล้ว มีแต่เกราะเหล็กเบาบังช่วงอกและบางส่วนของโคนขา โดยในยุคพระนารายณ์ตรงกับพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ การใช้เกราะเบาฝรั่งเองก็ลดความสำคัญเพราะการพัฒนาของปืนไฟ ซึ่งอยุธยาก็ซื้อมาใช้จำนวนมาก ชุดเกราะเบาจึงลดความสำคัญลงไปอีก ถึงอยากซื้อก็ซื้อไม่ได้เพราะฝรั่งเลิกใช้ จึงเหลือแค่เกราะหนังบังอก หรือชุดที่ใช้ในงานพิธี
คงแค่นี้ก่อนครับอยากออกความเห็นเรื่องนี้นานแล้วแต่ไม่มีโอกาส ไว้้คราวหน้าจะเสนอถึงพระอัจฉริยภาพทางทหารของพระนเรศวรที่คาดการภัยคุกคามล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดเหตุนับ ๑๐๐ ปี โดยเฉพาะจากชาติตะวัตก

Name : คนกวาดมูลช้าง [ IP : 202.151.4.24 ]

วันที่: 12 พฤศจิกายน 2552 / 16:09
# 5 : ความคิดเห็นที่ 314
TESTTEST
Name : KAI [ IP : 202.151.4.24 ]

วันที่: 12 พฤศจิกายน 2552 / 11:57
# 4 : ความคิดเห็นที่ 269
หรือเป็นไปได้ว่าอังวะสั่งรวบรวมอาวุธมาทำลายดผาพงศาวดารดีๆลงทั้งหมดที่มีในอยุธยาที่กั๊ก เมืองอื่นของสยามอาจจะมีแค่แม่ทัพนายกองซึ่งอาจจะมีไม่กี่คนเอง
Name : มหาบุรุษ [ IP : 124.121.101.191 ]

วันที่: 29 ตุลาคม 2552 / 22:41
# 3 : ความคิดเห็นที่ 255
อาจจะว่าสมัยอยุธยาเริ่มมีปืนไฟใช้เกราะก้อาจจะมีน้อยและส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านเกณฑ์มาทำศึก แต่ว่าถ้าเป็นเรามีวิชาดาบกับเห็นทหารโปรตุเกสใส่เกราะดูเก๋ๆไทยเราจะไม่อยากใส่บ้างเหรอครับ แล้วพวกฝรั่งก็ชอบค้าอาวุธอยู่แล้วทำไมจาไม่ขาย จีนอีกมาค้าขายมันจะไม่มีทหารใส่เกราะมาโชว์เลยหรอ พม่าอีก อูยข้าศึกเราใส่เกราะแล้วเราที่ว่าเป็นนครค้าขายใหญ่ในแถบนี้ ไฉนไม่เอาเกราะบ้างง่ะ
Name : ทหารราบอโยธยา [ IP : 124.122.10.249 ]

วันที่: 5 ตุลาคม 2552 / 22:20
# 2 : ความคิดเห็นที่ 226
ผมเคยเห็นที่พิพิธภัณ มีทั้งเกราะม้า และหมวก เกราะม้าน่าจะเป็นโลหะทาสีแดงเป็นรูปนางฟ้าเทวดาอยู่บนเมฆสส่วนหมวกเป็นหวายทาด้วยชาติสีแดง
Name : เอ็ก [ IP : 114.128.7.201 ]

วันที่: 12 กรกฎาคม 2552 / 10:55
# 1 : ความคิดเห็นที่ 223
แล้วของเก่าโบราณไม่มีเหลือตกทอดมาถึงปัจจุบันบ้างเหรอครับ น่าแปลกนา อย่างญี่ปุ่นหรือทางยุโรปเขายังหลงเหลือเกราะเก่ามาให้เห็นเลย ของเจ้านายชั้นสูงเชื้อพระวงค์ต่างๆที่เป็นของตกทอดก็ไม่เคยเห็นเลย แล้วมันหายไปไหนหมดครับสงสัย
Name : จิ้งจอกเก้าหาง [ IP : 118.174.70.61 ]

วันที่: 22 มิถุนายน 2552 / 22:11
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android